เกษตรสีเขียว (Green Agriculture)


 

อ.ดร. มณเฑียร สติมานนท์

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


นิยาม

          เกษตรสีเขียวหรือเกษตรยั่งยืนนับเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจสีเขียวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากภาคเกษตรทั้งในระดับชาติและนานาชาติเป็นภาคการผลิตสำคัญที่นอกจากสร้างการจ้างงานและอาชีพให้คนจำนวนมาก รวมทั้งเป็นภาคที่สร้างรายได้ให้กับประชากรผู้มีสถานะยากจนโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา โดยเกษตรสีเขียวครอบคลุมไปถึงการผลิตและบริโภคสินค้าอาหาร เส้นใย พืช และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ต่าง ๆ โดยใช้กระบวนการผลิตที่ปกป้องและส่งเสริมสภาพแวดล้อม สุขภาพ ชุุมชน และสวัสดิการแรงงาน และสวัสดิการปศุสัตว์ โดยรูปแบบการผลิตและบริโภคนี้จะไม่ส่งผลต่อศักยภาพการผลิตและบริโภคสินค้าของผู้คนและสภาพแวดล้อมในอนาคต

A04

ความจำเป็น

ในอดีตที่ผ่านมาการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกระบวนการเกษตรอุตสาหกรรมที่เน้นไปที่การใช้ปัจจัยภายนอกภาคการเกษตร และเป็นการผลิตที่เน้นไปที่การใช้ทรัพยากรเข้มข้น เช่น การใช้พลังงาน สารเคมี น้ำ เครื่องจักร หรือเมล็ดพันธ์ใหม่ๆ เพื่อให้ไล่ตามการผลิตในภาคอุตสาหกรรมในระดับการพัฒนาในยุค 2.0 อย่างไรก็ตามแม้การผลิตสินค้าเกษตรดังกล่าวจะส่งผลให้ภาวะขาดอาหารของประชากรโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา แต่ในปัจจุบันมีประชากรโลกมากกว่าหนึ่งพันล้านคนที่ประสบปัญหาด้านการขาดสารอาหาร (UNEP 2011) และในขณะเดียวกันการพยายามสร้างอุตสาหกรรมการเกษตรดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการพัฒนาทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรง อาทิ การเสื่อมสภาพของระบบชีวภาพ และสิ่งแวดล้อม การชะล้างหน้าดิน การลดลงและการเข้าถึงอุปทานน้ำผิวดิน ปัญหาคุณภาพน้ำที่ผ่านการใช้งานจากภาคเกษตร ปัญหาความขัดแย้งระหว่างภาคเกษตรชุมชนและเกษตรอุตสาหกรรม และ ปัญหาการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ

การทำให้เกษตรเป็นสีเขียว (Greening the Agriculture)

การทำให้ภาคเกษตรเป็นสีเขียวขึ้นอยู่ปัจจัยหลักที่ประกอบไปด้วย การให้ความสำคัญกับการปฏิบัติและเทคนิคการผลิตที่เหมาะสมกับท้องถิ่นและมีความหลากหลาย โดยเน้นไปที่

  1. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหารเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการทั้งภายในและในตลาดระหว่างประเทศและต้องมีการคำนึงถึงความสมดุลในการใช้งานสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศในทางที่ยั่งยืน
  2. การเพิ่มผลตอบแทนให้กับเกษตรกรและชุมชนทั้งในแง่ของการผลิตสินค้าเกษตรสีเขียว และการปรับปรุงระบบนิเวศ ลดของเสีย และการสร้างความเข้มแข็งและประสิทธิภาพตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในภาคเกษตรนั้นการลดผลกระทบภายนอกมักส่งผลให้เกิดผลกระทบภายนอกเชิงบวก อาทิการรักษาป่าต้นน้ำ และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น
  3. การประยุกต์ใช้เทคนิคการผลิตที่ขึ้นอยู่กับวิถีทางธรรมชาติในการบริหารจัดการโรคพืชและสัตว์ วัชพืช แมลงศัตรูพืช รวมทั้งการจัดการด้านปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ แต่ไม่มีการปฏิเสธการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ส่งผลให้การผลิตและบริโภคสินค้าเกษตรมีความเป็นสีเขียวมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งและระบบความเย็นสมัยใหม่ การพัฒนาสารเคมีที่เป็น agro-based รวมทั้งการสร้างระบบวิสาหกิจชุมชนและกิจการเพื่อสังคม
  4. การสร้างระบบประเมินและตรวจสอบที่ขึ้นอยู่กับแนวคิดด้านเกษตรสีเขียวต่าง ๆ ที่ขึ้นกับลักษณะทางชุมชน และพื้นที่อาทิ
    • เกษตรอินทรีย์ (Organic Farming Practice)
    • เกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice)
    • เกษตรที่เป็นธรรม (Fair Trade Practice)
    • เกษตรนิเวศวิทยา (Ecological Agriculture Practice)
    • เกษตรเชิงอนุรักษ์ (Conservation Agriculture Practice)
  5. การสร้างกรอบนโยบายที่สอดคล้องกันระหว่างนโยบายระดับนานาชาติที่เป็นตามเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ และสถาบัน

crop-967942_640

การรับรองธุรกิจสีเขียว

 


 คมศักดิ์ สว่างไสว

นักวิจัยอิสระ


จากที่เราได้ทราบถึงองค์ประกอบของธุรกิจสีเขียวในฉบับที่แล้ว ในฉบับนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับการรับรองธุรกิจสีเขียว เพราะเราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า เมื่อเราคิดที่จะทำธุรกิจสีเขียวแล้ว ก็จะต้องมีการรับรองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองว่าได้ดำเนินงานมาอย่างถูกทาง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าของเรา โดยการรับรองธุรกิจสีเขียวนี้ จะเป็นการรับรองในเชิงนโยบายและการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทเท่านั้น ไม่ใช่การรับรองไปที่ตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการ รวมทั้งไม่ใช่การรับรองที่แผนกใดแผนกหนึ่งของบริษัทอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานการรับรองธุรกิจสีเขียวที่เป็นมาตรฐานแบบเดียวกันทั้งหมด โดยองค์กรที่ออกมาตรฐานส่วนใหญ่เป็นองค์กรแสวงหากำไรและไม่แสวงหากำไร ซึ่งแต่ละองค์กรครอบคลุมขอบเขตอำนาจในการรับรองไม่เหมือนกัน บางองค์กรออกมาตรฐานที่ใช้ได้ในระดับท้องถิ่น บางองค์กรออกมาตรฐานที่ใช้ได้ในระดับประเทศ และมีองค์กรน้อยมากที่ออกมาตรฐานระหว่างประเทศ นอกจากนี้มาตรฐานส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และมีส่วนน้อยที่อยู่ในระดับธุรกิจขนาดใหญ่

ถึงแม้ว่า เป็นเรื่องยากลำบากที่จะพิจารณาธุรกิจสีเขียวที่มีมาตรฐานแตกต่างกัน แต่เราสามารถเรียนรู้รายละเอียดสำคัญๆ ที่เหมือนกันในแต่ละมาตรฐานได้ โดยมาตรฐานที่ใช้ในครั้งนี้ ได้แก่ Institute for Green Business Certification, Green America Certification, Green Business Bureau และ Green Plus Certification

หลักการทั่วไปของการรับรองธุรกิจสีเขียว

การรับรองธุรกิจสีเขียวจะมีหลักการทั่วไปที่ยึดถือตาม 3 เสาหลักของความยั่งยืน คือ สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยที่เสาหลักสุดท้ายจะถูกเปลี่ยนเป็น “การดำเนินธุรกิจ” แทน ซึ่งในแต่ละเสาหลักมีรายละเอียด ดังนี้

ด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทจะต้องรับผิดชอบทางสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การซื้อวัตถุดิบ การผลิตสินค้า จนถึงการขายสินค้า รวมทั้งมีการทำสำนักงานและ/หรือโรงงานสีเขียวด้วย

ด้านสังคม บริษัทจะต้องให้ความเท่าเทียมกันทางสังคม และให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินงานในแนวทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อพนักงาน ลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม

ด้านการดำเนินธุรกิจ บริษัทจะต้องพัฒนาการดำเนินงานของธุรกิจสีเขียวอย่างสม่ำเสมอ มีความโปร่งใสในทุกส่วนของธุรกิจ และมีการนำเสนอสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้อง รวมทั้งไม่มีการทำให้เข้าใจผิดในนโยบายและการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่บริษัทไม่ได้ดำเนินการ (greenwashing)

 

กระบวนการรับรองธุรกิจสีเขียว

กระบวนการรับรองธุรกิจสีเขียวมีความแตกต่างหลากหลายมากในแต่ละมาตรฐาน บางมาตรฐานมีความเข้มงวดมาก ส่วนบางมาตรฐานมีความเข้มงวดน้อย รวมทั้งบางมาตรฐานจะมีการรับรองแบบทั่วไปเพียงอย่างเดียว ส่วนบางมาตรฐานจะมีทั้งการรับรองแบบทั่วไปควบคู่กับเฉพาะอุตสาหกรรม ซึ่งกระบวนการรับรองธุรกิจสีเขียวโดยทั่วไปมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

  1. บริษัททำแบบประเมินเบื้องต้นตามมาตรฐานต่างๆ และจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นส่งให้กับองค์กรที่ออกมาตรฐานการรับรองธุรกิจสีเขียว
  2. ทีมงานขององค์กรจะทำการตรวจสอบแบบประเมินและเอกสารที่ได้รับว่า ผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำหรือไม่ และติดต่อกลับไปยังบริษัท เพื่อส่งผลลัพธ์ในการประเมิน และแนะแนวทางการพัฒนาในส่วนที่ยังต้องปรับปรุง
  3. บริษัทดำเนินการปรับปรุงการทำธุรกิจสีเขียวของตนให้เข้าเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ และมีการตรวจสอบการดำเนินงานต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ
  4. บริษัททำแบบทวนสอบและจัดเตรียมเอกสารต่างๆ ส่งให้กับองค์กรที่ออกมาตรฐานได้ทำการทวนสอบการดำเนินงาน
  5. เมื่อคะแนนผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำและเอกสารต่างๆ ถูกต้องและครบถ้วน บริษัทก็จะได้รับการรับรองเป็นธุรกิจสีเขียว

จะเห็นได้ว่า การรับรองมาตรฐานธุรกิจสีเขียวส่วนใหญ่จะอยู่บนพื้นฐานของเอกสารเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม บางมาตรฐานจะมีการนัดหมายบริษัทเพื่อไปทวนสอบในสถานที่ดำเนินงานจริง

 

ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการรับรองธุรกิจสีเขียว

โดยปกติ การดำเนินธุรกิจสีเขียวได้สร้างผลประโยชน์โดยตรงแก่บริษัทในแง่ของการลดต้นทุนอยู่แล้ว การได้รับตราประทับธุรกิจสีเขียวจะช่วยยิ่งส่งเสริมผลประโยชน์ของบริษัทมากขึ้นไปอีก เพราะเกือบทุกมาตรฐาน เราสามารถนำตราประทับธุรกิจสีเขียวไปใช้ในเว็บไซต์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ สิ่งพิมพ์ทางการตลาด บูท หน้าร้านค้า และบรรจุภัณฑ์ของสินค้า[1] ซึ่งจะส่งผลดีแก่บริษัทหลายประการ ได้แก่

  1. ส่งเสริมภาพลักษณ์ของบริษัทในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่อชุมชน
  2. เพิ่มชื่อเสียงของบริษัทในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่อลูกค้าปัจจุบัน ซึ่งทำให้เกิดความภักดีของลูกค้า (customer loyalty)
  3. ดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ที่ใส่ใจประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม
  4. เพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงาน เพราะพนักงานจะมีความสุขมากขึ้น เมื่ออยู่ในสถานที่ทำงานที่มีความปลอดภัย และมีความรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานกับบริษัท
  5. สร้างความแตกต่างของบริษัทเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่ไม่ได้ดำเนินการรับรองธุรกิจสีเขียว

นอกจากนี้ องค์กรต่างๆ ที่ออกมาตรฐานการรับรองธุรกิจสีเขียวยังมีบริการที่ช่วยสนับสนุนบริษัทภายใต้มาตรฐานของตนเองด้วย เช่น

  1. การใส่รายชื่อบริษัทในรายชื่อเครือข่ายธุรกิจและผู้บริโภคสีเขียว ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์
  2. การทำการตลาด การสร้างแบรนด์ และการประชาสัมพันธ์ ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ แก่เครือข่ายธุรกิจและผู้บริโภคสีเขียว ซึ่งจะทำให้เกิดการค้าขายในรูปแบบธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) และรูปแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) รวมทั้ง ทำให้เกิดการดึงดูดกลุ่มนักลงทุนที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เพราะกลุ่มเหล่านี้มีแนวโน้มที่ต้องการค้าขายและลงทุนกับบริษัทที่ให้คุณค่าและมีเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน
  3. การทำการตลาด การสร้างแบรนด์ และการประชาสัมพันธ์ ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ แก่สื่อกระแสหลักที่อยู่นอกกลุ่มเครือข่ายธุรกิจและผู้บริโภคสีเขียว เพื่อการดึงดูดลูกค้าและนักลงทุนใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น

 

[1] การนำตราประทับธุรกิจสีเขียวไปใช้กับสินค้าหรือบริการจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละมาตรฐาน บางมาตรฐานสามารถอนุญาตให้ใช้ได้ แต่บางมาตรฐานไม่อนุญาตให้ใช้ เพราะจะสร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภคว่า สินค้าและบริการเหล่านี้เป็นสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งที่วัตถุประสงค์ของการรับรองธุรกิจสีเขียวจะมุ่งเน้นไปที่นโยบายและการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทเท่านั้น

สินค้าที่เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม คืออะไร


รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


เนื่องจากในปัจจุบันนี้ สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีอยู่ด้วยกันหลายกลุ่ม ในที่นี้จะขอกล่าวถึง สินค้าและบริการที่เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม (Environmentally Preferable Products and Services)

สินค้าและบริการที่เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม อาจหมายถึงสินค้าและบริการที่มีลักษณะดังต่อไปนี้A01

(1) การผลิตสินค้าและบริการจะคำนึงถึงปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร (Scarcity) และการส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (Environmental Quality) ตลอดสายโซ่การผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ จนถึงกระบวนการกำจัดซากและของเสีย

(2) การคำนึงถึงปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น อาจจะเกิดขึ้น ณ ขั้นตอนใดก็ได้ในวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งอาจจะรวมถึงการผลิต (Production) และ การขาย (Sale)

(3) แนวคิดในการคำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยึดหลักประเมินตามวัฏจักรวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์หรือบริการ[1]

(4) การออกแบบผลิตภัณฑ์คำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติ หรือ มีการย่อยสลายง่ายกว่า กำจัดซากง่ายกว่า สามารถเข้าระบบ 3R (Reuse, Recycle, Recovery) ได้มากกว่า เป็นต้น

(5) เป็นสินค้าและบริการที่ทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า (Less Environmental Harm) เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าชนิดเดียวกันหรือสินค้าที่มีวัตถุประสงค์การใช้เหมือนกัน

กระบวนการผลิตสินค้าและบริการต้องคำนึงถึง 4 ปัจจัย คือ

(ก) การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานน้อยกว่า

(ข) จำนวนการปล่อยสารอันตรายในระหว่างวงจรการผลิต (Hazardous Waste Generated by the Product along Its Life Cycle) น้อยกว่า

(ค) ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสัตว์น้อยกว่า และ

(ง) การปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (Preservation the Environment) มากกว่า

“สินค้าและบริการที่เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม” มีนัยยะที่กว้างกว่า “สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เพราะสินค้า “เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม” คำนึงถึงวงจรการผลิตตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงการกำจัดซาก ในขณะที่ สินค้า “ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” คำนึงเฉพาะมลพิษหรือการใช้ทรัพยากร ณ กระบวนการผลิตจุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น

รายการสินค้าที่อาจจัดอยู่ในกลุ่ม Environmentally Preferable Products เช่น

  • สินค้าและบริการที่ประหยัดการใช้น้ำในการผลิตและการใช้ เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องสุขภัณฑ์ ที่ออกแบบมาเพื่อประหยัดการใช้น้ำ
  • ผลิตภัณฑ์ที่กำจัดซากได้ง่าย เช่น กล่องอาหารทำจากวัสดุการเกษตร (แทนการใช้กล่องโฟม) กระสอบปอ กระดาษสา ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ (Biodegradable Natural Fibers)
  • เกษตรอินทรีย์ / ผักและผลไม้ปลอดสารพิษ / ผักและผลไม้ไร้สารเคมี
  • สินค้าที่มีการใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น สบู่สมุนไพร ยาสระผมสมุนไพร ซึ่งช่วยให้การกำจัดน้ำเสียได้ง่าย และยังเป็นการลดการใช้สารเคมี ที่มีกระบวนการผลิตไม่ค่อยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น ใช้น้ำมาก ปล่อยน้ำเสีย และมลพิษทางอากาศ)
  • สินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดสายโซ่อุปทาน (Supply Chain) น้อยกว่าเดิม หรือ ต่ำ หรือที่เรียกกันในขณะนี้ว่า Low Carbon Products

