10 เทรนด์ธุรกิจสีเขียว ปี 2016

 

คุณคมศักดิ์ สว่างไสว

 

สำหรับธุรกิจแล้ว การติดตามแนวโน้มต่างๆ ทางธุรกิจ ถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดเป้าหมาย การดำเนินงาน และกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ เพราะถ้าบริษัทไม่ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง นอกจากบริษัทอาจจะตกยุคตกสมัยแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทตนเองอีกด้วย เฉกเช่นเดียวกับการดำเนินงานธุรกิจสีเขียวที่มีแนวโน้มในแต่ละปีที่แตกต่างจากปีที่ผ่านๆ มา ดังนั้น ในฉบับนี้ ผมจึงขอนำเสนอ 10 แนวโน้มธุรกิจสีเขียวในปี 2016 ซึ่งเนื้อหาของบทความนี้ได้สรุปมาจากรายงาน State of Green Business 2016 โดย Joel Makower ประธานและบรรณาธิการบริหารของ GreenBiz.com

 

1.การเพิ่มความเร็วของ Circular Economy

ความคิดที่จะสร้างโลกแบบวนกลับ (Closed-loop World) ที่ซึ่งวัสดุและทรัพยากรจะถูกนำมารีไซเคิลตลอดเวลา และไม่มีการปล่อยของเสียและมลพิษอีกเลย เป็นความคิดที่เริ่มมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ของการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ ซึ่งในปัจจุบันได้มีแนวคิดที่ใกล้เคียงมากที่สุด คือ เศรษฐกิจวงรอบ (Circular Economy)

เศรษฐกิจวงรอบยังไม่มีนิยามที่ตายตัวในปัจจุบัน แต่โดยรวมจะหมายถึง เศรษฐกิจที่ถูกบูรณะและฟื้นฟูด้วยการออกแบบ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ และวัสดุ ในระดับที่ก่อให้เกิดอรรถประโยชน์และมูลค่าสูงที่สุดตลอดเวลา และไม่ก่อให้เกิดของเสียและมลพิษต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ วงจรชีวภาพ (Biological Cycles) ซึ่งถูกออกแบบเพื่อเติมสารอาหารให้กับชีวมณฑล (biosphere) อย่างปลอดภัย และ วงจรเทคนิค(Technical Cycles) ซึ่งถูกออกแบบเพื่อหมุนเวียนสารอาหารด้วยคุณภาพที่สูงที่สุดในระบบการผลิต

ณ ปัจจุบันได้มีการดำเนินงานเศรษฐกิจวงรอบในหลายด้านๆ เช่น การวิจัยเศรษฐกิจวงรอบของ Ellen MacArthur Foundation, การเร่งให้มีการใช้แนวคิดเศรษฐกิจวงรอบในบริษัทใหญ่ๆ ของ Meta-Council ภายใต้ World Economic Forum, และการสร้างต้นแบบเศรษฐกิจวงรอบของ Circular Economy 100 ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทใหญ่ๆ เช่น Cisco, Coca-Cola, Dell, Google, IKEA, Lexmark, Michelin, Phillips, Ricoh, Unilever และ Vodafone เป็นต้น

 

2.Supply Chain ที่ใช้ High Technology

เทคโนโลยีสมัยใหม่มีส่วนช่วยห่วงโซ่อุปทานในสองด้าน คือ ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น Anheuser-Busch InBev บริษัทผลิตเบียร์รายใหญ่ ได้ทดลองเซ็นเซอร์และซอฟท์แวร์ที่ถูกออกแบบเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวบาร์เลย์มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ลดการใช้น้ำและปุ๋ยในการเพาะปลูกลง และด้านความรับผิดชอบ ยกตัวอย่างเช่น EcoVadis กำลังสร้างฐานข้อมูลของ supplier report card ที่อยู่บนฐานของ data point ต่าง ๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพการตรวจสอบ, รายงานการเกิดอุบัติเหตุใหญ่ และข้อมูลอื่นออนไลน์อื่น ๆ เป็นต้น

3.การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของ Green Infrastructure

ในปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Infrastructure) ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันเป็นอย่างมาก โดยแต่ละแห่งมีทรัพย์สินที่ลงทุนในเรื่องนี้มากกว่าล้านล้านดอลลาร์ เช่น Green Infrastructure Investment Coalition, Principles for Responsible Investments และ International Cooperative Mutual Insurance เป็นต้น นอกจากนี้ ในปี 2014 ได้มีการออกพันธบัตรสีเขียว (green bond) ที่มีมูลค่ามากกว่า 39,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่ามากกว่าปีก่อนหน้า และมีการคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2020

สำหรับบริษัทต่างๆ ก็ได้มีการดำเนินงานเรื่องนี้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น Breakthrough Energy Coalition ของ Bill Gates ร่วมกับ Richard Branson และ Mark Zuckerberg ซึ่งเป็นกองทุนขนาดหลายพ้นล้านดอลลาร์ เพื่อทำให้พลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำและมีเสถียรภาพสามารถออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว และโครงการพื้นที่ชุ่มน้ำใน Seadrift มลรัฐ Texas ของ Union Carbide ซึ่งได้ดำเนินงานโรงงานบำบัดน้ำเสียโดยใช้การกรองจากธรรมชาติ เป็นต้น

4.Mining Industry พยายาม Clean Up การกระทำของตนเอง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ทั้งในเรื่องของมลพิษและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากแร่ถือเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิตไฟฟ้า รถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายบริษัทที่พยายามลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมนี้ลง เช่น BHP Billiton ได้จัดทำ Climate Change Portfolio Analysis, Equitable Origin ได้จัดทำมาตรฐานสำหรับการสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สะอาดในภูมิภาคกำลังพัฒนา, และ Best Buy ได้ตัดการขายทอง ตะกั่ว และนิกเกิล ที่ได้รับมาจากโครงการรับคืนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ลง

5.การเติบโตของ Regenerative Agriculture

เกษตรกรรมฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) คือ เกษตรอินทรีย์ประเภทหนึ่งที่มุ่งเน้นการรักษาและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และการเพิ่มปฏิกิริยาทางชีวภาพ เพื่อผลิตผลผลิตทางการเกษตรที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยเกษตรกรรมฟื้นฟูส่งผลดีต่อระบบนิเวศน์ในด้านต่างๆ เช่น การหยุดการพังทลายของดิน การเพิ่มแร่ธาตุในดิน การรักษาความบริสุทธิ์ของน้ำใต้ดิน การลดการไหลของน้ำที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงและปุ๋ย และการเพิ่มการกักเก็บคาร์บอน เป็นต้น นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกรและคนในชุมชนอีกด้วย

การเติบโตของเกษตรกรรมฟื้นฟูนำมาซึ่งเทคโนโลยีและวิธีการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน อาทิเช่น วิธีการทำการเกษตรที่อยู่บนฐานของข้อมูล แพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างกันผ่านทาง Farmer Business Network และวิธีการทำเกษตรกรรมในเมือง เป็นต้น

6.Carbon Recycling สร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น

การรีไซเคิลคาร์บอน (Carbon Recycling) คือ การดักจับก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจ แล้วนำมาใช้สร้างผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นการนำมลพิษกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง โดยมีสินค้าที่น่าสนใจ ได้แก่ AirCarbon ของบริษัท Newlight ซึ่งเป็นพลาสติกที่ผลิตจากก๊าซมีเทนที่ถูกปล่อยออกมาจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม, ซีเมนต์ของ Solidia Technologies ที่ถูกผลิตโดยใช้อุณหภูมิต่ำและใช้สูตรเคมีที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อย รวมทั้งซีเมนต์จะถูกทำให้แข็งตัวด้วยการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคอุตสาหกรรม, และ polyol ของ Novermar ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลือทิ้ง เป็นต้น

 

A_06

ภาพซีเมนต์ของ Solidia Technologies

7.Sustainability กลายเป็น Employee Perk

บริษัทส่วนใหญ่ที่ต้องการให้พนักงานตระหนักถึงความยั่งยืนมักจะใช้วิธีการออกนโยบาย ขอความร่วมมือ หรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ภายในบริษัทของตน แต่ในปัจจุบันได้มีหลายบริษัทได้ให้ผลประโยชน์พิเศษ (perk) ทั้งในรูปที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน แก่พนักงานที่ใส่ใจในเรื่องนี้ ยกตัวอย่างเช่น Facebook ได้ให้โบนัสจำนวน 10,000 ดอลลาร์ แก่พนักงานใหม่ที่ยินดีย้ายที่พักให้ใกล้กับพื้นที่ตั้งของบริษัท, โครงการ GoGreen ของ Deutsche Post DHL ที่อนุญาตให้พนักงานยืมยานพาหนะไฟฟ้าในวันที่กำหนดไว้ของแต่ละเดือนได้, และ Bank of America ได้ให้ส่วนลดจำนวน 500 ดอลลาร์ แก่พนักงานที่ติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านของตนเอง และสนับสนุนเงินอีกจำนวน 3,000 ดอลลาร์ แก่พนักงานที่ซื้อยานพาหนะไฮบริด, ยานพาหนะ CNG, หรือ ยานพาหนะไฟฟ้า เป็นต้น

