แนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest)

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

  1. มาตรการในการจัดการป่าในเมือง (urban forest)

การจัดการป่าในเมือง (urban forest) ในที่นี้มีความหมายที่แตกต่างไปจากกรอบกฎหมายของ “พื้นที่สีเขียว” ของผังเมืองทั่วไป ที่มักหมายถึง “สวนสาธาณะ” เพื่อพักผ่อนหย่อนใจหรือเพื่อร่มเงาหรือสวนดอกไม้หรือสวนหย่อมเท่านั้น ดังนั้น มาตรการในการจัดการป่าในเมืองที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีบริบทที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับในปัจจุบัน (ซึ่งได้แก่ การจัดสรรพื้นที่ทำสวน การเว้นที่ว่างเพื่อปลูกต้นไม้)

การจัดการป่าในเมืองดังกล่าวจำเป็นต้องมีการศึกษาทั้งในด้าน “การยอมรับ” แนวคิดการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืน (sustainable forestry) ในลักษณะมีความเชื่อมโยงเรื่องการมีส่วนร่วมของคนกรุงเทพฯและปริมณฑลหรือ “ชาวเมือง” ผ่านกลไกต่างๆ ตัวอย่างเช่น

(1) ความเต็มใจจ่าย (willingness to pay) ของประชาชนในการบริจาคเงินเพื่อให้ได้พื้นที่สีเขียวและป่าในเมือง ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานของภาครัฐใดทำการสำรวจหรือระดมทุนเพื่อการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองหรือป่าในเมือง หลักแนวคิดเรื่องความเต็มใจจ่ายจะกล่าวในหัวข้อถัดไป

(2) กลไกเรื่องพันธบัตรป่าไม้ (forest fund) ที่ภาครัฐสามารถออกกฎหมายหรือกฎระเบียบเพื่อรองรับแนวทางการดำเนินงาน “พันธบัตรป่าไม้” เฉกเช่นทำนองเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล (อาทิ พันธบัตรช่วยชาติ) โดยกลไกพันธบัตรป่าไม้ ยังเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย แต่ก็ได้มีการศึกษาแนวทางการพัฒนากลไกนี้สำหรับประเทศไทยแล้ว เช่น อดิศร อิศรางกูร ณ อยุธยา และ คณะ (2554) ปัจจุบันมีการใช้กลไกพันธบัตรป่าในหลายประเทศ เช่น Colorado Conservation Trust Fund และ British Columbia Heritage Conservation Trust Fund ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกรณีระดับเมืองได้

(3) กลไกกองทุนสิ่งแวดล้อม (environment fund) ที่สนับสนุนเงินทุนกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและจัดการมลพิษ โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกองทุนสิ่งแวดล้อม (ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

(4) การบังคับให้ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยมีพื้นที่สวน-ป่าเมืองตามสัดส่วนที่กำหนด เช่น กฎหมายของกรุงเทพมหานคร “ระบบ Bonus เรื่องพื้นที่สีเขียว กำหนดให้ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมากและที่ดินประเภทพาณิชยกรรม กรณีเจ้าของหรือผู้ประกอบการจัดให้มีพื้นที่โล่งเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้มีพื้นที่อาคารรวมเพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 5 เท่าของพื้นที่โล่งเพื่อประโยชน์สาธารณะที่จัดให้มีขึ้น และไม่เกินร้อยละ 20 ของอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน”

(5) มาตรการสมัครใจสำหรับผู้ประกอบการที่ประสงค์จะกำหนดพื้นที่สวน-ป่าเมือง ซึ่งผู้ประกอบการมักจะคำนึงถึงประโยชน์ทางอ้อมที่จะได้รับจากการมีพื้นที่สวน-ป่าเมืองในเขตพื้นที่ของตน เช่น การเพิ่มมูลค่าบ้าน/มูลค่าเช่าสำนักงาน เนื่องจากมีภูมิทัศน์ร่มรื่นสวยงามอีกทั้งมีนก-สัตว์อาศัย

 

  1. แนวคิดให้ประชาชนจ่ายเงินโดยตรงสำหรับการดูแลและสร้างสวน-ป่าในเมือง

คำถามสำคัญประการหนึ่งคือ การดูแลรักษาอนุรักษ์ป่าไม้ในเมืองให้มีหน้าที่ตามธรรมชาติและตามเป้าหมายของการปลูกป่าในเมืองดังกล่าวข้างต้นนั้น ควรเป็นหน้าที่ของใคร

สำหรับประเทศไทยนั้น ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันยังมีความเชื่อว่า การสร้างและดูแลสวน สาธารณะหรือป่าในเมือง ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ (รัฐบาลกลางและท้องถิ่น) โดยมักมีกฎระเบียบมากมายที่ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่สวนนั้นตามอำเภอใจหรือโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดูแลสวนสาธารณะและป่าในเมืองนั้น มิใช่หน้าที่ของหน่วยงานรัฐ/ท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่ได้รับประโยชน์โดยตรงและโดยอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อยู่อาศัยรอบสวนสาธารณะและผืนป่าเมือง ดังนั้น ประชาชนหรือชุมชนรอบข้างควรจะมีบทบาทในฐานะผู้ดูแลรักษาอนุรักษ์ความอุดมสมบูรณ์ของสวน-ป่านั้นด้วย

และเพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการช่วยอนุรักษ์สวน-ป่าเมือง รวมทั้งการขยายพื้นที่สวน-ป่าเมือง จำเป็นที่รัฐจะต้องออกมาตรการต่างๆ (ตามบริบทของสังคมในท้องที่นั้นๆ) อาทิ กลไกของ Beneficial-Pay-Principle (BPP) กล่าวคือ ประชาชนเมืองที่ได้ใช้ประโยชน์ในสวน-ป่าเมืองนั้น ควรจะต้องมีส่วนร่วมโดยตรง ต่อการอนุรักษ์สวน-ป่าเมืองนั้น ผ่านการจ่ายเงินค่าเข้าสวนหรือค่าบำรุงป่าเมือง (entrance/maintenance fee) เพื่อนำเงินนั้นมาใช้เพื่อกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งอย่างดังนี้

(ก) เพื่อการอนุรักษ์บำรุงรักษาสวน-ป่าเมืองผืนเดิมที่มีอยู่ โดยเป็นการสนับสนุนกิจกรรมของหน่วนงานภาครัฐและท้องถิ่น โดยเฉพาะในกรณีที่งบประมาณของหน่วยงานไม่เพียงพอ

(ข) เพื่อซื้อ “ที่ดินผืนใหม่” (หรือการนำเงินไป “ใช้คืน” เงินหน่วยงานรัฐต้องกู้เพื่อซื้อที่ดินผืนใหม่มาทำเป็นสวน-ป่าเมือง)

(ค) เพื่อเป็นค่าตอบแทน (อาจจะอยู่ในรูปของเงินสด หรือสิ่งของหรือบริการสาธารณะด้านอื่น) สำหรับชุมชนหรือประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงสวน-ป่าเมืองมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ดูแลบำรุงรักษ์สวน-ป่าเมืองนั้น โดยเฉพาะในกรณีที่หน่วยงานภาครัฐไม่มีบุคลากรเพียงพอในการดำเนินการดังกล่าว

ตัวอย่างของข้อเสนอให้มีการจัดเก็บค่าเข้าหรือค่าบำรุงสวน-ป่าเมือง คือ กลุ่มผู้ใช้สวนสาธารณะในสหราชอาณาจักร เริ่มประสบปัญหาการแย่งชิงพื้นที่ในการใช้ประโยชน์ของสวนสาธารณะ อย่างน้อยค่าเข้า (charge for the use of the park) จะต้องครอบคลุมค่าทำความสะอาดและบำรุงสวน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มาวิ่งในสวน (parkrun) ผู้ที่นำสุนัขมาเดินเล่นในส่วน [House of Commons, 2017]

 

การใช้กลไก Beneficial-Pay-Principle นี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ

(ก) เพื่อให้ประชาชนผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง ได้ตระหนักถึงคุณค่าของการอนุรักษ์ในรูปแบบของการจ่ายเงินเพื่อการนี้ จำนวนเงินที่ผู้ได้รับประโยชน์จ่าย จะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนต้อง “ชั่งน้ำหนัก” ระหว่างประโยชน์ที่ตนได้รับจากการเข้าในบริการสวน-ป่าเมือง (benefit) กับ ค่าเข้า/ค่าบำรุง (entrance/maintenance fee) หากผู้นั้นชั่งน้ำหนักแล้วว่า ประโยชน์ที่ได้รับ น้อยกว่า ค่าเข้า/ค่าบำรุง ผู้นั้นจะไม่เข้าใช้บริการสวน-ป่าโดยตรง แต่ก็ยังได้รับประโยชน์จากสวน-ป่าโดยอ้อมอยู่ดี (เพราะคุณลักษณะของสวน-ป่าในเมืองที่เอื้อประโยชน์ทางอ้อมต่อสังคม)

(ข)  เพื่อสนับสนุนงบประมาณในกิจกรรมการอนุรักษ์สวน-ป่า เช่น การตรวจตรามิให้บุคคล ภายนอกมาตัดไม้หรือจับสัตว์น้ำ การจัดเก็บขยะและจัดการแยกขยะในสวน-ป่า การจัดเก็บเศษใบไม้ ฯลฯ

ข้อเสนอของการจัดเก็บค่าเข้าสวนหรือค่าบำรุงป่าเมืองนั้น มีเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการ คือ

(1) การนำเงินภาษีที่เก็บจากประชาชนทั่วไป ที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ประโยชน์จากสวน-ป่าเมืองนั้น จะเป็นการไม่เป็นธรรมสำหรับประชาชนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อย และประชาชนที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงสวน-ป่าเมือง

(2) หากค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอนุรักษ์สวน-ป่าเมืองเพิ่มขึ้น หน่วยงานที่ดูแลสวน-ป่าเมืองสามารถปรับขึ้นค่าเข้า/ค่าบำรุงได้ตามความเหมาะสม และ