รายการบริการที่อาจจัดอยู่ในกลุ่ม Environmentally Preferable Services เช่น

  • ธุรกิจโรงแรม ที่ซื้อวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์ มาประกอบอาหาร หรือที่ซื้อสบู่ ยาสระผม น้ำยาทำความสะอาด จากผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (จากการลดการใช้สารเคมี) และลดปัญหามลพิษทางน้ำ (จากการใช้วัสดุทางธรรมชาติ)
  • ธุรกิจการบินพาณิชย์ ที่มีปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดสายโซ่อุปทาน (Supply Chain) น้อยกว่าเดิม หรือ ต่ำ หรือที่เรียกกัน Low Carbon Services เช่น การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ การสั่งอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาให้บริการแก่ผู้โดยสาร
  • การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco-tourism) อาจถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) หรือเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (Sustainable Tourism) ในลักษณะที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

A03.jp

[1] UNCTAD (1995: “Environmental Preferable Products (EPPs) as a Trade Opportunity for Developing Countries,” UNCTAD/CO</70 (December), Geneva) นิยาม EPPs ว่า “as products that cause significantly less “environmental harm” at some stage of their life cycle than alternative products that serve the same purpose, or products whose production and sale contribute significantly to the preservation of the environment”

 

นิยามของเศรษฐกิจสีเขียว: จุดร่วม จุดต่าง และความหลากหลาย

12644738_10156498352400512_6593897545078591194_n
อ.ชล บุนนาค

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


 

แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เป็นแนวคิดที่ถูกให้ความสำคัญมากขึ้นในระดับโลก วิกฤตการเงินในปี 2008 และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเป็นผลมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ยิ่งทำให้เศรษฐกิจสีเขียวดูจะเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับอนาคตของมนุษยชาติ การประชุม Rio+20 (United Nations Conference on Sustainable Development: UNCSD) ในปี 2012 เศรษฐกิจสีเขียวจึงถูกยกให้เป็นประเด็นถกเถียงสำคัญในเวทีเจรจาระหว่างรัฐบาลประเทศต่างๆ

แต่แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวจริงๆแล้วคืออะไรกันแน่? ในปัจจุบันยังคงมีการถกเถียงในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง มิใช่เฉพาะในวงวิชาการเท่านั้น แต่ในวงเวทีเจรจาระหว่างรัฐ นักธุรกิจ และภาคประชาสังคมก็มีการถกเถียงและเสนอว่าเศรษฐกิจสีเขียวคืออะไรและมีนิยามมากมายถูกนำเสนอขึ้นมา Newton และ Cantarello (2014) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง An Introduction to the Green Economy ชี้ประเด็นนี้และนำเสนอนิยามต่างๆเกี่ยวกับเศรษฐกิจสีเขียว บทความนี้จะลองสังเคราะห์นิยามต่างๆที่ Newton และ Cantarello ได้รวบรวมไว้และพยายามสรุปให้เห็นถึงจุดร่วมและจุดต่างของแนวคิดต่างๆเกี่ยวกับเศรษฐกิจสีเขียว

A12

เนื่องจากเศรษฐกิจสีเขียวเป็นแนวคิดที่มีความใกล้ชิดกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างยิ่ง นิยามต่างๆของเศรษฐกิจสีเขียวที่ถูกนำเสนอขึ้นมาจะมีความเกี่ยวข้องกับมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเสมอ มิติต่างๆเหล่านี้ถือเป็นฐานคิดในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวคือ การพัฒนาที่ยั่งยืนจะต้องสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม และการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คนในปัจจุบันสามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้โดยไม่ลดความสามารถของคนในอนาคตในการตอบสนองความต้องการของเขานั่นเอง เราอาจกล่าวได้ว่าแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวเป็นวิธีการในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนก็ว่าได้

