ศูนย์ PRO-Green จัดการประชุมเครือข่ายนักวิจัยในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

L1010031

ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดประชุมนักวิจัยเครือข่ายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อจันทร์วันที่  29 กุมภาพันธ์ 2559 ณ ห้องประชุม ศ 429 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และประชุมผ่านระบบ Video Conference มายัง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โดยได้รับเกียรติจากคณาจารย์จากคณะต่างๆ อาทิ คณะนิติศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ สถาบันพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ รวมถึงนักวิจัยจากสถาบันสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ โดยมี รศ.ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย ให้การต้อนรับและนำการประชุม
โดยนักวิจัยเครือข่ายแต่ละท่านได้นำเสนอถึงหัวข้อผลงานทางวิชาการที่ตนเองมีความสนใจและกำลังศึกษาอยู่ รวมถึงหัวข้องานวิจัยที่สนใจในอนาคตเพื่อที่จะได้พัฒนาเป็นข้อเสนองานวิจัเสนอขอรับทุนจาก สกว. ต่อไป

รายละเอียดต่างๆ ทางศูนย์วิจัยฯ จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ศูนย์ PRO-GREEN ประกาศรับข้อเสนอโครงการวิจัย หัวข้อ “เศรษฐกิจสีเขียวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน”

ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (PRO-Green) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ

 

เปิดรับข้อเสนอโครงการวิจัย “เศรษฐกิจสีเขียวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน”

โดยมีโจทย์วิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้

  • ผลกระทบของกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อสุขภาพ (การใช้สารเคมีในภาคเกษตร/อุตสาหกรรม/บริการ)
  • การจัดการผังเมืองและการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
  • ระบบการขนส่งมวลชนกับวิถีชีวิตในเมือง
  • เกษตรอินทรีย์กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน (มิติการผลิต/การตลาด/สุขภาพ/ระบบนิเวศ)
  • การปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง (Adaptation)
  • สังคมผู้สูงอายุ กับ การเปลี่ยนแปลงสังคมและเศรษฐกิจ
  • การพัฒนาธุรกิจสำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม/ส่งเสริม CSR (การตลาด/การเงิน)
  • โครงสร้างสถาบัน (institution structure) เช่น การปรับปรุงกฎหมาย องค์กรท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ
  • ความหลากหลายทางชีวภาพกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ/การค้าระหว่างประเทศ
  • การส่งเสริมแนวคิดการพัฒนาอย่างยืนตลอดสายโซ่อุปทาน
  • มาตรการทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศกับการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว
  • การส่งเสริมการท่องเที่ยวกับความยั่งยืนของประเทศ/ธุรกิจ/ชุมชน

 

ท่านสามารถส่งข้อเสนอโครงการวิจัยผ่านศูนย์ PRO-Green เพื่อขอรับทุนวิจัยจากสกว.ได้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

กำหนดปิดรับข้อเสนอรอบที่ 1 สำหรับ เขตกทม.และปริมณฑล: วันที่ 30 เมษายน 2559

กำหนดปิดรับข้อเสนอรอบที่ 1 สำหรับต่างจังหวัด: วันที่ 31 พฤษภาคม 2559

 

ส่งข้อเสนอหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เลขที่ 2 ถ.พระจันทร์ เขตพระนคร กทม. 10200

โทรศัพท์  096-7515073 , 02 224 0147-8 , 02 613 2461

โทรสาร 02 224 0147 E-mail: progreenecon@gmail.com

 

ขยะกำลังจะล้นโลก ตอนที่ (2)


 

อ.ดร.อนิณ อรุณเรืองสวัสดิ์

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


การแก้ไขปัญหาขยะที่ดีที่สุดก็คือการลดปริมาณขยะลงให้เหลือน้อยที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นการประหยัดทรัพยากรแล้ว ยังช่วยประหยัดต้นทุนในการกำจัดขยะอีกด้วย  หลักการสากลในการลดปริมาณขยะ ก็คือ หลักการ 3R  ซึ่งได้แก่ การลดการใช้ (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) และ การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle)

