เก็บได้จากการประชุม Regional Expert Meeting หัวข้อ “Revitalizing Rural Development for Poverty Eradication in Asia” ระหว่างวันที่ 2 – 4 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมเซ็นทารา อุดรธานี

รองศาสตราจารย์ ดร. นิรมล สุธรรมกิจ
คณะเศรษฐศาตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยวิทยาลัยพัฒนาศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์จัดการประชุมวิชาการนานาชาติขึ้น ในหัวข้อ “Revitalizing Rural Development for Poverty Eradication in Asia” ระหว่างวันที่ 2 – 4 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมเซ็นทารา อุดรธานี โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาชนบทจากประเทศไทยและประเทศต่างๆ (เช่น สมาชิกอาเซียน สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา) ในการนี้ องค์ปาฐกกิติมศักดิ์ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายแพทย์ ธีรเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ และ Mr. Sanjit “Bunker” Roy ผู้ก่อตั้ง Barefoot College ที่สนับสนุนกิจกรรมเพื่อดึงศักยภาพของสตรี (empowerment) ในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยท่านรัฐมนตรีฯ ได้นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจคือ ระดับความสามารถด้านการอ่านการเขียนและการคำนวณของเยาวชนไทยในเมืองและชนบท (ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนของรัฐ) มีความแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งอาจจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมของประเทศไทยในอนาคต ในอีกด้านหนึ่ง Mr. Roy มีความเชื่อว่า คนเราพัฒนาได้โดยไม่จำเป็นต้องอ่านออกเขียนได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่เรียน-ไม่เรียน-และเรียนรู้ต่อ (learn-unlearn-relearn) และควรจะเคารพความสามารถของคนที่สามารถแก้ไขปัญหาและดำเนินวิถีชีวิตอย่างชาญฉลาด

คณะเศรษฐศาสตร์ โดยศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (PRO-Green) ได้ร่วมจัดงานใน “Panel Discussion 1 Natural Resource, Environment and Energy” ภายใต้การกำหนดหัวข้อเสวนาว่า “Common-pool Natural Resources, Energy and Environment in Asia: Mekong River Basin” โดยมีวิทยากรในวงเสวนา 4 ท่านได้แก่ Prof. Hiroyuki KONUMA ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนของมหาวิทยาลัยเมจิ (Meiji University ASEAN Center) และอดีตผู้อำนวยการภาคเอเซียขององค์การสหประชาชาติอาหารโลก (UN FAO) คุณแสงโรจน์ ศรีสวัสดิ์ไกรสร ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับตัวต่อภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation Specialist) ขององค์การ USAID Asia Regional Environment Office ประจำประเทศไทย ดร. วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันแม่โขง (Mekong Institute) และ Mr. Chris Oestereich ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะ วิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การกำหนดหัวข้อเสวนา “Common-pool Natural Resources, Energy and Environment in Asia: Mekong River Basin” มีพื้นฐานมาจากปรากฎการณ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาความเจริญโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่คำนึงถึงความยั่งยืนและไม่ช่วยบรรเทาปัญหาความยากจนของประชาชนในเอเชีย ดังนั้น กรอบการเสวนาจึงกำหนดไว้ 5 ประการ ดังนี้ (ก) พื้นที่ลุ่มน้ำโขงเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย (poverty aspect) (ข) การจัดการทรัพยากรร่วมกันของประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะท้องที่ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำโขง (rural development) เช่น การจัดการทรัพยากรน้ำ การประมง และ การท่องเที่ยว ในพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำโขง รวมทั้ง การใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำโขงร่วมกัน (sharing benefit) และการได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (sharing environmental cost) (ค) ชุมชนในประเทศลุ่มน้ำโขงหลายแห่งมีอาชีพและวิถีชีวิตด้านเกษตรกรรมรอบริมแม่น้ำโขง ซึ่งมีโอกาสที่จะประสบความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และธรรมาภิบาลในการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศในลุ่มน้ำโขง (ง) การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมของชุมชนในประเทศลุ่มน้ำโขง มีความสำคัญเช่นเดียวกัน เนื่องจากผลกระทบของปัญหาสิ่งแวดล้อมของชุมชนสามารถส่งผลกระทบต่อชุมชนอื่นและในประเทศอื่นได้ เช่น การจัดการขยะชุมชน การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และ การใช้ประโยชน์ที่ดิน และ (จ) การเชื่อมโยงประเด็นการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับประเทศและระดับภูมิภาคเอเซีย

