อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ กลไกสู่เศรษฐกิจสีเขียว

อาทิตย์ พัฒนพงศ์ชัย
สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

บทคัดย่อ

กระทรวงอุตสาหกรรมมีภารกิจหลักในการกำกับดูแลและการส่งเสริมอุตสาหกรรมของประเทศเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยมีความเข้มแข็งสามารถอยู่ร่วมกับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดยุทธศาสตร์และตัวชี้วัดให้สถานประกอบการได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวเพิ่มขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 5,000 รายและพัฒนาเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Town) โดยมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ในเชิงรุกมุ่งเน้นในการส่งเสริมและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของความสมดุลทางด้าน สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งการพัฒนาเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 ความมุ่งมั่นสีเขียว ระดับที่ 2 ปฏิบัติการสีเขียว ระดับที่ 3 ระบบสีเขียว ระดับที่ 4 วัฒนธรรมสีเขียว และระดับที่ 5 เครือข่ายสีเขียว โดยมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบและมีขั้นตอนที่ชัดเจนเพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคอุตสาหกรรมมีความสอดคล้องกับศักยภาพและความเป็นไปได้ของระบบนิเวศ รวมทั้งความผาสุกของสังคม กิจกรรมที่สามารถเทียบระดับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว เช่น การอนุรักษ์พลังงานในกระบวนการผลิต การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าโดยใช้หลัก 3Rs ส่งเสริมเทคโนโลยีสะอาด การจัดการกากอุตสาหกรรมเข้าสู่ระบบการจัดการ การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของโรงงานและเหมืองแร่ เหมืองแร่สีเขียว ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ISO 50001 เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมพัฒนาเป็นเกณฑ์ของโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศด้วย (Eco Factory) ผลการดำเนินการระหว่างปี พ.. 2554-2558 สามารถพัฒนาให้สถานประกอบการอุตสาหกรรมโรงงานจำพวกที่ 3 ที่การประกอบกิจการมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวมากกว่า 24,000 ราย สามารถลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 2,501,319.41 tones CO2(eq) ต่อปี ประชาชนในพื้นที่มีความพอใจสถานประกอบการมากกว่า 70% นอกจากนี้ มีการมอบเครื่องหมาย GI Mark แก่ผู้ประกอบการมากกว่า 60 ราย โดยมีสินค้าอุตสาหกรรมทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภคที่ใช้เครื่องหมายการรับรองมากกว่า 400 รายการ

  1. การพัฒนาอุตสาหกรรมกับยุทธศาสตร์ประเทศ

การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นกระบวนการที่มีความจำเป็นและมีความสำคัญมากกับทุกๆ ประเทศในโลก ไม่ว่าประเทศนั้นจะมีระดับของการพัฒนาอยู่ในระดับใดก็ตาม (สูง ปานกลาง หรือต่ำ) สำหรับประเทศไทยซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาในระดับปานกลาง (ประเทศกำลังพัฒนา) ก็เช่นเดียวกันยังจำเป็นต้องปรับสภาพของเศรษฐกิจและสังคมเพื่อยกระดับมาตรฐานการครองชีพให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีการเติบโตสีเขียว (รูปที่ 1.1) โดยในช่วงแรก (.. 2500-2520) จะเน้นเศรษฐกิจฐานปัจจัยการผลิต โดยอาศัยการใช้แรงงานราคาถูกและทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลักให้ผลิตได้จำนวนมากๆ ต่อมาในช่วงที่ประเทศประสบปัญหาเศษฐกิจในช่วงต้มยำกุ้ง (.. 2540) เน้นในเรื่อง เศษฐกิจฐานความรู้/สร้างสรรค์ โดยอาศัยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและพัฒนาโดยยึดพื้นที่ที่มีศักยภาพเป็นหลัก แต่เมื่อไม่นานมานี้ โลกประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทั้งภัยธรรมชาติและภาวะโลกร้อนทำให้ประเทศต้องปรับตัวเข้าสู่ เศษฐกิจสีเขียว (.. 2558) เพื่อพัฒนาเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำโดยการเน้นสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดการของเสียครบวงจร และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เป้าหมายในอนาคตของประเทศคือการที่จะส่งเสริมให้ประเทศมีการพัฒนาที่ยั่งยืนใน 20 ปีข้างหน้า (.. 2570)

กระทรวงอุตสาหกรรมส่งเสริมและพัฒนาสถานประกอบการและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมให้การประกอบกิจการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ประกอบกิจการอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (..2555-2559) ฉบับที่ 12 (..2560-2564) นอกจากนี้ยังมีความสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (..2558-2577) ที่มีวิสัยทัศน์ สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยในส่วนของความยั่งยืนจะมีการเน้น การผลิตและการบริโภคเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับกฎระเบียบของประชาคมโลกซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ความอุดมสมบูรณ์ขอทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคุณภาพดีขึ้น คนมีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความเอื้ออาทร เสียสละเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม โดยในปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายส่งเสริมให้สถานประกอบการดำเนินกิจการที่เป็นมิตรกับสังคมและสิ่งแวดล้อมมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเชิญชวนให้สถานประกอบการปรับแนวคิดและกระบวนการผลิตไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว การยึดถือแนวทางการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และขยายแนวทางปฏิบัติดังกล่าวตลอดเครือข่ายโซ่อุปทานของตัวเองจนกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ หรือ เป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ซึ่งจะเป็นไปตามแผนการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียวต่อไป แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวของภาครัฐ ความมุ่งมั่นของสถานประกอบการ และความร่วมมือของทุกฝ่าย จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับของทุกภาคส่วนที่มีต่อภาคอุตสาหกรรม เพื่อที่อุตสาหกรรมจะนำเศรษฐกิจของประเทศสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนสืบไป เพื่อให้การดำเนินการสำเร็จตามวัถุประสงค์ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความรู้ความสามารถเป็นไปตามหลักการ แนวคิดทางวิชาการ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน ภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมั่งคั่ง และการจ้างงานของประเทศ แต่ภาคอุตสาหกรรมกลับเผชิญกับความท้าทาย ไม่เพียงแต่คู่แข่งทางธุรกิจเท่านั้นแต่รวมถึงความท้าทายที่จะต้องทำให้สังคมและชุมชนโดยรอบยอมรับและอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข โดยการประกอบกิจการให้เป็นไปตามกฎหมาย สถานประกอบการและโรงงานจึงต้องระมัดระวังในการดำเนินกิจการไม่เฉพาะแต่เรื่องที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายแต่ยังต้องประเมินถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการหรือขยายการดำเนินกิจการของตนเองในอนาคตด้วย แนวทางประกอบกิจการเพื่อให้เป็น “อุตสาหกรรมสีเขียวจึงเป็นคำตอบของการดำรงอยู่ของภาคอุตสาหกรรมทั้งในวันนี้และวันหน้า จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันในเจตนารมณ์ของธุรกิจอุตสาหกรรมว่าพร้อมที่จะปรับปรุงและแก้ไขปัญหา รับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่ให้สร้างปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม และสามารถอยู่ร่วมกับสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้

รูปที่ 1.1 แนวโน้มการพัฒนาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทย

1

ตามภารกิจของกระทรวงอุตสาหกรรม มี 2 ด้าน คือ การกำกับดูแลสถานประกอบการที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรม และด้านที่สองคือการส่งเสริมและพัฒนาสถานประกอบการและผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ในส่วนของ กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายและมาตรการที่ส่งเสริมและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมตาม รูปที่ 1.2 ผลสัมฤทธิ์ของการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขระหว่างโรงงานกับชุมชน เกิดขึ้นได้เมื่อภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ประชาชน และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ต้องช่วยกันทำให้ระบบ เศรษฐกิจสีเขียวสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) นิยามโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme – UNEP) ว่าเป็นเศรษฐกิจที่เป็นผลจากการปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์และความเท่าเทียมทางสังคมไปพร้อมๆ กับเพิ่มคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และการมีส่วนร่วมของสังคม ปัจจุบันความขัดแย้งระหว่างโรงงานกับชุมชนโดยรอบโรงงานขยายวงกว้างขึ้นทุกที โดยเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะสามารถอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่กำจัดมลพิษสิ่งแวดล้อมได้ หรือลดระดับปัญหาจนอยู่ในมาตรฐานสากลได้ แต่ชุมชนก็ไม่วางใจและไม่เชื่อในคุณภาพของผู้ประกอบกิจการโรงงาน จึงแทบจะไม่มีโรงงานที่ไม่ถูกร้องเรียน จนขยายผลสู่การชุมนุมประท้วงไม่ให้โรงงานตั้งใหม่ได้ ดังนั้น การส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสร้างแรงจูงใจด้านอุปสงค์ (Demand Side) ขึ้นมาเพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตซึ่งเป็นฝั่งอุปทาน (Supply Side) ต้องปรับตัวให้เป็นอุตสาหกรรมสีเขียว และลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด (Cleaner technology) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนสูง แต่ก็ให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาวเช่นกันเนื่องจากเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวสินค้าและกระบวนการผลิตซึ่งเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมให้เป็นที่ยอมรับของตลาด

นอกจากนี้ ในปี พ.. 2556 รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดและทำการวัดตัวชี้วัดร่วม (Joint KPIs) ระหว่างหน่วยงานระดับกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญได้แก่ ตัวชี้วัด Green GDP ที่เพิ่มขึ้น (คำนวณจาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคอุตสาหกรรม – ต้นทุนผลกระทบสิ่งแวดล้อม) ซึ่งจำเป็นต้องสำรวจ จัดเก็บ วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลทางด้านการใช้วัตถุดิบ พลังงาน และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากการผลิตและบริโภคสินค้าอุตสาหกรรม แผนยุทธศาสตร์กระทรวงอุตสาหกรรม พ..2559-2564 ประเด็น “ยุทธศาสตร์ที่ 3 การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรกับสังคมและสิ่งแวดล้อม” เป้าประสงค์เพื่อลดปัญหาการก่อมลภาวะและสร้างความยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรมโดยกำหนดให้มีสถานประกอบการได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวปีละ 5,000 ราย โดยมีกลยุทธ์การส่งเสริมสถานประกอบการให้มีการพัฒนากระบวนการผลิตและยกระดับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว การพัฒนาปัจจัยแวดล้อมเพื่อผลักดันและจูงใจให้สถานประกอบการมีการปรับปรุงระบบ เพื่อเป็นมิตรกับสังคมและสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวังและจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของ ท้องถิ่นและชุมชน และการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมครบวงจร

รูปที่ 1.2 ภารกิจหลักของกระทรวงอุตสาหกรรม

2

การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยในอดีตมุ่งเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสังคมไทยยังคงเผชิญกับปัญหาต่างๆ จากการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตลอดจนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนยังมีข้อจำกัด ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาประเทศอย่างไม่สมดุลอาจกล่าวได้ว่า การมุ่งเน้นการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในเชิงเศรษฐกิจเพียงมิติเดียว ไม่สามารถก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น โดยเร่งพัฒนาและยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมในมิติอื่นๆ อันประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมในมิติเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมในมิติเชิงพัฒนาสังคม และอุตสาหกรรมในมิติเชิงสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และเนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้ง 4 มิตินี้ มีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยง และเกื้อหนุนกัน ดังนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมจำเป็นต้องบูรณาการให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม ตลอดจนเชื่อมโยงเข้ากับการพัฒนาในมิติอื่นๆ ของประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียวของกระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งอยู่บนแนวคิดความสมัครใจของสถานประกอบการที่ต้องการดำเนินธุรกิจให้เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนโดยดำเนินการอย่างเป็นระบบใน 5 ระดับ จากระดับที่ง่ายไปสู่ระดับที่ยากตามรูปที่ 1.3

รูปที่ 1.3 ระดับการพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว

232

  1. วิธีดำเนินการ

การดำเนินการในเชิงรุกมุ่งเน้นในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) เพื่อผลักดันและส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้มีการประกอบการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคม ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมมีภาพลักษณ์ที่ดี น่าเชื่อถือ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยมีแนวทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียวตามรูปที่ 2.1 จากแผนการขับเคลื่อนดังกล่าว ได้นำมาเป็นกรอบในการจัดทำยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินการส่งเสริมโรงงาน/สถานประกอบการให้มีการพัฒนากระบวนการผลิตและยกระดับของการได้รับการรับรองเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว โดยเน้นการพัฒนาปัจจัยแวดล้อมเพื่อผลักดันและจูงใจให้โรงงานมีการปรับปรุงระบบไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว ในขณะเดียวกันต้องดำเนินการพัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวังและจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและชุมชนควบคู่กันไปด้วย โดยมีวิสัยทัศน์ “อุตสาหกรรมเป้าหมายมีระบบการผลิตและวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เติบโตได้อย่างต่อเนื่องและสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน” โดยเป้าหมาย เช่น 1) ยกระดับ Practice ภายในโรงงานอุตสาหกรรมจำพวก 3 ให้ได้อุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 3 ขึ้นไปไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 (14,000 แห่ง) และที่เหลือร้อยละ 60 (21,000 แห่ง) สามารถยกระดับ Green ถึงระดับ 2 2) นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศเป็น Eco Industrial Town 3) เกิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Town) จำนวน 10 แห่ง 4) เกิดเครือข่ายสีเขียวต้นแบบการเฝ้าระวังและจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและชุมชนอย่างน้อย 1 เครือข่ายต่อ 1 จังหวัด และ 5) ตรารับรองโรงงานสีเขียวได้รับการยอมรับจากสาธารณะให้เป็นเครื่องหมายแสดงความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อสังคม

