เกษตรสีเขียว: จุดเริ่มต้นของคนรุ่นใหม่

ดวงแก้ว ตั้งใจตรง

ในยุคที่คนเหนื่อยล้ากับการทำงานประจำ บางคนคิดถึงการลาออกจากงานแล้วทิ้งทุกอย่างไปอยู่ต่างจังหวัด บ้างก็มีเป้าหมายว่าจะไปใช้ชีวิตในชนบทหลังเกษียณ ชีวิตคงสงบ เรียบง่าย และผ่อนคลาย คงจะดีถ้าได้ไปให้ไกลจากสิ่งที่กำลังเผชิญ

แต่กว่าจะได้ไป หลายคนก็เกิดความสงสัยและความกังวลขึ้นมาชั่วขณะว่า แล้วคนที่เกิดในเมือง ที่ทำอะไรไม่เป็น พึ่งพาตัวเองไม่ได้ ต้องคอยทำงานหาเงินเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าและบริการอยู่ตลอดเวลา ขาดความเชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบตัว ขาดความเชื่อมโยงกับรากเหง้าของตัวเอง ถ้าวันหนึ่งเขาเหล่านั้นเกิดอยากลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตตัวเอง โดยย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในชนบทและเริ่มชีวิตใหม่ ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร จะสวยงามและโรแมนติกเหมือนในหนังสือที่เคยผ่านตามารึเปล่า วันนี้เราขอแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองทั้งก่อนและหลังการย้ายมาอยู่ในชนบทที่จ.สุรินทร์

g01-13

จุดเริ่มต้น

เราเกิดและโตในเมือง เป็นวัยรุ่นธรรมดาที่ไม่แน่ใจว่าอยากประกอบอาชีพอะไรกันแน่ รู้แต่ว่าอยากทำงานที่ได้ช่วยเหลือพัฒนาให้สังคมดีขึ้น แล้วบังเอิญสอบติดและเข้าเรียนในคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนเรียนก็ไม่ค่อยตั้งใจเรียน ชอบใช้เวลาทำกิจกรรมทั้งในมหาวิทยาลัยและนอกมหาวิทยาลัย รวมทั้งทำงานพาร์ทไทม์ในระหว่างเรียนไปด้วย พอจบออกมาเกรดเฉลี่ยรวมก็เป็นไปตามยถากรรม น้อยมากเสียจนการเรียนต่อปริญญาโทเป็นไปได้ยาก เลยลองไปสมัครเข้าโครงการ Work and Holiday ที่รัฐบาลของประเทศออสเตรเลียออกวีซ่าอนุญาตให้คนไทยทำงานได้อย่างถูกกฎหมายในประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา 1 ปี ปรากฎว่าสมัครได้ ก็เลยไปทำงานเก็บเงิน

พอกลับมาเมืองไทย ก็มีความคิดอยากทำงานที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นและเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เลยคิดว่าต้องทำงานกับหน่วยงานที่ไม่แสวงหาผลกำไร (NGOs) เลยไปสมัครงานเป็นผู้ประสานงานในหน่วยงานที่ให้ทุนวิจัยด้านนโยบายสาธารณะแห่งหนึ่ง ทำสักพักก็เห็นการคอรัปชันในหลายมิติ ระหว่างผู้ให้ทุนและผู้ขอทุนบางราย รู้สึกผิดหวัง จึงตัดสินใจเปลี่ยนงานมาทำงานด้านการวิจัยเชิงนโยบาย เป็นพนักงานออฟฟิศกินเงินเดือนทั่วไป มีหน้าที่คอยรวบรวมหาข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาในระดับนโยบายของประเทศไทย แล้วไปเทียบเคียงกับกรณีศึกษาของแต่ละประเทศที่มีปัญหาเหมือนกัน แต่เค้าสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ แล้วเอาวิธีการมาเรียบเรียงและนำเสนอใหม่ในรูปแบบที่เหมาะกับประเทศไทย บางครั้งต้องจับหลายประเด็นหลายอย่างพร้อมกัน แม้ข้อมูลต่างๆที่หาได้ยังไม่ลึกพอ แต่ก็ต้องรีบนำเสนอไปโดยที่ข้อมูลยังไม่แน่น วิธีการแก้ปัญหาทุกอย่างดูฉาบฉวย ยิ่งทำก็ยิ่งรู้สึกว่าปัญหาสังคมมันอีรุงตุงนัง ไม่รู้จะจับต้นชนปลายอย่างไร เกิดความสงสัยว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงหรือไม่ เรามีกำลังแค่ไหนในการช่วยเหลือผู้อื่น เราดูแลตัวเองและครอบครัวได้ดีแล้วหรือยังก่อนจะไปดูแลผู้อื่น เราต้องการอะไรในชีวิตกันแน่ แล้วชีวิตที่ดีหน้าตามันเป็นอย่างไร มีความสงสัยและลังเลเกิดขึ้นมากมาย จึงเริ่มทบทวนกับชีวิตที่ผ่านมา

พอเกิดความสงสัย เลยเริ่มหาคำตอบ

ในระหว่างทำงานเก็บเงินร่วมกับแฟน ก็แสวงหาคำตอบด้วยการค้นคว้าหาความรู้ อ่านหนังสือ หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ออกเดินทางไปเข้าร่วมอบรมและพูดคุยกับปราชญ์ชาวบ้านและกูรูตามที่ต่างๆ ทั้งด้านที่อยู่อาศัย อาหารการกิน และการดูแลสุขภาพ จนได้ข้อสรุปว่าการมีชีวิตที่ดี คือมีสุขภาพกายและใจที่ดี และสามารถพึ่งพาตนเองได้ด้านปัจจัยสี่ เมื่อเราพึ่งพาตนเองได้ เราก็จะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

g01-1

พอเริ่มตัดสินใจจะลงมือทำ

ก็มีเสียงทัดทานจากหลายฝ่ายด้วยความเป็นห่วง เราก็ขอเพียงโอกาสจากทางบ้านให้เราได้ทดลอง โดยไม่รบกวนใคร ใช้เงินเก็บของตัวเอง พร้อมทั้งวางแผนครอบครัวและการเงินควบคู่ไปด้วย

แม้จะมีความกลัวในใจประเดประดังเข้ามาเป็นระยะ เราก็ค่อยๆทบทวนและเผชิญกับความกลัวของตัวเองว่ากลัวอะไร อย่างมากก็แค่เงินหมด ถ้าไม่ก่อหนี้เพิ่ม พอเงินหมด ก็ยังมีความรู้ หาเงินใหม่ได้ ถ้าไม่เรื่องมากเลือกงานเยอะเกินไป ยังไงก็ต้องมีงานทำ แต่ถ้ารอจนเกษียณ ก็อาจสายเกินไป เพราะไม่มีเรี่ยวแรงทดลองทำตามสิ่งที่อยากลอง แล้วถ้าเงินหมดตอนเกษียณ ก็จะมีโอกาสกลับไปหางานทำได้น้อยกว่าเริ่มตอนนี้เสียอีก

จากนั้นพิจารณาว่า

  • เริ่มจาก เราอยากมีวิถีชีวิตแบบไหน
  • ต้องใช้เงินเท่าไหร่สำหรับการเริ่มต้นวิถีชีวิตแบบนั้น แล้วต้องมีทุนสำรองแค่ไหนกว่าที่จะยืนระยะได้ เพราะทำช่วงแรกมีแต่จ่ายออกไป ไม่มีรายรับ แถมต้องสำรองเผื่อว่าทำแล้วเจ๊ง จะมีเงินทุนทำได้กี่รอบ
  • แล้วมีตอนนี้มีทรัพยากรอะไรอยู่ในมือแล้วบ้าง มีเงิน มีคอนเนคชัน มีความรู้แค่ไหน
  • ความเสี่ยงที่ว่าเลวร้ายที่สุดคืออะไร เรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน
  • สุดท้าย จะรู้ว่าทำได้จริงหรือไม่ อยู่ได้จริงหรือไม่ ชอบจริงหรือไม่ ก็ต้องทดลองลงมือทำไปก่อน ถึงจะรู้

ปรับแผนไปมาหลายครั้ง ไปดูที่ทางมาหลายแห่ง จนคิดว่าหาที่ที่เหมาะสมสำหรับเริ่มต้นได้แล้ว และมีความพร้อมในระดับหนึ่ง จึงตัดสินใจลาออก ย้ายมาปักหลักทำเกษตรอินทรีย์อยู่ที่จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นที่ดินมรดกของแฟน

พอมาเริ่มใช้ชีวิตที่ชนบทจริง

g01-2

เราอยู่และเรียนรู้แบบ Learning by Doing คือ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปตามกำลัง อะไรไม่รู้ก็ถาม อยากรู้ก็ทดลอง สังเกต เรียนรู้ และประยุกต์ปรับเปลี่ยนเทคนิคการทำเกษตรไปเรื่อยๆทุกปีตามเหตุปัจจัย เพราะเราอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างแล้ง ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทราย อยู่นอกเขตชลประทาน ต้องพึ่งฟ้าฝนดลบันดาลมากกว่าคนที่อยู่ในเขตชลประทาน เน้นปรับเปลี่ยนเพื่อเอาตัวรอด ไม่ยึดติดกับแผนใดแผนหนึ่งมากเกินไป พยายามใช้ของที่มีอยู่รอบตัว มาใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปีแรก

ตอนแรกพอย้ายมาอยู่ เราก็ไฟแรงอยากปรับเปลี่ยนพื้นที่ตามทฤษฎีที่เคยได้เรียนรู้มา แม้ว่าพื้นที่ที่เราย้ายมาอยู่จะเป็นที่นาเกือบทั้งผืน เรากลับอยากขุดสระและถมที่นาบางส่วนเพื่อปลูกต้นไม้แทน แต่โชคดีที่คุณย่าของแฟนห้ามไว้ก่อน เพราะกลัวเรามาทำเล่นๆ กลัวทำงานหนักแล้วทนไม่ไหว จะหนีกลับเข้าเมือง อีกอย่างที่นาก็ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ของคนที่นี่ เพราะในอดีตที่นาได้ให้ทั้งอาชีพและชีวิต ท่านเลยปรามไว้ ทำให้เราได้มีโอกาสศึกษาพื้นที่ก่อนลงมือปรับเปลี่ยนพื้นที่จริง

เราเลยปรับแผนแค่สร้างที่อยู่อาศัยเป็นบ้านดิน โดยออกแบบบ้านให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และทดลองปลูกข้าวอินทรีย์ตามที่สภาพพื้นที่เดิมอำนวย โดยทำแบบงูๆปลาๆ คือ จ้างให้ชาวบ้านในหมู่บ้านให้มาช่วยทำนา แล้วก็ศึกษาและถามวิธีการจากชาวบ้าน พร้อมลงมือทำทุกอย่างขั้นตอนร่วมด้วย เพราะเรายังไม่เคยลงมือทำนามาก่อน เพียงแต่ว่าการทำนาของเราต่างกับชาวบ้านตรงที่เราไม่ได้ใส่ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง โดยระหว่างที่ต้นข้าวโต มีวัชพืชก็ขึ้นเยอะมาก จนชาวบ้านหลายคนแซวว่าคงไม่ได้ข้าวกินหรอก พร้อมทั้งแนะนำวิธีการที่พวกเขาคิดว่าดีให้เรา แต่เราก็คิดว่าคือมันคือการทดลอง เราก็อยากทำตามในแบบของเรา คือ เชื่อว่าธรรมชาตินั้นจะพยายามปรับสมดุลด้วยตัวเองเสมอ เราควรแทรกแซงธรรมชาติให้น้อยที่สุด เพียงแต่คอยดูแลประคับประคองให้มีสภาวะเหมาะสมต่อการเติบโตของพืชก็พอ ถ้าเราหวั่นไหวตามคำแนะนำของทุกคนก็อาจจะสับสนได้ เพราะต่างคนต่างมีเทคนิคการทำนาเป็นของตัวเอง สิ่งที่เราลองทำ คือ ทดลองถอนวัชพืชเล็กน้อย ลองซ่อมคันนาเวลามีหนูมาเจาะแล้วน้ำมาเซาะจนคันนาพัง ลองดูและปรับระดับน้ำในนา ลองศึกษาวงจรของธรรมชาติในพื้นที่จริง

