การกัดเซาะหาดทราย : วิกฤติจริงหรือ?

หิริพงศ์ เทพศิริอำนวย
นักศึกษาปริญญาเอก คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยหิดล

บทนำ

ประเทศไทยมีหาดทรายที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยว (Beach Tourism) หลายแห่ง เช่น หาดทรายแก้ว หาดแม่รำพึง หาดแหลมแม่พิมพ์ จังหวัดระยอง หาดไร่เลย์ จังหวัดกระบี่ หาดจันทร์แจ้ง หาดขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงหาดเจ้าไหม และหาดปากเมง จังหวัดตรัง เป็นต้น หาดทรายเหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในฐานะแหล่งรายได้สำคัญจากกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและการสันทนาการ ส่งผลต่อการสร้างรายได้/อาชีพให้แก่ชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ยังคงความสำคัญในฐานะระบบนิเวศชายฝั่งที่สำคัญด้านแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์และพืชพรรณหลากหลายชนิดพันธุ์ เช่น เตยทะเล กกทะเล โกงกางหูช้าง ปูลม ไส้เดือนทะเล หอยน้ำพริก หอยเจดีย์ รวมถึงเต่าทะเลและนกทะเลบางชนิด[1]

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหาดทรายในประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง (Coastal Erosion) หรือการถอยร่นของชายฝั่ง (Retreat of Coastline) ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไป แต่ในความเป็นจริงแล้วปัญหานี้นับว่าเผชิญภาวะวิกฤติ จากรายงานของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2552ก) พบว่า มีพื้นที่หาดทรายหลายแห่งทั้งชายฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันที่มีอัตราการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี โดยถือเป็นพื้นที่วิกฤติด้านการกัดเซาะชายฝั่ง อันเป็นผลมาจากเหตุปัจจัยหลายประการรวมถึงการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอันเนื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-Induced Sea-Level Rise)

หาดทราย (Sandy Beach) ของประเทศไทยจึงเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับทะเลผ่านการกัดเซาะชายฝั่ง (Coastal Erosion) รวมถึงมีความเปราะบาง (Vulnerability) อยู่ในระดับสูง (เช่นเดียวกับหาดโคลน)[2] และอาจนำไปสู่การสูญเสียอาณาเขตทางทะเลที่มีอยู่ประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร หรือการสูญเสียชายหาดทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันที่มียาวรวมกันประมาณ 2,800 กิโลเมตร ทั้งนี้ชายฝั่งทะเลของประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นหาดทรายที่มีความลาดชันต่ำ และคิดเป็นกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ชายฝั่งทั้งหมดหรือประมาณ 1,630 ตารางกิโลเมตรในพื้นที่ 16 จังหวัด (จากจังหวัดชายฝั่งทั้งหมด 23 จังหวัด)[3] ซึ่งหมายความว่าหากหาดทรายเหล่านี้ต้องสูญเสียไปจากการกัดเซาะชายฝั่งย่อมส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

สถานการณ์ปัจจุบัน: วิกฤติการกัดเซาะ

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการกัดเซาะชายฝั่ง (รวมถึงหาดทราย) แต่ทว่ายังคงมีปัจจัยหลักอื่นที่มีความสำคัญ ได้แก่ ปัจจัยทางธรรมชาติ (โครงสร้างทางธรณีสัณฐานของชายฝั่ง ลมพายุ คลื่น น้ำขึ้นน้ำลง พืชพรรณที่ปกคลุมพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เป็นต้น) และกิจกรรมของมนุษย์ (การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งผ่านการสร้างที่อยู่อาศัย และสิ่งปลูกสร้างต่างๆบริเวณพื้นที่ชายฝั่ง และกิจกรรมบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำ เช่น การสร้างเขื่อน เป็นต้น) ปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงผลักดันต่อการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่ง (ให้เพิ่มขึ้นหรือลดลง)

