All posts by donteeravee

เกษตรอินทรีย์กับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ธีรวีย์  ศิริภาพงษ์เลิศ

 

ในยุคที่อาหารเต็มไปด้วยสารเคมีที่ทำลายสุขภาพ มีผู้ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากการสะสมของสารพิษจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย เนื้องอก ความผิดปกติต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นต้น ทางออกสำหรับผู้รักสุขภาพจึงต้องเลือกบริโภคอาหารปลอดภัย แต่ทราบหรือไม่ว่าอาหารปลอดภัยนั้นปลอดภัยต่อสุขภาพมนุษย์ แต่ไม่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากมีการใช้สารเคมีที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงแต่ควบคุมไม่ให้เกินค่าที่กำหนดเท่านั้น

การแบ่งประเภทผัก1
ที่มา: มูลนิธินวชีวัน. (2557)

จากภาพจะพบว่าเกษตรอินทรีย์คือที่สุดของอาหารที่ดีต่อสุขภาพของทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม (เป็นผลมาจากการที่มีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด) จึงทำให้ปัจจุบันเกษตรอินทรีย์เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น โดยช่วงที่ผ่านมาเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% (กระทรวงพาณิชย์, 2560)

ตามคำนิยาม “เกษตรอินทรีย์” คือ ระบบการจัดการด้านการผลิตเกษตรแบบองค์รวม ที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ วงจรชีวภาพ โดยเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ ซึ่งหลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบจากการสังเคราะห์และไม่ใช้พืช สัตว์หรือจุลินทรีย์ ที่ได้มาจากการดัดแปลงพันธุกรรมหรือพันธุวิศวกรรม มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์ และคุณภาพที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ในทุกขั้นตอน (คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ, 2560)

แท้จริงแล้วเกษตรอินทรีย์เป็นวิทยาการที่ถูกใช้มานานกว่าพันปีเพียงแต่ไม่ได้ถูกเรียกว่า “เกษตรอินทรีย์” กล่าวคือมนุษย์ในสมัยก่อนพึ่งพาอาศัยธรรมชาติอย่างเกื้อกูลกัน ผลิตอาหารโดยการเลี้ยงสัตว์แบบปล่อยตามธรรมชาติ ปลูกพืชและดูแลดินด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน (Wieczorek, A. M. & Wright, M. G, 2012) ต่อมาเมื่อวิทยาการก้าวหน้ามากขึ้น “ปุ๋ยวิทยาศาสตร์” จึงถูกคิดค้นเพื่อความสะดวกของเกษตรกร ส่งผลให้วิถีการเกษตรแบบดั่งเดิมได้เปลี่ยนไปเป็น “เกษตรแบบทั่วไป (Conventional Agriculture)” รวมไปถึงการมีพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) เกิดขึ้น จนกระทั่งผู้บริโภคเกิดความไม่มั่นใจถึงความปลอดภัยในสินค้าที่บริโภค ประกอบกับปัจจุบันโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากขึ้น ในวงการเกษตรจึงเกิดกระแสสนับสนุนให้ใช้วิถีการทำเกษตรแบบเกษตรอินทรีย์ (Organic Agriculture)

ในช่วงหลัง “เกษตรอินทรีย์” ได้ถูกใช้ในทางการค้ามากขึ้น กล่าวคือหากให้ผู้บริโภคเลือกบริโภคสินค้าที่เป็นแบบอินทรีย์กับแบบทั่วไป ภายใต้ข้อสมมติราคาและปริมาณที่เท่ากัน ตามทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภคจะพบว่าผู้บริโภคเลือกที่จะบริโภคสินค้าแบบเกษตรอินทรีย์มากกว่าแบบทั่วไป อันเป็นผลมาจากเกษตรอินทรีย์สร้างความพอใจได้มากกว่าเนื่องจากส่งผลดีต่อทั้งสุขภาพผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม จึงทำให้ผู้ซื้อส่วนใหญ่ที่ซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ (ทั้งระดับบุคคลและโรงงานแปรรูป) เลือกซื้อสินค้าอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ แต่อีกนัยหนึ่งการรับรองมาตรฐานช่วยยกระดับภาพพจน์ของกระบวนการเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะเป็นการเกษตรที่ช่วยอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม (มูลนิธิสายใยแผ่นดิน, 2552) ซึ่งบทความนี้จะอธิบายรายละเอียดของเกษตรอินทรีย์ในแง่ของการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในปัจจัยต่าง ๆ

 

  1. เกษตรอินทรีย์กับดิน

การที่เกษตรอินทรีย์เน้นการใช้อินทรียวัตถุต่าง ๆ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เพื่อปรับปรุงดินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อินทรียวัตถุดังกล่าวจะถูกย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุอาหารพร้อมกับเพิ่มคาร์บอนอินทรีย์ให้กับดินอีกด้วย

Ingham, E.R. (1999) ศึกษาพบว่าดินที่ใช้ปลูกพืชอินทรีย์ มีคุณภาพดีกว่าดินที่ใช้ปลูกพืชด้วยวิธีการแบบทั่วไป กล่าวคือดินอินทรีย์เพียง 1 ช้อนชา มีแบคทีเรียกว่า 15,000 ชนิด และมีปริมาณมากถึง 600-1,000 ล้านเซลล์ แต่ในทางกลับกันดินที่ผ่านการใช้สารเคมี 1 ช้อนชา จะพบแบคทีเรียที่มีประโยชน์เพียงแค่ 100 ชนิดเท่านั้น นอกจากนั้นการที่พบสิ่งมีชีวิตจำนวนมากในดิน จึงเป็นที่มาของคำว่า “ดินมีชีวิต”

การสึกกร่อนของหน้าดินส่งผลให้ดินจะมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ หากใช้วิธีการปลูกพืชแบบอินทรีย์สามารถช่วยลดอัตราการสึกกร่อนของหน้าดินได้ กล่าวคือเมื่อไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีกำจัดวัชพืช ทำให้วัชพืชชนิดที่มีประโยชน์สามารถเติบโตได้ ซึ่งวัชพืชสามารถช่วยลดแรงประทะหน้าดินจากฝนได้ และวัชพืชบางชนิดที่มีระบบรากดีจะช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดินตามพื้นที่ลาดชัน นอกจากนั้นเมื่อวัชพืชตายลงยังย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้

 

  1. เกษตรอินทรีย์กับน้ำ

เกษตรอินทรีย์สามารถช่วยป้องกันการเกิดปรากฏการณ์น้ำเขียว (Algae bloom) หรือ ปรากฏการณ์ที่เกิดการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของสาหร่าย ส่งผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์ (กระทบต่อผู้ดื่มน้ำหรือแม้กระทั่งผู้ลงไปว่ายน้ำ อาจทำให้ตับเสียหายและทำลายระบบประสาท) สัตว์ทะเล (สาหร่ายปกคลุมผิวน้ำปริมาณมากส่งผลให้น้ำขาดออกซิเจน) และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ นอกจากนั้น  Algae bloom ยังส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยว (ความสวยงามลดลง) และเศรษฐกิจของท้องถิ่น แม้ว่าสาเหตุของการเกิด Algae bloom มีหลายประการ แต่สาเหตุหลักเกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งเกษตรอินทรีย์ไม่อนุญาตให้ใช้สารเคมี ดังนั้นจึงสามารถช่วยลดปัญหา Algae bloom ดังกล่าวได้ (Fred, 2000)

 

  1. เกษตรอินทรีย์กับความหลากหลายทางชีวภาพ

ความหลากหลายทางพันธุกรรม เกษตรอินทรีย์มีข้อห้ามในการใช้สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมรวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมในการผลิต แปรรูป และการจัดการผลผลิต เพราะสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนทางพันธุกรรมกับพืชท้องถิ่นและหายไปในที่สุด

