จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเราตัดต้นไม้ในเมือง…?

ในพื้นที่เมืองหลวงของประเทศไทย หรือกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน มีการตัดต้นไม้ใหญ่ เพื่อทำการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน รวมทั้งตัดแต่งต้นไม้อย่างผิดวิธี ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิในเมืองสูงขึ้น สภาพแวดล้อมในเมืองเสื่อมลง เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น เกิดการสะสมของมลพิษทางอากาศมากขึ้น ประชากรมีสุขภาพแย่ลง

ยกตัวอย่าง 2 ประเทศที่แสดงให้เห็นความแตกต่างของการให้ความสำคัญกับต้นไม้ในพื้นที่เมือง

เมือง อูรุค (Uruk) ในประเทศ อิรัก (Iraq)

เมื่อ 3000 ปี ก่อนคริสตศักราช อูรุคเป็นเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรมากกว่านครนิวเยอร์ค สหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน เนื่องด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มมาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อูรุคจำเป็นต้องขยายระบบชลประทานให้ครอบคลุมและทั่วถึง นอกจากนั้นยังมีการตัดต้นไม้ในพื้นที่เกษตรกรรมมากขึ้น เพื่อก่อสร้างเป็นบ้านเรือนสำหรับอาศัย

เมื่อมีการตัดต้นไม้ในพื้นที่เมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสาเหตุให้ระบบชลประทานในพื้นที่เมืองเริ่มเสื่อมสภาพลง และอุณหภูมิในพื้นที่เมืองที่สูงขึ้น ส่งผลให้การระเหยของน้ำและแร่ธาตุมากขึ้น ทำให้คุณสภาพของดินเสื่อมลง เกิดภาวะดินเค็ม จนไม่สามารถเพาะปลูกหรือทำการเกษตรได้

ในทางกลับกัน 500 ปี ก่อนคริสตศักราช เมือง อนุราธปุระ (Anuradhapuru) ประเทศศรีลังกา ซึ่งมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน แต่ประชากรในเมืองให้ความสำคัญกับต้นไม้ เนื่องจากต้นไม้ใหญ่เป็นสัญลักษณ์สำคัญทางทางศาสนาและความเชื่อ ทำให้เกษตรกรไม่นิยมตัดต้นไม้ในพื้นที่ของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีแผนการปลูกต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่สวนของเมืองอย่างต่อเนื่อง

การออกแบบระบบชลประทานของเมืองอนุราธปุระให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ล้อมรอบด้วยด้ายพื้นที่ป่า ทำให้ระบบชลประทานและน้ำมีคุณภาพที่ดี

ทั้งนี้ ต้นไม้มีหน้าที่สำคัญเสมือนฟองน้ำในเมือง รากของต้นไม้ช่วยดูดซับและชะลอการไหลบ่าของน้ำฝน และช่วยปรับโครงสร้างของดินให้มีรูพรุน ป้องกันดินอัดตัวแน่นทำให้สามารถกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น นอกจากนั้น ใบไม้ก็มีความสำคัญในการช่วยกรองอากาศ โดยการดูดซับปริมาณตาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษในอากาศ

ต้นไม้มีส่วนสำคัญที่ช่วยปรับสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น และยังมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของมนุษย์

เมืองแมนแฮตตันในนครนิวยอร์ค และฮ่องกง เป็นเมืองที่มีปริมาณต้นไม้น้อย เนื่องจากความหนาแน่นของอาคารและที่อยู่อาศัย ต้นไม้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ เป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนในเมือง ยกตัวอย่างจากผลการวิจัย พบว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทีมีต้นไม้ล้อมรอบหรือมีพื้นที่สีเขียวอยู่บริเวณไกล้เคียง จะมีสมาธิในการดำเนินชีวิตประจำวันมากกว่า และมีความเครียดน้อยกว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ไม่มีพื้นที่สีเขียว

สิงคโปร์ เป็นตัวอย่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับต้นไม้ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี มีพื้นที่สีเขียวปกคลุมมากกว่า 50% ของประเทศ

ปี 1967 รัฐบาลของประเทศสิงคโปร์มีนโยบายให้ปลูกต้นไม้กว่า 1.2 ล้านต้น รวมไปถึงการสร้างสวนแนวตั้งที่มีความสูงถึง 50 เมตร หรือที่เราเรียกว่า Super Tree ในปัจจุบัน

Super Tree เป็นสวนแนวตั้งที่ไม่ต้องการการดูแลรักษา แต่ใช้นวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ในการกักเก็บน้ำฝน และสามารถนำไปใช้ดูแลรักษาต้นไม้บริเวณโดยรอบได้ นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสะอาด โดยการส่งเสริมระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศ ทำให้ประชาการในประเทศสิงคโปร์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกด้วย

การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในเมืองเป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการจัดการกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ในปี 2050 มีการคาดการณ์ว่า 65% ของประชากรโลกจะมีการย้ายถิ่นฐานและอาศัยอยู่ในพื้นที่เมือง ฉะนั้น การวางแผนและการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงมีความสำคัญ ที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

เรียบเรียงจาก https://www.facebook.com/TEDEducation/videos/673051956848870/

มาเรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมกับ Earth School ระหว่างวันที่ 22 เมษายน 2563 จนถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2563 ที่ https://ed.ted.com/earth-school

%d bloggers like this: