วิพากษ์ PM2.5: ฝีมือมนุษย์หรือธรรมชาติ กับ ผอ.โปรกรีน

“ปัญหาหมอกควันในปัจจุบันเป็นฝีมือใคร”

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าเป็นช่วงนี้ของปี ตามฤดูกาล ทุกปี ผนวกกับกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นต้นตอของฝุ่นและมลพิษทางอากาศ จึงทำให้ฝุ่นและมลพิษทางอากาศถูกพัดมารวมที่เขตพื้นที่ประเทศไทย และไม่เคลื่อนย้ายระบายออกไปพื้นที่อื่น ระดับความรุนแรงของปัญหาเกิดขึ้นจากระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กว่าในอดีตที่ผ่านมา อีกนัยหนึ่ง ธรรมชาติส่งผลให้เกิดการสะสมมลพิษได้ง่าย และมนุษย์เป็นตัวเร่งความรุนแรงของเหตุการณ์ให้มากขึ้น

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่ก่อให้เกิด PM2.5 อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิง กระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า การเดินทางของประชาชน การก่อสร้าง การขนส่งสินค้า การเผาขยะ การเผาถางพื้นที่เกษตร เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ก็เกิดสารมลพิษอื่นด้วย เช่น PM10 NOx SOx CO2

“มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ต่อปัญหา PM2.5”

Negative externality กิจกรรมของมนุษย์สร้างผลกระทบเชิงลบแบบที่ตั้งใจ (สามารถปรับปรุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้สะอาดได้แต่ไม่ทำ) และแบบไม่ตั้งใจ (มีข้อจำกัดในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ)

Polluter responsibility ผู้สร้างฝุ่นและมลพิษทางอากาศ ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการบรรเทาปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้น คือ ตอนนี้เกิดปัญหาแล้วจะช่วยอย่างไร ระยะยาวคือรู้แน่ว่าปีหน้าจะต้องเกิดแบบนี้อีก จะต้องดำเนินการหรือมีมาตรการถาวรอย่างไร

Victim responsibility ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาฝุ่นและมลพิษทางอากาศก็ควรต้องดูแลตัวเองด้วย เพราะเราชื่อว่า ต้นทุนในการหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากฝุ่นและมลพิษทางอากาศ (averting expenditure) ต่ำกว่าต้นทุนในการรักษาอาการเจ็บป่วยจากฝุ่นและมลพิษนั้น

Government intervention การแทรกแซงของรัฐสามารถทำได้ 2 ระดับ คือ ต้องทำเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน หรือเกิดอย่างรุนแรงและเตรียมป้องกันไม่ทัน หรือป้องกันไม่ได้ ด้วยการทำการแจ้งเตือน (Early Warning) อย่างตรงไปตรงมาให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจสถานการณ์ และในระยะยาว รัฐต้องมีการทำ guideline ให้แก่ทั้ง polluter และ victim รู้ว่าควรทำอย่างไรเมื่อปีหน้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก (ซึ่ง ณ ตอนนี้ 14 มค. 2561 เวลา 17.00น. มีการประกาศมาตรการจากทั้ง กทม. กรมควบคุมมลพิษ)

“ประเด็นพึงสังเกต Averting Expenditure VS Oppourtunity Cost”

ในช่วงเวลานี้ของปี ทั้งปีนี้และในทุกๆ ปีถัดไป มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องชะลอหรือหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่าง เช่น งดเว้นการผลิตสินค้าบางประเภท ลดการขนส่งสินค้า งดการก่อสร้าง ปิดร้านหมูกระทะ ห้ามแม่ค้าหมูปิ้งออกมาขาย ฯลฯ หรือในอีกทาง หยุดกิจกรรมที่จะทำให้ประชาชนเสี่ยง เช่น งดกิจกรรมกลางแจ้ง ปิดโรงเรียน ปิดสวนสาธารณะ เป็นต้น ความคุ้มค่า/เหมาะสมของการงดการดำเนินกิจกรรมทั้งหลายอยู่ตรงไหน หากเราเชื่อว่า การก่อสร้าง การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า ไม่สามารถงดหรือหยุดกิจกรรมได้ เราควรห้ามกิจกรรมกลางแจ้งใช่หรือไม่ เราควรจะให้ความสำคัญ/มูลค่า/คุณค่า กับฝั่งใดมากกว่ากันระหว่าง การปรับตัวของ polluter และ การปรับตัวของ victim

“สรุป”

อันที่จริง เราควรเลิกชี้นิ้วหาคนรับผิดชอบแต่เพียงอย่างเดียว แต่เราต้องเข้าใจและช่วยกัน ทั้ง polluter victim และ government โดยในขั้นแรก ทุกคนต้องดูแลตัวเองก่อน ทั้งประเมินความเสี่ยงของตน (risk), ความเปราะบางของสมาชิกในครอบครัว (vulnerability), โอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นและมลพิษทางอากาศ (exposure) และ ความสามารถในการปรับตัวต่อปัญหา (coping capacity) เพื่อให้ผ่าน mini crisis นี้ไปให้ได้

ผู้ให้สัมภาษณ์ รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ
ผู้เรียบเรียง คุณศรัณย์ ประวิตรางกูร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s