ภาคพลังงาน: จุดเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว

ผศ.ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หากพิจารณาภาพรวมของปัจจัย สภาพการณ์ และพัฒนาการต่างๆ ของภาคพลังงานในปัจุบัน ก็อาจจะกล่าวได้ว่า เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งสำหรับภาคพลังงานของโลก โครงสร้างของการผลิต การส่งจ่าย และ การใช้พลังงานของโลก กำลังอยู่ในห้วงระยะของกระบวนการปรับตัว เพื่อรองรับกับกระแสความเปลี่ยนแปลงในสองด้าน ซึ่งน่าจะส่งผลทำให้เกิดการพลิกผันเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานโลกอย่างสำคัญ ที่จะเรานำไปสู่การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคแห่งพลังงานสะอาด เพื่อรองรับกับระบบเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต

กระแสของความเปลี่ยนแปลงทั้งสองด้านดังกล่าว ได้แก่ ในด้านอุปสงค์ เราพบว่าสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคประชาสังคม มีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ กระแสของแนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว กลายเป็นกระแสแนวคิดหลักของการพัฒนาประเทศ ประเด็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นประเด็นการเจรจาใหญ่ระดับโลกที่ได้รับความสนใจจากผู้นำของประเทศต่างๆ และ รวมทั้งสาธารณชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมสมัชชาภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 21 (COP21) ได้มีมติรับรอง “ความตกลงปารีส” (Paris Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่จะกำหนดกรอบแนวทางของการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกันของประชาคมโลกในอนาคต ความพยายามและแนวทางการจัดการก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีสย่อมจะมีผลอย่างสำคัญต่อพัฒนาการและโครงสร้างของภาคพลังงาน ในฐานะของภาคส่วนที่เป็นแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญที่สุดของโลกได้เป็นอย่างมาก

ขณะที่ในด้านอุปทาน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการพัฒนากระบวนการผลิตได้นำไปสู่การลดลงของต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม จนกระทั่งมีต้นทุนอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้กับแหล่งพลังงานกระแสหลัก เช่น พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือ เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ได้ในหลายๆ ภูมิภาคแล้ว แม้ว่าพลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภทจะมีข้อจำกัดในเรื่องของความแปรผันของปริมาณการผลิตพลังงาน แต่เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบภายนอกที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผลในเชิงสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากปัญหาการปลดปล่อยสารมลพิษ หรือ ผลกระทบในเชิงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก็ย่อมจะทำให้โอกาสของพลังงานหมุนเวียนที่จะกลายมาเป็นพลังงานกระแสหลักของโลกในอนาคตน่าจะเป็นสิ่งที่อยู่ไม่ไกลจากความเป็นจริงเท่าใดนัก

ปัจจัยทางด้านอุปสงค์: กระแสสิ่งแวดล้อมและปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ปัจจุบันกระแสของความตื่นตัวและความใส่ใจเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบของปัญหาสิ่งแวดล้อม และรวมไปจนถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสหลักของโลก การรวมกลุ่มของภาคประชาชนและชุมชนในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น เป็นสิ่งปกติที่พบเห็นได้ทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็น การต่อสู้คัดค้านการบุกรุกป่าและทำลายทรัพยากรธรรมชาติโดยนายทุน การเรียกร้องคัดค้านสัมปทานเหมืองแร่ที่อาจก่อปัญหาการรั่วไหลของโลหะหนักเข้าสู่แหล่งน้ำ การคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือ โรงไฟฟ้าถ่านหิน พร้อมกับการเรียกร้องให้มีการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดขึ้นมาทดแทน เป็นต้น สภาพเหล่านี้เป็นผลสะท้อนของกระแสการให้ความสำคัญกับการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม และ แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ได้มีการเติบโตและเผยแพร่อย่างต่อเนื่องและกว้างขวางในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

นอกเหนือจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชนแล้ว ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอีกประการหนึ่งซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการกำหนดแนวทางการพัฒนาของภาคพลังงาน ก็คือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกลไกหลักของการดำเนินการในการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประชาคมโลกในปัจจุบัน ก็คือ การดำเนินงานและการเจรจาภายใต้ “กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (United Nations Framework Convention on Climate Change; UNFCCC) ซึ่งในการประชุมสมัชชาภาคี UNFCCC ครั้งล่าสุด ที่ประชุมสมัชชาภาคีครั้งที่ 21 (The 21st Conference of the Parties; COP21) สามารถบรรลุผลมีมติรับรอง “ความตกลงปารีส” (Paris Agreement) เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานและการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกร่วมกันของประชาคมโลก สำหรับช่วงภายหลังจากปี ค.. 2020

โดย “ความตกลงปารีส” ได้มีการกำหนดเป้าหมายหลักเชิงอุณหภูมิระยะยาวในการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไว้ ดังนี้ “รักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในระดับที่ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสอย่างชัดเจน (well below 2 C) เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และมุ่งพยายาม (pursue effort) ที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นไม่ให้เกิน 1.5 องศา เมื่อเทียบกับระดับก่อนอุตสาหกรรม”

เพื่อสนับสนุนเป้าหมายเชิงอุณหภูมิข้างต้น ความตกลงปารีสยังได้มีการระบุถึงเป้าหมายในเชิงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้ด้วย โดยระบุว่า เพื่อจะให้บรรลุเป้าหมายเชิงอุณหภูมิระยะยาว ภาคีสมาชิกได้ตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุ “จุดสูงสุดของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมของโลก” (Global Peaking) โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พร้อมกับที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซลงอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น เพื่อที่จะบรรลุ “จุดสมดุลระหว่างการปล่อยและการดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่เป็นผลจากมนุษย์” (a balance between anthropogenic emissions by sources and removals by sinks of greenhouse gases – หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การบรรลุ “ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” หรือ “Net Zero Emissions”) ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษนี้ (ซึ่งก็คือ ภายในช่วงปี ค.. 2050 – 2100)

อย่างไรก็ดี แม้ว่าความตกลงปารีสจะได้มีการระบุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกรวมของโลกไว้อย่างชัดเจน และเป็นเป้าหมายที่มีความเข้มงวดในระดับสูงมาก (เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงอุณหภูมิในระดับ 2 องศา) แต่ในเชิงของการกำหนดเป้าหมายในระดับรายประเทศ ความตกลงปารีสกลับเลือกที่จะใช้แนวทางในลักษณะของ Bottom-Up Approach ซึ่งเป็นแนวทางที่เน้นความยืดหยุ่น โดยเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศเป็นผู้กำหนดแนวทาง/กิจกรรม/เป้าหมายการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (รวมไปถึงเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก) ของตนด้วยตัวเอง ผ่านกระบวนการนำเสนอข้อเสนอ “เจตจำนงความมีส่วนร่วมของประเทศ” (Nationally Determined Contribution; NDC) ซึ่งแต่ละประเทศจะเป็นผู้ดำเนินการจัดทำข้อเสนอขึ้นมาเองจากกระบวนการภายในประเทศ และในรูปแบบที่แต่ละประเทศกำหนดขึ้น เพื่อให้มีความเหมาะสมกับสภาวการณ์ของแต่ละประเทศ

แนวทางในการกำหนดเป้าหมายรายประเทศในลักษณะดังกล่าว เป็นความพยายามในการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในกระบวนการเจรจา และ เพิ่มโอกาสและความเป็นไปได้ที่ประเทศต่างๆ จะตัดสินใจเข้าร่วมให้สัตยาบันเป็นภาคีสมาชิกของความตกลงปารีสได้ง่ายขึ้น แต่ก็แลกกับความเสี่ยงว่า หากประเทศภาคีต่างๆ เลือกที่จะนำเสนอเป้าหมายเจตจำนง NDC เพียงในระดับต่ำ ก็จะทำให้ผลรวมของเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของโลก อยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอที่จะรักษาเป้าหมายการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในระดับไม่เกิน 2 องศา ตามที่ระบุไว้ในความตกลงปารีสได้