จากนิยามต่างๆเกี่ยวกับเศรษฐกิจสีเขียว จุดร่วมกันของทุกๆนิยามในมิติทางสังคมก็คือ

  • เศรษฐกิจสีเขียวนั้นควรนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์และความเท่าเทียมกันทางสังคม (UNEP, 2011; the Green Economy Coalition, 2010; UNCTAD, 2010; Danish 92 group, 2012; UNU-IHDP, 2012; อ้างอิงจาก Newton and Cantarello 2014) และ
  • ควรเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่คนทุกกลุ่มในสังคมได้ประโยชน์ (Socially inclusive) (UNEP 2011)

มิติด้านสิ่งแวดล้อมของนิยามเศรษฐกิจสีเขียวมีความหลากหลายค่อนข้างมาก แต่ละนิยามให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ประเด็นหนึ่งที่เป็นจุดร่วมทางด้านมิติสิ่งแวดล้อมก็คือ

  • เศรษฐกิจสีเขียวต้องนำไปสู่การลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม และลดความขาดแคลนในเชิงนิเวศวิทยาและทรัพยากรธรรมชาติ (UNEP, 2011; UNCTAD, 2010; Danish 92 group, 2012; UNU-IHDP 2012; The Green Economy Coalition, 2010; Chapple, 2008: อ้างอิงจาก Newton and Cantarello อ้างแล้ว)
  • ประเด็นเรื่องสังคมคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจที่ใช้พลังงานสะอาดถูกเน้นโดย UNEP (2011: อ้างอิงจาก Newton and Cantarello อ้างแล้ว) และ Chapple (2008 อ้างอิงจาก Newton and Cantarello อ้างแล้ว)
  • เศรษฐกิจสีเขียวเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต้องคำนึงถึง ขีดจำกัดด้านนิเวศวิทยาของโลกด้วย (The Green Economy Coalition, 2010; Danish 92 Group, 2012: อ้างอิงจาก Newton and Cantarello อ้างแล้ว)
  • การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดๆต้องมีความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม (The International Chamber of Commerce, 2011: อ้างอิงจาก Newton and Cantarello อ้างแล้ว)

เราอาจมองได้ว่า มิติทางด้านสิ่งแวดล้อมของนิยามเศรษฐกิจสีเขียวแบบต่างๆนั้นหนุนเสริมกันและกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ดีมุมมองที่มีต่อมิติด้านสิ่งแวดล้อมของนิยามเหล่านี้อาจมีความแตกต่างกันในระดับมุมมองพื้นฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสังคมมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมก็ได้ ซึ่งนั่นนำมาสู่ระดับความเข้มข้นของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันในแต่ละนิยาม ซึ่งยังคงต้องทำการศึกษาถึงความเข้ากันได้ของนิยามเหล่านี้ต่อไป

ประเด็นสุดท้ายซึ่งมิได้ถูกกล่าวถึงในนิยามอื่นๆมากนัก คือ เศรษฐกิจสีเขียวนั้นจริงๆเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ (Process of Transformation) ที่หนีไปจากปัญหาในเชิงระบบของเศรษฐกิจกระแสหลักในปัจจุบัน  (Danish 92 Group 2012: อ้างอิงจาก Newton and Cantarello อ้างแล้ว) ซึ่งมีนัยยะว่า การเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวนั้นอาจไม่สามารถกระทำได้เพียงผิวเผินด้วยการเพิ่มมาตรการทางด้านสิ่งแวดล้อมบางอย่างเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ แต่อาจจะต้องการการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐานเกี่ยวกับวิธีคิดและพฤติกรรมทางเศรษฐกิจในทุกๆระดับเลยก็ได้ สะท้อนให้เห็นระดับความเข้มข้นของการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันในแต่ละนิยาม

โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า นิยามของเศรษฐกิจสีเขียวนั้นมีจุดร่วมที่สำคัญคือ มุ่งบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์และความเท่าเทียมกันในสังคม ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบทางลบจากกิจกรรมของมนุษย์ และลดความขาดแคลนของทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ อย่างไรก็ดีในมิติด้านสิ่งแวดล้อมของนิยามเหล่านี้นั้นดูจะมีความหลากหลายในประเด็นที่ให้ความสำคัญ สะท้อนลึกไปถึงมุมมองที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างสังคมและสิ่งแวดล้อม ข้อถกเถียงที่ยังเป็นประเด็นสำคัญก็คือ วิถีระบบเศรษฐกิจกระแสหลักในปัจจุบันสามารถดำเนินไปอย่างที่มันเป็นและผนวกกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว จะสามารถเป็นเศรษฐกิจสีเขียวได้หรือไม่ หรือว่าเศรษฐกิจสีเขียวต้องการการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐานมากกว่านั้น

A13


 

อ้างอิง

Newton, A. C., & Cantarello, E. (2014). An Introduction to the Green Economy. Routledge.