จากการศึกษาของ Thampanya, et al (2006) พบว่า ในพื้นที่ชายฝั่งทางใต้ของประเทศไทยมีอัตราการกัดเซาะประมาณ 1.3-1.7 เมตรต่อปี ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับรายงานของนวรัตน์ (2553) ที่พบว่า ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในฝั่งอ่าวไทยจะรุนแรงกว่าฝั่งอันดามัน (เฉลี่ย 3 และ 2 เมตรต่อปีตามลำดับ) ส่วนพื้นวิกฤติ (อัตราการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี)  มีทั้งหมด 18 จังหวัด แบ่งเป็นฝั่งอ่าวไทย 13 จังหวัด และฝั่งอันดามัน 5 จังหวัด นอกจากนี้ยังพบว่า หากภายใน 25 ปีข้างหน้าระดับน้ำทะเลบริเวณจังหวัดกระบี่เพิ่มขึ้น 20 เซนติเมตรจะส่งผลให้ชายหาดถอยร่น (Shoreline Retreat) ประมาณ 10-35 เมตร (Snidvongs, et al., 2008) ทั้งนี้พื้นที่ชายฝั่งที่เป็นหาดทรายเป็นพื้นที่ที่มีโอกาส/ความเป็นไปได้ในการได้รับผลกระทบสูง

พื้นที่ชายฝั่งของประเทศไทยในหลายจังหวัดมีปัญหาการกัดเซาะในระดับสูงคือ อัตราการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี โดยผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพื้นที่ชายฝั่ง (และหาดทราย) เมื่อประสบปัญหาการกัดเซาะ คือ การสูญเสียพื้นที่ชายฝั่ง (พื้นที่ชุ่มน้ำ หาดทราย และแหล่งที่อยู่ศัยของสัตว์ทะเล) การพังทลายของอาคารบ้านเรือน/ ที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายฝั่ง (ถนนเลียบหาด  และเสาไฟฟ้า) รวมไปถึงการสูญเสียรายได้จากความยากลำบากในการประกอบอาชีพ เช่น การประมง การท่องเที่ยว เป็นต้น

 

ทิศทางของปัญหา: อนาคต?

จากการศึกษาของผู้เขียนโดยใช้แบบจำลองด้านการกัดเซาะชายฝั่ง (แบบจำลอง SimCLIM[4]) พบว่า จังหวัดระยอง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรัง เป็นจังหวัดที่แนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะหาดทรายสูงที่สุดของประเทศไทยในอนาคต (เมื่อพิจารณารวมผลกระทบต่อการท่องเที่ยว) โดยหาดแหลมแม่พิมพ์ หาดบ้านเกาะฝ้าย และหาดปากเมง เป็น 3 หาดใน 3 จังหวัด (จังหวัดระยอง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรังตามลำดับ) ที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูงที่สุด (มีอัตราการกัดเซาะมากกว่า 600 เมตรในพ.ศ.2643หรือเท่ากับ 5.71 เมตรต่อปี) โดยจากผลการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองฯ พบว่า ระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มประมาณ 124.38 เซนติเมตรในพ.ศ.2643 (หรือค.ศ.2100) เทียบกับระดับในพ.ศ.2538 (หรือค.ศ.1995) ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะหาดทราย 507.90 เมตร พื้นที่หาดทรายสูญเสียไปเท่ากับ 2.15 ตารางกิโลเมตร และประชาชนอพยพออกจากพื้นที่หาดทรายเท่ากับ 873 คนในพ.ศ.2643 (หรือค.ศ.2100) ซึ่งพบว่า การกัดเซาะหาดทรายนอกเหนือจากการนำไปสู่ผลกระทบในเชิงกายภาพ (พื้นที่หาดทรายที่สูญเสียไป) ยังคงนำไปสู่ผลกระทบในมิติเศรษฐกิจสังคม อันได้แก่ การย้ายถิ่น/อพยพของประชาชนในชุมชนโดยรอบ รวมไปถึงผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งจากการศึกษาของผู้เขียนพบว่า หากไม่มีการดำเนินการป้องกัน/ปรับตัวใดๆจะส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงสูงถึง 540.90 ล้านบาท/ปี