(3) ลดภาระงบประมาณแผ่นดิน และยังสามารถเปิดโอกาสให้ธุรกิจเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริจาคเงินเพื่อการนี้ได้ (เพื่อตอบสนองต่อกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมของธุรกิจ)

 

ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. 1991 รัฐท้องถิ่นของกรุง New York ประสบปัญหาด้านงบประมาณ ทำให้งบประมาณในการดูแล Central Park ลดลงอย่างมาก ในที่สุด เมืองนิวยอร์ก ดำเนินการระดมทุนเพื่อการดูแลบำรุงรักษา Central Park ให้ต่อเนื่องต่อมาได้ ผ่านกลไกของ Central Park Community Fund (ที่จัดตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1978) และต่อมาในปี ค.ศ. 2010-2011 ก็ได้มีการระดมทุนเพื่อการจัดทำสนามเด็กเล่นในสวนแห่งนี้เพิ่มเติม

ในทำนองเดียวกัน ในประเทศสหราชอาณาจักร ที่งบประมาณด้านสวนสาธารณะลดลง ทำให้ภาคประชาสังคม (ชุมชนและอาสาสมัคร) ร่วมกันเรียกร้องหรือดำเนินงานด้านนี้แทน และต่อมาท้องถิ่นได้รับเงินจาก Heritage Lottery Fund มาช่วยลงทุนในการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในสวนสาธารณะ

 

  1. แนวคิดของความเต็มใจจ่าย (WTP) สำหรับการปลูกและดูแลป่าในเมือง

หากชาวเมือง (ชาวกรุงเทพฯและปริมณฑล) ประสงค์จะให้เกิดป่าในเมืองขึ้นมานั้น จากเดิมที่ไม่เคยมีมาก่อน ชาวเมืองจะต้องมีการระดมเงินทุนจำนวนมาก และ ความเต็มใจจ่ายของชาวเมือง (ชาวกรุงเทพฯและปริมณฑล) เพื่อปลูกป่าในเมือง จึงอาจจะเกิดขึ้นได้ หลายกรณี ได้แก่

  • มูลค่าเงินที่เต็มใจจ่ายรวม เพื่อซื้อที่ดินเพื่อนำมาเป็นพื้นที่ป่าเมือง
  • มูลค่าเงินที่เต็มใจจ่ายรวม ควรจะเท่ากับหรือน้อยกว่าประโยชน์ที่ชาวเมืองจะได้รับจาก “ป่าเมือง” (ประโยชน์จะอยู่ในรูปของสุขภาพกายและสุขภาพใจ คุณภาพอากาศดี ปัญหามลพิษทางอากาศและเสียงลดลง ซึ่งในบางกรณีสามารถประเมินเป็นตัวเงินได้และในบางกรณีก็ไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้โดยตรงแต่สามารถวัดได้ทางอ้อม)
  • มูลค่าเงินที่เต็มใจจ่ายรวม เพื่ออุดหนุนต้นทุนการบริหารจัดการดูแลป่าเมือง
  • มูลค่าเงินที่เต็มใจจ่ายรวม เพื่อ “ชดเชย” ต้นทุนค่าเสียโอกาสของเจ้าของที่ดิน ที่นำมาทำเป็นป่าเมือง

 

เนื่องจาก “การจัดการป่าในเมือง” มีหลากหลายรูปแบบ ประชาชนในเมืองอาจจะมีความต้องการยินดีจ่ายสำหรับ “รูปแบบของป่าในเมือง” ที่แตกต่างกันได้ เพราะแต่ละรูปแบบอาจจะมีประโยชน์ต่อชาวเมืองที่แตกต่างกัน ตัวอย่างของ รูปแบบการจัดการป่าในเมือง ได้แก่

  • การนำพื้นที่รกร้างว่างเปล่าของที่ดินรัฐ มาดำเนินการจัดทำเป็นป่าในเมือง
  • การนำที่ว่างเปล่าของเอกชน มาจัดทำเป็นป่าในเมือง
  • การจัดทำพื้นที่สวนสาธารณะเดิมหรือทางเดินริมถนน มาปรับปรุงให้มี “ความเป็นป่า” มากขึ้น (เช่น การเพิ่มความหนาแน่นของต้นไม้ การดูแลต้นไม้ให้มีอัตราการรอดและมีความร่มรื่นมากขึ้น เป็นต้น)
  • การอนุรักษ์พื้นที่ริมแม่น้ำลำคลองหรือลำรางสาธารณะหรือป่าชายเลนในเขตเมือง ให้มีความร่มรื่นและเหมาะสมสำหรับการเป็น “พื้นที่สีเขียว” ริมแหล่งน้ำเพื่อปรับปรุงให้เกิดระบบนิเวศที่เหมาะสม
  • การส่งเสริมการใช้พื้นที่ในเขตราชการหรือพื้นที่เอกชน ในการพัฒนาพื้นที่ให้มีความเป็น “ป่าในเมือง” มากขึ้น หรือ การปลูกต้นไม้ที่มีคุณสมบัติจะเป็น “ไม้ใหญ่” ในอนาคต
  • เป็นต้น

 

  1. เอกสารอ้างอิง

อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา และ คณะ (2554) “แนวทางการศึกษารูปแบบและการดำเนินการของพันธบัตรป่าไม้สำหรับประเทศไทย” สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

House of Commons, Communities and Local Government Committee (2017) “Public Parks” Seventh Report of Session 2016-17. HC 45, Published on 11 February 2017.

การทบทวนแนวคิดป่าไม้ในเมือง (urban forest)

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  1. ความสำคัญของป่าในเมือง

จากกระแสเรื่องโลกร้อนนั้น ป่าไม้จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาโลกร้อน และประชาชนโดยทั่วไปก็สามารถมีส่วนร่วมได้ไม่จำกัด โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตแนวป่าหรือบริเวณใกล้เคียง ประชาชนในเขตเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็สามารถมีส่วนร่วมในเรื่องการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืนได้เช่นกัน โดยผ่านการยอมรับลักษณะของ “ป่าในเมือง” (urban forest) ที่มีความหมายกว้างกว่า “พื้นที่สีเขียว” (green area)

ป่าในเมือง (urban forest) เป็นองค์ประกอบของการป่าไม้ในเมือง (urban forestry) ที่ว่าด้วยการจัดการต้นไม้ในเมืองทั้งแบบมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ การบูรณาการศาสตร์ต่างๆ ของการจัดการต้นไม้ในเขตเมืองที่คำนึงถึงคุณลักษณะพื้นฐาน ปัจจัยด้านสังคม คุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยในเขตเมือง ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนที่อยู่อาศัย [Carter, 1995]

การจัดการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่มีต้นไม้ทั้งต้นไม้เดี่ยว กลุ่มของต้นไม้ หรือ ต้นไม้ที่อยู่ในอาณาบริเวณที่ประชากรอาศัยอยู่ในความหนาแน่นระดับหนึ่ง ครอบคลุมถึงอาณาบริเวณของถนน สวนสาธารณะ และบริเวณแยกต่างๆ ที่มีการจัดการต้นไม้ นอกจากนั้นการจัดการป่าไม้ในเขตเมืองยังครอบคลุมถึงเรื่องประโยชน์ของต้นไม้ในแง่มุมต่างๆ และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับต้นไม้เหล่านั้น จุดมุ่งหมายหลักของการป่าไม้ในเมือง คือ การปรับปรุงสุขภาพของต้นไม้ให้มีความแข็งแรง และเพิ่มคุณค่าของต้นไม้และบริเวณโดยรอบเขตเมืองนั่นเอง

บทบาทของการป่าไม้ในเมือง (urban forestry) ในประเทศพัฒนาแล้วจะแตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนา กล่าวคือ ในประเทศอุตสาหกรรม การป่าไม้ในเมืองนั้นจะคำนึงถึงประโยชน์ด้านการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและประโยชน์ทางทัศนียภาพ ในขณะที่ประเทศยากจนนั้น ป่าไม้ในเมืองช่วยตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน เช่น การเป็นแหล่งพลังงานขั้นต้นจากฟืน ฯลฯ ต้นไม้ในเขตเมืองมีศักยภาพที่จะยังประโยชน์หลากหลายทั้ง การปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการเป็นปัจจัยการผลิต [Miller, 1997; Nilsson & Randrup, 1997; Kuchelmeister & Braatz, 1993] ปัจจุบันการป่าไม้ในเขตเมืองนั้นถูกให้ความสำคัญมากขึ้นในเรื่องของประโยชน์เพิ่มเติมที่ได้จากต้นไม้ เช่น การพัฒนาพื้นที่สันทนาการ การควบคุมปริมาณมลพิษทางอากาศและเสียง และการลดก๊าซเรือนกระจก

งานศึกษาของ Kuchelmeister (2000) พบว่า ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในประเทศมาเลเซีย และกรุงมะนิลาในประเทศฟิลิปปินส์นั้น การปลูกพืชหรือต้นไม้ในเมืองนั้นเป็นเป้าหมายในการลดมลพิษตามโครงการป่าในเมือง นอกจากนั้น ป่าในเมืองยังมีส่วนช่วยในเรื่องน้ำกินน้ำใช้ของประชาชนในเขตเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์ในด้านการจัดการน้ำเสียและการจัดการน้ำทิ้งของครัวเรือน มีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ดิน การป้องกันดินถล่มในเขตเมือง การจัดการขยะอินทรีย์ การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและนิเวศวิทยา การลดความร้อนในเขตเมือง เป็นต้น

สำหรับประโยชน์ทางสังคมนั้น ป่าในเมืองโดยเฉพาะสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียว มีส่วนช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดีขึ้น ในงานของ Ulrich (1984) พบว่า ประโยชน์ของภูมิทัศน์ในเขตเมืองนั้นส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในประเทศอุตสาหกรรม นอกจากนั้น ป่าในเมือง ยังสร้างงานให้กับประชาชนจำนวนมากทั้งงานที่เป็นงานภูมิทัศน์ งานสวน งานป่าไม้ และครอบคลุมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่สันทนาการที่เกิดขึ้นจากป่าในเมืองอีกด้วย ป่าในเมืองยังช่วยส่งเสริมด้านการศึกษาสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ในรูปแบบต่างๆ เช่น สวนพฤกษศาสตร์ สวนสัตว์ สวนดอกไม้ รวมถึงพื้นที่อนุรักษ์ในเขตเมืองต่างๆและพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นต้น ป่าในเมืองยังมีส่วนช่วยอย่างมากในแง่ของสันทนาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศรายได้น้อย งานศึกษาของ Kuchelmeister (2000) พบว่า คนมีรายได้น้อยมักใช้สวนสาธารณะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจมากกว่าคนที่มีรายได้มากที่มีทางเลือกในการพักผ่อนหย่อนใจมากกว่า

นอกจากนั้น ป่าในเมือง ยังให้ประโยชน์ทางด้านการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและการเพิ่มมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เช่น

  • ถนน Rua de Carvalho Goncalo ที่เมือง Porto Alegre ประเทศบราซิล (ภาพที่ 1) นั้น เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยเฉพาะการอนุรักษ์ต้นไม้ เนื่องจากมีเอกชนขอตัดต้นไม้เพื่อสร้างที่จอดรถและได้รับอนุมัติจากทางการ อย่างไรก็ตาม การรวมกลุ่มของประชาชนได้แผ่ขยายจากชุมชนไปสู่เมืองทำให้ถนนต้นไม้ Rua de Carvalho Goncalo ยังคงอยู่
  • ในเมืองลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา องค์กรเอกชน TreePeople มีส่วนช่วยเมืองในการลดมลพิษทางอากาศโดยการปลูกต้นไม้ และได้รับความร่วมมืออย่างดีจากประชาชนและบุคคลที่มีชื่อเสียงในหลากหลายอาชีพ
  • งานศึกษาจำนวนมากในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ทางด้านทัศนียภาพ พบว่า ป่าในเมืองและสวนสาธารณะ มีความสัมพันธ์ทางด้านบวกกับมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ตัวอย่างของป่าไม้ในเมืองที่สำคัญ เช่น

  • เมือง Minneapolis มลรัฐ Minnesota สหรัฐอเมริกา (กรณีต้น Elm)
  • มลรัฐ Maryland และ New York สหรัฐอเมริกา ที่มีองค์กรเอกชนทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐในระดับท้องถิ่น
  • กรุง Nairobi ประเทศเคนยา และกรุง Prague ประเทศ Czech Republic (กรณีต้นไม้ริมถนน)
  • เมือง Yokoyama ประเทศญี่ปุ่น (กรณีการวางแผนจัดการพื้นที่ป่า)
  • เมือง Debre Birhan ประเทศเอธิโอเปีย (กรณีการปลูกไม้เพื่อฟืน)
  • เมืองฮ่องกง (กรณีที่เน้นการใช้พื้นที่และหาพื้นที่สีเขียว)
  • ประเทศสิงคโปร์ (กรณีการเพิ่มออกซิเจนให้ประเทศ)
  • เมือง Colima ประเทศเม็กซิโก (กรณีการมีส่วนร่วมภาคประชาชน)

 

  1. ปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการป่าไม้ในเมือง (urban forestry)

ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้การป่าไม้ในเมืองไม่ประสบผลสำเร็จ 6 ประการ อันได้แก่ (1) การขาดแคลนเงินทุนหรืองบประมาณ (2) การไม่ให้ความสำคัญในเรื่องป่าในเมืองหรือเป็นความสำคัญในลำดับท้ายๆ ของหน่วยงานภาครัฐ (3) การกระจายความรับผิดชอบที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในการป่าไม้ในเมือง (4) การขาดแคลนพื้นที่เพื่อทำเป็นเขตป่าในเมือง (5) ความกดดันด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดโรคและแมลงระบาดในเขตป่าไม้ในเมืองเนื่องมาจากการเลือกชนิดของต้นไม้ที่ไม่หลากหลาย และ (6) การขาดการฝึกอบรม ขาดการสื่อสารข้อมูลและวิชาการ [Kuchelmeister & Braatz, 1993]

ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ความยั่งยืนของการจัดการป่าไม้ในเมือง ควรจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่

(ก) ความชัดเจนเกี่ยวกับ “ความเป็นเจ้าของป่าไม้ (ownership)” กล่าวคือ พื้นที่สวนสาธารณะหรือป่าในเมืองนั้น โดยส่วนใหญ่มีลักษณะของ “พื้นที่ส่วนรวม” (common place หรือ public place) อย่างไรก็ดี พื้นที่สวนสาธารณะในเมืองนั้น สามารถกำหนดให้เป็น “พื้นที่เอกชน” ได้ โดยจะเก็บค่าเข้าใช้ประโยชน์ (fee) ในพื้นที่หรือไม่ก็ได้

(ข) การให้คุณค่าของป่าไม้ของประชาชนในพื้นที่ ทั้งในด้านการเข้าถึง (access) และ การใช้ประโยชน์ (uses) กล่าวคือ ประชาชนสามารถเข้าใช้พื้นที่ได้ และในบางกรณีสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตในพื้นที่ได้ ภายใต้กฎระเบียบ เช่น การตกปลา การเก็บดอกไม้ การเล่นในสนามหญ้า การนั่งเล่นรับประทานอาหารปิกนิคแบบครอบครัว ฯลฯ

 

ภาพที่ 1 ถนน Rua de Carvalho Goncalo ในประเทศบราซิล

 ป่าในเมือง 1

ป่าในเมือง 2

ที่มา: ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต ไม่ทราบผู้ถ่าย

 

(ค) กลไกการอนุรักษ์หรือสนับสนุนหรือส่งเสริมของภาครัฐที่ทำให้เกิดการขยายพื้นที่ป่าในเมือง (urban forest) ตัวอย่างเช่น

– ในกรณีประเทศอังกฤษ สำนักงานผังเมืองท้องถิ่นมีอำนาจออก “คำสั่งอนุรักษ์ต้นไม้”

– ในกรณีประเทศญี่ปุ่น ห้ามตัดต้นไม้ที่สูงเกิน 10 เมตร โดยเด็ดขาด

– ในกรณีประเทศเกาหลี เมื่อปี ค.ศ. 1995 รัฐบาลมีแผนที่จะสร้างเขื่อนแต่พบปัญหาว่าในพื้นที่นั้น มีต้นไม้อายุหลายร้อยปียืนตระหง่านอยู่ 1 ต้น ที่ประชุมมีข้อสรุปว่า “จะเก็บต้นไม้ต้นนั้นไว้ ส่วนเขื่อนก็จะสร้าง” ใช้เงินไปราว 60 ล้านบาท และเวลาอีกกว่า 3 ปี สำหรับสร้างเกาะกลางน้ำให้กับต้นไม้ต้นนั้น [ปานใจ ปิ่นจินดา, 2553]

 

  1. เอกสารอ้างอิง

ปานใจ ปิ่นจินดา (2553) “ฉากฆาตกรรมธรรมชาติ” กรุงเทพธุรกิจ 16 ธันวาคม 2553 http://bit.ly/fhQ1H3

Carter, E. Jane. (1995) “The Potential of Urban Forestry in Developing Countries: A Concept Paper”, FAO, Rome. http://www.fao.org/docrep/005/t1680e/T1680E01.htm#ch1.2 เข้าถึงเมื่อ 22 มิถุนายน 2560

Kuchelmeister, G. (2000) Trees for the urban millennium: urban forestry update. Unasylva, 200.

Kuchelmeister, G.; and S. Braatz (1993) “Urban forestry revisited.” Unasylva (173): 3-12.

Miller, R. (1997). Urban forestry: planning and management of green space.  Upper Saddle River, New Jersey, Prentice Hall.

Nilsson, K. & T.B. Randrup (1997) “Urban and peri-urban forestry” In Proceedings of the XI World Forestry Congress. Bakanlikar, Antalya, Turkey, OrmanBakanligi, 13-22 October 1997 and In Forest and Tree Resources (1): 97 – 110. (www.fao.org/montes/foda/wforcong/PUBLI/V1/ T3E/1.HTM)

Ulrich, R S, (1984) “View Through a Window May Influence Recovery from Surgery,” Science Vol. 224 (4647):420–421.

การกัดเซาะหาดทราย : วิกฤติจริงหรือ?

หิริพงศ์ เทพศิริอำนวย
นักศึกษาปริญญาเอก คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยหิดล

บทนำ

ประเทศไทยมีหาดทรายที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยว (Beach Tourism) หลายแห่ง เช่น หาดทรายแก้ว หาดแม่รำพึง หาดแหลมแม่พิมพ์ จังหวัดระยอง หาดไร่เลย์ จังหวัดกระบี่ หาดจันทร์แจ้ง หาดขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงหาดเจ้าไหม และหาดปากเมง จังหวัดตรัง เป็นต้น หาดทรายเหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในฐานะแหล่งรายได้สำคัญจากกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและการสันทนาการ ส่งผลต่อการสร้างรายได้/อาชีพให้แก่ชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ยังคงความสำคัญในฐานะระบบนิเวศชายฝั่งที่สำคัญด้านแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์และพืชพรรณหลากหลายชนิดพันธุ์ เช่น เตยทะเล กกทะเล โกงกางหูช้าง ปูลม ไส้เดือนทะเล หอยน้ำพริก หอยเจดีย์ รวมถึงเต่าทะเลและนกทะเลบางชนิด[1]

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหาดทรายในประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง (Coastal Erosion) หรือการถอยร่นของชายฝั่ง (Retreat of Coastline) ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไป แต่ในความเป็นจริงแล้วปัญหานี้นับว่าเผชิญภาวะวิกฤติ จากรายงานของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2552ก) พบว่า มีพื้นที่หาดทรายหลายแห่งทั้งชายฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันที่มีอัตราการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี โดยถือเป็นพื้นที่วิกฤติด้านการกัดเซาะชายฝั่ง อันเป็นผลมาจากเหตุปัจจัยหลายประการรวมถึงการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอันเนื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-Induced Sea-Level Rise)