g01-4

พอถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวปรากฎว่าเราได้ข้าวพอๆกับคนที่ทำนาเคมีเลย แม้ว่าจะหักดิบมาปลูกอินทรีย์ ทำลายความเชื่อของชาวบ้านได้เป็นบางคนว่าทำนาอินทรีย์ ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี ก็ได้ข้าวกิน จากนั้นก็ลองไปถามราคากับโรงสีที่รับซื้อข้าวอินทรีย์ ปรากฎว่าคำนวนรายรับกับต้นทุนแล้วก็ยังขาดทุน เลยทดลองขายข้าวทางออนไลน์ในเฟซบุคด้วยชื่อเพจว่า Ruenrom Organic Living เพื่อให้พอมีกำไรมาหมุนเวียนลงทุนทำนาในปีถัดไป ปรากฎว่ามีผลตอบรับดี ขายข้าวทางออนไลน์ และขนส่งทางไปรษณีย์ได้หมด จนเหลือไม่พอกินเองในเดือนท้ายๆ เพราะคำนวนปริมาณข้าวเปลือกและข้าวสารยังไม่ถูกดีนัก

g01-10

ปีที่สอง

เราเริ่มให้ความสำคัญกับการบำรุงดิน และหาแหล่งน้ำใช้สอยโดยเจาะบาดาลและใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลขนาดย่อมเพื่อสูบน้ำขึ้นมากักเก็บและใช้สอยในครัวเรือน พร้อมทำรางน้ำฝนเพื่อเก็บน้ำดื่ม จากนั้นก็เริ่มทดลองปลูกผักสวนครัวในพื้นที่เล็กๆให้พอกิน ปลูกต้นไม้รอบๆบ้านมากขึ้นเพื่อเพิ่มร่มเงา และเริ่มปลูกข้าว 3 สี 3 สายพันธุ์ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการเกษตรและเพิ่มความหลากหลายทางคุณค่าและสารอาหาร

ในปีนี้เราให้ชาวบ้านกลุ่มเล็กๆที่สนใจปลูกข้าวอินทรีย์ มายืมเมล็ดพันธุ์ไปปลูกข้าว พอได้ผลผลิตค่อยเอามาคืน ถ้าคนไหนต้องการขายข้าว เราก็กำหนดโควต้ารับซื้อข้าวปริมาณเล็กน้อยในราคาที่เป็นธรรมตามราคาข้าวอินทรีย์ในตลาด

จากนั้นเราเพิ่มวิธีการขาย โดยแบ่งเป็น 2 วิธี คือ ขายปลีกสำหรับคนที่ต้องการสั่งไปทดลองกินเองหรือซื้อเป็นของฝากของขวัญให้คนรู้จัก และขายแบบผูกปิ่นโตสำหรับคนที่ต้องการทานข้าวสีสดใหม่ โดยเราจะเก็บข้าวในรูปแบบของข้าวเปลือก เพราะสามารถคงคุณค่าทางสารอาหารโดยไม่ต้องใช้สารเคมีในการป้องกันมอดได้ดีที่สุด แล้วสีข้าวสดส่งให้คนที่ผูกปิ่นโตกับเราเดือนละครั้งๆละ 5 กิโลกรัม ส่วนช่องทางการขายเป็นทางออนไลน์ช่องทางเดิม ที่เพิ่มเติม คือ คำนวนปริมาณข้าวเปลือกที่ต้องเก็บไว้เพื่อให้ครอบครัวได้พอกินทั้งปี

g01-5

นอกจากนี้ ในปีนี้มีโอกาสดีเข้ามา คือ มีคนเสนอช่วยระดนทุนเพื่อให้เราซื้อเครื่องสีข้าวขนาดย่อมผ่านโครงการ “เทใจซึ่งเป็นการระดมทุนออนไลน์ของไทย เพราะปีที่ผ่านมาเราต้องเดินทางไปขอสีข้าวจากกลุ่มนวัตกรรมชาวบ้านที่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในอีกพื้นที่ ทำให้มีต้นทุนในการเดินทางและขนส่งสูงมาก ต้องขอขอบคุณน้ำใจจากคนเหล่านี้ที่ให้ความช่วยเหลือในตอนเริ่มต้นของเรา