รูปที่ 2.1 แนวทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียว

2-1

  1. ผลการดำเนินการ

จากการดำเนินการระหว่างปี พ.. 2554-2559 มีผู้ผ่านการรับรองมากกว่า 24,000 ราย รายละเอียดตามตารางที่ 3.1 ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม สามารถลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 2,501,319.41 tCO2 ต่อปี โดยในปี พ.. 2557 เป็นปีแรกที่มีผู้ผ่านการประเมินเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 5 ซึ่งถือเป็นระดับสูงที่สุด ทำให้เกิดเครือข่ายสีเขียวครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียกับโรงงานที่ผ่านการรับรองครบทุกกลุ่ม ประชาชนในพื้นที่ในรัศมี 5 กิโลเมตรจากสถานประกอบการมีความพึงพอใจโรงงานประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยมากกว่า 70% ซึ่งจะทำให้เกิดห่วงโว่อุปทานที่ยั่งยืนต่อไป และผลการศึกษาของที่ปรึกษาตาม ตารางที่ 3.2 ซึ่งสามารถที่จะแปลผลได้ดังนี้ ค่าแตกต่างระหว่าง Traditional GDP และ Green GDP ยิ่งมีค่าน้อย ยิ่งแสดงถึงการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อได้ค่าตัวเลข Green GDP จากกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทำการศึกษาแล้ว ต้องมีแนวทางในการนำมากำหนดนโยบายและมาตรการจากหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพื่อให้กลุ่มอุตสาหกรรมตระหนักถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับปรุงการดำเนินการให้สามารถเพิ่มค่า Green GDP ได้ หรือพัฒนาทั้งห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมให้เป็น Green Supply Chain

ตารางที่ 3.1 จำนวนสถานประกอบการที่ผ่านการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระหว่างปี 2554-2559

จำนวนสถานประกอบการที่ผ่านการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) (โรงงาน)

GI ระดับที่

ปี 2554

ปี 2555

ปี 2556

ปี 2557

ปี 2558

ปี 2559

รวม

1

316

1,172

4,407

5,637

4,328

460

16,320

2

227

705

1,733

764

986

221

4,636

3

507

603

882

659

730

197

3,578

4

30

20

1

42

93

5

5

8

13

รวม

1,050

2,510

7,042

7,066

6,094

878

24,640

นอกจากนี้ ในการศึกษา Green GDP ตามตารางที่ 3.2 ค่าแตกต่างระหว่าง Traditional GDP และ Green GDP หรือ %diff ยิ่งมีค่าน้อย ยิ่งแสดงถึงการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อได้ค่าตัวเลข Green GDP จากกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทำการศึกษาแล้ว ต้องมีแนวทางในการนำมากำหนดนโยบายและมาตรการจากหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพื่อให้กลุ่มอุตสาหกรรมตระหนักถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับปรุงการดำเนินการให้สามารถเพิ่มค่า Green GDP ได้ หรือพัฒนาทั้งห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมให้เป็น Green Supply Chain

ตารางที่ 3.2 ค่าแตกต่างระหว่าง Traditional GDP และ Green GDP ของทั้ง 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ผู้ประเมินได้เป็นกรรมการกำกับดูแลการจ้างที่ปรึกษาดำเนินการ

Depletion cost (Environmental cost)

Unit : millions of THB

ปูนซีเมนต์

การกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม

น้ำตาล

Natural resources

5095.229

25336.29

4.92

Degradation cost
Emission to air

12498.18

8482.62

5403.12

Emission to water

0.03

1.12

Total

17593.46

33818.94

5409.15

% diff

35

13

12

Eco-efficiency index

2.81

7.54

8.29

นอกจากนี้ จากการศึกษาเพิ่มเติมโดยใช้แบบจำลองการพยากรณ์ MARKAL Model (Market Allocation) ตามรูปที่ 2.3 ในกรณีศึกษาของประเทศไทย พบว่ามีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วง ปี ค.. 2010 (ปีฐาน) ถึง ค.. 2050 ที่กรณีปกติ (Business As Usual: BAU) มีแนวโน้มสูงขึ้นประมาณเกือบสามเท่าจากปีฐาน โดยการปล่อย GHG ปี ค.. 2010 มีปริมาณ 400 Mt-CO2 ต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 1,216 Mt-CO2 ต่อปี ในปี ค.. 2050 แต่หากมีการดำเนินโครงการอุตสาหกรรมสีเขียวหรือโครงการอื่นใดที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง กรณีนี้คือกรณีทางเลือก (Alternative case) พบว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงจากกรณีปกติ โดยในปีในปี ค.. 2050 ปริมาณของก๊าซเรือนกระจกจะลดลงประมาณ 25% จากกรณีปกติที่ไม่ได้ดำเนินโครงการ คือการปลดปล่อย CO2 จะลดลงเหลือประมาณ 973 Mt-CO2 ต่อปีเท่านั้น