จากการรับฟังการนำเสนอมุมมอง ประสบการณ์และแนวคิดในการบรรเทาปัญหาความยากจนและการส่งเสริมการพัฒนาชนบทของประเทศในภูมิภาคอาเซียนของวิทยากรใน Panel Discussion ดังกล่าว และการนำเสนอข้อมูลและแนวคิดมุมมองของท่านองค์ปาฐกทั้งสองท่านแล้ว สามารถรวบรวมประเด็นที่เก็บได้ และร้อยเรียงเรื่องราวได้อย่างน้อย 4 ประเด็น ดังนี้

 

ประเด็นแรก ปัญหาความยากจนและการพัฒนาชนบทของประเทศใดๆ นั้น ยังเผชิญกับความท้าทายเรื่องอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน นั่นคือ ภาวะคุกคามจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร (food security) และ การจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในสังคม เช่น การจัดการขยะ (waste management) การจัดการคุณภาพดิน การวางแผนการใช้ที่ดิน ฯลฯ

ประเด็นที่สอง สืบเนื่องจากประการแรก การดำรงชีวิตภายใต้ปัญหาที่รุมเร้าดังกล่าวของกลุ่มคนผู้มีรายได้น้อยและในอยู่ห่างไกลความช่วยเหลือของหน่วยงานรัฐ (อย่างทันท่วงที) ทำให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวจำเป็นต้องพึ่งพาตนเองมากกว่ากลุ่มคนอื่นๆ

ประเด็นที่สาม สืบเนื่องจากประการที่สอง การพึ่งพาตนเองให้ได้ดีนั้น จำเป็นต้องมีศักยภาพใน “การปรับตัว” และ “รู้เท่าทัน” ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น การพึ่งพิงไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ การจัดการทรัพยากรน้ำภายในชุมชน การปรับเปลี่ยนเทคนิคการเพาะปลูกจากการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำเค็มบริเวณปากแม่น้ำ การจัดสรรการใช้ประโยชน์ในป่าชุมชน เป็นต้น

ประเด็นที่สี่ แนวทางการปรับตัว (adaptation) ให้อยู่กับปัญหาและบรรเทาปัญหา รวมทั้งการรู้เท่าทันปัญหา จะทำให้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างทันท่วงทีและยั่งยืน และยังต้องอาศัยมุมมองและแนวทางที่มีหลายมิติ ที่ต้องดำเนินการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่

(1) การเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อตนเอง คือ การอยากเรียนรู้ตลอดเวลา (learn-unlearn-relearn) เพื่อดึงความเป็น “ปราชญ์” หรือ “ความชำนาญ” ของตนออกมา เพื่อสร้างผลผลิตสำหรับครอบครัวและชุมชน (หากผลผลิตมาก ก็สามารถส่งออกขายได้) ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ หรือ การเรียนรู้ทักษะและการเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อเตรียมตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ที่มา: เก็บประเด็นได้จาก Mr. Roy และ USAID Projects)

(2) ความช่วยเหลือจากภายนอกชุมชนในรูปแบบที่เหมาะสม โดยมีเป้าหมายให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และสามารถพัฒนาศักยภาพของตนและสมาชิกของชุมชนได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ทั้งนี้ความช่วยเหลือจากภายนอกในรูปแบบที่เหมาะสมดังกล่าว มีได้หลายรูปแบบ ได้แก่

(2.1) การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะและฝืมือ รวมทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม ในการประกอบอาชีพใหม่ และทักษะการทำงานใหม่ เช่น ช่างไฟฟ้า “Solar Mama” (สตรีที่สามารถประกอบแผงวงจรโซลาร์เพื่อใช้ในครัวเรือน – Mama เป็นคำแสดงบุคลากรหญิงที่เป็นภรรยาหรือแม่) นักออกแบบบ้านหรืออาคาร ช่างไม้ ช่างก่อสร้างอาคาร ช่างตัดเย็บ และ เกษตรกรรมแนวใหม่ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ที่มา: เก็บประเด็นได้จาก Mr. Roy และ USAID Projects กับ Mekong Institute Projects)

(2.2) การฝีกอบรมและการเรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน รวมทั้งการจัดการขยะชุมชน เพื่อให้เกิดความสามารถในการรับมือกับประเด็นท้าทายดังกล่าวข้างต้น (ความยากจน ผลผลิตทางการเกษตรแปรปรวน และ ปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน) หรือการพัฒนาให้เกิดความสามารถในการปรับตัว (Adaptive Capacity) และการจัดการทรัพยากรภายในท้องถิ่น (Resource Management) ให้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและชุมชนในชนบท ซึ่งอาจเกิดจากถอดบทเรียนจากชุมชนและกลุ่มคนต่างๆที่มีการบริหารจัดการทรัพยากร-ธรรมชาติ (ที่ดิน น้ำ และ ขยะ) เพื่อการดำรงชีพได้อย่างสมดุลและพอเพียงต่อความต้องการของครอบครัวและชุมชน (ที่มา: เก็บประเด็นได้จาก USAID Projects กับ Mekong Institute Projects และ Mr. Chris)

