4 วิธีการเพื่อเปลี่ยนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปเป็นพลังงานสะอาด

ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน การใช้พลังงานสะอาดมีการเติบโตที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก แต่เชื้อเพลิงฟอสซิลก็ยังพลังงานหลักที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย และคิดเป็น 80% ของการใช้พลังงานทั้งโลก ซึ่งทำให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 75% นอกจากนี้ เชื้อเพลิงฟอสซิลยังทำให้เศรษฐกิจของประเทศเปราะบาง เนื่องจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง และการพึ่งพิงการนำเข้าพลังงาน รวมทั้งเชื้อเพลิงฟอสซิลยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนทั่วโลกถึง 4.2 ล้านคนต่อปี จากการรายงานขององค์การอนามัยโลก

ดังนั้น การใช้พลังงานหมุนเวียนจะมีส่วนช่วยในการกำจัดปัญหาต่างๆ เหล่านี้ และยังสามารถสร้างโอกาสให้แก่ธุรกิจและชุมชนอีกด้วย โดย 4 วิธีการเพื่อเปลี่ยนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปเป็นพลังงานสะอาด มีดังนี้

  1. กำจัดการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลและกำหนดราคาคาร์บอน – การอุดหนุนการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีแนวโน้มลดลงในปัจจุบัน แต่ยังมีจำนวนกว่า 373,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี (ข้อมูลปี 2015) การปฏิรูปการอุดหนุนเชื้อเพลิงร่วมกับการกำหนดราคาคาร์บอน สามารถสร้างรายรับให้กับรัฐบาลประมาณ 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2030 นอกจากนี้ จากการศึกษาเศรษฐกิจระดับประเทศและท้องถิ่น 70 แห่ง ยังพบว่า การกำหนดราคาคาร์บอนไม่ได้ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลง แต่ช่วยส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังธุรกิจ อุตสาหกรรม และผู้บริโภค ในการปรับตัวไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
  2. เพิ่มการลงทุนในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ – ถึงแม้ว่าการจัดหาเงินเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในอาคาร สามารถเพิ่มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ แต่เราต้องยกระดับและขยายขอบเขตของนโยบาย เพื่อให้เกิดการไหลของการลงทุนเพิ่มมากขึ้น โดยการตั้งมาตรฐานประสิทธิภาพอาคารและอุปกรณ์ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ดีขึ้น ร่วมกับการจัดหาเงินและการใช้ประโยชน์จากการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในกิจการของรัฐ (Public-Private Partnerships, PPPs) นอกจากนี้ การลงทุนในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ยังสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า เมื่อเทียบกับการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิล
  3. สร้างเงื่อนไขในการเลิกใช้ถ่านหิน – การเลิกใช้ถ่านหินแล้วไปใช้พลังงานที่สะอาดมากขึ้น จะทำให้แรงงานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานถ่านหินถูกเลิกจ้างได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดให้ยังคงมีการจ้างงานเท่าเดิม แต่เป็นการย้ายงานไปสู่อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน โดยมีการฝึกอบรมให้กับแรงงาน และการย้ายสถานที่ทำงานไปยังโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน
  4. เพิ่มการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าและการประกอบอาหารที่ถูกสุขอนามัย – ในปี 2030 คาดการณ์ว่า ประชากรที่ไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้มีจำนวน 700 ล้านคน และประชากรที่ไม่สามารถประกอบอาหารที่ถูกสุขอนามัยจะมีจำนวน 2,000 ล้านคน ดังนั้น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับอุปกรณ์และระบบส่องสว่างที่มีประสิทธิภาพสูง จะช่วยลดต้นทุนไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือนได้ รวมทั้งการจัดหาเงินให้กับผู้บริโภคในการซื้ออุปกรณ์ดังกล่าว ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มการการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าและการประกอบอาหารที่ถูกสุขอนามัยอีกด้วย

การเปลี่ยนผ่านจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปเป็นพลังงานสะอาด ถือว่าเป็นทิศทางในอนาคต ซึ่งนอกจากจะเป็นโอกาสทางธุรกิจแล้ว ก็ยังทำให้อากาศสะอาดมากขึ้น รวมทั้งมีการสร้างงานใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ที่มา: https://www.wri.org/blog/2019/01/4-ways-shift-fossil-fuels-clean-energy

%d bloggers like this: