วิถีชีวิตเขียวในเมืองกรุง ยากง่ายแค่ไหนเชียว?

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์
มูลนิธิโลกสีเขียว

 

เมื่อถูกขอให้เขียนถึงวิถีชีวิตเขียวของคนเมืองที่ทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน โดยอิงกับประสบการณ์จริงของตัวเอง ดิฉันก็อยากจะเริ่มด้วยการทบทวนกิจวัตรตนเองในแต่ละวัน แล้วมาไล่ดูกันว่าแต่ละกิจกรรมมันเขียวอะไรแค่ไหน ยากง่ายและถูกหรือแพงเพียงใด

o01

ตื่นเช้า: ถ้ารู้สึกขยัน จะปั่นจักรยานไปออกกำลังที่สวนเบญจกิตติตรงโรงงานยาสูบ ถ้าเป็นวันเสาร์ก็อาจปั่นออกไปเจอเพื่อน เพื่อกินข้าวเช้าเม้ามอยด้วยกัน ถ้าขี้เกียจช่วงนี้ก็ฮิตออกกำลังทำ planking 5 นาที

กินข้าวเช้า: บ้านเราเป็นสมาชิกไร่เกษตรอินทรีย์ที่สุพรรณบุรีมาประมาณ 15 ปีแล้ว เขาจะเอาผักถุงใหญ่มาส่งถึงบ้านอาทิตย์ละครั้งเช้ามืดวันจันทร์ เราได้กินผักสะอาดตามฤดูกาลในราคาย่อมเยา แต่เพราะบ้านอยู่กันหลายคน และผักสดเก็บได้ไม่นาน เราจะกินหมดใน 3 วัน สำรับที่เหลือในอาทิตย์ก็เป็นผักซื้อจากตลาด ผักปลูกเองมีแค่สมุนไพรหอมๆ สวนครัวพื้นฐาน เช่น กระเพรา โหระพา ปลูกในกระถางบนระเบียงบ้านด้านที่มีแดดจัด

ข้าวที่กินก็เป็นข้าวอินทรีย์หลายสายพันธุ์ ครึ่งหนึ่งเป็นข้าวเพื่อนปลูกเองแบ่งให้มา เรากินเนื้อสัตว์ไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นปลา แต่ก็มีไก่มีหมูด้วย ปลาบางส่วนซื้อจากประมงพื้นบ้านบางสะพาน ซึ่งมีการทำประมงอย่างยั่งยืนและนำมาขายในตลาดไม่ไกลจากบ้านเดือนละครั้ง แต่ไก่กับหมูเป็นสัตว์อุตสาหกรรมเกษตรกระแสหลัก หลายตัวคงโตมาจากข้าวโพดที่ปลูกบนพื้นที่ต้นน้ำบ้าง จากปลาเป็ดป่นอวนลากตาถี่บ้าง ตราบใดที่เรายังไม่เป็นมังสวิรัตกินแต่พืชผักอินทรีย์ อนุรักษ์ดิน ไม่ปล่อยพิษลงน้ำ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เราก็คงมีส่วนร่วมทำลายระบบนิเวศป่าเขาและทะเล อีกทั้งอุดหนุนแรงงานทาสไร้มนุษยธรรม ก็ยังดีที่มีการริเริ่มแก้ไขปัญหาประมงกัน

อาหารบ้านเราจึงเขียวเพียงพอประมาณ แม้จะได้ผักครึ่งหนึ่งจากไร่อินทรีย์สุพรรณบุรี แต่มันก็เดินทางมาไกลในรถกินน้ำมันร่วม 100 กิโลเมตร ผักที่ซื้อในซูเปอร์แถวบ้านย่านสุขุมวิท ต่อให้ตีตราแปะฉลากว่าเป็นผักอินทรีย์ ซึ่งราคาแพงกว่าผักเกษตรทั่วไป เราก็มั่นใจไม่ได้ว่าเป็นผักอินทรีย์จริง เพราะเมื่อมีการสุ่มตรวจสอบก็กลับพบสารเคมีตกค้างบานตะไท ระบบการันตี จากภาครัฐเชื่อถือไม่ได้เสียอีก

o02

ไปทำงาน: เมื่อก่อนที่ทำงานอยู่แถวปากคลองตลาด ก็จะปั่นจักรยานพับไปลงรถไฟใต้ดินสถานีศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ขึ้นที่หัวลำโพงแล้วปั่นต่อตามถนนเล็กและตรอกซอยเพื่อเลี่ยงรถราควันเหม็น เดินทางสบายๆ 50 นาทีจากประตูบ้านถึงที่ทำงาน แต่ปัจจุบันที่ทำงานย้ายมาอยู่ใกล้บ้าน แค่เดินข้ามถนนไป วิถีชีวิตประจำวันได้ออกกำลังน้อยลง จึงต้องพยายามขยันลุกไปปั่นออกกำลังในสวนสาธารณะ