อัตราการกัดเซาะที่ได้จากแบบจำลองมีความสอดคล้องกับงานวิจัยที่กล่าวมาข้างต้น เน้นย้ำถึงปัญหาการกัดเซาะที่ยังคงความวิกฤติและยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม การปรับตัวทั้งรูปแบบที่มาจากการวางแผนโดยภาครัฐ (Planned Adaptation) และการดำเนินการโดยภาคชุมชน (Autonomous/spontaneous adaptation) ยังคงมีจำเป็น/ต้องการในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ดีด้วยผลกระทบในมิติเศรษฐกิจสังคมอันหลากหลาย เช่น การสูญเสียถนนเลียบหาดทราย การสูญเสียที่อยู่อาศัยของชุมชน (อันส่งผลกระทบต่อการอพยพย้ายถิ่น) รวมถึงการสูญเสียรายได้จากการประมงและการท่องเที่ยว (รูปที่ 2)[5] ส่งผลต่อความลำบากในการดำเนินการปรับตัว/แก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเหมาะสม

[1] กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2556)

[2] Dwarakish et al. (2009)

[3] กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2552) และสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2554)

[4] แบบจำลอง The Simulator of Climate Change Risks and Adaptation Initiatives (SimClim)  ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยบริษัท CLIMsystems ประเทศนิวซีแลนด์ (www.climsystems.com) โดยสามารถประยุกต์ใช้ในการประเมินผลกระทบด้านชีวกายภาพและเศรษฐกิจสังคม (Biophysical and Socio-Economic Consequences) อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล (Sea-Level Rise) การกัดเซาะชายฝั่ง (Coastal Erosion) น้ำท่วมชายฝั่ง(Coastal Flooding) และ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรง (Extreme Climatic Events) รวมถึงพิจารณาการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงผลกระทบจากพายุ การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล ณ พื้นที่ท้องถิ่น และการตอบสนองของชายฝั่งต่อการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ณ ช่วงเวลาและพื้นที่หนึ่งๆ

[5] IPCC, 2014

รูปที่ 1: อัตราการกัดเซาะในพ.ศ.2643 ของหาดต่างๆในจังหวัดระยอง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรัง (รูปขวาบน รูปขวาล่าง และรูปซ้ายล่างตามลำดับ)

กัดเซาะ รูปที่ 1

รูปที่ 1: อัตราการกัดเซาะในพ.ศ.2643 ของหาดต่างๆในจังหวัดระยอง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรัง (รูปขวาบน รูปขวาล่าง และรูปซ้ายล่างตามลำดับ)

 กัดเซาะ รูปที่ 2

รูปที่ 2: ปัจจัยผลักดัน ผลกระทบ และการปรับตัวต่อปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง

แนวทางการดำเนินการแก้ไข: การปรับตัว

ความพยายามในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศไทยในปัจจุบันประกอบด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ (ก) การใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมหรือโครงสร้างแข็ง (Hard-Structural Solution) เหมาะสำหรับบริเวณชายฝั่งที่มีปัญหาถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง เช่น กำแพงป้องกันคลื่น (Seawall) คันดักทราย (Groin) เขื่อนกันคลื่น (Breakwater) เขื่อนกันทรายและคลื่น (Jetty) และหัวหาด (Head Land) เป็นต้น (ข) การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะแบบไม่ใช้โครงสร้างหรือโครงสร้างอ่อน (Soft-Structure Solution) เหมาะสำหรับบริเวณชายฝั่งที่มีชุมชนอาศัยไม่หนาแน่นและมีปัญหาการกัดเซาะที่ไม่รุนแรง เช่น การปลูกพืช การเสริมทรายชายหาด ไส้กรอกทราย และแนวไม้ไผ่กันคลื่น เป็นต้น รวมถึงความพยายามในการใช้มาตรการควบคุมทางกฏหมายและการใช้ประโยชน์ที่ดินชายฝั่งให้เหมาะสม และ (ค) การแก้ไขปัญหาโดยการใช้ธรรมชาติ (Natural-Based Solution) คือ การฟื้นฟูป่าชายเลน ป่าชายหาด ปะการังและหญ้าทะเล ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์[1] ทั้งนี้สำหรับการปรับตัว/แก้ไขปัญหาในพื้นที่วิกฤต (อัตราการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี) การใช้โครงสร้างแข็งผสมผสานกับโครงสร้างอ่อน เช่น การใช้กำแพงกันคลื่นควบคู่กับการถมหาดทราย หรืออาจใช้ปะการังเทียมควบคู่กับการถมหาดหาดทราย เป็นต้น อาจเป็นแนวทางที่มีความเหมาะสม โดยต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆในพื้นที่ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงขนาดของพื้นที่ชายฝั่ง