8.การขยายตัวของ Microgrid

Microgrid คือ ระบบผลิตและส่งไฟฟ้าขนาดเล็กในพื้นที่ที่เฉพาะเจาะจง เช่น อาคาร พื้นที่ตั้งของบริษัทและสถานศึกษา และบริเวณใกล้เคียง เป็นต้น ซึ่ง Microgrid นี้มีข้อดีอยู่หลายประการ เช่น ผลิตไฟฟ้าให้กับพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง เป็นแหล่งพลังงานหลักให้กับองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเป็นแหล่งพลังงานสำรองให้กับที่อยู่อาศัยและบริษัทต่าง ๆ ไว้ใช้ในกรณีที่โรงไฟฟ้าไม่สามารผลิตไฟฟ้าได้ อันเนื่องมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเจาะระบบ (Hacking) และการก่อการร้าย เป็นต้น

ในปัจจุบัน ทั่วโลกมีโครงการ Microgrid จำนวนทั้งสิ้น 1,437 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 13 กิกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์กันว่า Microgrid จะมีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2020

9.Sharing Economy กำลังมุ่งหน้าไปสู่ B-To-B

เศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) คือ การแลกเปลี่ยนทรัพยากรระหว่างกัน ซึ่งเกิดจากเจ้าของไม่สามารถใช้ทรัพยากรนั้น ๆ ได้อย่างเต็มที่ หรือไม่ได้ใช้ทรัพยากรนั้น ๆ เลย และมีความต้องการการใช้ทรัพยากรดังกล่าวจากบุคคลหรือองค์กรอื่น ๆ ทั้งนี้ เศรษฐกิจแบ่งปันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่พึ่งมีการได้รับความนิยมอย่างสูงหลังจากการเข้ามาของกลุ่ม Startup ที่ใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์ในการทำธุรกิจ เช่น Airbnb, Uber และ Freelancer.com เป็นต้น

ถึงแม้ว่า บริษัทที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดจะดำเนินธุรกิจในลักษณะของ B-To-C หรือ C-To-C แต่เศรษฐกิจแบ่งปันยังมีการดำเนินธุรกิจในลักษณะ B-To-B ด้วย ยกตัวอย่างเช่น Cargomatic ซึ่งเป็นแอพที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ขนส่งสินค้ากับคนขับรถบรรทุก สำหรับการขนส่งสินค้าที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้คนขับรถบรรทุกไม่ต้องตีรถเปล่ากลับและยังมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนผู้ขนส่งสินค้าก็จ่ายค่าขนส่งสำหรับสินค้าขนาดใหญ่ลดลง โดยเฉพาะช่วงที่เร่งรีบ นอกจากนี้ ยังการแบ่งปันทรัพยากรอื่นๆ อีก เช่น พื้นที่สำนักงานผ่าน WeWork, เครื่องจักรทางการเกษตรผ่าน FarmLink, พื้นที่โกดังสินค้าผ่าน Flexe, อุปกรณ์และบริการทางธุรกิจผ่าน Floow2, พื้นที่ค้าปลีกสำหรับ pop-up shops ผ่าน Storefront, และอุปกรณ์เครื่องมือหนักที่ไม่ได้ใช้งานผ่าน Yardclub เป็นต้น

10.Blue Economy เริ่มกลายเป็นกระแสนิยม

เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) คือ การประยุกต์ใช้หลักการความยั่งยืนกับสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างกว้างขวาง ซึ่งประกอบไปด้วย การเดินเรือ การขนส่ง การท่องเที่ยว การพักผ่อนหย่อนใจ และการเก็บเกี่ยวทรัพยากรที่อยู่ในทะเล เช่น ปลา อาหารทะเล น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่ พลังงาน และน้ำ เป็นต้น โดยเศรษฐกิจสีน้ำเงินนี้มีมูลค่ากว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

ในด้านธุรกิจ ได้มีการยอมรับกันในหมู่ผู้นำทางธุรกิจว่า การมีข้อมูลเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่ดีสามารถปรับปรุงการบริการให้ดีขึ้น ลดต้นทุนทางธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพ กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม และเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ และการไหลเข้าออกของทุนต่าง ๆ โดยมีโครงการที่น่าสนใจ เช่น การทำแผนที่พื้นมหาสมุทรของ Shell Ocean Discovery XPRIZE และ Google Ocean, การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเดินเรือในมหาสมุทรของ Clean Cargo Working Group[2], และการยับยั้งการไหลเวียนของพลาสติกในมหาสมุทรของ Ocean Conservancy ร่วมกับ Dow และ Coca-Cola เป็นต้น

 

[2] Clean Cargo Working Group เป็นกลุ่มทำงานที่มีบริษัทเข้าร่วมประมาณ 50 บริษัท ซึ่งอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิเช่น BMW, Electrolux, IKEA, Kohl’s, Marks & Spencer และ Ralph Lauren เป็นต้น ทั้งนี้ กลุ่มทำงานดังกล่าวจะอยู่ภายใต้ Business for Social Responsibility (BSR) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานร่วมกับบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก จำนวน 250 บริษัท เพื่อพัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s