วิพากษ์ PM 2.5 (ครั้งที่ 2): ความเหลื่อมล้ำทางสังคม กับ ผอ.โปรกรีน

“ใครก่อให้เกิด PM2.5: คนจน หรือ คนรวย”

เมื่อแหล่งกำเนิดของฝุ่นละออง (Particulate Matter: PM ชนิดต่าง ๆ ทั้ง PM10 PM2.5 PM1 ฯลฯ) มาจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นสำคัญ ดังนั้น เรามาไตร่ตรองกันว่า “ใครเป็น “ต้นตอ” ให้มีการสร้าง PM” เช่น ผู้บริโภค หรือ ผู้ผลิต คำถามแรก ในกรณีที่เป็น “ผู้ผลิต” สินค้าและบริการต่าง ๆ กิจกรรมการผลิตเหล่านั้นมีการตรวจสอบให้มีการปล่อย PM เป็นตามมาตรฐานแล้วหรือไม่ คำถามที่สอง หากผู้บริโภคทราบว่าผู้ผลิตฯ เป็นผู้สร้าง PM แล้วผู้บริโภคจะยังคงสนับสนุนซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้นอยู่ต่อไปหรือไม่ และคำถามที่สาม หากเรายุติหรือรัฐสั่งหยุดการผลิตสินค้าและบริการชั่วคราวเพื่อบรรเทาปัญหา PM ผู้บริโภคจะ “โกรธ” หรือ กล่าวโทษผู้ผลิตหรือรัฐหรือไม่ (กล่าวอีกนัยหนึ่ง กิจกรรมการผลิตสินค้าและบริการส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค)

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่ก่อให้เกิด PM อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิง กระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า การเดินทางของประชาชน การก่อสร้าง การขนส่งสินค้า การเผาขยะ การเผาถางพื้นที่เกษตร การประกอบอาหาร เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ก็เกิดสารมลพิษอื่นด้วย เช่น PM10 NOx SOx CO2  ประเด็นที่น่าชวนศึกษา คือ ระหว่าง “คนจน” กับ “คนรวย” ใครเป็นผู้ก่อหรือกระตุ้นให้เกิด PM จำนวนมาก ในสัดส่วนที่มากกว่ากัน

“มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ต่อปัญหาฝุ่นละออง ด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม”

ในที่นี้ มองความเหลื่อมล้ำทางสังคม หมายถึง การรับทุกข์และได้สุขไม่เท่ากัน การได้โอกาสไม่เท่ากัน สัดส่วนคนได้รับทุกข์มากกว่าคนได้รับสุข ผู้ได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจมากมีจำนวนน้อย ฯลฯ เราจะแบ่งความรับผิดชอบต่อปัญหาฝุ่นละอองโดยคำนึงความเหลื่อมล้ำได้อย่างไรบ้าง

Polluter Responsibility ผู้สร้างฝุ่น ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการบรรเทาปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ประเด็นชวนคิด คือ (ก) ระหว่าง “กลุ่มคนรวย” (ในฐานะนายจ้าง ทั้งบริษัทเอกชน และ หน่วยงานภาครัฐด้านสาธารณูปโภค และเจ้าของธุรกิจ) และ “กลุ่มคนจน” (ในฐานะการประกอบกิจกรรมเพื่อการทำมาเลี้ยงชีพ เช่น ไก่ย่าง เผาหญ้าในไร่นา เผาขยะในชนบท เผาเตรียมพื้นที่ทำการเกษตร) กลุ่มใดควรแสดงความรับผิดชอบมากกว่ากัน (ในรูปของเงินทุน และความใส่ใจต่อลูกจ้างและลูกค้า) และ (ข) ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนจนหรือไม่ ในขณะที่ภาครัฐควรลงโทษกลุ่มคนรวยหรือไม่

Victim Responsibility ในขณะที่ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาฝุ่นต้องดูแลตัวเองแล้ว (เพราะเราชื่อว่า ต้นทุนในการหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากฝุ่น (averting expenditure) ต่ำกว่าต้นทุนในการรักษาอาการเจ็บป่วยจากฝุ่นนั้น) แต่เราก็เชื่อว่า กลุ่มผู้เปราะบางต่อปัญหาฝุ่นหรือผู้รับเคราะห์จากฝุ่นส่วนใหญ่มักเป็นคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยหรือหาเช้ากินค่ำ (ทั้งในฐานะแรงงานรับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย พนักงานขับรถเมล์ ตำรวจจราจรในท้องถนน ฯลฯ) ประเด็นชวนขบคิด คือ ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลกลุ่มผู้เปราะบางเหล่านี้หรือไม่ หรือยังจะปล่อยให้ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”