รูปที่ 2.3 การเปรียบเทียบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วงปี ค.. 2010 ถึง 2050 ระหว่างกรณีปกติ (Business As Usual: BAU) และกรณีการดำเนินโครงการ Green Industry

2-3

  1. การพัฒนาต้นแบบอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจสีเขียว

การพัฒนาต้นแบบจากผลที่ได้รับทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนในการจัดทำต้นแบบการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมสู่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนำมาใช้สร้างต้นแบบห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน (Sustainable Supply Chain) โดยมีหลักการที่สำคัญ คือ องค์กรต้องนำแนวปฎิบัติการพัฒนาอย่างยั่งยืนและมีอุดมการณ์ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรมภายใต้หลักบรรษัทภิบาล มาใช้เป็นกลไกและเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาการจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน (Sustainable Supply Chain) ซึ่งสามารถที่จะสรุปเป็นต้นแบบการดำเนินงาน (Model) ใน 4 ขั้นตอน คือ

4.1 การจัดทำตัวชี้วัดความสำเร็จของการดำเนินการ
การปรับปรุงภายในกระบวนการผลิตด้วยมาตรฐานระดับสากลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (In Process for International Standard) การนำหลักการออกแบบโรงงานเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Design) รวมทั้งการนำหลักการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Management) และ การบำรุงรักษาทวีผล (Total Productive Maintenance) มาใช้ในการบริหารงาน เพื่อให้ได้โรงงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Manufacturing) เป็นต้นแบบอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน (SD Role Model) ภายใต้แนวคิด Eco Innovation นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่บูรณาการทุกมิติ ได้แก่ การจัดการโรงงานเชิงนิเวศ (Eco Factory) การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco Product) การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยมุ่งเน้นให้ชุมชนดูแลและเพิ่งตนเองได้ (Beyond CSR)

4.2 การยกระดับต้นน้ำ (Supplier และ Contractor)
สร้างความเข้มแข็งให้กับคู่ธุรกิจที่เป็นผู้ผลิต ผู้ให้บริการ ให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SD Upstream Supply Chain) การดำเนินงานเพื่อยกระดับคู่ธุรกิจที่เป็นผู้ผลิต ผู้ให้บริการและสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันให้กับคู่ธุรกิจ และมุjงหวังให้คู่ธุรกิจพัฒนาให้เกิดการสร้างเครือข่ายสีเขียวของคู่ธุรกิจต่อไป ตัวอย่างการดำเนินงานการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนา ให้คู่ธุรกิจ ได้การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry Award) จากกระทรวงอุตสาหกรรม

4.3 การสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าอย่างยั่งยืน (SD Downstream Supply Chain)
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานด้านปลายน้ำ (ลูกค้า ผู้บริโภค ผู้ใช้สินค้าและบริการ) โดยองค์กรสามารถที่จะกำหนดช่องทางรับรู้ความต้องการของลูกค้าที่สามารถนำไปสู่การตอบสนองได้สอดคล้อง พึงพอใจและทันท่วงที ซึ่งจะนำข้อเสนอแนะต่างๆ ที่ได้ไปสู่การปรับปรุงพัฒนานวัตกรรมใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า

4.4 การพัฒนาสังคม ชุมชน และ ส่งเสริมเผยแพร่แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
การร่วมมือของผู้ประกอบการที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนผ่านโครงการต่างๆ เช่น หน่วยแพทย์พยาบาลเคลื่อนที่ การเปิดบ้านให้ชุมชนเข้ามาเยี่ยมชมโรงงาน ทำแผนฉุกเฉินชุมชน การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยมุ่งเน้นให้ชุมชนดูแลและเพิ่งตนเองได้ และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างต้นแบบชุมชนแห่งความยั่งยืน นอกจากนี้ อาจมีการช่วยเหลือยกระดับโรงงานอื่นๆ ให้มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม โดยจะต้องมีกลยุทธ์ในการดำเนินการ เน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนโปร่งใส ตรวจสอบได้ ประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง

บรรณานุกรม

  • ISO 26000: 2010 Guidance On Social Responsibility. Geneva: ISO, 2010
  • แผนยุทธศาสตร์กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม http://www.industry.go.th

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s