โดยแนวทางส่วนหนึ่งที่ความตกลงปารีสเลือกนำมาใช้ ในการกระตุ้นความมุ่งมั่นของข้อเสนอเจตจำนง NDC ของประเทศภาคีต่างๆ ก็คือ การกำหนดให้มีกลไก “การประมวลผลระดับโลก” (Global Stocktake) เพื่อประเมินความก้าวหน้าในเชิงของภาพรวมระดับโลก ว่าการดำเนินงานของสมาชิกที่ผ่านมาโดยรวม มีความสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของโลกที่มีการกำหนดไว้เพียงใด โดยคาดหวังว่าการประเมินดังกล่าว (ร่วมกับกระแสผลักดันสาธารณะจากภายนอก) จะเป็นแรงกระตุ้นในภาคีหลีกเลี่ยงการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซในระดับต่ำ และ/หรือ มีแรงจูงใจที่จะเพิ่มระดับความเข้มงวดของเป้าหมายของตนให้อยู่ในระดับที่เทียบเคียงได้หรือระดับก้าวหน้ากว่าประเทศที่มีสถานะใกล้เคียงกัน

ดังนั้นในระยะสั้น แม้ว่า“ข้อเสนอเจตจำนงความมีส่วนร่วมเบื้องต้น” (Intended Nationally Determined Contribution; INDC) ที่ประเทศต่างๆ ได้นำเสนอเข้าสู่กระบวนการของ UNFCCC ในปัจจุบัน จะยังคงมีระดับความเข้มงวดที่ยังไม่สอดคล้องกับปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่จำเป็นในการรักษาเป้าหมาย 2 องศาก็ตาม1 แต่ก็เชื่อกันว่าในอนาคต กระแสการกดดันของนานาชาติ ร่วมกับกระแสผลักดันจากภาคประชาสังคม องค์กรสิ่งแวดล้อม และ ภาควิชาการ จะเป็นแรงกระตุ้นผลักดันให้ประเทศต่างๆ จำเป็นที่จะต้องเพิ่มระดับการดำเนินงานในการควบคุมและการลดก๊าซเรือนกระจกให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้เข้าสู่ระดับที่เพียงพอสำหรับการป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย ตามที่ระบุไว้ในเป้าหมายสูงสุดของอนุสัญญา UNFCCC

ปัจจัยทางด้านอุปทาน: การพัฒนาเทคโนโลยี และ การลดลงของต้นทุนพลังงานสะอาด

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลของประเทศต่างๆ ได้มีการออกนโยบายและมาตรการต่างๆ ในการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งนำไปสู่ความพยายามในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การปรับปรุงเทคโนโลยีในการผลิต และรวมทั้ง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งผลให้ในปัจจุบันเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องหลายประเภท มีต้นทุนที่ลดต่ำลงมาก จนกระทั่งเข้าสู่ระดับที่สามารถแข่งขันได้ หรือ ใกล้จะแข่งขันได้ กับเทคโนโลยีพลังงานเชิงพาณิชย์กระแสหลัก

รูปที่ 1 แสดงมูลค่าการลงทุนรวมในการพัฒนาพลังงานสะอาดของโลกรายปี ในช่วงระหว่างปี ค.. 2004 – 2015 (.. 2547 – 2558) รายงานโดย Bloomberg New Energy Finance (BNEF, 2016) ซึ่งจากกราฟจะเห็นว่ามูลค่าการลงทุนในพลังงานสะอาด (ไม่รวมพลังน้ำขนาดใหญ่ นิวเคลียร์ หรือ ก๊าซธรรมชาติ) มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเกือบตลอดช่วงเวลาที่พิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพิจารณาข้อมูลปีล่าสุด (.. 2015) ซึ่งมูลค่าการลงทุนรวมในพลังงานสะอาดของโลก ได้ทำสถิติมูลค่าสูงสุด ที่ 3.29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับมูลค่าการลงทุนในปี ค.. 2014) และยังเป็นปีแรกที่มีค่าสูงกว่ามูลค่าการลงทุนรวมของภาคปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีค่าอยู่ที่ 3.21 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลง 36% เมื่อเทียบกับมูลค่าการลงทุนในปี ค.. 2014)

1

รูปที่ 1: มูลค่าการลงทุนรวมในการพัฒนาพลังงานสะอาดของโลก รายปี (BNEF, 2016)

รูปที่ 2 และ 3 แสดงภาพเปรียบเทียบมูลค่าการลงทุนในพลังงานสะอาดรายไตรมาส ของกลุ่มประเทศยุโรปเปรียบเทียบกับประเทศจีน (BNEF, 2016) จะเห็นว่า ในช่วงต้นของกราฟ ระหว่างปี ค.. 2004-2011 การลงทุนในพลังงานสะอาดของประเทศกลุ่มยุโรปมีค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินนโยบายของประเทศเหล่านี้ในการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนอย่างแข็งขัน ขณะที่ในช่วงหลังจากปี ค.. 2011 ประเทศกลุ่มยุโรปบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศสเปน อิตาลี และ เยอรมนี ได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายในการให้สนับสนุนทางการเงิน เนื่องจากประสบปัญหาวิกฤตการณ์การคลัง ร่วมกับการที่บางส่วนเริ่มเห็นว่าต้นทุนของพลังงานหมุนเวียน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม) ได้มีค่าลดลงมากแล้ว จนอาจจะไม่มีความจำเป็นที่ต้องรักษาการสนับสนุนในระดับสูงต่อไป แต่อย่างไรก็ดีในขณะเดียวกัน ราคาต้นทุนพลังงานหมุนเวียนที่ลดลงก็มีผลทางบวกในการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีน อัฟริกาใต้ เม็กซิโก โมรอคโค บราซิล เป็นต้น ซึ่งเข้ามาช่วยชดเชยการลดลงของการลงทุนในพลังงานสะอาดของประเทศกลุ่มยุโรป และดีงให้มูลค่าการลงทุนรวมในพลังงานสะอาดของโลกในช่วงปี 2012-2013 ไม่ลดลงมากนัก และกลับมามีแนวโน้มเป็นบวกได้หลังจากนั้น แต่สิ่งสำคัญที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนแปลงของแบบแผนการลงทุนดังกล่าว และความแตกต่างของแรงจูงใจที่ผลักดันกระแสการลงทุนในพลังงานสะอาดที่แตกต่างกันระหว่างประเทศทั้งสองกลุ่มดังกล่าว อาจจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนถึงจุดพลิกผันของบทบาทของพลังงานสะอาดที่จะมีต่อระบบพลังงานของโลกในอนาคต

2

รูปที่ 2: มูลค่าการลงทุนรวมในการพัฒนาพลังงานสะอาดของกลุ่มประเทศยุโรป รายไตรมาส (BNEF, 2016)

3

รูปที่ 3: มูลค่าการลงทุนรวมในการพัฒนาพลังงานสะอาดของประเทศจีน รายไตรมาส (BNEF, 2016)

โดยหากพิจารณาผลการวิเคราะห์รายงานข้อมูลเบื้องต้นสำหรับปี ค.. 2015 ของ International Energy Agency (IEA, 2016) ซึ่งจัดเตรียมขึ้นเพื่อประกอบรายงาน World Energy Outlook Special Report on Energy and Air Quality พบว่า ประมาณ 90% ของปริมาณการผลิตพลังงานไฟฟ้าใหม่ของโลกในปี ค.. 2015 มีแหล่งกำเนิดมาจากพลังงานหมุนเวียน โดยที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณพลังงานไฟฟ้าใหม่ในปีดังกล่าวมีที่มามาจากพลังงานลม ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นบทบาทที่กำลังเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน และก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคพลังงานของโลกมีค่าค่อนข้างคงที่มาเป็นเวลา 2 ปี ติดต่อกัน ดังแสดงในรูปที่ 4 โดยข้อมูลของ IEA ชี้ว่าปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคพลังงานในช่วงดังกล่าวมีค่าเพิ่มขึ้นน้อยมาก กล่าวคือ เพิ่มจาก 32.07 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ในปี 2013 มาเป็น 32.13 และ 32.14 พันล้านตัน ในปี 2014 และ 2015 ตามลำดับ ในขณะที่ผลผลิตมวลรวมของโลกในช่วงเวลาเดียวกันยังคงมีค่าเพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่า 3% ทั้งสองช่วงปี (มีค่าอยู่ที่ 3.4% ในปี 2014 และ 3.1% สำหรับปี 2015) ซึ่งช่วยยืนยันให้เห็น “การแยกขาดจากกัน” (Decoupling) ระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กับ การเพิ่มการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของเศรษฐกิจโลกได้เป็นอย่างดี

4รูปที่ 4: ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคพลังงานรวม ระหว่างปี ค.. 1975-2015 (IEA, 2016)