ปีที่สาม

พอเริ่มทำเกษตรผ่านไปได้สองปี ผ่านทั้งปีที่น้ำแล้งและน้ำท่วม ทำให้มีความเข้าใจสภาพพื้นที่ในด้านต่างๆมากขึ้นจากการสังเกต ทั้งพันธุ์พืชที่ตอบสนองดีกับดิน โครงสร้างดิน ทางน้ำหลาก ทิศทางการระบายน้ำ ทิศทางลมและแดด ทำให้มีข้อมูลเพื่อวางแผนในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อให้ตอบโจทย์การเกษตรมากที่สุด เราตัดสินใจขุดสระในตำแหน่งที่น้ำมักหลากมาท่วมข้าวเพื่อกักเก็บน้ำใช้ในยามแล้ง เลือกลดพื้นที่ทำนาและขยายคันนาด้วยหน้าดินให้มีขนาดใหญ่เพื่อปลูกต้นไม้ และเลือกถมพื้นที่เล็กๆบางส่วนในตำแหน่งที่เดิมนั้นเป็นที่ดอนที่ปลูกข้าวแล้วได้ผลผลิตไม่ค่อยดี เลยเอาดินที่ได้จากการขุดสระไปถมแล้วค่อยปรับปรุงบำรุงดิน จากนั้นก็ปลูกต้นไม้เกือบ 20 ชนิดสลับกันไปบนคันนาและที่ดินถมใหม่ มีทั้งไม้ผล ไม้ใช้สอย ไม้กินใบ ไม้ให้ร่มเงา เพราะต้องการจะสะสมให้เป็นทรัพย์ในดิน และเพิ่มความหลากหลายเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว นอกจากนั้นยังพยายามพัฒนาสายพันธุ์ข้าว โดยคัดเลือกเก็บเมล็ดพันธุ์จากต้นที่แข็งแรง ทนโรค ทนแล้ง และตอบสนองดีกับดินและน้ำของเราเพื่อเก็บเอาไว้ปลูกต่อไปในทุกๆ ปี

g01-11

ในปีนี้มีคนมาชวนเราให้เป็นตัวตั้งตัวตีรวบรวมชาวนาในพื้นที่เพื่อปลูกข้าวอินทรีย์ แล้วจะขอใบรับรองเกษตรอินทรีย์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลให้ ซึ่งตอนแรกเราก็ตบปากรับคำด้วยความเต็มใจ เพราะค่าขอใบรับรองนั้นมีราคาสูง ถ้าไม่ได้รวมกลุ่มกันขอจะทำให้ต้นทุนในการทำเกษตรอินทรีย์สูงเกินความจำเป็น อีกอย่างปัญหาที่สำคัญสุดของชาวบ้าน คือ ไม่กล้าปลูกอินทรีย์ แม้รู้ว่าดีกับกับทุกฝ่าย เพราะกลัวไม่มีคนรับซื้อ ดังนั้นเมื่อมีตลาดรองรับ ทุกคนก็พร้อมใจกันลงชื่อเพื่อเข้าร่วมปลูกข้าวกับเรา ในระหว่างนั้นเราก็ไปเข้าอบรมการตรวจแปลงเกษตรอินทรีย์ภายใน ต้องไปเยี่ยมตรวจแปลงเกษตรอินทรีย์หลายที่ บางที่ก็ผ่านการรับรองแล้ว แต่เรากลับค้นพบการใช้สารเคมีโดยชาวนาทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ จนได้เห็นว่าระบบการรวมกลุ่มเพื่อขอการรับรองเกษตรอินทรีย์ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่ เจ้าหน้าที่ก็มีไม่พอ ทำให้ไม่มีเวลาตรวจแปลงอย่างละเอียด เน้นเพียงการทำเอกสารมากกว่า จนได้ข้อสรุปกับตัวเองว่ากระดาษที่ใช้ในการรับรองอาจไม่ได้สำคัญเท่ากับศีลธรรมส่วนบุคคล