หาดทราย (Sandy Beach) ของประเทศไทยจึงเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับทะเลผ่านการกัดเซาะชายฝั่ง (Coastal Erosion) รวมถึงมีความเปราะบาง (Vulnerability) อยู่ในระดับสูง (เช่นเดียวกับหาดโคลน)[2] และอาจนำไปสู่การสูญเสียอาณาเขตทางทะเลที่มีอยู่ประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร หรือการสูญเสียชายหาดทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันที่มียาวรวมกันประมาณ 2,800 กิโลเมตร ทั้งนี้ชายฝั่งทะเลของประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นหาดทรายที่มีความลาดชันต่ำ และคิดเป็นกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ชายฝั่งทั้งหมดหรือประมาณ 1,630 ตารางกิโลเมตรในพื้นที่ 16 จังหวัด (จากจังหวัดชายฝั่งทั้งหมด 23 จังหวัด)[3] ซึ่งหมายความว่าหากหาดทรายเหล่านี้ต้องสูญเสียไปจากการกัดเซาะชายฝั่งย่อมส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

สถานการณ์ปัจจุบัน: วิกฤติการกัดเซาะ

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการกัดเซาะชายฝั่ง (รวมถึงหาดทราย) แต่ทว่ายังคงมีปัจจัยหลักอื่นที่มีความสำคัญ ได้แก่ ปัจจัยทางธรรมชาติ (โครงสร้างทางธรณีสัณฐานของชายฝั่ง ลมพายุ คลื่น น้ำขึ้นน้ำลง พืชพรรณที่ปกคลุมพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เป็นต้น) และกิจกรรมของมนุษย์ (การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งผ่านการสร้างที่อยู่อาศัย และสิ่งปลูกสร้างต่างๆบริเวณพื้นที่ชายฝั่ง และกิจกรรมบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำ เช่น การสร้างเขื่อน เป็นต้น) ปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงผลักดันต่อการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่ง (ให้เพิ่มขึ้นหรือลดลง)

จากการศึกษาของ Thampanya, et al (2006) พบว่า ในพื้นที่ชายฝั่งทางใต้ของประเทศไทยมีอัตราการกัดเซาะประมาณ 1.3-1.7 เมตรต่อปี ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับรายงานของนวรัตน์ (2553) ที่พบว่า ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในฝั่งอ่าวไทยจะรุนแรงกว่าฝั่งอันดามัน (เฉลี่ย 3 และ 2 เมตรต่อปีตามลำดับ) ส่วนพื้นวิกฤติ (อัตราการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี)  มีทั้งหมด 18 จังหวัด แบ่งเป็นฝั่งอ่าวไทย 13 จังหวัด และฝั่งอันดามัน 5 จังหวัด นอกจากนี้ยังพบว่า หากภายใน 25 ปีข้างหน้าระดับน้ำทะเลบริเวณจังหวัดกระบี่เพิ่มขึ้น 20 เซนติเมตรจะส่งผลให้ชายหาดถอยร่น (Shoreline Retreat) ประมาณ 10-35 เมตร (Snidvongs, et al., 2008) ทั้งนี้พื้นที่ชายฝั่งที่เป็นหาดทรายเป็นพื้นที่ที่มีโอกาส/ความเป็นไปได้ในการได้รับผลกระทบสูง

พื้นที่ชายฝั่งของประเทศไทยในหลายจังหวัดมีปัญหาการกัดเซาะในระดับสูงคือ อัตราการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี โดยผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพื้นที่ชายฝั่ง (และหาดทราย) เมื่อประสบปัญหาการกัดเซาะ คือ การสูญเสียพื้นที่ชายฝั่ง (พื้นที่ชุ่มน้ำ หาดทราย และแหล่งที่อยู่ศัยของสัตว์ทะเล) การพังทลายของอาคารบ้านเรือน/ ที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายฝั่ง (ถนนเลียบหาด  และเสาไฟฟ้า) รวมไปถึงการสูญเสียรายได้จากความยากลำบากในการประกอบอาชีพ เช่น การประมง การท่องเที่ยว เป็นต้น

 

ทิศทางของปัญหา: อนาคต?

จากการศึกษาของผู้เขียนโดยใช้แบบจำลองด้านการกัดเซาะชายฝั่ง (แบบจำลอง SimCLIM[4]) พบว่า จังหวัดระยอง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรัง เป็นจังหวัดที่แนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะหาดทรายสูงที่สุดของประเทศไทยในอนาคต (เมื่อพิจารณารวมผลกระทบต่อการท่องเที่ยว) โดยหาดแหลมแม่พิมพ์ หาดบ้านเกาะฝ้าย และหาดปากเมง เป็น 3 หาดใน 3 จังหวัด (จังหวัดระยอง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรังตามลำดับ) ที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูงที่สุด (มีอัตราการกัดเซาะมากกว่า 600 เมตรในพ.ศ.2643หรือเท่ากับ 5.71 เมตรต่อปี) โดยจากผลการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองฯ พบว่า ระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มประมาณ 124.38 เซนติเมตรในพ.ศ.2643 (หรือค.ศ.2100) เทียบกับระดับในพ.ศ.2538 (หรือค.ศ.1995) ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะหาดทราย 507.90 เมตร พื้นที่หาดทรายสูญเสียไปเท่ากับ 2.15 ตารางกิโลเมตร และประชาชนอพยพออกจากพื้นที่หาดทรายเท่ากับ 873 คนในพ.ศ.2643 (หรือค.ศ.2100) ซึ่งพบว่า การกัดเซาะหาดทรายนอกเหนือจากการนำไปสู่ผลกระทบในเชิงกายภาพ (พื้นที่หาดทรายที่สูญเสียไป) ยังคงนำไปสู่ผลกระทบในมิติเศรษฐกิจสังคม อันได้แก่ การย้ายถิ่น/อพยพของประชาชนในชุมชนโดยรอบ รวมไปถึงผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งจากการศึกษาของผู้เขียนพบว่า หากไม่มีการดำเนินการป้องกัน/ปรับตัวใดๆจะส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงสูงถึง 540.90 ล้านบาท/ปี

อัตราการกัดเซาะที่ได้จากแบบจำลองมีความสอดคล้องกับงานวิจัยที่กล่าวมาข้างต้น เน้นย้ำถึงปัญหาการกัดเซาะที่ยังคงความวิกฤติและยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม การปรับตัวทั้งรูปแบบที่มาจากการวางแผนโดยภาครัฐ (Planned Adaptation) และการดำเนินการโดยภาคชุมชน (Autonomous/spontaneous adaptation) ยังคงมีจำเป็น/ต้องการในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ดีด้วยผลกระทบในมิติเศรษฐกิจสังคมอันหลากหลาย เช่น การสูญเสียถนนเลียบหาดทราย การสูญเสียที่อยู่อาศัยของชุมชน (อันส่งผลกระทบต่อการอพยพย้ายถิ่น) รวมถึงการสูญเสียรายได้จากการประมงและการท่องเที่ยว (รูปที่ 2)[5] ส่งผลต่อความลำบากในการดำเนินการปรับตัว/แก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเหมาะสม

[1] กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2556)

[2] Dwarakish et al. (2009)

[3] กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2552) และสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2554)

[4] แบบจำลอง The Simulator of Climate Change Risks and Adaptation Initiatives (SimClim)  ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยบริษัท CLIMsystems ประเทศนิวซีแลนด์ (www.climsystems.com) โดยสามารถประยุกต์ใช้ในการประเมินผลกระทบด้านชีวกายภาพและเศรษฐกิจสังคม (Biophysical and Socio-Economic Consequences) อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล (Sea-Level Rise) การกัดเซาะชายฝั่ง (Coastal Erosion) น้ำท่วมชายฝั่ง(Coastal Flooding) และ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรง (Extreme Climatic Events) รวมถึงพิจารณาการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงผลกระทบจากพายุ การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล ณ พื้นที่ท้องถิ่น และการตอบสนองของชายฝั่งต่อการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ณ ช่วงเวลาและพื้นที่หนึ่งๆ

[5] IPCC, 2014

รูปที่ 1: อัตราการกัดเซาะในพ.ศ.2643 ของหาดต่างๆในจังหวัดระยอง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรัง (รูปขวาบน รูปขวาล่าง และรูปซ้ายล่างตามลำดับ)

กัดเซาะ รูปที่ 1

รูปที่ 1: อัตราการกัดเซาะในพ.ศ.2643 ของหาดต่างๆในจังหวัดระยอง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรัง (รูปขวาบน รูปขวาล่าง และรูปซ้ายล่างตามลำดับ)

 กัดเซาะ รูปที่ 2

รูปที่ 2: ปัจจัยผลักดัน ผลกระทบ และการปรับตัวต่อปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง

แนวทางการดำเนินการแก้ไข: การปรับตัว

ความพยายามในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศไทยในปัจจุบันประกอบด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ (ก) การใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมหรือโครงสร้างแข็ง (Hard-Structural Solution) เหมาะสำหรับบริเวณชายฝั่งที่มีปัญหาถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง เช่น กำแพงป้องกันคลื่น (Seawall) คันดักทราย (Groin) เขื่อนกันคลื่น (Breakwater) เขื่อนกันทรายและคลื่น (Jetty) และหัวหาด (Head Land) เป็นต้น (ข) การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะแบบไม่ใช้โครงสร้างหรือโครงสร้างอ่อน (Soft-Structure Solution) เหมาะสำหรับบริเวณชายฝั่งที่มีชุมชนอาศัยไม่หนาแน่นและมีปัญหาการกัดเซาะที่ไม่รุนแรง เช่น การปลูกพืช การเสริมทรายชายหาด ไส้กรอกทราย และแนวไม้ไผ่กันคลื่น เป็นต้น รวมถึงความพยายามในการใช้มาตรการควบคุมทางกฏหมายและการใช้ประโยชน์ที่ดินชายฝั่งให้เหมาะสม และ (ค) การแก้ไขปัญหาโดยการใช้ธรรมชาติ (Natural-Based Solution) คือ การฟื้นฟูป่าชายเลน ป่าชายหาด ปะการังและหญ้าทะเล ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์[1] ทั้งนี้สำหรับการปรับตัว/แก้ไขปัญหาในพื้นที่วิกฤต (อัตราการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี) การใช้โครงสร้างแข็งผสมผสานกับโครงสร้างอ่อน เช่น การใช้กำแพงกันคลื่นควบคู่กับการถมหาดทราย หรืออาจใช้ปะการังเทียมควบคู่กับการถมหาดหาดทราย เป็นต้น อาจเป็นแนวทางที่มีความเหมาะสม โดยต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆในพื้นที่ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงขนาดของพื้นที่ชายฝั่ง

