Water Footprint กับเศรษฐกิจสีเขียว

ดร.ศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ
วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

1.บทนำ

น้ำถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ความสำคัญยิ่ง เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยการผลิตของภาคการผลิตต่าง ๆ  ทั้ง เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การบริการ ตลอดจนการอุปโภค บริโภคของครัวเรือน แต่ด้วยการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การเติบโตของการผลิตไม่ได้เป็นเพียงเพื่อการบริโภคภายในประเทศเท่านั้น หากแต่มีการขยายตัวของการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคอื่น ๆ จึงทำให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในทุกสาขาการผลิต  ในขณะที่การจัดการด้านอุปทาน ได้แก่ การสร้างหรือจัดหาแหล่งน้ำใหม่ๆ ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณในการลงทุนและสภาพของพื้นที่ รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ

หากพิจารณาสถานการณ์ภาวะขาดแคลนน้ำของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2557-2559 อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงที่วิกฤตที่สุด ข้อมูลอีกประการหนึ่งที่สะท้อนถึงภาวะขาดแคลนน้ำคือ ปริมาณน้ำท่าในแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญทั่วทุกภาคของประเทศไทยเกือบทั้งหมด อาทิ แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน มูล ตาปี อยู่ในเกณฑ์น้อย นอกเหนือไปจากภาวะฝนน้อยอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว สาเหตุประการสำคัญของการขาดแคลนน้ำ คือ การจัดการที่ขาดความเป็นธรรม ไม่สนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด และไม่เอื้ออำนวยให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ระบบ บริหารและกำกับที่เป็นอยู่ขาดความเป็นเอกภาพ ขาดสมรรถนะที่จะยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ ความต้องการที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในขณะที่อุปทานในหน้าแล้งมีความแปรปรวนมากขึ้น (Molle, 2001; มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด และคณะ, 2544)

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในระยะยาวแล้วแม้ว่าปริมาณน้ำฝนและน้ำท่าจะกลับสู่ภาวะปกติ แต่เขื่อนและอ่างเก็บน้ำจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีเพื่อเก็บสะสมน้ำให้กลับมามีปริมาณเท่าเดิมก่อนที่จะเกิดภาวะฝนแล้ง ดังนั้นวิธีการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงอาจจะมิใช่การจัดการด้านอุปทาน อาทิ การหาแหล่งน้ำใหม่หรือการเก็บกักน้ำในยามหน้าฝนไว้ใช้หน้าแล้งเพียงอย่างเดียว หากแต่รัฐควรเน้นการจัดการอุปสงค์ โดยอาจจะใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การเก็บภาษีกับสาขาการผลิตที่ใช้น้ำมาก หรือการซื้อขายใบอนุญาตเพื่อใช้น้ำ เป็นต้น หรือ อาจจะใช้วิธีการปรับปรุงเทคโนโลยีก็ย่อมทำได้

การที่รัฐบาลจะดำเนินมาตรการหรือใช้เครื่องมือใด ๆ เพื่อจัดการความต้องการน้ำนั้น รัฐบาลจำเป็นจะต้องทราบเสียก่อนว่า สาขาการผลิตต่าง ๆ ใช้น้ำในปริมาณเท่าใด และใช้น้ำคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ การจะได้มาซึ่งข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ดังกล่าว เพื่อจะนำมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินในการกำหนดนโยบายการจัดการน้ำของประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงคำนึงถึงความเป็นธรรมด้วยนั้น จำเป็นจะต้องมีการพัฒนาเครื่องมือประเมินความต้องการใช้น้ำ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วมีหลากหลายวิธี อาทิ การประเมินความต้องการใช้น้ำโดยอาศัยข้อมูลปริมาณการใช้น้ำที่เกิดขึ้นจริง หรือใช้ข้อมูลอื่น ๆ มาพิจารณาก็ได้

 

  1. การคำนวณ Water Footprint

เครื่องมือหนึ่งที่ใช้เพื่อการประเมินประเมินความต้องการใช้น้ำ คือ การคิดคำนวณรอยเท้าน้ำ หรือ  “Water Footprint” ซึ่งเป็นการคำนวณปริมาณน้ำจากผลรวมของทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่ของการผลิตสินค้าและบริการ ด้วยเหตุนี้ “Water Footprint” จึงเป็นตัวชี้วัดการใช้น้ำหลายมิติ โดยจะแสดงข้อมูลว่า ตลอดกระบวนการผลิตสินค้าหรือบริการหนึ่งใช้น้ำปริมาณเท่าใด รวมทั้งสามารถแสดงด้วยว่าน้ำในพื้นที่หนึ่งๆ ถูกจัดสรรไปใช้ผลิตสินค้าและบริการอย่างไร หรือมีการนำเข้าน้ำจากพื้นที่อื่น ๆ เป็นปริมาณเท่าใดบ้าง โดยรอยเท้าน้ำจะแสดงให้เห็นถึงสถานที่ทั้งหมดของรอยเท้าน้ำและระยะเวลาที่เกิดการใช้น้ำ ซึ่งอาจแยกออกได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่

  1. Blue Water Footprint คือ ปริมาณน้ำที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการที่เอามาจากน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดิน เช่น ปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิ น้ำในแม่น้ำ ทะเลสาบ อ่างกักเก็บน้ำ และน้ำบาดาล
  2. Green Water Footprint หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการที่อยู่ในรูปความชื้นในดิน น้ำดังกล่าวมักถูกใช้ในการผลิตสินค้าและบริการในภาคเกษตร และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ การทำการเกษตร การทำป่าไม้ และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และ
  3. Gray Water Footprint หมายถึง ปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยออกมาจากการผลิต แต่ในการประเมินจะใช้ปริมาณน้ำดีที่ต้องใช้ในการเจือจางมลพิษในน้ำเสียเพื่อไม่ให้เกินมาตรฐานความปลอดภัย