รายงาน World Energy Outlook Special Report: Energy and Climate Change (IEA, 2015) ได้ทำการวิเคราะห์รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายภูมิภาคสำหรับปี 2014 ดังแสดงในรูปที่ 5 ซึ่งผลการวิเคราะห์ชี้ว่า ในปี 2014 ภูมิภาคหลักที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง คือ สหภาพยุโรป จีน และ ญี่ปุ่น โดยในกรณีของสหภาพยุโรปพบว่าปริมาณความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลมีค่าลดลงในทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของก๊าซธรรมชาติซึ่งมีปริมาณลดลงถึง 12% (ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่ไม่หนาวจัดในปีดังกล่าว) ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมพลังน้ำขนาดใหญ่) เพิ่มสูงขึ้น 12% ทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงมากกว่า 200 ล้านตันเมื่อเทียบกับปี 2013 (ลดลงมากกว่า 6%) ขณะที่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศญี่ปุ่นมีปริมาณลดลงประมาณ 3% อันเป็นผลมาจากความต้องการใช้น้ำมันที่ลดต่ำลง แม้ว่าญี่ปุ่นจะต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจำนวนมากเพื่อชดเชยการลดลงของการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการผลิตไฟฟ้า ส่วนในกรณีของประเทศจีน การลดลงของปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปีดังกล่าว (ประมาณ 130 ล้านตัน หรือ 1.5%) เป็นผลหลักมาจากการลดลงของการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน (ลดลงประมาณ 3%) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งในส่วนของพลังน้ำขนาดใหญ่ (เพิ่ม 22%) และ พลังงานหมุนเวียนอื่นๆ (พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเพิ่มขึ้น 38%) ขณะที่ในทางตรงกันข้าม การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ก็ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยปัจจัยที่ก่อผลชัดเจนที่สุดก็คือ การเพิ่มขึ้นของการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในประเทศอินเดียและกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

5

รูปที่ 5: การเปลี่ยนแปลงของปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคพลังงาน ของภูมิภาคต่างๆ ระหว่างปี ค.. 2013-2014 (IEA, 2015)

อย่างไรก็ดี ในขณะเดียวกันเราก็พบว่าประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศเริ่มมีการดำเนินการลงทุนในพลังงานสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลจากการที่ต้นทุนการลงทุนในพลังงานเหล่านี้มีค่าลดลงมาก โดยรูปที่ 6 แสดง “เส้นการเรียนรู้ (Learning Curve)” หรือ เส้นกราฟความสัมพันธ์ระหว่างราคาต้นทุน กับ ปริมาณกำลังการผลิตติดตั้งสะสมของเทคโนโลยีพลังงานลมบนพื้นทวีป (Onshore Wind) และ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar PV Module) ซึ่งหากพิจารณาข้อมูลทั้งหมด เราจะสามารถคำนวณค่า “อัตราการเรียนรู้ (Learning Rate)” ของเทคโนโลยีทั้งสองได้ดังแสดงในรูป โดยในกรณีของพลังงานลมบนพื้นทวีป ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า เมื่อกำลังการผลิตติดตั้งสะสมของกังหันลมเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว จะพบว่าราคาต้นทุนไฟฟ้าจากพลังงานลมที่ผลิตได้จะมีค่าลดลงโดยเฉลี่ย 19% ขณะที่ในกรณีของพลังงานแสงอาทิตย์พบว่า เมื่อกำลังการผลิตติดตั้งสะสมเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว ราคาต้นทุนแผงเซลล์แสงอาทิตย์จะลดลงโดยเฉลี่ย 24.3% (Liebreich, 2016)

6

รูปที่ 6: Learning Curve ของต้นทุนพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมบนพื้นทวีป และ ต้นทุนแผงเซลล์แสงอาทิตย์ (Liebreich, 2016)

นอกจากนี้ข้อมูลในรูปกราฟยังแสดงให้เห็นว่า ต้นทุนพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ได้มีค่าลดลงอย่างสูงมากเป็นพิเศษในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยต้นทุนของพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมบนพื้นทวีปมีค่าลดลง 50% ระหว่างช่วงปี ค.. 2009-2015 ขณะที่ต้นทุนแผงเซลล์แสงอาทิตย์ลดลง 80% ในช่วงระหว่างปี ค.. 2008-2015 ส่งผลให้ราคาต้นทุนไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ในหลายพื้นที่ในปัจจุบัน มีค่าต่ำกว่าต้นทุนการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างชัดเจน โดยหากพิจารณาข้อมูลผลการประมูลราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก จะพบว่าสถิติราคาประมูลพลังงานไฟฟ้าที่ต่ำที่สุดในปัจจุบัน ทั้งในกรณีของพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ (โดยที่ไม่มีการอุดหนุนทางการเงิน) จะมีค่าอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันมาก คืออยู่ที่ราว US$ 3 c/kWh (โดยในกรณีพลังงานลมสถิติราคาต่ำสุดจะเป็นข้อเสนอจากกลุ่มบริษัทที่นำโดย Enel Green Power ที่เสนอสำหรับประเทศ Morocco ซึ่งได้มีการลงนามในสัญญาไปเมื่อช่วงเดือนมกราคม พ.. 2559 ขณะที่ในกรณีพลังงานแสงอาทิตย์ จะเป็นกรณีของผลการประมูลในโครงการ Mohammed bin Rashid Al Maktoum Solar Park – Phase 3 สำหรับองค์กรไฟฟ้าและประปาแห่งเมืองดูไบ (Dubai Electricity and Water Authority, DEWA) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม พ.. 2559)

บทสรุป

จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ทั้งสองด้านข้างต้น เราจะพบว่า ในด้านหนึ่ง กระแสการให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ร่วมกับความจำเป็นของการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้กรอบและเป้าหมายของความตกลงปารีส กำลังสร้างกระแสผลักดันให้ประเทศต่างๆ ต้องเพิ่มการสนับสนุนและการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานสะอาดที่ปลดปล่อยคาร์บอนต่ำ ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง ผลของการดำเนินการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในช่วงที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดการเรียนรู้เชิงเทคโนโลยี ที่นำไปสู่การลดลงของต้นทุนพลังงานหมุนเวียนอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา และรวมทั้งอาจจะลดลงต่อเนื่องต่อไปได้อีกในอนาคต สภาพดังกล่าวมีผลทำให้ความเป็นไปได้ที่พลังงานหมุนเวียนจะพลิกผันมาเป็นแหล่งพลังงานหลักของระบบเศรษฐกิจอนาคตเป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี การใช้พลังงานหมุนเวียนหลายประเภท (โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานลมและแสงอาทิตย์) จะมีข้อจำกัดที่สำคัญมากประการหนึ่ง ที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการเขยิบสถานะขึ้นมาเป็นแหล่งพลังงานหลักของเศรษฐกิจโลก นั่นคือ ขนาดการผลิตพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนจะมีค่าที่แปรผันไม่แน่นอนขึ้นกับสภาวะและสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับพลังงานหมุนเวียนประเภทนั้นๆ โดยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ (หรืออธิบายอย่างง่ายๆ ก็คือ เราไม่มีทางที่จะผลิตพลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ได้เลย หากไม่มีลมพัดและไม่มีแสงแดดส่อง ไม่ว่าในขณะนั้นเราจะมีความต้องการใช้พลังงานมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม) ซึ่งสภาพดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดปัญหาในการรักษาสมดุลและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้เป็นอย่างมาก หากเราต้องการจะใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นแหล่งพลังงานหลักของระบบ

ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงทั้งสองด้านและภายใต้ข้อจำกัดทางเทคนิคดังกล่าว ประเทศต่างๆ ดูเหมือนจะมีทางเลือกหลักๆ ในการกำหนดนโยบายอยู่ 2 ทาง กล่าวคือ

(1) เราอาจเลือกที่จะมองกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็น “ภัยคุกคาม”: การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเป็นสิ่งที่กำลังจะสร้างปัญหาให้กับโครงสร้าง เทคโนโลยี และการบริหารจัดการระบบพลังงานที่เราคุ้นเคยอยู่เดิม การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นต้นทุนของระบบที่เราจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นโดยที่จะไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า