ถ้ามีนัดหรือประชุมข้างนอก จะนัดที่ที่เดินทางสะดวก ปั่นไปได้ง่ายๆ หรือขึ้นรถไฟฟ้าไปได้ ถ้าที่ประชุมไกลจริงๆ ก็อาจเอาจักรยานขึ้นรถไฟฟ้า ถ้าไม่ได้จึงขับรถไปหรือขึ้นแท้กซี่

แต่โดยมากจะนั่งเปิดพัดลมทำงานอยู่กับบ้าน ติดต่อทางอินเตอร์เน็ต บ้านเราค่อนข้างเย็นสบาย เพราะเป็นบ้านโปร่งเปิดประตูบานเฟี้ยม อากาศถ่ายเท เป็นบ้านเก่าของยาย จึงโชคดีว่ายังมีสวนเขียวๆ รอบตัว

o03

จัดการขยะ: บ้านเราแยกขยะแบบง่ายๆ ขยะอินทรีย์หมักเป็นปุ๋ยในถังซีเมนต์ข้างโรงรถ กระดาษ ขวด ฯลฯ เก็บขายซาเล้งที่มารับของถึงหน้าบ้าน รายได้ยกให้แม่บ้าน เพื่อเป็นแรงจูงใจในการแยกขยะ

ชีวิตนอกบ้าน: เรามีขวดน้ำติดตัวเสมอ นานทีถึงลืมพก หมดก็เติมจากเหยือกน้ำตามสถานที่ประชุม ฯลฯ เราพกพามันจนชินแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของสัมภาระในกระเป๋าถือเช่นเดียวกับกระเป๋าตังค์ ไม่รู้สึกว่าหนักอะไรมากมาย

o04

ซื้อของจ่ายตลาด: เราพกถุงผ้าบางๆ แต่แข็งแรงม้วนพับไว้ในกระเป๋าถือ ถ้าซื้อเยอะก็ปั่นจักรยานออกไปขนใส่กระเป๋าท้ายจักรยาน ถ้าตั้งใจออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ก็หิ้วปิ่นโตไปใส่

อาหารมื้ออื่น: มื้อเที่ยงถ้าอยู่บ้านก็กินของเหลือจากมื้อเช้าหรือเอาปิ่นโตไปซื้อก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อยในซอยข้างๆ ที่กินกันมาแต่เด็ก แต่มื้อเย็นนี่สิวิถีเขียวมักล่มสลาย ถ้าไม่นัดเพื่อนมากินกันที่บ้าน ก็นัดกินกันข้างนอกตามแต่อยากกิน เพียงแต่อาจเน้นผักสลัดในความพยายามลดน้ำหนักตัว

นอน: ก่อนนอนจะเม้ามอยกับสามี เปิดทีวีดูซีรี่ส์ฝรั่งในห้องนั่งเล่นมีพัดลมจ่อคนละตัว ก่อนจะเข้าห้องเปิดแอร์เบอร์ห้านอน ถ้าอากาศเย็นจริงๆ เราถึงเปิดหน้าต่างเปิดพัดลม ซึ่งสำหรับพื้นที่กลางกรุงดงคอนกรีต มีเพียงไม่กี่คืนในรอบปี

เดินทางไกล: สมัยก่อนใช้รถไฟได้จะใช้รถไฟ แต่กำหนดเวลาไม่ได้ กะว่าถึงเช้าแล้วกลายเป็นถึงเที่ยงก็มี แถมบริการคุณภาพค่อนข้างต่ำ น้ำดื่มก็ไม่มีเติม ต้องซื้อน้ำดื่มขวดพลาสติคราคาแพงกว่าปกติสองเท่า ทำให้ปัจจุบันใช้เครื่องบินเป็นหลัก

ถ้าระบบรางระหว่างเมืองดีขึ้น เร็วขึ้น และราคาถูกกว่าเครื่องบินโลว์คอสต์ ก็คงจะอยากเลือกรถไฟมากกว่า เพราะนอกจากจะเป็นทางเลือกที่เขียวขึ้น การเดินทางไปสถานีรถไฟยังง่ายกว่า และเราสามารถนั่งอ่านหนังสือทำงานบนรถไฟได้ ไม่รู้สึกว่าเสียเวลา

จะเห็นได้ว่าชีวิตดิฉันไม่ได้เขียวเบาโลกไปหมด เป็นชีวิตของคนเมืองธรรมดาที่พอจะเขียวอย่างสะดวกสบายได้บ้างตามสภาพของกรุงเทพฯ

ส่วนที่เขียวที่สุดน่าจะเป็นการนั่งเปิดพัดลมทำงานกับการเดินทางด้วยจักรยาน ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา กระแสการใช้จักรยานเพื่อสัญจรในชีวิตประจำวันเริ่มคึกคักขึ้น แต่แม้จะมีคนปั่นจักรยานกันมากขึ้น พวกเราที่ใช้จักรยานยังคงเป็นประชากรส่วนน้อยนิด ที่สามารถรับมือกับสภาพจราจรรถขวั่กไขว่ผิวถนนขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อฝาท่ออันตรายในเมืองได้ แน่นอนว่า ในฐานะคนขี่จักรยาน ดิฉันย่อมเชื่อว่าอีกหลายๆ คนสามารถค่อยๆ ฝึกฝนทักษะให้รับมือกับรถราได้ สะสมประสบการณ์ทีละเล็กทีละน้อยจนเกิดความมั่นใจ และรางวัลที่จะได้รับคืออิสรภาพในการเดินทาง ซึ่งทำให้ชีวิตสะดวกสบายเป็นอย่างมาก เพราะไม่ต้องพึ่งการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่ยังคงไม่สมประกอบ อย่างไรก็ตาม ดิฉันเข้าใจและเห็นใจคนที่ยังไม่กล้าขี่เป็นที่สุด

o05

ประสบการณ์จากเมืองอื่นๆ ทั่วโลก ชัดเจนว่า ทุกครั้งที่มีมาตรการสร้างความปลอดภัยในระดับหนึ่ง จำนวนคนใช้จักรยานจะเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งเช่นกัน เป็นต้นว่า กรุงลอนดอน เพียงชั่วข้ามคืนของการออกประกาศใช้มาตรการเก็บค่าทำรถติดในย่านเมืองส่วนใน รถยนต์ส่วนตัวก็หายไป 30,000 คันทันที มีจักรยานโผล่ขึ้นมาบนถนน 30,000 คันแทน ต่อมามีการปรับดีไซน์ถนนหลายแห่งให้ปลอดภัยขึ้นสำหรับจักรยาน จำนวนคนใช้จักรยานก็พรวดยกระดับบันไดกราฟไปอีกหนึ่งขั้น

ความสามารถที่จะเขียวของพลเมืองจึงไม่ได้ขึ้นกับจิตสำนึกส่วนบุคคลเพียงเท่านั้น การออกแบบระบบและโครงสร้างต่างๆ ในสังคมที่จะเอื้อต่อวิถีสีเขียวเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก

ตราบใดที่วิถีสีเขียว ซึ่งหมายถึงวิถีที่ลดการเบียดเบียนทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และชีวิตอื่นๆ ยังคงเป็นวิถีที่ยากลำบากกว่าวิถีสีน้ำตาล จำนวนคนที่เลือกวิถีนี้ย่อมมีอยู่น้อย เป็นคนที่พยายามตั้งใจจริงๆ และบ่อยครั้งยอมที่จะจ่ายแพงกว่า หรือมีเงินที่จะจ่าย ทั้งๆ ที่สร้างภาระต่อโลกน้อยกว่า

มันไม่ยุติธรรมเลย

ดิฉันไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่เราคงไม่ต้องจบดอกเตอร์จากแอลเอสอีแห่งมหาวิทยาลัยลอนดอนที่จะรู้ว่าราคาสินค้าค่าบริการสะดวกบริโภคส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันไม่ใช่ราคาที่เราจ่ายจริง วันก่อนเจอกระเป๋าติดหน้าจักรยานราคาเพียง 120 บาท คุณภาพโอเคเลย กันฝนด้วย แต่อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าราคาแค่นี้คนเย็บได้ค่าแรงเท่าไหร่ เขาจ่ายส่วนต่างแทนเราสินี่ ผ้าพลาสติคที่เอามาเย็บทำมาอย่างไร วัตถุดิบต้นทางเป็นน้ำมัน กว่าจะมาเป็นผ้ากระเป๋าจักรยาน ใครรับภาระผลกระทบมลพิษกันไปบ้างแค่ไหน