g01-8-9-adj

ในระหว่างที่เราฉงนกับกับความกลวงเปล่าของการรับรองเกษตรอินทรีย์ เราก็ได้ค้นพบความจริงอีกอย่างคือ กลุ่มคนที่มาชวนเราทำเกษตรอินทรีย์ด้วยความตั้งใจดีนั้น กลับประสบปัญหาทางการเงินภายในกลุ่ม ซึ่งทำให้จ่ายเงินเกษตรกรในกลุ่มได้ล่าช้า และสะสมเป็นดินพอกหางหมู จนเราต้องกลับมาทบทวนว่าถ้าเราฝืนชวนชาวบ้านมาปลูกข้าวอินทรีย์ต่อไปกับกลุ่มนี้ ชาวบ้านอาจได้รับผลกระทบมากเกินกว่าที่เราจะรับผิดชอบไหว

สุดท้ายเราเลยตัดสินใจถอยและขอยกเลิกการรวมกลุ่มของชาวบ้านในหมู่บ้านของเราชั่วคราว เพราะเรามองว่าตลาดข้าวอินทรีย์นั้นเริ่มมีสั่นคลอน เพราะชาวนาหลายกลุ่มเริ่มหันมาปลูกกันเยอะมากขึ้น เพราะความเย้ายวนของราคาที่ต่างกับข้าวเคมี ไม่ได้ปลูกเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ชาวนาบางคนก็แอบยัดไส้ คนขายข้าวบางคนก็แข่งขันด้วยการตัดราคาหรือสวมชื่อข้าวเคมีเป็นอินทรีย์ไปเลยก็มี คนกินบางคนก็เริ่มสับสนกับข้อมูล ทั้งชื่อพันธุ์ข้าวและประเภทการรับรองข้าวที่รัฐออกมาเยอะจนทำให้สับสนงงงวย คนกินบางคนก็เริ่มขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพของข้าวอินทรีย์ มีหลายกลุ่มเรารู้จักเริ่มขายข้าวไม่หมด มีข้าวค้างสต็อกเยอะ ต้องเอาข้าวมาขายเลหลังกัน จนทำให้เราคาดการณ์ว่าบางที่ความต้องการบริโภคข้าวอินทรีย์อาจโตตามไม่ทันการผลิตข้าวอินทรีย์ มีปัจจัยต่างๆมากมายในวงการข้าวที่ละเอียดอ่อน และเราควบคุมไม่ได้

เข้าสู่ปีที่สี่ ปีล่าสุด

ปีนี้เราก็ยังคงเลือกการปลูกข้าวเหมือนเดิม โดยก่อนที่เริ่มปลูกข้าว ก็ปลูกพืชหลังหน้านา ทั้งปอเทืองและถั่วพร้า เพื่อเป็นพืชคลุมดินและเป็นปุ๋ยพืชสด และใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักจุลินทรีย์ต่างๆเพื่อฟื้นฟูให้ดินดีขึ้น นอกจากนี้ก็ทยอยปลูกกล้าไม้บนคันนาเพิ่มเพื่อเสริมแทนต้นที่ตายไปบางจุดเพราะทนคลื่นความร้อนที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่เรามาอยู่ที่นี่ไม่ไหวในหน้าแล้งช่วงที่ผ่านมา ที่เพิ่มเติมอีกอย่าง คือตอนนี้เราเลี้ยงสัตว์แบบอินทรีย์ ทั้งไก่ เป็ด และปลาด้วยวิธีธรรมชาติ