ในกรณีนี้ทางเลือกนโยบายที่เหมาะสมก็อาจจะเป็น การหาแนวทางชะลอการเปลี่ยนแปลงให้มากที่สุด ลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ให้น้อยที่สุด สร้างกลไกป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีใหม่มาก่อผลกระทบต่อโครงสร้างที่มีอยู่เดิม และ หาทางชดเชยผู้ที่จะต้องรับผลกระทบเพื่อให้สามารถรองรับภาระผลกระทบโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีการปรับตัวมากนัก เพื่อให้ระบบสามารถดำรงต่อไปได้โดยได้รับความบอบช้ำน้อยที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งทางการค้า

(2) เราอาจจะมองกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็น “โอกาส”: เป็นการจังหวะของการลงทุนที่จะเปิดช่องทางไปสู่จุดพลิกผันและการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราสามารถก้าวขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของผู้นำที่มีบทบาทในการเสนอทางเลือก กำหนดทิศทาง และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

ในกรณีนี้ทางเลือกเชิงนโยบายที่เหมาะสมก็คือ การสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมและลดความเสี่ยงของการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ (และอาจรวมไปถึงการเพิ่มความเสี่ยงระยะยาวอย่างชัดเจน ให้กับการตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยีที่กำลังจะพ้นสมัย เช่น เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือ เทคโนโลยีที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง) พร้อมกับการส่งเสริมสนับสนุนบทบาทในเชิงของการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประเทศสามารถก้าวมาเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด (อย่างน้อยในระดับภูมิภาค หรือ ในบางประเภทเทคโนโลยี) ขณะเดียวกันก็ควรจะมีการศึกษาคาดการณ์ผลกระทบทางลบอันจะเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่ล่วงหน้า ดำเนินกระบวนการจัดเตรียมความพร้อมและเพิ่มศักยภาพเชิงระบบและโครงสร้างเพื่อให้สามารถรองรับและจัดการผลกระทบและการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ได้อย่างเหมาะสมและเป็นองค์รวม พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบมีศักยภาพในการปรับตัวให้สอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีทิศทางมากขึ้น

ในสภาวะที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมาก คำถามที่รัฐบาลควรต้องเร่งตัดสินใจก็คือ ทางเลือกใดเป็นทางเลือกที่เราควรจะเดินไป ทางเลือกใดจะเป็นทางเลือกที่จะสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และ ความยั่งยืนของระบบสังคมและระบบนิเวศได้มากกว่ากัน ซึ่งส่วนหนึ่งของคำตอบคงขึ้นกับข้อพิจารณาว่า กระแสการเปลี่ยนแปลงทั้งสองด้านที่วิเคราะห์มานั้น จะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีพลังงาน และ ระบบเศรษฐกิจสีเขียวได้จริงหรือไม่ และจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ก่อการพลิกผันของระบบได้มากหรือน้อยเพียงใด พลังงานหมุนเวียนจะถูกข้อจำกัดทางเทคนิคของตัวเองปิดโอกาส จนทำให้ไม่สามารถเพิ่มศักยภาพจนขยับขึ้นมาเป็นพลังงานกระแสหลักของโลกได้เลย หรือว่า เราจะสามารถหากระบวนการบริหารจัดการและ/หรือมีคำตอบทางเทคโนโลยีที่จะสามารถช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดดังกล่าวลงได้

1 นเบื้องต้น ผลการวิเคราะห์ “ข้อเสนอเจตจำนงความมีส่วนร่วมเบื้องต้น” (Intended Nationally Determined Contribution; INDC) โดยองค์กร Climate Action Tracker ชี้ว่า ผลรวมของข้อเสนอ INDCs จากประเทศต่างๆ จำนวน 158 ข้อเสนอ ที่มีการนำเสนอในช่วงก่อนและระหว่างการประชุม COP21 (ครอบคลุมภาคีประเทศจำนวน 185 ประเทศ และ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 94% ของโลก ข้อมูลจนถึงวันที่ 8 ธันวาคม พ..2558) ยังคงไม่เพียงพอที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายเชิงอุณหภูมิของความตกลงปารีสได้ โดยผลการวิเคราะห์ชี้ว่า หากประเทศต่างๆ สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายในปี ค.. 2030 และมีการดำเนินนโยบายที่มีความเข้มงวดในระดับเดียวกันต่อเนื่องต่อไปอีก ก็จะส่งผลทำให้ระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในปี ค.. 2100 มีค่าอยู่ที่ระดับ 2.7 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Climate Action Tracker, 2015)

บรรณานุกรม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s