ภายใต้โครงสร้างระบบเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยว คิดบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่คำนึงถึงค่าโยนภาระสิ่งแวดล้อม สุขภาพและสวัสดิภาพต่อผู้อื่น มันเป็นไปไม่ได้เลยที่วิถีชีวิตเขียวจะเป็นทางเลือกของมวลชนกระแสหลัก และถ้าวิถีเขียวเป็นวิถีกระแสหลักไม่ได้ เราก็อย่าได้หวังว่าเราจะสามารถรักษาธรรมชาติแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างจริงจัง

เศรษฐกิจเขียว ธุรกิจเขียว วิถีชีวิตเขียว จะรุ่งเรืองได้อย่างไร หากนโยบายและโครงสร้างต่างๆ ในสังคม ยังคงอุดหนุนการประกอบการสีน้ำตาลให้มันสะดวกสบายและมีราคาถูกกว่า ตราบใดที่ราคาไม่สะท้อนความเป็นจริงทางนิเวศ ตราบใดที่สองอีโค — economic และ ecology ไม่พยายามตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน เป็นอีโคที่แปลว่า บ้านดวงเดียวที่เรามีอยู่ เศรษฐกิจสีเขียวก็เป็นได้เพียงวาทกรรมประดับประดา

รถยนต์ทุกคันบนถนนใช้ทรัพยากรมากกว่าจักรยานหนึ่งคัน วัตถุดิบประกอบร่างก็ใช้มากกว่า การใช้งานก็พึ่งพลังงานฟอซซิล จะเป็นน้ำมัน ก๊าซ หรือแม้แต่ไฟฟ้าก็ตาม พื้นที่ถนนที่ทุกคนร่วมจ่ายภาษีก็ยึดเอาไปครอบครองมากกว่า ส่งผลกระทบให้การสัญจรของทุกคนติดขัด ที่จอดก็กินที่ใช้ประโยชน์อื่นๆ ของเมือง

แต่กระนั้นอีโคคาร์ก็ภาษี 17% รถไฟฟ้าหรือไฮบริด 10% ส่วนจักรยานใช้สัญจรที่ไม่ถือว่าเป็นจักรยานกีฬากลับเจอภาษีสูงถึง 30% เท่ากับรถยนต์นั่งส่วนตัวเผาน้ำมันทั่วไป

%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3

ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ดิฉันสามารถใช้จักรยานสัญจรในเมืองที่ไม่เป็นมิตรกับจักรยานอย่างกรุงเทพได้ง่าย คือดิฉันใช้จักรยานพับยี่ห้อบรอมตัน มันออกแบบให้พับได้กระชับและสามารถเข็นตัวที่พับเรียบร้อยแล้วได้อย่างง่ายดายเหมือนกับเข็นกระเป๋าเดินทางใบเล็ก ทำให้ขึ้นรถใต้ดินได้ง่าย ขึ้นเรือ ขึ้นแท้กซี่ก็ได้ ใช้ผสมผสานกับการสัญจรโหมดอื่นๆ ได้สะดวก เพราะมันสะดวกเราจึงอยากใช้มันทุกวัน แต่เจอภาษีแพงๆ คนที่น่าจะใช้ปั่นแบบนี้ได้บ้างก็เลยไม่ได้ใช้

แม้แต่เรื่องที่น่าจะจัดการให้เขียวขึ้นได้ง่ายที่สุด คือยังไม่ต้องพูดถึงประกอบการเขียวซับซ้อนอะไรเลย แค่เรื่องเชยๆ ฟังกันจนเบื่ออย่างถุงพลาสติก เราก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เราแจกถุงผ้ารณรงค์ให้ปัจเจกลดงดใช้ถุงพลาสติกด้วยมโนธรรมจิตสำนึก หรือล่อใจด้วยโปรโมชั่นการตลาดสะสมคะแนนตกรางวัลของเอกชนบางราย แต่เราไม่มีมาตรการจริงจังจากภาครัฐที่จะช่วยปรับพฤติกรรมคน เหมือนกับที่นานาประเทศออกกฎหมายเก็บภาษีถุงพลาสติก บังคลาเทศเป็นประเทศแรกที่นำเทรนด์นี้มาตั้งแต่ปี ค.. 2002 แล้ว โดยถึงขั้นแบนถุงก็อปแก๊ปไปเลย เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมเพราะขยะถุงพลาสติกไปเที่ยวอุดตันทางระบายน้ำ ปัญหาเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ตราบใดที่มันง่ายกว่าที่จะไม่ต้องพกถุงช้อปปิ้งไปจ่ายตลาดเอง แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ก็จะไม่พก จนทุกวันนี้ประเทศไทยได้ติดอันดับ 5 ประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกลงมหาสมุทรมากที่สุดในโลก รวมกันราว 8 ล้านตันต่อปี