สำหรับการแก้ไขปัญหา/ปรับตัวในมิติเศรษฐกิจสังคมจะแตกต่างจากที่กล่าวมา (ที่เป็นการปรับตัวโดยใช้มาตรการ/การวางแผนโดยภาครัฐ) คือ เป็นการปรับตัวต่อปัญหาโดยชุมชนเสียส่วนใหญ่ เช่น การปรับปรุงโครงสร้างของบ้านเรือนให้คงทนต่อการกัดเซาะ (เสริมคอนกรีต หรือยกบ้านให้สูงขึ้น) การปรับเปลี่ยนอาชีพของชุมชน (จากการทำประมง/ท่องเที่ยวเป็นอาชีพอื่น) หรือการถ่อยร่น (Retreat) บ้านเรือนยังไปพื้นที่ที่ห่างจากบริเวณหาดทรายที่มีประสบปัญหาการกัดเซาะ (Inland Migration) เป็นต้น

อย่างไรก็ตามความพยายาม/แนวทางการแก้ไขที่มีอยู่ในปัจจุบันของประเทศไทยยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แม้ว่าจะมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านกัดเซาะชายฝั่งโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมาตั้งแต่พ.ศ.2551 แต่การแก้ไขปัญหาในภาพรวมยังขาดการบูรณาการในการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ รวมไปถึงกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง การมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการจัดการปัญหา การควบคุมการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่งอย่างเหมาะสม และการกำหนดระยะถอยร่นที่ชัดเจนยังคงถูกละเลยไป การแก้ไขยังคงเน้นหนักไปที่วิธีการทางวิศวกรรมที่ใช้โครงสร้างแข็งโดยขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในระบบนิเวศของหาดทรายธรรมชาติ เช่น ในกรณีของหาดบ้านเกาะฝ้าย จังหวัดนครศรีธรรมราช (รูปที่ 3) ที่การดำเนินการส่งผลต่อการสูญเสียพื้นที่หาดทราย รวมไปถึงโครงสร้างขั้นพื้นฐาน (ถนน) เป็นต้น

ทั้งนี้ภาครัฐควรหันกลับมามองการแก้ไขปัญหาในแบบองค์รวมมากขึ้นทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้มาตรการทางภาษี (ภาษีสิ่งแวดล้อม) เพื่อจัดตั้งกองทุนในการแก้ไขปัญหา (ตามหลักการ Polluter Pay Principle: PPPs) อาจให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ทะเล ซึ่งส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของกระแสน้ำ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของหาดทราย เข้ามาส่วนร่วมในการดำเนินการร่วมกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้วย (โดยอาจอยู่ในรูปของเงินชดเชยการสูญเสียรายได้ นอกเหนือจากภาษี) นอกจากนี้อาจมีการดำเนินการร่วมกันขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และภาคเอกชน (โรงาน/บริษัท) ในพื้นที่เพื่อปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ และส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น กรณีของหาดแสงจันทร์ จังหวัดระยอง เป็นต้น ทั้งนี้การทำความเข้าใจโครงสร้างเชิงระบบนิเวศชายฝั่งของแต่ละพื้นที่ให้ลึกซึ้ง (การไหลเวียนของกระแสน้ำและคลื่น ทิศทางลม พืชพรรณ สัตว์ทะเล และอื่นๆ) เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะหาดทราย โดยควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแทรกแซงธรรมชาติโดยไม่จำเป็นให้น้อยที่สุด รวมไปถึงการพิจารณาขอบเขตของผลกระทบที่ครอบคลุมและมีความชัดเจน

[1] กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2552ข)

 

กัดเซาะ รูปที่ 3

รูปที่ 3: การดำเนินการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่หาดบ้านเกาะฝ้าย จังหวัดนครศรีธรรมราช

 

บรรณนุกรม

Dwarakish G.S., Vinay S.A., Natesan U., Asano T., Kakinuma T., Venkataramana K., Jagadeesha B.P. and Babita M.K. (2009).

Coastal vulnerability assessment of the future sea level rise in Udupi coastal zone of Karnataka state, west coast of India [Online]. Available from http://www.sciencedirect.com/ science/article/pii/ S0964569109000842 [Accessed 2016 August 14].

International Development Research Center (IDRC). (2011). Strengthening resilience in post-disaster situations: Stories, experience and lessons from South Asia [Online]. Available from http://www.idrc.ca/EN/Resources/Publications/openebooks/535-9/index.html [Accessed 2016 November 12].

Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC). (2014). Chapter 5: Coastal systems and low-lying areas [Online]. Climate change 2014: Impacts, adaptation, and vulnerability. Part A: Global and sectoral aspects. Contribution of Working Group II to the Fifth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change.Available from http://www.ipcc.ch/pdf/assessment-report/ar5/wg2/WGIIAR5-Chap5_FINAL.pdf [Accessed 2016 February 18].

Prasetya G. (2006). Chapter 4: Protection from coastal erosion [Online]. Thematic paper: The role of coastal forests and trees in protecting against coastal erosion. In regional technical workshop “Coastal protection in the aftermath of the Indian Ocean tsunami: what role for forests and trees?” Available from http://www.fao.org/ forestry/13191-0ce216e2fd6097aecc9708480cec2b6d0.pdf [Accessed 2016 February 18].

Snidvongs A., Ketwut T., Phruksawan K., Laongmanee W., Chinawanno S., Thitiwate J., Yangdee C., Tuatikulchai J., Boonsomboonsakul S. and Sangmanee C. (2008). Climate change impacts in Krabi province, Thailand. South East Asian-Global Change System for Analysis Research and Training organization (SEA-START).

Thampanya U., Vermaat J.E., Sinsakul S. and Panapitukkul N.  (2006). Coastal erosion and mangrove progradation of Southern Thailand. Estuarine, Coastal and Shelf Science, 68: 75–85.

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2552ก) สถานการณ์กัดเซาะชายฝั่งทะเลไทย[ออนไลน์] สามารถเข้าถึงได้จาก http://marinegiscenter.dmcr.go.th/km/coastalerosion_doc9/#.WRS1TTclHIU [สืบค้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559]

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2552ข) ชายหาดของไทย [ออนไลน์] สามารถเข้าถึงได้จาก http://marinegiscenter.dmcr.go.th/ km/beach_doc1/#.WOdxM7glHIU [สืบค้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559]

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2556) ระบบนิเวศหาดทราย ออนไลน์] สามารถเข้าถึงได้จาก   http://marinegiscenter.dmcr.go.th/km/biodiversity_sandy-beach-ecology/#.WOTBgrglHIU [สืบค้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559]

นวรัตน์ ไกรพานนท์ (2553) Beyond Copenhagen: Implementing Thailand’s climate change strategy กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2554) อาณาเขตทางทะเล (Maritime Zone) [ออนไลน์] สามารถเข้าถึงได้จาก http://mrpolicy.trf.or.th [สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กรกฏาคม 2559]

เศรษฐกิจสีเขียวกับมุมมองใหม่ๆ จากศาสตร์แห่งความยั่งยืน

ชล บุนนาค
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความยั่งยืน (sustainability) และการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development) ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์หลักของโลกยุคใหม่ เนื่องจากวิกฤติต่าง ๆ ในโลกเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น จึงทำให้ทุกประเทศทั่วโลกต้องหันหน้าเข้าหากันและร่วมแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางการเมืองในระดับโลก ความเหลื่อมล้ำทั้งภายในและระหว่างประเทศ ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ ศาสตร์แห่งความยั่งยืน (Sustainability Science) จึงถือกำเนิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาและได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งโดยเนื้อหาแล้วเป็นการบูรณาการกันระหว่างศาสตร์ต่าง ๆ ที่ทำการศึกษาเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาด้านความยั่งยืนต่าง ๆ ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ทั้งชีววิทยาและเคมี ผนวกกับสังคมศาสตร์ เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา กฎหมาย เป็นต้น ไปจนถึงมนุษยศาสตร์ เช่น ปรัชญา รวมถึงดึงเอาเทคนิคต่าง ๆ จากสาขาวิศวกรรมศาสตร์มาใช้ประโยชน์อีกด้วย ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยต่าง ๆ ทำให้เรามีความเข้าใจโลกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น บนฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ความเข้าใจหลายอย่างที่เคยมีและเป็นรากฐานของสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์นั้น ในความเป็นจริงอาจไม่เป็นอย่างที่คิดแล้วก็ได้

บทความนี้เราจะกล่าวถึงมุมมองใหม่ ๆ จากศาสตร์แห่งความยั่งยืน ที่อาจมีความขัดกับความเข้าใจที่เป็นรากฐานของแนวคิดทางเศรษฐสาสตร์ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า การที่เศรษฐศาสตร์จะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (green economy) และการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น เศรษฐศาสตร์อาจจะต้องเปลี่ยนตัวเองมากกว่าแค่การคิดโมเดลใหม่ ๆ แต่ต้องเปลี่ยนมุมมองต่อโลกด้วย

 