Government Intervention การแทรกแซงของรัฐสามารถทำได้ 3 ระดับ คือ ระดับแรก การทำการแจ้งเตือน (Early Warning) ระดับแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือกรณีฉุกเฉิน และระดับแก้ไขปัญหาที่ต้นตอและป้องกันในระยะยาว ประเด็นชวนหารือ คือ มาตรการของรัฐ ต้องมีการออกแบบทั้งสองด้านหรือไม่ ได้แก่ (ก) มาตรการป้องกันปัญหาโดยการควบคุมและตรวจสอบ “ต้นตอของ PM” เป็นประจำและครบถ้วนทุกแหล่งกำเนิด ให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไร และ (ข) มาตรการ “เยียวยา Victims” ต้องคำนึงถึง ความจน ความรวย ความเปราะบาง (vulnerability) และ ศักยภาพในการรับมือของปัญหา (copping capability) หรือไม่ และอย่างไร

“การร่วมมือกันรับผิดชอบ ต่อการบรรเทาปัญหา PM ในระยะสั้น”

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เราต้องพิจารณาหลายประเด็น อาทิ (ก) การปรับตัวของ Polluter โดยเฉพาะในเรื่องค่าเสียโอกาสและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการหยุดหรือชะลอกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น เช่น รายได้ที่หายไป หรือ รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น หรือ การเสียค่าปรับหากส่งงานไม่ตรงตามนัดหมายของลูกค้า และ (ข) การปรับตัวของ Victim (ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย) เช่น รายได้ที่หายไปจากการหยุดทำงานเพราะสุขภาพ และการระงับการจ้างงาน ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อการหลีกเลี่ยงหรือหนีปัญหาชั่วคราว เป็นต้น

“สรุป: มาตรการของรัฐสร้างความเหลื่อมล้ำสังคมหรือไม่”

การวิเคราะห์มาตรการของรัฐในอนาคตที่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำ จำเป็นต้องพิจารณาหลากหลายมิติ อาทิ (ก) ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งจะต้องแบ่ง Victims ประเภทกลุ่มคนเปราะบาง (เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้เจ็บป่วย มิติหญิงชาย) ออกจากบุคคลทั่วไป และ จะต้องแบ่ง Polluters ประเภท “ธุรกิจขนาดเล็ก/ย่อม” ออกจากผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือแบ่งสาขาแบบเกษตรกรรม อุตสาหกรรม บริการ ฯลฯ และ จะต้องแบ่งศักยภาพในการรับมือ (copping capacity) ของทั้งกลุ่ม Victims และ Polluters ด้วยฐานรายได้ (ความรวยความจน) (ข) ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (ถ้ามาตรการของรัฐเกี่ยวกับการหยุดหรือควบคุมกิจกรรม) ซึ่งต้องพิจารณาด้วยว่า กลุ่มผู้มีรายได้น้อย (ทั้ง formal & informal sectors) จะได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐอย่างไร และจะได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐในรูปแบบใด และ กิจกรรมใดที่จำเป็นต้องดำเนินการต่อเนื่อง (ไม่สามารถหยุดกิจกรรมได้) และ ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ เช่น ผู้ก่อฝุ่นอยู่ในเขต A และผู้รับเคราะห์อยู่ในเขต B (เช่น กรณีหมอกควันในภาคใต้และภาคเหนือของไทย) หากผู้ก่อฝุ่น (คนจน/คนชนบท) เพื่อผลิตสินค้าให้ ผู้รับเคราะห์ (คนรวย/คนเมือง) รัฐควรจะออกแบบมาตรการอย่างไร ที่จะช่วยเหลือ Victims ที่เป็นคนจนในเมือง (หรือในพื้นที่ B) หรือ ช่วยเหลือ Polluters ที่เป็นคนจนในชนบท (หรือในพื้นที่ A) เป็นต้น

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s