Conventional&Organic
ที่มา: Letourneau & Bothwell. (2008)

จากภาพเป็นการเปรียบเทียบความหลากหลายทางชีวภาพของฟาร์มที่ทำเกษตรแบบทั่วไป (Conventional) กับแบบอินทรีย์ (Organic) ใน 3 กลุ่มสิ่งมีชีวิต ได้แก่ สัตว์กินพืช (Herbivores) แมลง (Parasitoids) สัตว์ผู้ล่า (Predators) ซึ่งผลการศึกษาพบว่าฟาร์มที่ทำการเกษตรแบบอินทรีย์มีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าแบบทั่วไปทั้ง 3 กลุ่ม การที่ระบบนิเวศมีความหลากหลายจะมีส่วนช่วยให้พื้นที่มีความต้านทานต่อความแปรปรวนของสภาพแวดล้อมได้

 

  1. เกษตรอินทรีย์กับพลังงาน

ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ใช้พลังงานต่ำกว่าฟาร์มทั่วไปทั้งทางตรง (น้ำมันในเครื่องสูบน้ำ รถแทรกเตอร์ การแปรรูป-บรรจุ การขนส่ง) และทางอ้อม (ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช การชลประทาน) เนื่องจากไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ระบบการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์อย่างหนาแน่นอันเป็นระบบที่ใช้พลังงานมาก (เช่น การสูบน้ำ การใช้ไฟส่องสว่าง) นอกจากนั้นเกษตรกรที่ใช้วิธีแบบอินทรีย์บางส่วนเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนซึ่งเป็นการอนุรักษ์พลังงาน (คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549)

 

  1. เกษตรอินทรีย์กับภาวะเรือนกระจก

ภาคเกษตรกรรมปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 11% ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (Center for Climate and Energy Solutions, 2013) ซึ่งประกอบด้วย ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และอื่น ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาโลกร้อน แต่เกษตรอินทรีย์สามารถช่วยบรรเทาปัญหาก๊าซเรือนกระจกได้ดังนี้ (คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549)

  • การใช้อินทรียวัตถุปรับปรุงดิน จะช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ซึ่งอินทรียวัตถุในดินสามารถช่วยดูดซับคาร์บอนลงดินได้ แต่การใช้ปุ๋ยเคมีจะส่งผลให้ปริมาณอินทรียวัตถุในดินลดลงและดูดซับคาร์บอนได้น้อยลง
  • เกษตรอินทรีย์ส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียนซึ่งช่วยกักเก็บคาร์บอน โดยเกษตรอินทรีย์กักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าถึง8 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์/ไร่
  • มีการศึกษาหากมีฟาร์มขนาดกลางในสหรัฐอเมริกา 10,000 ฟาร์ม เปลี่ยนรูปแบบการปลูกจากเกษตรแบบทั่วไปมาปลูกแบบอินทรีย์ จะสามารถกักเก็บคาร์บอนลงดินได้เทียบเท่ากับการใช้รถ 1,174,400 คัน หรือเท่ากับการขับรถ 23,527,966,000 กิโลเมตร (Chait, 2018)

ในทางกลับกันยังมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่ขัดแย้งกับข้อ 4. และ 5. ดังเช่นงานวิจัยของ Bos et al. (2014) ซึ่งศึกษาเปรียบเทียบระหว่างเกษตรอินทรีย์และเกษตรแบบทั่วไป ในแง่ของการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลการศึกษาพบว่าการปลูกแบบอินทรีย์ มีการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าแบบทั่วไป ทั้งนี้หากมองเฉพาะในแง่ของการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สิ่งที่ควรนำมาพิจารณาอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิธีการปลูก แต่ขึ้นอยู่กับบรรจุภัณฑ์ที่นำมาใช้ว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ กล่าวคือรูปแบบการปลูกไม่ใช่เรื่องสำคัญหากใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายยากซึ่งจะส่งผลให้เกิดขยะสะสมมากขึ้นและเกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจกในที่สุด