ดังนั้น แม้ว่าพลังสร้างสรรค์ของปัจเจกบุคคลที่จะลุกขึ้นหาทางออกเองจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาระบบโครงสร้างและปัญหาปริมาณ แก้ไม่ได้ด้วยฮิปสเตอร์ชายขอบรักษ์โลกสร้างแรงบันดาลใจแก่ติ่งฮิปหน่อใหม่เพียงอย่างเดียว มันต้องสนับสนุนให้เป็นแนวทางกระแสหลัก

การถกเถียงระหว่างทางเลือกสองทางที่เราเห็นฟาดฟันกันในโลกออนไลน์ คือระหว่าง ฉันเป็นคนตัวเล็กๆ ฉันจะทำหน้าที่บทบาทเล็กๆ ของฉันให้ดีที่สุด ฉันไม่ยุ่งการเมืองกับ หยุดโลกสวย เราต้องแก้โครงสร้างสังคมไม่ควรจะเป็นประเด็นถกเถียงด่าทอจิกกัดหมั่นไส้กันเลยด้วยซ้ำ เพราะเราจำเป็นต้องทำทั้งสองอย่าง

เราต้องเห็นภาพใหญ่ และร่วมผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องลงมือสร้างรูปธรรมตามกำลังและจริตความถนัดของเราในฐานะปัจเจกที่มีความสามารถและความสนใจเฉพาะต่างๆ กัน ความหลากหลายในจริตของเราเบิกทางไปสู่แนวทางที่หลากหลาย ตลาดที่หลากหลาย ความหลากหลายประกอบกันเป็นความมั่นคงของสังคมและเศรษฐกิจ ทั้งยังนำไปสู่การค้นพบทางออกใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา เพราะเราลงมือทำ ทำแล้วปรับ แต่ความตระหนักในภาพใหญ่เป็นเข็มทิศช่วยให้เราก้าวเดินไปในทิศทางที่น่าจะเป็นทางออก

ทบทวนชีวิตประจำวันตัวเอง มองไปรอบตัว ดิฉันเห็นบางอย่างที่สามารถทำให้เขียวขึ้นได้ทันที เช่น เลิกกินเนื้อสัตว์ สำรวจโครงสร้างบ้านดีๆ หาที่ทางสร้างแทงค์น้ำให้สูงกว่าหลังคาบ้านเพื่อลดการใช้ปั๊มน้ำไฟฟ้า มาใช้แรงดึงดูดโลกแทน หรือเปลี่ยนไปใช้ปั๊มพลังงานแสงอาทิตย์

แต่ดิฉันจะเขียวได้มากขึ้นและง่ายขึ้น ถ้าสามารถเชื่อฉลากสินค้าต่างๆ ได้ ว่ามันมาจากแหล่งใด ประกอบการอย่างไร มีห่วงโซ่อุปทานสีเขียวสีน้ำตาลเฉดไหน เป็นธรรมหรือไม่

ดิฉันจะเขียวได้สะดวกสบายขึ้นถ้าถนนหนทางมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาแก่คนเดินและปั่นจักรยาน แถมเมื่ออุณหภูมิเมืองลดลงตามร่มเงาต้นไม้บดบังคอนกรีต ก็อาจได้เปิดแอร์นอนน้อยลงเสียด้วยซ้ำ

รายการเขียวขึ้นได้ยังมีอีกเยอะ ถ้าเรามีนโยบายปฏิรูปการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างฉลาด มีประสิทธิภาพ และจริงจัง ควบคู่ไปกับมาตรการลดความเหลื่อมล้ำอื่นๆ เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ทั้งสังคมค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปสู่วิถีเศรษฐกิจเขียวได้อย่างยั่งยืน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s