โดยหลักการทั่วไปแล้ว การคิดคำนวณรอยเท้าน้ำจะประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ ปริมาณน้ำดีที่นำมาใช้ในการผลิต และปริมาณน้ำเสียที่เกิดจากการผลิต (ในทางทฤษฎี สมมติว่าปริมาณน้ำเสียหากไม่มีการบำบัดเลย เมื่อปล่อยแหล่งน้ำธรรมชาติจะทำให้ปริมาณน้ำดีลดลง) จากนั้นจึงนำปริมาณน้ำที่ได้ไปเปรียบเทียบกับมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่สาขานั้นผลิตได้ ซึ่งสะท้อนว่าสาขาการผลิตนั้นใช้น้ำคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ เรียกว่า “Water Intensity” จากงานศึกษาของ Sukhaparamate (2013) ซึ่งคำนวณ Water Intensity ของประเทศไทย โดยใช้ตารางปัจจัยการผลิตปี 2548 และบัญชีน้ำ พบว่า สาขาการผลิต 4 อันดับแรกที่มี Water Intensity มากที่สุด ได้แก่ สาขาอุตสาหกรรมกระดาษ สาขาเกษตรกรรม สาขายาง เคมีภัณฑ์และปิโตรเลียม สาขาการค้า และ ส่วนงานของปาณิศา วิชุพงษ์และศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ (2560)  ใช้ตารางปัจจัยการผลิตปี 2553 และบัญชีน้ำ พบว่า สาขาการผลิต 4 อันดับแรกที่มี Water Intensity มากที่สุด ได้แก่ สาขาการผลิตข้าว สาขาการผลิตอ้อย สาขาสวนผลไม้ และ การประปา ซึ่งทั้งงานวิจัยทั้งสองฉบับ ได้เสนอวิธีการบริหารจัดการน้ำ 2 มาตรการ ได้แก่ (1) การใช้มาตรการทางค่าธรรมเนียมการใช้น้ำ (water usage fee) กับสาขาการผลิตที่ใช้น้ำไม่คุ้มค่า พบว่า การเก็บค่าธรรมเนียมการใช้น้ำกับสาขาที่ใช้น้ำไม่คุ้มค่า จะส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์สูงขึ้น ความต้องการใช้น้อยลง ส่งผลให้สามารถประหยัดน้ำได้มากขึ้น และ (2) การให้สิทธิในการใช้น้ำ (water right to use) ก่อนแก่สาขาการผลิตที่ให้มูลค่าทางเศรษฐกิจคุ้มค่า ส่งผลให้สามารถประหยัดน้ำได้ และสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจน้อยกว่า

 

  1. Water Footprint เพื่อเศรษฐกิจสีเขียว

            แม้ว่าการคำนวณ Water Footprint เป็นเสมือนตัวสะท้อนว่า สาขาการผลิตใดใช้น้ำไม่คุ้มค่าทางเศรษกิจ และหากมีการใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น  ค่าธรรมเนียมการใช้น้ำ หรือ การให้สิทธิการใช้น้ำก่อน จะทำให้สามารถลดการใช้น้ำลงไปได้ แต่เนื่องจากสาขาการผลิตที่ใช้น้ำไม่คุ้มค่าส่วนใหญ่เป็นสาขาการผลิตในภาคเกษตรกรรม ซึ่งหากพิจารณาปรัชญาของการพัฒนาของเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งมุ่งยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพิ่มความเป็นธรรมทางสังคม และในขณะเดียวกันก็สามารถลดความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาความขาดแคลนของทรัพยากรลง ตลอดจนการเติบโตแบบที่ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง (Inclusive Growth) ดังนั้น แม้ความต้องการใช้น้ำในภาคเกษตรเพื่อผลิตสินค้าและบริการอาจไม่คุ้มค่ากับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เมื่อเทียบกับภาคเศรษฐกิจอื่น แต่ไม่อาจสรุปได้ว่าไม่ควรจัดสรรน้ำให้ภาคเกษตร เนื่องจากการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ข้าว อ้อย สวนผลไม้ นั้นถือเป็นรายได้หลักของประชากรและแรงงาน หากพิจารณางดจัดสรรน้ำให้ภาคเกษตรทั้งหมดเนื่องจากเหตุผลด้านประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว นอกจากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจแล้ว ยังอาจจะมีผลต่อประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารด้วย ดังนั้นในการพิจารณาเกณฑ์การจัดสรรน้ำให้แก่ภาคการผลิตต่าง ๆ ควรคำนึงถึงปัจจัยทางสังคม ความเหมาะสมของการใช้พื้นที่และความเป็นธรรมร่วมด้วย

 

เอกสารอ้างอิง

ปาณิศา วิชุพงษ์และศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ (2560).   รายงานฉบับสมบูรณ์ การพัฒนาเครื่องมือในการประเมินความต้องการใช้น้ำของกลุ่มลุ่มน้ำภาคกลาง ภายใต้ โครงการศึกษา เกณฑ์การบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาดและคณะ (2544). แนวนโยบายการจัดการน้ำสำหรับประเทศไทย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว).

Molle, F. (2001). Water Pricing in Thailand: Theory and Practice. Thailand: Kasetsart University, DORAS Center.

Sukhaparamate, Supawat. (2014). National Water Footprint of Thailand And Tax Simulation. The International Journal of Economic Policy Studies, 8, 67-87.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s