 

เกษตรอินทรีย์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเกษตรแบบทั่วไปในหลายมิติ ได้แก่ จุลินทรีย์ในดินที่มากกว่า ลดการสึกกร่อนของหน้าดิน ลดการเกิดปรากฏการณ์น้ำเขียว (Algae bloom) มีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่าและช่วยบรรเทาปัญหาก๊าซเรือนกระจก สำหรับประเด็นการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังมีงานวิจัยที่สรุปแตกต่างกัน กล่าวคืองานวิจัยจำนวนหนึ่งสรุปว่าเกษตรอินทรีย์ดีกว่า แต่อีกจำนวนหนึ่งสรุปว่าเกษตรแบบทั่วไปดีกว่า ทั่งนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่วิธีการปลูก แต่เป็นเรื่องของวัสดุและอุปกรณ์ที่นำมาใช้นั้นทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่

สิ่งแวดล้อมเปรียบเสมือนร่างกายของมนุษย์ ซึ่งมีกลไกในการกำจัดสารพิษด้วยตัวเอง หากรับสารพิษและสะสมจนถึงจุดหนึ่ง ก็จะแสดงอาการออกมา ยิ่งหากได้รับสารพิษ ณ จุดที่ไม่สามารถรับเพิ่มได้อีกแล้ว ก็จะแสดงอาการรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต คล้ายกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอมด้วยตัวเองได้ทันท่วงที จนกระทั่งเกิดปัญหาในที่สุด เช่น ปัญหาดินเสื่อมโทรม น้ำเสีย การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น  ดังนั้นหากคนรุ่นปัจจุบันช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งคนรุ่นถัดไปมีสวัสดิภาพไม่ลดลงหรือมีทางเลือกต่อสิ่งแวดล้อมไม่น้อยไปกว่าคนรุ่นปัจจุบัน จึงจะสามารถสรุปได้ว่าเกิดการบริโภคที่ยั่งยืนโดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

 

 

อ้างอิง

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์. (2557). “พาณิชย์”เผยเว็บไซต์เกษตรอินทรีย์ออนไลน์ (WWW.KASETIN-C.COM). สืบค้นเมื่อ 14 ตุลาคม 2561, จาก http://organic.dit.go.th/News.aspx?id=179

เขมรัฐ เถลิงศรี, และ สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน. (2560). ธุรกิจการเกษตรบนพื้นที่สูงกับความยั่งยืน บทเรียนและข้อเสนอแนะในการพัฒนา (น. 1-18). กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (2560). ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (พ.ศ.2560-2564). กรุงเทพฯ: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร.

คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2549). เกษตรอินทรีย์กับเศรษฐกิจการค้าที่ยั่งยืน, โครงการนโยบายสาธารณะเพื่อความปลอดภัยด้านอาหารและเศรษฐกิจการค้าที่ยั่งยืน (น. 69-96). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

มูลนิธินวชีวัน. (2557). การแบ่งระดับความปลอดภัยของผลผลิตการเกษตร. สืบค้นเมื่อ 1 ตุลาคม 2561, จาก http://www.nawachione.org/articles/การแบ่งระดับความปลอดภัยของผลผลิตการเกษตร/

มูลนิธิสายใยแผ่นดิน. (2552). ทำไมควรตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์. สืบค้นเมื่อ 2 ตุลาคม 2561, จาก http://www.greennet.or.th/article/1331

Chait, Jennifer. (2018). How Organic Farming Benefits the Environment. Retrieved October 1, 2018, from https://www.thebalancesmb.com/environmental-benefits-of-organic-farming-2538317

Letourneau, Deborah K. & Bothwell, Sara G. (2008). Comparison of organic and conventional farms: challenging ecologists to make biodiversity functional, The Ecological Society of America

Fred S. Conte (2000). Pond fertilization: initiating an algal bloom, Western Regional Aquaculture Center. California, USA: University of California Davis.