สำหรับการแก้ไขปัญหา/ปรับตัวในมิติเศรษฐกิจสังคมจะแตกต่างจากที่กล่าวมา (ที่เป็นการปรับตัวโดยใช้มาตรการ/การวางแผนโดยภาครัฐ) คือ เป็นการปรับตัวต่อปัญหาโดยชุมชนเสียส่วนใหญ่ เช่น การปรับปรุงโครงสร้างของบ้านเรือนให้คงทนต่อการกัดเซาะ (เสริมคอนกรีต หรือยกบ้านให้สูงขึ้น) การปรับเปลี่ยนอาชีพของชุมชน (จากการทำประมง/ท่องเที่ยวเป็นอาชีพอื่น) หรือการถ่อยร่น (Retreat) บ้านเรือนยังไปพื้นที่ที่ห่างจากบริเวณหาดทรายที่มีประสบปัญหาการกัดเซาะ (Inland Migration) เป็นต้น

อย่างไรก็ตามความพยายาม/แนวทางการแก้ไขที่มีอยู่ในปัจจุบันของประเทศไทยยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แม้ว่าจะมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านกัดเซาะชายฝั่งโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมาตั้งแต่พ.ศ.2551 แต่การแก้ไขปัญหาในภาพรวมยังขาดการบูรณาการในการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ รวมไปถึงกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง การมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการจัดการปัญหา การควบคุมการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่งอย่างเหมาะสม และการกำหนดระยะถอยร่นที่ชัดเจนยังคงถูกละเลยไป การแก้ไขยังคงเน้นหนักไปที่วิธีการทางวิศวกรรมที่ใช้โครงสร้างแข็งโดยขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในระบบนิเวศของหาดทรายธรรมชาติ เช่น ในกรณีของหาดบ้านเกาะฝ้าย จังหวัดนครศรีธรรมราช (รูปที่ 3) ที่การดำเนินการส่งผลต่อการสูญเสียพื้นที่หาดทราย รวมไปถึงโครงสร้างขั้นพื้นฐาน (ถนน) เป็นต้น

ทั้งนี้ภาครัฐควรหันกลับมามองการแก้ไขปัญหาในแบบองค์รวมมากขึ้นทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้มาตรการทางภาษี (ภาษีสิ่งแวดล้อม) เพื่อจัดตั้งกองทุนในการแก้ไขปัญหา (ตามหลักการ Polluter Pay Principle: PPPs) อาจให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ทะเล ซึ่งส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของกระแสน้ำ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของหาดทราย เข้ามาส่วนร่วมในการดำเนินการร่วมกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้วย (โดยอาจอยู่ในรูปของเงินชดเชยการสูญเสียรายได้ นอกเหนือจากภาษี) นอกจากนี้อาจมีการดำเนินการร่วมกันขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และภาคเอกชน (โรงาน/บริษัท) ในพื้นที่เพื่อปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ และส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น กรณีของหาดแสงจันทร์ จังหวัดระยอง เป็นต้น ทั้งนี้การทำความเข้าใจโครงสร้างเชิงระบบนิเวศชายฝั่งของแต่ละพื้นที่ให้ลึกซึ้ง (การไหลเวียนของกระแสน้ำและคลื่น ทิศทางลม พืชพรรณ สัตว์ทะเล และอื่นๆ) เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะหาดทราย โดยควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแทรกแซงธรรมชาติโดยไม่จำเป็นให้น้อยที่สุด รวมไปถึงการพิจารณาขอบเขตของผลกระทบที่ครอบคลุมและมีความชัดเจน