reduce-reuse-recycle

จากรายงานของกรมควบคุมมลพิษพบว่า ในปี 2558 คนไทยสร้างขยะเฉลี่ยคนละประมาณ 1.1 กิโลกรัมต่อวัน การลดปริมาณขยะคงต้องอาศัยจิตสำนึกของประชาชนในการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกเมื่อไม่มีความจำเป็น การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก และ การนำบรรจุภัณฑ์สินค้ากลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น อย่างไรก็ดีรัฐฯ สามารถสร้างมาตรการในการลดปริมาณขยะลงได้ เช่น ในเมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐฯ ถึงขนาดออกกฎหมายห้ามมิให้ร้านค้าใส่ถุงพลาสติกให้ลูกค้า แต่ให้ขายถุงที่สามารถใช้ซ้ำได้ให้กับลูกค้า  ประเทศญี่ปุ่นมีการจัดเก็บค่าถุงพลาสติก สำหรับประเทศไทยมีการให้คะแนนสะสมแต้มหากไม่ใช้ถุงพลาสติก เป็นต้น

สำหรับการเก็บค่าธรรมเนียมขยะในประเทศไทย เป็นการจัดเก็บเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการขยะเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนสร้างแรงจูงใจในการลดขยะแต่ประการใด เนื่องจากไม่ว่าจะทิ้งมากหรือน้อยก็จ่ายเท่าเดิมซึ่งต่างจากค่าธรรมเนียมขยะในเมืองโตรอนโต้ ประเทศแคนาดา ที่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะตามขนาดของถังขยะ หากทิ้งมากก็ต้องจ่ายมาก เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลดปริมาณขยะ และ ส่งเสริมให้เกิดการใช้ซ้ำมากขึ้น แต่ข้อพึงระวังเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว ก็คือ อาจจะเกิดปัญหาการลักลอบทิ้งขยะในที่สาธารณะเพื่อเลี่ยงค่าธรรมเนียมก็เป็นได้

สำหรับการนำกลับมาใช้ใหม่(recycle) นั้นจะต้องมีการส่งเสริมให้เกิดการคัดแยกขยะควบคู่กันไปด้วย คนในประเทศยุโรป และ ญี่ปุ่น ทำการคัดแยกขยะกันในระดับครัวเรือนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ภาครัฐฯ จัดหาถังขยะแยกประเภทไว้คอยรองรับ สำหรับประเทศไทยนั้นไม่เคยมีการรณรงค์เรื่องการคัดแยกขยะอย่างจริงจัง ไม่มีถังขยะแยกประเภทที่เพียงพอ หรือ แม้แต่การจัดเก็บขยะของเทศบาลก็ไม่มีระบบการคัดแยกขยะที่เหมาะสม

อีกมาตรการหนึ่งในการส่งเสริมให้เกิดการนำกลับมาใช้ใหม่ คือระบบ จ่ายค่าธรรมเนียมล่วงหน้าแล้วขอคืนทีหลัง (deposit-refund) ในระบบนี้ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรีไซเคิลล่วงหน้า เมื่อซื้อสินค้า เช่น น้ำขวด น้ำอัดลมกระป๋อง หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น แต่ผู้บริโภคสามารถขอคืนค่าธรรมเนียมดังกล่าวในภายหลังได้ หากนำซากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาส่งคืน จะเห็นได้ว่ามาตรการนี้จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการคัดแยกขยะและนำขยะเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่   มาตรการนี้ยังเหมาะสำหรับสินค้าที่มีความเป็นพิษ เช่น ถ่านไฟฟ้า แบตเตอรี่  หรือ น้ำมันเครื่อง เป็นต้น  เนื่องจากเป็นขยะอันตราย และ ต้องได้รับการจัดเก็บที่ถูกต้อง หากจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่เหมาะสมผู้บริโภคก็จะนำส่งคืนขยะอันตรายเหล่านี้เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธ ลดปัญหาการนำไปทิ้งในที่ต่างๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อม

A14
ข้อมูลค่าธรรมเนียมขวดน้ำจัดเก็บล่วงหน้า (deposit) (ปอนด์) กับอัตราการนำส่งคืนขวด (refund) ของประเทศต่างๆ                                                                                                                                                                                 ที่มา: Dominic Hogg et.al (2010) Have we got the bottle? Implementing a Deposit Refund Scheme in the UK

 