Ingham, E.R. (1999). The Soil Biology Primer. Chapter 3. The Living Soil: Bacteria. NRCS Soil Quality Institute, USDA.

Bos, Jules F.F.P., Janjo de Haan, Wijnand Sukkel & René L.M. Schils. (2014). Energy use and greenhouse gas emissions in organic and conventional farming systems in the Netherlands. NJAS – Wageningen Journal of Life Sciences 68, 61-70

Wieczorek, A. M. & Wright, M. G. (2012). History of Agricultural Biotechnology: How Crop Development has    Evolved. Nature Education Knowledge. Retrieved October 2, 2018, from https://www.nature.com/scitable/knowledge/library/history-of-agricultural-biotechnology-how-crop-development-25885295

การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง กติกาการจัดสรรน้ำผ่านกระบวนการเกม

“โครงการเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย” โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง กติกาการจัดสรรน้ำผ่านกระบวนการเกม ในวันที่ 28 กันยายน 2561 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส

DSC_0316
รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ ประธานโครงการฯ

“โครงการเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย” ได้จัดกิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้น เพื่อนำเสนอเครื่องมือและกลไกทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดสรรน้ำ ที่เชื่อมโยงมิติทางเศรษฐกิจ สังคม โดยคำนึงถึงความมั่นคงด้านอาหารและทรัพยากรน้ำ และ เพื่อให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการจัดสรรน้ำสามารถเข้าใจในเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ (ค่าใช้จ่ายด้านน้ำ หรือการกำหนดโควตาการใช้น้ำ) เครื่องมือทางสังคม (กติกาทางสังคม) และเครื่องมือทางกายภาพ (ระบบชลประทาน อ่านเก็บน้ำ) ในการจัดสรรน้ำ ตลอดจน เพื่อระดมสมองข้อเสนอแนะเกณฑ์การจัดสรรน้ำใน 10 ปีข้างหน้า สำหรับการบริหารงานลุ่มน้ำในประเทศไทย ผ่านกระบวนการเกมกระดาน (board game) ในโอกาสนี้มีตัวแทนจากหน่วยงานราชการเข้าร่วมการประชุม ดังนี้

  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
  • กรมทรัพยากรน้ำ
  • กรมชลประทาน
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
  • สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)
  • การประปานครหลวง
  • การประปาส่วนภูมิภาค
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • กรมเจ้าท่า
  • กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
  • สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  • กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรุงเทพมหานคร
  • สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง
DSC_0281
แบ่งเป็น 2 ลุ่มน้ำ ลุ่มน้ำละ 3 กลุ่ม ได้แก่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

รูปแบบเกมแบ่งเป็น 2 ลุ่มน้ำ โดยแต่ละลุ่มน้ำประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มต้นน้ำ กลุ่มกลางน้ำและกลุ่มปลายน้ำ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีสมาชิก 5-6 คน จำลองให้ผู้เล่นแต่ละกลุ่มคือคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย ทำหน้าที่บริหารจัดการในพื้นที่ซึ่งมีทรัพยากรน้ำเป็นปัจจัยหลักในการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้ข้อจำกัดและสถานการณ์ของแต่ละกลุ่มซึ่งจำลองมาจากเหตุการณ์จริง