(2.3) การก่อสร้างหรืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการประกอบอาชีพรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมสำหรับชุมชนเพื่อยกระดับรายได้ของชุมชน รวมทั้งสิ่งก่อสร้างเพื่อบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชน เช่น อ่างเก็บน้ำ อาคารสำหรับการทำงานร่วมกัน ฯลฯ (ที่มา: เก็บประเด็นได้จาก USAID Projects และ Mr. Roy)

ทั้งนี้มิติของความช่วยเหลือในรูปแบบเหล่านี้ ในแต่ละชุมชนหรือสังคมอาจจะมีสัดส่วนของมิติต่างๆ เหล่านี้แตกต่างกันตามแต่บริบทเศรษฐกิจ-สังคม-วัฒนธรรม ของชุมชนนั้นๆ

(3) การเปลี่ยนทัศนคติของทุกคนในสังคม (Paradigm Shift) ที่มีต่อชุมชนที่ห่างไกลหรือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือวิสาหกิจชุมชนหรือผู้ประกอบการขนาดย่อม ว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีความสามารถในการพัฒนาตนเองและดูแลชุมชนตนเองเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ถึงแม้ว่า กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและชุมชนในชนบทต้องการ “เงินทุนหรือเทคนิค” สำหรับการพัฒนาทักษะตนเอง และสิ่งก่อสร้างและเครื่องมืออุปกรณ์เพื่อประกอบอาชีพ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารภายในครัวเรือนและภายในชุมชนม  แต่ความต้องการเงินทุนหรือเทคนิคดังกล่าวนี้จำเป็นต้องเกิดจากความต้องการของชุมชนเอง (bottom-up approach) มิใช่เกิดจากการตัดสินใจของกลุ่มคนภายนอกหรือหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ การเปลี่ยนทัศนคติหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการออกมาตรการที่เหมาะสมและต่อเนื่อง หากนักการเมืองแม้ว่าจะดำรงตำแหน่งในระยะสั้นเท่านั้น แต่หากได้เปลี่ยนทัศนคติที่เหมาะสมแล้ว การทำงานของหน่วยงานทั้งภาครัฐส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นจะช่วยพัฒนาชนบทให้เจริญได้ และช่องว่างทางรายได้และการพัฒนาระหว่างเมืองกับชนบทลดลงได้ (ที่มา: เก็บประเด็นได้จาก Mr. Roy กับ Mekong Institute Projects และ Prof. Konuma)

(4) สืบเนื่องจาก Paradigm Shift ดังกล่าวข้างต้น ยังสืบเนื่องไปยังการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงสถาบันของสังคม เช่น การบริหารจัดการของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษี (tax reform) ที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคเกษตรและผู้ประกอบการขนาดย่อม รวมทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและปัญหาสิ่งแวดล้อม และ การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบหรือกฎหมายที่เอื้อต่อการพัฒนาชนบทและกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาระบบและการเรียนรู้นอกระบบโรงเรียน รวมทั้งการฝึกอบรมและการปรับทักษะการประกอบอาชีพ ฯลฯ (ที่มา: เก็บประเด็นได้จาก Mr. Roy และ Prof. Konuma)

 

โดยสรุป แนวทางการปรับตัวให้อยู่กับปัญหาและบรรเทาปัญหา รวมทั้งการรู้เท่าทันปัญหาของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนชุมชนในชนบท ด้วยมุมมองใหม่ดังกล่าวข้างต้น จะช่วยให้ชุมชนพัฒนาขึ้นมาได้ พึ่งพาตนเองได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ (ลดปัญหาความยากจน) และ ช่วยพัฒนาชุมชนให้เจริญได้โดยไม่ต้องมีการเคลื่อนย้ายแรงงาน (ไปทำงานในเมือง) มีทัศนคติที่ดีว่าการดำรงอยู่ในชุมชนของตนนั้นมีคุณค่า มีรายได้ และอยู่ใกล้ชิดครอบครัว อีกทั้งยังมีความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของตนและของชุมชน โดยลดการพึ่งพิงความช่วยเหลือจากภายนอก (ทั้งจากรัฐบาลส่วนท้องถิ่น รัฐบาลกลาง และ องค์กรพัฒนาอื่นๆ) อันเป็นเป้าหมายของการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน ทั้งในระดับครัวเรือน ระดับชุมชน ระดับจังหวัด และระดับประเทศ

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s