จับกระแสเศรษฐกิจสีเขียว ฉบับที่ 2 | ปีที่ 1 | กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559


TAM_DD-Book_20160224-page-001

เรื่องน่าสนใจในฉบับที่ 2

นิยามของเศรษฐกิจสีเขียว: จุดร่วม จุดต่าง และความหลากหลาย อ.ชล บุนนาค
สินค้าที่เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม คืออะไร รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ
การรับรองธุรกิจสีเขียว คมศักดิ์ สว่างไสว
เกษตรสีเขียว (Green Agriculture) อ.ดร.มณเฑียร สติมานนท์
แบบจำลองกับการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตอนที่ 1) อ.ดร.ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์
สังคมคาร์บอนต่ำ ตอน คามิคัทสึ เมืองไร้ขยะ รศ.ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ
ขยะกำลังจะล้นโลก ตอนที่ (2) อ.ดร.อนิณ อรุณเรืองสวัสดิ์

บทบรรณาธิการ

จุลสารจับกระแสเศรษฐกิจสีเขียวฉบับที่ 2 นี้ประกอบด้วยบทความทั้งสิ้น 7 เรื่อง ซึ่งยังคงเน้นให้สาระความรู้เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจสีเขียวในมุมมองที่หลากหลายจากนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เริ่มด้วย การทำความเข้าใจเกี่ยวกบนิยามของเศรษฐกิจสีเขียว โดย อ.ชล บุนนาค จากนั้นทำความรู้จักกับ “สินค้าที่เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม” โดย รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ ส่วนด้านความรู้ในด้านธุรกิจสีเขียว คมศักดิ์ สว่างไสว นักวิจัยอิสระ นำเสนอหลักการและกระบวนการในการรับรองธุรกิจสีเขียวและผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเป็นธุรกิจสีเขียว นอกจากเรื่องธุรกิจและอุตสาหกรรมแล้ว เศรษฐกิจสีเขียวยังครอบคลุมภาคเกษตรกรรมอีกด้วย เกษตรสีเขียวคืออะไร อ่านได้ใน “เกษตรสีเขียว (Green Agriculture)” โดย อ.ดร. มณเฑียร สติมานนท์

เรื่องขยะกำลังเป็นวาระแห่งชาติของประเทศไทยในตอนนี้ อ่าน “ขยะกำลังจะล้นโลก ตอนที่ 2” โดย อ.ดร.อนิณ อรุณเรืองสวัสดิ์ ส่วนเรื่องสังคมคาร์บอนต่ำสำหรับฉบับนี้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับขยะเช่นกัน  พาไปชมวิธีการทำให้เมืองเล็กๆ ในประเทศญี่ปุ่น ที่มีประชากรแค่หนึ่งพันกว่าคน กลายเป็นเมืองปลอดขยะ อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้ชาวเมืองตัดสินใจทำเช่นนี้ อ่านได้ใน “คามิคัทสึ เมืองไร้ขยะ” โดย รศ.ดร.ชยันต์ ตันติวัสดากร

ในฉบับนี้ยังนำเสนอบทความใหม่ ของ อ.ดร. ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์ เขียนเรื่องแบบจำลองกับการบริการจัดการก๊าซเรือนกระจก ตอนที่ 1 ซึ่งเป็นการนำเสนอแนวคิดที่ใช้แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์เพื่อมาช่วยวิเคราะห์นโยบายการจัดการก๊าซเรือนกระจกได้

ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากจะมีภารกิจในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสีเขียวแล้ว ยังเป็นศูนย์วิจัยเพื่อช่วยในการพัฒนาหัวข้อโจทย์วิจัยด้านเศรษฐกิจสีเขียวด้วย โดยร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยเปิดรับข้อเสนอ (Proposal) หากท่านผู้อ่านสนใจสามารถติดต่อ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ตลอดเวลา

 

ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว


“คลังสมองด้านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว

เพื่อเสริมสร้างความสมดุลในการพัฒนาและสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของความเป็นธรรม”