DSC_0336
บอร์ดเกมการบริหารจัดการน้ำ

ในเกมดำเนินมาตรการจัดสรรทรัพยากรน้ำจากส่วนกลางแบ่งเป็น 3 มาตรการ ได้แก่

  1. มาตรการสั่งการจากส่วนกลาง (Command & Control) คือการกำหนดจากรัฐส่วนกลางว่าจะจัดสรรน้ำให้แต่ละพื้นที่ปริมาณเท่าใดและให้พื้นที่ใดก่อน (ในกรณีที่มีน้ำไม่เพียงพอแก่ทุกกลุ่ม) ตามที่รัฐส่วนกลางเห็นสมควร
  2. มาตรการเก็บค่าน้ำ (Water Fee) เนื่องจากปัจจุบันน้ำชลประทานประเทศไทยเป็นสินค้า (ฟรี) ที่กีดกันผู้ใช้ไม่ได้แต่ใช้แล้วสามารถหมดไป (Common Goods) จึงเกิดปัญหาการใช้ทรัพยากรน้ำแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา (tragedy of the commons) และทำให้ทรัพยากรน้ำขาดแคลนในที่สุด จึงเกิดมาตรการเก็บค่าน้ำขึ้นเพื่อให้ราคาเป็นกลไกกำหนด เมื่อน้ำมีราคาทำให้ผู้ใช้น้ำเห็นคุณค่าของทรัพยากรและใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  3. มาตรการแลกเปลี่ยนโควตาการใช้น้ำ (Transferable Quota) เป็นมาตรการที่รัฐส่วนกลางจัดสรรน้ำให้เท่ากันทุกกลุ่ม ต่อมาหากกลุ่มใดมีความต้องการใช้น้ำน้อยกว่าที่ได้รับจัดสรรสามารถนำน้ำไปขายให้กลุ่มที่มีน้ำไม่พอใช้ ซึ่งราคาและปริมาณซื้อขายขึ้นอยู่กับการเจรจาของผู้ซื้อและผู้ขาย
DSC_0321
อ.ชล บุนนาค เป็นกระบวนกรนำเล่นเกมการบริหารจัดการน้ำ

หลังจากเล่นจากเกมกระดาน ผู้เข้าร่วมมีความเห็นดังนี้

  • ค่าน้ำประปาในเมืองท่องเที่ยวควรเก็บค่าธรรมเนียมใช้น้ำเพิ่ม เนื่องจากภาครัฐไม่สามารถปล่อยให้เมืองท่องเที่ยวขาดน้ำได้ จึงทำให้เมืองท่องเที่ยวมีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดเมื่อเทียบกับบางแห่งที่ช่วงแล้งไม่มีน้ำใช้
  • การบริหารจัดการน้ำ ยังมี Demand ไม่เท่ากับ Supply กล่าวคือบางพื้นที่มี Demand และมีเงินซื้อน้ำ แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งน้ำ (ทั้งด้านกายภาพและนวัตกรรม) ในปัจจุบันยังไม่มีความพร้อม จึงไม่สามารถเกิดตลาดขึ้นได้
  • เกณฑ์การคิดค่าน้ำควรมาจากค่าลงทุนและค่าบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งน้ำ ค่าดำเนินการเพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำ และนำเงินเข้ารัฐ นอกจากนั้นควรรวมต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์
  • เสนอให้มีการพิจารณาเรื่องกำหนดโควตาและเก็บค่าน้ำจากแหล่งน้ำไม่เคยเก็บ ได้แก่ น้ำฝน (ที่มาจากฝนเทียม) น้ำท่า น้ำบาดาล
  • ควรมีการระดมความคิดเห็นร่วมกันของ ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเกื้อกูลในการใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกันทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว และภาคครัวเรือนเป็นต้น
  • หากในอนาคตมีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นระบบจัดสรรน้ำที่ดีขึ้น ควรให้ผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนทราบข้อมูลและข้อจำกัดของระบบ เพื่อให้ภาครัฐและผู้ใช้น้ำเองสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

PRO-GREEN และ Global Green Growth Institute (GGGI) ร่วมหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาโครงการด้านเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต

 

ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (Pro-Green) ได้ร่วมหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาโครงการด้านเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคตกับสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ Global Green Growth Institute (GGGI) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมการพัฒนาสีเขียว (Green Growth) และส่งเสริมให้ประเทศต่าง ๆ มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อส่งแวดล้อม