ในตอนนี้ การทำเกษตรแบบพออยู่พอกินของเราก็เริ่มอยู่ตัว แต่เราก็ยังคงเรียนรู้จากธรรมชาติในทุกๆวัน ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเพียงคนธรรมดาที่โชคดีที่ได้มีโอกาสเลือกและลงมือทำในสิ่งที่เชื่อ ไม่ได้เป็นเกษตรกรเงินล้าน หรือกูรูด้านใดด้านหนึ่ง ตลอดเวลาที่เราใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ได้มีโอกาสสั่งสมประสบการณ์ลองผิดลองถูกหลายตามความสนใจที่หลากหลายของเรา จนมีวิถีชีวิตแบบผสมผสานที่มีคนเมืองหลายคนเริ่มให้ความสนใจและถามไถ่มาว่าเมื่อไหร่เราจะจัดเวิร์คชอปเพื่อแบ่งปันความรู้ เราจึงทดลองจัดเวิร์คชอปเกี่ยวกับการพึ่งพาตนเองในด้านต่างๆ เป็นทางเลือกสำหรับคนที่สนใจค้นหาจุดสมดุลในชีวิต โดยจัดสลับหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามฤดูกาล ทั้งการทำของกินของใช้แบบโฮมเมด การทำนา ทำบ้านดิน การดูแลสุขภาพ การใช้วัสดุรอบตัวให้เป็นประโยชน์ การสร้างสรรค์งานศิลปะแบบง่ายๆ เพราะเราเชื่อว่า ความรู้และความรู้สึกที่ได้จากการลงมือทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง แม้จะไม่สมบูรณ์แบบในครั้งแรก แต่นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรามีความรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์ เพราะเรารู้ว่าเรามีทางเลือกจะพึ่งพาตัวเองก็ได้ หรือถ้าจะซื้อสินค้าและบริการเราก็เลือกเองเป็น (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามลิงค์นี้ www.facebook.com/RuenromOrganicLiving)

ภาพฝันในอนาคต

ยังคงเป็นตามเป้าหมายเดิม คือ อยากมีสุขภาพกายและใจที่ดี มีแหล่งอาหารไร่นาสวนผสมที่อุดมสมบูรณ์ สามารถพัฒนาเมล็ดพันธุ์อาหารที่ดีและมีประโยชน์ไว้ได้ ถ้าคนอื่นอยากนำไปปลูกต่อก็สามารถต่อพันธุ์ได้ และอยากสะสมพันธุ์พืชต่างๆ เช่น พันธุ์ไม้ยืนต้นที่กินได้ มีประโยชน์ทางยา และมีความทนทานต่อสภาวะอากาศ เพื่อกระจายความเสี่ยง ลดการผูกขาดทางเมล็ดพันธุ์ และสร้างทุนสำรองทางธรรมชาติไว้สำหรับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจมาเยือนได้ในอนาคต

นอกจากนี้ ก็อยากนำพันธุ์ไม้ต่างๆมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างตลาดพันธุ์ไม้ เพื่อชักชวนชาวบ้านในพื้นที่ให้หันมาปลูกต้นไม้ให้หลากหลายสายพันธุ์มากขึ้น ทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ที่มีความเสี่ยงสูงจากสภาวะอากาศที่แปรปรวน และถูกกดราคาจากพ่อคนกลาง เพราะมีปริมาณการผลิตมากเกินกว่าความต้องการบริโภคของคนในพื้นที่

เมื่อเราสามารถพึ่งพาตัวเองได้แล้ว ก็อยากแบ่งปันความรู้ที่ช่วยให้ผู้อื่นสามารถพึ่งพาตัวเองได้เช่นกัน อยากสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของวิถีชีวิตของผู้คนที่มีต่อธรรมชาติ เพราะแท้จริงแล้วทรัพยากรธรรมชาติในโลกนั้น เพียงพอสำหรับมนุษย์ทุกคน แต่การพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่สิ้นสุดนั้น แค่ไหนก็ไม่มีวันเพียงพอ เพราะที่ผ่านมายังไม่มีระบบการพัฒนาทางเศรษฐกิจใดที่ไม่ทำลายระบบนิเวศน์ มีแค่ทำลายมากหรือน้อยเท่านั้นเอง

แต่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใครได้ หากพวกเขาไม่ตระหนักถึงปัญหาและอยากเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง เราทำได้เพียงเปลี่ยนแปลงตัวเอง และเมื่อคนรอบตัวเราเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น พวกเขาจะเข้ามาถามเราเองว่าต้องทำอย่างไร เพื่อที่เขาจะเปลี่ยนชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้นได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s