[1] กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2552ข)

 

กัดเซาะ รูปที่ 3

รูปที่ 3: การดำเนินการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่หาดบ้านเกาะฝ้าย จังหวัดนครศรีธรรมราช

 

บรรณนุกรม

Dwarakish G.S., Vinay S.A., Natesan U., Asano T., Kakinuma T., Venkataramana K., Jagadeesha B.P. and Babita M.K. (2009).

Coastal vulnerability assessment of the future sea level rise in Udupi coastal zone of Karnataka state, west coast of India [Online]. Available from http://www.sciencedirect.com/ science/article/pii/ S0964569109000842 [Accessed 2016 August 14].

International Development Research Center (IDRC). (2011). Strengthening resilience in post-disaster situations: Stories, experience and lessons from South Asia [Online]. Available from http://www.idrc.ca/EN/Resources/Publications/openebooks/535-9/index.html [Accessed 2016 November 12].

Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC). (2014). Chapter 5: Coastal systems and low-lying areas [Online]. Climate change 2014: Impacts, adaptation, and vulnerability. Part A: Global and sectoral aspects. Contribution of Working Group II to the Fifth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change.Available from http://www.ipcc.ch/pdf/assessment-report/ar5/wg2/WGIIAR5-Chap5_FINAL.pdf [Accessed 2016 February 18].

Prasetya G. (2006). Chapter 4: Protection from coastal erosion [Online]. Thematic paper: The role of coastal forests and trees in protecting against coastal erosion. In regional technical workshop “Coastal protection in the aftermath of the Indian Ocean tsunami: what role for forests and trees?” Available from http://www.fao.org/ forestry/13191-0ce216e2fd6097aecc9708480cec2b6d0.pdf [Accessed 2016 February 18].

Snidvongs A., Ketwut T., Phruksawan K., Laongmanee W., Chinawanno S., Thitiwate J., Yangdee C., Tuatikulchai J., Boonsomboonsakul S. and Sangmanee C. (2008). Climate change impacts in Krabi province, Thailand. South East Asian-Global Change System for Analysis Research and Training organization (SEA-START).

Thampanya U., Vermaat J.E., Sinsakul S. and Panapitukkul N.  (2006). Coastal erosion and mangrove progradation of Southern Thailand. Estuarine, Coastal and Shelf Science, 68: 75–85.

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2552ก) สถานการณ์กัดเซาะชายฝั่งทะเลไทย[ออนไลน์] สามารถเข้าถึงได้จาก http://marinegiscenter.dmcr.go.th/km/coastalerosion_doc9/#.WRS1TTclHIU [สืบค้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559]

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2552ข) ชายหาดของไทย [ออนไลน์] สามารถเข้าถึงได้จาก http://marinegiscenter.dmcr.go.th/ km/beach_doc1/#.WOdxM7glHIU [สืบค้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559]

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2556) ระบบนิเวศหาดทราย ออนไลน์] สามารถเข้าถึงได้จาก   http://marinegiscenter.dmcr.go.th/km/biodiversity_sandy-beach-ecology/#.WOTBgrglHIU [สืบค้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559]

นวรัตน์ ไกรพานนท์ (2553) Beyond Copenhagen: Implementing Thailand’s climate change strategy กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2554) อาณาเขตทางทะเล (Maritime Zone) [ออนไลน์] สามารถเข้าถึงได้จาก http://mrpolicy.trf.or.th [สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กรกฏาคม 2559]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s