แผนภาพข้างต้นแสดงให้เห็นตัวอย่างอัตราค่าธรรมเนียมล่วงหน้าที่จัดเก็บจากขวดน้ำดื่มในประเทศต่างๆ โดย แกนนอนแสดงอัตราภาษีต่อหน่วยในสกุลเงินปอนด์  ส่วนแกนตั้งแสดงอัตราการนำส่งคืนขวดน้ำ จากภาพก็จะเห็นได้ว่าค่าธรรมเนียมส่งผลต่ออัตราการนำส่งคืนอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งอัตรามีความสูงมากขึ้นเท่าใด อัตราการนำส่งคืนก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ดีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงอาจจะกระทบต่อผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยได้

มาตรการต่างๆ ที่กล่าวไปเป็นมาตรการเสริมที่กระตุ้นในประชาชนลดการสร้างขยะ และ นำขยะกลับมาใช้ใหม่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดีมาตรการที่ดีที่สุด คือ การรณรงค์สร้างจิตสำนึกเกี่ยวกับเรื่องขยะอย่างจริงจัง ดังเช่น โครงการตาวิเศษ ซึ่งรณรงค์ลดการทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโครงการที่มีการรณรงค์อย่างจริงจัง เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง และต่อเนื่อง จนทำให้กรุงเทพฯ สะอาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  หากภาครัฐฯ จัดโครงการรณรงค์เกี่ยวกับการลดปริมาณขยะ การลดการใช้ถุงพลาสติก การคัดแยกขยะ  หรือ การรณรงค์สร้างความตระหนักเกี่ยวกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ก็น่าจะดีไม่น้อย

A11.jpg

สังคมคาร์บอนต่ำ ตอน คามิคัทสึ เมืองไร้ขยะ

 


 

รศ.ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


เป้าหมายเมืองไร้ขยะ ในปี ค.ศ. 2020

คามิคัทสึ เป็นเมืองด้านตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนเมืองใดในโลก เพราะผู้คนของเมืองนี้มีเป้าหมายที่เหลือเชื่อ และอาจกลายเป็นเมืองต้นแบบของเมืองอื่นๆ ของโลกได้เลยทีเดียว  ประชาชนของเมือง คามิคัทสึ จำนวนหนึ่งพันเจ็ดร้อยคน ร่วมกันให้คำมั่นสัญญาที่จะยุติการใช้พื้นที่ฝังกลบขยะและเตาเผาขยะโดยเด็ดขาดภายในปี ค.ศ. 2020 ด้วยการรีไซเคิลและใช้ซ้ำ (recycle and reuse) ของเสีย (waste) ทุกชนิดในครัวเรือน

เมืองเล็กๆ เช่นนี้กับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย แต่ปัจจุบันคามิคัทสึก็สามารถจัดการกับร้อยละ 80 ของของเสียที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งในรูปของการรีไซเคิล การทำปุ๋ยหมัก และการใช้ซ้ำ  ส่วนที่เหลือร้อยละ 20 เท่านั้นที่ถูกนำไปฝังกลบ แถมยังช่วยให้สามารถลดต้นทุนในการจัดการลงเหลือเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น A07

 

ชาวเมืองคามิคัทสึ ทำได้อย่างไร 

กุญแจสำคัญของความสำเร็จของเมืองนี้ก็คือ การบังคับใช้กฎการรีไซเคิลที่เข้มงวดอย่างยิ่ง ด้วยการแยกขยะที่รีไซเคิลชนิดต่างๆ ออกเป็นประเภทย่อยถึง 34 ประเภท โดยทุกครัวเรือนทำการแยกขยะเอง และนำเศษวัสดุที่ได้รับการล้างทำความสะอาดแล้ว มายังศูนย์รีไซเคิลของเมือง  ผู้บริหารศูนย์ฯดังกล่าวอธิบายถึงสาเหตุที่ต้องแยกประเภทของเศษวัสดุรีไซเคิลอย่างละเอียดและยังต้องทำความสะอาดก่อนว่า ช่วยทำให้ศูนย์ฯ สามารถขายวัสดุได้ราคาที่สูง

การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003  โดยทุกครัวเรือนจะต้องทำการแยกขยะที่สามารถทำการรีไซเคิลได้  ทำความสะอาด แล้วนำวัสดุเหล่านั้นไปที่ศูนย์ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของการแยกขยะอีกครั้งว่ามีการนำเอาเศษวัสดุเหล่านั้นใส่ลงในภาชนะที่ถูกต้องตามป้ายที่กำกับไว้หรือไม่  ป้ายดังกล่าวยังให้ข้อมูลแก่ชาวเมืองด้วยว่า เศษวัสดุนั้นจะได้รับการรีไซเคิลไปเป็นวัสดุใหม่ประเภทใด มีต้นทุนหรือรายรับเท่าใด  นอกจากนี้เมืองคามิคัทสึยังได้จัดตั้งร้านที่มีความหมายว่า “วงกลม” ซึ่งชาวเมืองสามารถนำเอาของใช้แล้วที่ตนไม่ต้องการมาบริจาค หรือเข้ามาเอาของที่อยู่ในร้านกลับไปใช้ได้ฟรี  ร้านดังกล่าวยังได้ขอแรงผู้สูงอายุที่มีฝีมือในการทำงานเย็บปักถักร้อย ให้ช่วยนำวัสดุเหลือใช้ต่างๆ เหล่านั้น มาทำของใช้ใหม่ เช่น ตุ๊กตาหมี ถุงผ้า รองเท้าแตะ และเสื้อ เป็นต้น  กระบวนการรีไซเคิล ใช้ซ้ำ และนำมาผลิตใหม่เหล่านี้ นอกจากช่วยลดขยะ ความจำเป็นในการฝังกลบ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการทิ้งของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว  ยังได้ก่อให้เกิดความผูกพันกันของชุมชน การให้คุณค่าแก่ผู้สูงวัย ได้อีกด้วย

อะไรคือแรงผลักดันให้ชาวเมืองคามิคัทสึตัดสินใจทำเช่นนี้

แรงกระตุ้นที่สำคัญที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวมาจาก ความตระหนักของชาวเมืองถึงความเสียหาย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลร้ายต่อสุขภาพของชาวเมือง จากการเผาขยะA10ในพื้นที่เปิด ซึ่งชาวเมืองต่างเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรที่จะเกิดขึ้น  ชุมชนชาวเมืองคามิคัทสึจึงรวมกลุ่มกัน และสร้างระบบที่น่าทึ่งดังกล่าวขึ้น

แน่นอนว่า ในช่วงแรกนั้นชาวเมืองคามิคัทสึบางส่วนก็มีความลังเล เกี่ยวกับภาระกิจการแยกขยะที่รีไซเคิลได้ แล้วยังต้องทำความสะอาด ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากและดูเหมือนจะไม่น่าสามารถปฏิบัติได้จริง  เพราะต้องมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เคยชินอย่างมาก  แต่เดี๋ยวนี้กิจกรรมเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของชีวิตชาวเมืองไปแล้ว  ฮัทซูอิ คาตายามะ แม่บ้านชาวเมืองคามิคัทสึ ให้สัมภาษณ์กับ Seeker Stories ว่า “หลังจากที่คุณคุ้นเคยกับมัน มันก็กลายเป็นเรื่องปกติ  ตอนนี้ดิฉันไม่ได้คิดถึงมันด้วยซ้ำ มันกลายเป็นธรรมชาติของดิฉันที่จะแยกขยะให้ถูกต้อง”[1]  ชาวเมืองได้ทำการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตให้เป็นแบบที่ไม่สร้างของเสีย  สร้างสังคมที่ทุกผู้คนนับถือซึ่งกันและกัน และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน  ระบบการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของชุมชนนี้คือสิ่งที่ทำให้เมืองดังกล่าวประสบความสำเร็จ

บทเรียนที่ชัดเจนจากตัวอย่างของชาวเมืองคามิคัทสึก็คือ ความตระหนักในโทษของวิถีชีวิตที่ทิ้งขว้างทรัพยากรซึ่งยังมีค่า หากเราใส่ใจที่จะคิดหาวิธีที่จะนำมาใช้ใหม่ ความตระหนักในโทษของวิถีการจัดการกับของเสียรูปแบบเดิมที่สร้างความเสียหายให้กับชุมชนเอง และความมีวินัยของผู้คนในชุมชนดังกล่าว รวมทั้งการรวมตัวกันของคนในชุมชนในการที่จะร่วมผลักดันภารกิจที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ให้ประสบความสำเร็จ

 

 

[1] Seeker Stories, “How This Town Produces No Trash,” at https://www.youtube.com/watch?v=eym10GGidQU.

แบบจำลองกับการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตอนที่ 1)


 

.ดร.ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


นับตั้งแต่ผลการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากการใช้เชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลซึ่งการเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศของโลกและทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจก  ความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในระดับนานาชาติในช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา

แต่อย่างไรก็ดี  การลดการปล่อยก๊าซฯ มีประเด็นให้พิจารณาในหลายด้าน ทั้งด้านข้อจำกัดของเทคโนโลยี และด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ รวมถึงผลกระทบด้านการกระจายรายได้  ดังนั้นจึงผลกระทบในหลายมิติ การใช้เพียงเครื่องมือที่เป็นแบบจำลองด้านวิทยาศาสตร์จึงไม่เพียงพอในการวิเคราะห์ถึงการใช้นโยบายที่เหมาะสมในการลดการปล่อยก๊าซฯ  และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำแบบจำลองเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้ร่วมกับแบบจำลองวิทยาศาสตร์เพื่อให้การวิเคราะห์มีความครบถ้วน

A06_emission

ศาสตราจารย์ William D. Nordhaus  ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเยล เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการพัฒนาความรู้ในด้านดังกล่าว โดยเป็นผู้วางรากฐานของแนวคิดรวมถึงการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งนำแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์มาร่วมกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเน้นให้เห็นถึงการเชื่อมโยงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับของความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะส่งผลกระทบต่อระดับของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ซึ่งในท้ายที่สุดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเวลาต่อมา  ดังนั้นแบบจำลองที่ศาสตราจารย์ William D. Nordhaus   ได้ริเริ่มบุกเบิกนั้นได้แสดงให้เห็นแนวทางการเชื่อมต่อความรู้ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์เข้าด้วยกัน และแสดงการส่งผลกระทบซึ่งกันและกันระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาพเศรษฐกิจ (หรือต่อมาเรียกแบบจำลองในลักษณะนี้ว่า Integrated Assessment Model)

nordhaus_william_01-copy
William  D. Nordhaus

ข้อมูลสำคัญที่แบบจำลองซึ่งศาสตราจารย์ William D. Nordhaus สร้างขึ้นได้นำเสนอให้เห็นถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจของก๊าซเรือนกระจก โดยการประมาณค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจหากจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 1 ตัน (โดยส่วนใหญ่นิยมกำหนดให้เป็นหน่วยของก๊าซเรือนกระจกที่เทียบเท่า 1 ตันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์มูลค่าดังกล่าวเปรียบเสมือนราคาเงาหรือ shadow price ของก๊าซเรือนกระจก 1 ตัน หรือในอีกมุมมองหนึ่ง  มูลค่าดังกล่าวแสดงถึงค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากการลดการปล่อยก๊าซฯ ลง 1 ตัน    (แบบจำลองเหล่านี้ ที่ศาสตราจารย์ William D. Nordhaus พัฒนามีชื่อว่า DICE และ RICE models)

ทั้งนี้นอกจากการแสดงมูลค่าดังกล่าวแล้ว  แบบจำลองที่มีโครงสร้างในลักษณะนี้ยังเป็นรากฐานสำคัญในการศึกษาการใช้กลไกทางนโยบายที่เหมาะสม (เช่น การใช้นโยบายภาษี หรือการใช้กลไกตลาดซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซฯ)  รวมถึงการประมาณมูลค่าของผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเวลาต่อมา

จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของแบบจำลอง จะเห็นว่าการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นประเด็นที่ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายด้าน  และการนำความรู้ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์มาบูรณาการร่วมกันถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญที่ช่วยทำให้การวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าวครอบคลุมในหลายประเด็น  โดยแบบจำลองมีศักยภาพในการแสดงความสัมพันธ์ของมูลค่าทางเศรษฐกิจกับระดับของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก  และยังแสดงให้เห็นว่าความรู้ทางเศรษฐศาสตร์สามารถบูรณาการกับความรู้ในสาขาอื่นๆ และนำไปสู่ข้อเสนอแนะทางนโยบายที่มีประสิทธิผลต่อไป