โลกกับระบบเศรษฐกิจ ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์

ในวิชาเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน เช่น วิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคเบื้องต้น นั้น เรามักใช้กรอบความคิด “Circular Flow” หรือวงจรเศรษฐกิจในการอธิบาย โดยวงจรเศรษฐกิจที่ว่านี้ประกอบด้วย ภาคครัวเรือน (Household) และ ภาคธุรกิจ (Firms) ที่ปฏิสัมพันธ์ผ่านตลาดสินค้าบริการ และตลาดปัจจัยการผลิต มีภาครัฐ ธนาคาร และการส่งออกนำเข้า เป็นส่วนรั่วไหล (leakage) และส่วนอัดฉีด (injection) ของระบบ ผ่านการเก็บภาษีและการอุดหนุน การออมและการลงทุน และเงินไหลออกและเข้า (capital outflow and inflow) จากการค้าระหว่างประเทศ ตามลำดับ ณ จุดนี้เรายังไม่เห็นเฉพาะระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังไม่เห็นความเชื่อมโยงกับสังคมและ “ผืนภิภพ” มากนัก

ในวิชาเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ชี้ให้เราเห็นชัดขึ้นว่า สำหรับมุมมองทางศรษฐศาสตร์นั้นเรามองว่า ระบบเศรษฐกิจนั้น เป็นระบบย่อยที่อยู่ในระบบของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่กว่า ระบบเศรษฐกิจใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยการผลิต ได้มาซึ่งสินค้าและบริการสำหรับการบริโภค กระบวนการผลิตและบริโภคจะก่อให้เกิดของเสีย (waste) ในรูปแบบต่าง ๆ เสมอ ทั้งในรูปความร้อน ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ ปล่อยกลับคืนสู่ระบบธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง อีกนัยหนึ่งก็คือ สิ่งแวดล้อมถูกมองเป็นอ่างสำหรับเทของเสีย (sink) นั่นเอง

ในวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค เราเรียนรู้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ Gross Domestic Product (GDP) ซึ่งก็คือ มูลค่าสินค้าบริการขั้นสุดท้ายที่ผ่านตลาดที่ผลิตภายในประเทศ เป็นตัวชี้วัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ใช้กันทั่วไปเป็นมาตรฐานโลก และสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นก็คือ GDP ควรจะโตขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะว่าการที่ GDP เติบโตขึ้นนั้นสะท้อนว่ามีการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น คนมีรายได้หล่อเลี้ยงชีวิต ออกจากความยากจนได้ หาก GDP ไม่โต กำลังแรงงานที่เพิ่งเข้าตลาดก็จะไม่มีงานทำ หรือบางคนอาจถูกให้ออกจากงาน อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น คนขาดรายได้ เกิดปัญหาสังคมต่าง ๆ ตามมา หากอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ จะเห็นว่า ผู้กำหนดนโยบายมักถือเอาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือ การเพิ่มขึ้นของ GDP เป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดเลยทีเดียว

จากมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจและโลกข้างต้น สองสิ่งที่เราพอจะเห็นก็คือ หนึ่ง ระบบเศรษฐกิจดูเหมือนเป็นระบบย่อย ที่อยู่ในระบบของโลกที่ในกรอบความคิดนั้นไม่ได้ระบุถึงขอบเขตแต่อย่างใด ทำให้คิดไปได้ว่าระบบโลกนั้นเป็นระบบที่ใหญ่มาก ระบบเศรษฐกิจเป็นเพียงระบบเล็ก ๆ ที่ฝั่งตัวอยู่ในระบบนั้น และ สอง ความจำกัดของทรัพยากร (resources limit) ดูเหมือนจะไม่อยู่ในความคิดของนักเศรษฐศาสตร์สักเท่าใดนัก ดูได้จากการที่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า GDP จะขยายตัวต่อไปเรื่อย ๆ ได้อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด ประเด็นที่สองนั้น Thomas Malthus อาจเคยกล่าวถึงความเสี่ยงนี้ว่า การเจริญเติบโตของประชากรจะสร้างแรงกดดันให้ระบบธรรมชาติ จนกระทั่งแรงกดดันนั้นย้อนกลับมาทำร้ายมนุษยชาติเองเมื่อทรัพยากรธรรมชาติไม่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทุกคนได้ทัน แต่ข้อกังวลนี้ก็ดูจะหายไปเมื่อมีการพัฒนาทางเทคโนโลยี อย่างเช่นในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) หรือการปฏิวัติในภาคเกษตร (Green Revolution) ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์มหภาคไม่คิดกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

โลกกับระบบเศรษฐกิจในมุมมองจากศาสตร์แห่งความยั่งยืน (Sustainability Science)

มองจากมุมของศาสตร์แห่งความยั่งยืน อาจเห็นโลกที่แตกต่างออกไป ประการแรก สังคมมนุษย์ซึ่งรวมถึงระบบเศรษฐกิจของมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงระบบเล็กๆ ภายในระบบโลกเท่านั้นอีกต่อไป และประการที่สอง โลกนี้อาจไม่ได้มีศักยภาพด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจของมนุษย์นั้นเติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้

แนวคิดแรกที่คนที่สนใจเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนควรรู้ก็คือ ปัจจุบันเราอยู่ในยุคทางด้านภูมิศาสตร์ (Geographical Epoch) ที่เรียกว่า Anthropocene หมายถึงยุคที่ระบบต่าง ๆ ของโลกนั้นได้รับอิทธิพลโดยตรงจากการกระทำของมนุษย์ หรืออีกนัยหนึ่งคือ พลังของระบบสังคมเศรษฐกิจของมนุษย์นั้นมีมากเสียจนส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของโลกในแบบที่หลายระบบก็ถูกผลักออกไปจากสมดุลจนไม่สามารถย้อนกลับคืนไม่ได้แล้ว คำนี้เป็นคำที่ Paul Crutzen (Crutzen:2002il) นักเคมีผู้ได้รับรางวัลโนเบลเป็นผู้เสนอขึ้นในปี ค.ศ. 2002 แต่แนวคิดนี้ยังไม่เคยได้รับการตรวจสอบจนกระทั่ง Zalasiewicz และคณะ (Zalasiewicz:2008da) ได้ทำการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จนพบว่า Anthropocene เป็นยุคสมัยทางภูมิศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้ว

หากนึกภาพตามง่าย ๆ ก็คือ หากเราเกิดมาเป็นมนุษย์ในอีก 3,000 ปีข้างหน้า หากเราขุดค้นลงไปในชั้นดิน เราจะพบชั้นดินช่วงหนึ่งที่มีหลักฐานที่มนุษย์ทิ้งร่องรอยไว้ เช่น เราอาจพบชิ้นส่วนของพลาสติกจำนวนมหาศาล ในเฉพาะชั้นหินที่บ่งบอกช่วงเวลาที่มนุษย์อาศัยอยู่ พบระดับกัมมันตภาพรังสีที่เกินระดับปกติในธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้และทดลองระเบิดนิวเคลียร์ เป็นต้น ในโลกปัจจุบันที่เรากำลังอาศัยอยู่นี้ พลังของมนุษยชาติก็ได้เปลี่ยนแปลงระบบโลกไปหลายอย่างแล้ว เช่น กิจกรรมทางเศรษฐกิจของเราก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างเขื่อนเพื่อให้เรามีน้ำชลประทานทำเกษตรกรรม ได้เปลี่ยนแนวชายฝั่งของทวีปหนึ่งทีละเล็กละน้อยเพราะเขื่อนกักเอาตะกอนดินที่เคยไหลมาทับถมที่ปากแม่น้ำกลายเป็นแผ่นดิน การขยายถิ่นที่อยู่และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของมนุษย์ส่งผลให้เกิดการสูญพันธุ์ขนานใหญ่ในระดับโลก ซึ่งนักชีววิทยาถือว่าเป็นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 ตั้งแต่โลกนี้กำเนิดขึ้นมา

ฉะนั้นสิ่งที่มนุษย์ตัดสินใจทำ ณ วันนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยในระบบของโลกอีกต่อไป การกระทำที่เห็นแก่ตัวหรือโง่เขลาของคนบางกลุ่มหรือประเทศบางประเทศมีผลอย่างสำคัญต่อโลกใบนี้และความอยู่รอดของมนุษย์คนอื่นในโลกอย่างมีนัยยะสำคัญ

แนวคิดที่สองที่ควรทราบคือ Planetary Boundaries หรือ “ขีดจำกัดของผืนภิภพ” หมายถึง โลกนี้ในฐานะที่เป็นระบบสนับสนุนชีวิตทุกชีวิตจริง ๆ แล้วมีขีดจำกัดอยู่ Rockström และคณะ (Rockstrom:2009ja) ได้เสนอว่าขีดจำกัดของผืนภิภพนั้นมีอยู่ 9 ด้านที่สำคัญอย่างยิ่ง ประกอบด้วย 1) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) การกลายเป็นกรดของมหาสมุทร 3) การเสื่อมถอยของชั้นโอโซน 4) วงจรของธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัส 5) การใช้ประโยชน์จากน้ำจืด 6) การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน 7) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ 8) การปล่อยสารละอองลอย (aerosol) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ 9) มลพิษทางเคมี นอกจากนี้ Rockström และคณะยังใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางสถิติในการคำนวณด้วยว่า ณ ปัจจุบันโลกของเราอยู่ในสถานะใดแล้ว
Planetary boundaries

ภาพที่ 1

ภาพที่ 1 แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่เราดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่รู้ตัวว่าโลกนี้ก็มีขีดจำกัด เราได้ผลักระบบธรรมชาติหลายด้านให้ไปไกลเกินขอบเขตที่ปลอดภัยสำหรับการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์แล้ว สองด้านที่สำคัญคือ หนึ่ง เราได้ทำให้วงจรไนโตรเจนของโลกปั่นป่วนจนเกินขอบเขตที่ควรจะเป็นแล้ว สาเหตุหลักมาจากการใช้ปุ๋ยเคมีในการเกษตรขนานใหญ่อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการชะล้างลงไปในแหล่งน้ำ หรือกระจายอยู่ในชั้นบรรยากาศในระดับที่มากเกินไป ไนโตรเจนในแหล่งนั้นทำให้เกิดปรากฎการณ์ Plankton Bloom และตามมาด้วยสภาวะน้ำขาดออกซิเจนและเน่าในเวลาต่อมา ก๊าซที่เป็นสารประกอบไนโตรเจน เช่น ไนตรัสออกไซด์ เป็นก๊าซเรือนกระจกประเภทหนึ่ง ส่งผลเสียต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สอง คือ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ดังที่กล่าวก่อนหน้านี้แล้วว่านักชีววิทยาถือว่ามนุษย์เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 เมื่อพูดถึงความหลากหลายทางชีวภาพนั้น เรามักหมายถึงความหลากหลายใน 2 ระดับ คือ ความหลากหลายในระดับระหว่างสายพันธุ์ (biodiversity) และความหลากหลายในระดับยีนส์ (Genetic diversity) ความหลากหลายในระดับยีนส์มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของสายพันธุ์นั้น ๆ ในขณะเดียวกัน ความหลากหลายของสายพันธุ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ ก็มีผลต่อการดำรงอยู่ของระบบนิเวศที่ใหญ่กว่า ทั้งนี้เพราะสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะในห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศ การหายไปของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่งย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปสู่การดำรงอยู่ของสายพันธุ์อื่น และระบบนิเวศโดยรวม การขยายถิ่นที่อยู่ของมนุษย์และการขยายพื้นที่การเกษตรอันนำมาซึ่งการตัดไม้ทำลายป่า และการปล่อยมลพิษต่าง ๆ มีผลอย่างสำคัญในการทำลายถิ่นที่อยู่และแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ ทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นสูญพันธุ์ไป จากการประมาณการทางสถิติพบว่า สิ่งมีชีวิตที่มีกระดูกสันหลังราว 62,305 สายพันธุ์ มีประมาณร้อยละ 10 ที่กำลังถูกคุกคาม ในขณะที่สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังนั้น จากที่ค้นพบราว 1,305,250 สายพันธุ์ มีประมาณร้อยละ 30 ที่กำลังถูกคุกคาม (Laura Hood http://www.scidev.net/global/biodiversity/feature/biodiversity-facts-and-figures-1.html)

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแม้จะยังไม่ถึงกับเกินขอบเขตที่มนุษย์จะอยู่อาศัยได้ แต่ก็นับว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ ในขณะที่ด้านอื่น ๆ เช่น ความเป็นกรดในมหาสมุทร และน้ำจืด เป็นต้นนั้น จะถูกรบกวนรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเด็นเรื่องสารละอองลอยและมลพิษสารเคมียังไม่มีข้อมูลที่จะประเมินแต่ก็ถือว่าเป็นความเร่งด่วนในการจัดทำข้อมูลเพื่อให้เราทราบสถานะปัจจุบันของโลก ซึ่งระบบธรรมชาติแต่ละด้านจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคตก็ขึ้นอยู่กับว่านับจากวันนี้ระบบเศรษฐกิจของเราจะเดินไปทางใด

 

สรุป

ณ วันนี้เราเห็นแล้วว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์มีพลังในการเปลี่ยนแปลงระบบของโลกจนในยุคปัจจุบันเราถึงกับเรียกยุคนี้ว่า Anthropocene และเราก็เห็นชัดแล้วว่า ขอบเขตของผืนภิภพ (Planetary Boundaries) ได้ถูกใข้งานและผลักออกไปจากสมดุลมากเพียงใด แม้ว่าวงจรไนโตรเจนและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจะถือว่าเข้าขั้นวิกฤติ แต่ยังมีอีกหลายด้านในขอบเขตของผืนภิภพนี้ที่ยังไม่สายเกินไปที่มนุษย์โลกจะปรับตัว

นโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (policy for green economy) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนโชคชะตาของมนุษยชาติ ควบคู่ไปกับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนอื่น ๆ (ทั้งการเติบโตที่ครอบคลุม และสังคมสีเขียว) มิใช่เพียงแค่การรักษาสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษเท่านั้น แต่มันคือการควบคุมพลังการทำลายล้างของระบบเศรษฐกิจของมนุษย์ที่มีต่อโลก และดูแลไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ผลักให้ระบบธรรมชาติของโลกออกจากสมดุลจนโลกไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป

 

รายการอ้างอิง

Crutzen, P. J. (2002). Geology of mankind. Nature, 415(6867), 23–23. http://doi.org/10.1038/415023a

Rockstrom, J., Steffen, W., Noone, K., & Persson, Å. (2009). A safe operating space for humanity. Nature, 461(7263), 472–475. http://doi.org/10.1038/461472a

Zalasiewicz, J., Williams, M., Smith, A., Barry, T. L., Coe, A. L., Bown, P. R., et al. (2008). Are we now living in the Anthropocene. GSA Today, 18(2), 4. http://doi.org/10.1130/GSAT01802A.1

การกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing)

รศ.ดร. ชยันต์ ตันติวัสดาการ
คมศักดิ์ สว่างไสว

  1. เหตุใดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงต้องมีราคา

กิจกรรมการผลิตและการบริโภคต่าง ๆ มักมีการใช้พลังงานฟอสซิลอันมีสารประกอบไฮโครคาร์บอนที่เมื่อถูกเผาไหม้แล้วจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นก๊าซเรือนกระจกหลักซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน และทำให้ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เรียกความเสียหายดังกล่าวว่า ต้นทุนผลกระทบภายนอก (external costs) ปัญหาหลักก็คือ โดยปกติแล้วทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคเหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบของความสียหายที่ผู้อื่นได้รับหากไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องรับผิดชอบเอาไว้ ส่งผลให้ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวมีแรงจูงใจในการปล่อยก๊าซฯมากเกินกว่าระดับที่เหมาะสมสำหรับสังคมโดยรวม เพราะราคาสินค้าดังกล่าวสะท้อนเพียงต้นทุนของเอกชนที่ทำธุรกรรมกัน แต่ไม่สะท้อนต้นทุนที่สังคมโดยรวมต้องแบกรับไว้ ด้วยเหตุนี้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จึงเสนอให้มีการบังคับผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต้องรับผิดชอบด้วยแนวทางใดแนวทางหนึ่งคือ (ก) ต้นทุนการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ (ข) ต้นทุนการรับผิดชอบความเสียหาย (ผ่านการจ่ายภาษีมลพิษที่ปล่อยออกมาก็ได้) หรือ ทำให้การปล่อยก๊าซฯ กลายเป็นสิ่งที่มีราคานั่นเอง ราคาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในระดับที่เหมาะสมก็จะช่วยทำให้ผู้ปล่อยมลพิษต้องปรับลดการปล่อยก๊าซฯ ลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ราคาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือต้นทุนกำจัดก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวนี้ เรียกทั่วไปว่า “ราคาคาร์บอน”

 

  1. ความหมายของการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing)

การกำหนดราคาคาร์บอน (carbon pricing) คือ การใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ใดๆ ที่ส่งผลโดยตรงให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีต้นทุนหรือราคาที่ต้องจ่าย ซึ่งประกอบด้วยหลากหลายมาตรการ เช่น ระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS) ภาษีคาร์บอน (carbon tax) กลไกชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (offset mechanism) การจ่ายเงินตามผลลัพธ์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (results-based climate finance: RBCF) และการกำหนดราคาคาร์บอนภายในบริษัท (internal carbon prices) เป็นต้น ส่วนมาตรการที่ส่งผลต่อราคาของก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม ในที่นี้จะไม่ถูกจัดรวมอยู่ในมาตรการการกำหนดราคาคาร์บอน ซึ่งได้แก่ การยกเลิกการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล ภาษีพลังงาน การสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน และการซื้อขายใบรับรองการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เป็นต้น[1]

สำหรับเอกสารบทสรุปเชิงนโยบายฉบับนี้ จะเน้นศึกษาเฉพาะระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาษีคาร์บอนเท่านั้น

 

  1. ระบบภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

ภาษีคาร์บอนเป็นมาตรการที่กำหนดราคาคาร์บอนโดยตรง โดยคิดจาก ระดับความเข้มข้นของคาร์บอน (carbon content) ของพลังงานเมื่อถูกเผาไหม หรือที่ถูกปล่อยออกจากกระบวนการผลิตสินค้านั้นๆ ภาษีคาร์บอนอาจจัดเก็บได้หลายรูปแบบ เช่น จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การขายและนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล หม้อต้มไอน้ำ จากการจดทะเบียนรถยนต์[2] เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วภาครัฐมักจะเก็บภาษีจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก[3]

 

  1. ระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS)[4] เป็นระบบที่ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลายเป็นสิ่งที่มีราคา ไม่ใช่ของฟรีที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบภายนอกอีกต่อไป เพราะผู้เข้าร่วมสามารถที่จะซื้อหรือขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซ ฯ ได้ใน ตลาดคาร์บอน (carbon market) ที่จัดตั้งขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วระบบนี้มักจะใช้เป็นแบบภาคบังคับ (mandatory) ซึ่งหมายถึง ตลาดคาร์บอนจะถูกจัดตั้งและควบคุมโดยหน่วยงานใดหน่วยหนึ่ง หรือ หลายๆ หน่วยงานของภาครัฐที่มีอำนาจในการออกข้อบังคับในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมักจะเป็น ระบบจำกัดปริมาณแล้วแลกเปลี่ยน (CapandTrade) ซึ่งเป็นระบบตลาดที่ภาครัฐมีการกำหนด เป้าหมาย (target) หรือการจำกัดปริมาณโดยรวม (cap) ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำกว่าระดับการปล่อยก๊าซฯในสภาวะการดำเนินธุรกิจตามปกติ (business as usual:  BAU) ก่อน เช่น จำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซจำนวน 120 ล้านตัน ตามสภาวะ BAU ให้เหลือเพียง 100 ล้านตัน แล้วจึงทำการแปลงปริมาณก๊าซฯ โดยรวมที่จะอนุญาตให้ปล่อยได้นั้นเป็น ใบอนุญาต (allowances)  เช่น 100 ใบ ใบละหนึ่งล้านตัน เป็นต้น จากนั้นจึงจัดสรรใบอนุญาตดังกล่าวให้กับผู้ผลิต ถ้าผู้ผลิตรายใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าจำนวนใบอนุญาตหรือใช้ใบอนุญาตไม่หมด ก็สามารถนำใบอนุญาตที่เหลือไปขายและมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ถ้าผู้ผลิตรายใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินหรือมีใบอนุญาตไม่พอ ก็จะต้องไปซื้อใบอนุญาตจากผู้ผลิตรายอื่น ซึ่งทำให้เกิดการซื้อขาย (trade) ใบอนุญาตกันขึ้น โดยราคาของใบอนุญาตจะสูงขึ้น ถ้ามีการจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซฯ โดยรวมให้น้อยลง และเมื่อความต้องการซื้อใบอนุญาตในตลาดมีเพิ่มขึ้น[5]

 

  1. ความแตกต่างระหว่างระบบภาษีคาร์บอนกับระบบ ETS

ภาษีคาร์บอนกับระบบ ETS มีจุดแตกต่างที่สำคัญ คือ สำหรับระบบ ETS หน่วยงานภาครัฐจะกำหนดปริมาณก๊าซเรือนกระจกรวมที่อนุญาตให้ปล่อยได้ แล้วปล่อยให้กลไกราคาของตลาดใบอนุญาตฯ กำหนดราคาคาร์บอน ส่วนในกรณีของภาษีคาร์บอน หน่วยงานภาครัฐจะกำหนดราคาคาร์บอนผ่านการกำหนดอัตราภาษี แล้วปล่อยให้กลไกตลาดสินค้า กำหนดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ระบบ ETS จึงสร้างความแน่นอนในการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกมากกว่าภาษีคาร์บอน[6] แต่ก็อาจมีความผันผวนของราคาคาร์บอนค่อนข้างสูงตามความต้องการใช้ใบอนุญาตการปล่อยก๊าซฯ ที่อาจผันแปรตามการเจริญเติบโตหรือการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้ ในทางตรงกันข้าม การใช้ภาษีคาร์บอนเป็นการควบคุมด้านราคา (price base) จึงไม่มีผลต่อความผันผวนของราคาคาร์บอนและราคาสินค้า แต่ก็จะมีความไม่แน่นอนในด้านปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแทน[7]

ระบบภาษีคาร์บอนมีต้นทุนการบริหารที่ต่ำกว่า เพราะสามารถพึ่งระบบภาษีที่มีอยู่แล้ว รัฐบาลมีระบบการตรวจสอบในการจับผิดผู้แจ้งข้อมูลเท็จได้ไม่ยาก   ส่วนระบบตลาดคาร์บอนจะมีต้นทุนในการบริหารและตรวจสอบที่สูงกว่า เพราะต้องสร้างระบบในการกระจายใบอนุญาตและ ระบบตรวจสอบปริมาณการผลิตและปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นใหม่ นอกจากนี้โรงงานที่ซื้อใบอนุญาตก็ไม่มีแรงจูงใจในการตรวจสอบว่าโรงงานที่ขายใบอนุญาตให้นั้น มีการแจ้งปริมาณการปล่อยก๊าซฯ ที่ต่ำกว่าความจริงหรือไม่ ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการแจ้งเท็จ  อีกทั้งรัฐบาลยังอาจมีแรงจูงใจในการกระจายใบอนุญาตอย่างไม่โปร่งใสให้กับกลุ่มผู้ผลิตที่สนับสนุนหรือเป็นฐานเสียงทางการเมืองของรัฐบาลได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองมาตรการต่างก่อให้เกิดผลประโยชน์ที่เหมือนกันในหลายๆ ด้าน อาทิเช่น 1) ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ผลิต ผู้บริโภค และนักลงทุน ให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง  2) ช่วยกระตุ้นให้เกิดการหันไปใช้พลังงานที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำในระยะสั้น และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว 3) การก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม (co-benefits) ในด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม 4) ก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อสังคมสองทาง (double dividend) โดยด้านที่หนึ่งคือการลดก๊าซเรือนกระจก ส่วนด้านที่สองมาจากรายได้ของภาษีคาร์บอนหรือการประมูลใบอนุญาตใน ETS ซึ่งรัฐบาลสามารถนำไปใช้ในการลดภาษีประเภทอื่นๆ ที่ไม่มีประสิทธิภาพได้[8] และ 5) ภาษีคาร์บอนหรือ ETS นั้นต่างเป็นมาตรการที่ทำให้มีต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (compliance costs) เพื่อควบคุมก๊าซเรือนกระจกของสังคมมีค่าต่ำที่สุด เนื่องจากราคาคาร์บอนจะจูงใจให้ผู้ที่มีต้นทุนในการบำบัดก๊าซเรือนกระจกสูง (high marginal abatement costs) โดยยินดีที่จะจ่ายภาษีคาร์บอนหรือซื้อใบอนุญาตการปล่อยก๊าซฯ แทนการบำบัดเอง เพราะจะเสียค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการกำจัดก๊าซเรือนกระจกเอง ส่วนผู้ที่มีต้นทุนการบำบัดก๊าซเรือนกระจกต่ำ (low marginal abatement costs) จะทำการบำบัดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น เพราะประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการปล่อยก๊าซฯ ออกไปแล้วต้องจ่ายภาษี หรือเพื่อให้สามารถนำใบอนุญาตที่ใช้ไม่หมดนั้น ไปขายในตลาดคาร์บอน ซึ่งสร้างรายได้มาลดค่าใช้จ่ายของตน ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีต้นทุนโดยรวมในการลดก๊าซที่ต่ำลง[9]

 

  1. ภาพรวมการกำหนดราคาคาร์บอนของโลกในปัจจุบัน

ในปัจจุบัน มาตรการ ETS และภาษีคาร์บอนที่มีการยังคับใช้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวน 7 GtCO2e หรือคิดเป็น 13% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปีของโลก โดยสามารถสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลต่าง ๆ ในปี ค.ศ. 2015 ประมาณ 26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2014 อย่างไรก็ตาม มูลค่ารายปีของการกำหนดราคาคาร์บอนในปี ค.ศ. 2016 ยังมีมูลค่าต่ำกว่า 50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเท่ากับปี ค.ศ. 2015[10]

 

เมื่อพิจารณาระหว่างราคาใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (allowance) ของ ETS กับภาษีคาร์บอน จะพบว่า ใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะมีราคาอยู่ระหว่าง US$1 – US$15/tCO2e โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ US$8/tCO2e ส่วนภาษีคาร์บอนจะมีอัตราอยู่ระหว่าง US$1 – US$131/tCO2e อย่างไรก็ตาม 75% ของก๊าซเรือนกระจกมีราคาต่ำกว่า US$10/tCO2e ซึ่ง ณ ระดับราคานี้จะไม่สามารถทำให้โลกบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นไม่เกิน 2°C ตามเป้าหมายของความตกลงปารีส (Paris Agreement) ได้ เพราะจากการวิเคราะห์ในหลายกรณีพบว่า ระดับราคาคาร์บอนเฉลี่ยของทั้งโลกควรอยู่ระหว่าง US$80 – US$120/tCO2e ในปี ค.ศ. 2030 จึงจะเพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายข้างต้น[11]

 

เอกสารอ้างอิงภาษาไทย

กรมสรรพสามิต, อัตราภาษีรถยนต์ พ.ศ.  2559, ข้อมูลออนไลน์ https://www.excise.go.th/cs/groups/public/documents/document/mjaw/mdm2/~edisp/webportal16200036481.pdf

ชยันต์ ตันติวัสดาการ (2559) “ภาษีคาร์บอนกับการแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก,”บทที่ 5, เศรษฐศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ.

ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล และคณะ (2555). โครงการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ ระยะที่ 3. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เสนอต่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน). ตุลาคม 2555

นิรมล สุธรรมกิจ (2558). มาตรการทางเศรษฐศาสตร์และกลไกในการจัดการกับก๊าซเรือนกระจก: ตลาดคาร์บอน. เอกสารประกอบการบรรยายหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสนอที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 27 พฤษภาคม 2558

 

เอกสารอ้างอิงภาษาต่างประเทศ

Grantham Research Institute on Climate Change and the Environment’s website, www.lse.ac.uk/GranthamInstitute/legislation/countries/

International Carbon Action Partnership’s website https://icapcarbonaction.com/en/ets-map

Partnership for Market Readiness’s website https://www.thepmr.org/pmrimplements/0

World Bank (2015). State and Trends of Carbon Pricing 2015. September 2015

World Bank (2016a). Emissions Trading in Practice: A Handbook on Design and Implementation. March 2016

World Bank (2016b). State and Trends of Carbon Pricing 2016. October 2016

[1] World Bank, 2015: pp. 17

[2] ในกรณีของไทย คิดภาษีจากระดับการปล่อยคาร์บอนออกไซด์ตามชนิดของรถยนต์ของขนาดของกระบอกสูบ ดู กรมสรรพสามิต, อัตราภาษีรถยนต์ พ.ศ.  2559 ข้อมูลออนไลน์ https://www.excise.go.th/cs/groups/public/documents/document/mjaw/mdm2/~edisp/ webportal16200036481.pdf

[3] ชยันต์ ตันติวัสดาการ (2559) “ภาษีคาร์บอนกับการแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก,”บทที่ 5, เศรษฐศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ.

[4] ETS เป็นตลาดคาร์บอนภาคบังคับหรือภาคสมัครใจก็ได้ และมีระบบตลาดคาร์บอนเป็น Cap-and-Trade หรือ Baseline-and-Credit ก็ได้

[5] ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล และคณะ, 2555: หน้า 3-93

[6] World Bank, 2016a: pp. 3.

[7] ชยันต์ ตันติวัสดาการ (2559) “ตลาดคาร์บอนกับการแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก,”บทที่ 6, เศรษฐศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ.

[8] World Bank, 2016a, pp. 3.

[9] ชยันต์, 2559, บทที่ 4, อ้างแล้ว และ นิรมล สุธรรมกิจ, 2558, หน้า 22.

[10] World Bank, 2016b, pp. 24

[11] Ibid, pp. 23, 27