All posts by Pimnara

ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทานกับความยั่งยืนของประเทศไทย

ธนพงษ์ สงวนสิน
นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

           ในอดีตการพัฒนาอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรโลกเป็นอย่างมาก อาทิ ปัญหาน้ำเน่าเสีย อากาศเป็นพิษ การรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีเป็นต้น ทำให้ในปีพ.ศ. 2558 ประเทศต่างๆทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยได้ร่วมมือกันกำหนดเป้าหมายในการพัฒนา ภายใต้ กรอบแนวคิดที่มองการพัฒนาเป็นมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้มีความเชื่อมโยงกัน เรียกว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) โดยหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ สำคัญของไทย คือ ปัญหาน้ำเสียในคลองชลประทาน ซึ่งน้ำในคลองชลประทานมีความสำคัญคือ ใช้ในภาคการเกษตร         การจัดการบริหารน้ำคลองชลประทานที่ดีสามารถป้องกัน บรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งได้ รวมถึงมีความเกี่ยวข้องกับประเพณีและวัฒนธรรม เช่น ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าน้ำใน  คลองชลประทานมีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมกับประเทศไทย

โดยสาเหตุของปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทาน เกิดจากหลายสาเหตุ อย่างน้อย 5 ประการ คือ

  1. 1. กฎหมายหรือบทลงโทษไม่เข้มงวด (lax regulations) จากการไม่มีกฎหมายลงโทษ การลงโทษไม่รุนแรง หรือผู้บังคับใช้กฎหมาย หย่อนยาน แต่ในกรณีกฎหมายการทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้าง รุนแรง แต่ในความเป็นจริงไม่มีผู้รับผิดชอบหรือตำรวจมาคอยตรวจตราว่าผู้ใดทิ้งขยะลงแม่น้ำ
  2. 2. ความต้องการให้ต้นทุนต่ำสุดของปัจเจกชนและผู้ผลิต (private cost minimization) ตัวอย่างเช่น การกำจัดน้ำเสียจากการซักผ้า ชาวบ้าน จะต้องใช้เวลาอย่างมากซึ่งจัดเป็นต้นทุนประเภทหนึ่ง คือ ต้องมีการการนำไปวางทิ้งไว้ให้ตกตะกอน แล้วแยก ตะกอนกับน้ำทิ้งแยกกัน จึงไม่มีใครเต็มใจจะทำ หรือ การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานซึ่งจำเป็นต้องเสีย ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ดูแล ซ่อมบำรุง ผู้ผลิตจึงมักไม่ติดตั้งหรือหาทางหลีกเลี่ยง เป็นต้น โดยไม่มีใครคิดถึง ผลกระทบภายนอกด้านลบ (Negative externality) แก่สังคมที่จะเกิดขึ้น
  3. 3. ต้นทุนสูงในการป้องกันมลภาวะ (high cost of protection) หากต้องการใช้เทคโนโลยีในการบำบัดน้ำเสียอาจต้องใช้ต้นทุนสูง โดยภาระจะตกไปอยู่ที่รัฐบาลเนื่องจากเอกชนน่าจะไม่เห็นถึงผลประโยชน์หรือแรงจูงใจใดๆในการบำบัดน้ำในลำคลองให้ สะอาด
  4. 4. ความไม่เท่าทันของเทคโนโลยีที่ใช้ในสังคม (inadequate technologies in abatement) ในปัจจุบันการบำบัดน้ำเสียในคลองชลประทานยังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีเพียงพอใน การใช้ ทำให้ไม่สามารถบำบัดน้ำเสียได้ในเวลาอันสั้นหรือมีคุณภาพดีเพียงพอในการใช้อุปโภคและการผลิต ซึ่ง การที่เทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียจะพัฒนาได้อาจต้องพึ่งพาการสนับสนุนเงินทุนของรัฐ เพราะเอกชนไม่มีความสนใจใน การบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากไม่มีผลประโยชน์ที่เพียงพอ
  5. 5. การไม่มีตลาด (missing market) สำหรับมลพิษทางน้ำ เนื่องจากน้ำเสียจัดเป็นเป็นสินค้าเลว (bads) และการลักลอบปล่อยลงแหล่งน้ำนั้น ไม่มีการลงโทษตามกฎหมายหรือมีการลงโทษที่เบา กล่าวคือต้นทุนของการปล่อยน้ำทิ้งนั้นต่ำ และอาจกล่าวได้ว่า “ไม่มีราคาสำหรับการทำน้ำทิ้งที่สะอาด” รวมทั้งไม่มีใครต้องการน้ำทิ้งที่สกปรก นั่นคือ ปัจจุบัน “ไม่มีตลาดรองรับน้ำทิ้งที่สะอาด” จากบ้านเรือน

ในแง่ของการเชื่อมโยงปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทานกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs นั้น สามารถวิเคราะห์ได้อย่างน้อย 3 ประเด็น ได้แก่ (ก) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมาทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียได้ อาทิ เป้าหมายที่ 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Decent Work and Economic Growth) กล่าวคือ หากรัฐบาลมีเป้าหมายคือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่หลายครั้งไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือคำนึงไม่มากเพียงพอ เช่น การกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลลอยกระทง แต่ไม่มีระบบการจัดการกระทงที่ดีหรือไม่มีคนมาเก็บกระทงขึ้นจากแหล่งน้ำ ทำให้วัตถุที่เป็นอินทรีย์สารเน่า ส่งผลให้น้ำเน่าเสีย หรือ การลงทุนในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ทำให้คนงานเข้ามาอยู่ในพื้นที่นั้นมากขึ้น อาจก่อให้เกิดชุมชนแออัดโดยภาชนะรองรับการทิ้งขยะมีไม่เพียงพอหรือไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงทิ้งขยะลงลำคลองโดยตรงหรือทิ้งตามริมถนนหรือหรือลำคลองสาธารณะรวมทั้งคลองชลประทาน (ข) การพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาที่เน้นการขยายตัวของอุตสาหกรรมจนอาจเป็นต้นเหตุของการปล่อยมลพิษต่างๆ โดยเฉพาะมลพิษทางน้ำจากโรงงานและบ้านเรือนที่ตั้งในเขตคลองชลประทาน โดยมิได้มีระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนหรือจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียในโรงงานไม่เหมาะสม และอาจมีการลักลอบปล่อยของเสียจากการผลิตหรือสารเคมีลงสู่คลองชลประทาน ดังนั้น เป้าหมายที่ 9 ที่เน้นอุตสาหกรรม นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน (Industry, Innovation and Infrastructure) น่าจะช่วยให้เกิดการส่งเสริมการทำอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน (green industry) ได้ และรัฐบาลหรือผู้บังคับใช้กฎหมายต้องมีความเข้มงวด ในการบังคับใช้กฎหมายและอาจเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงมากขึ้นสำหรับผู้ฝ่าฝืน เพื่อจะทำให้ผู้ผลิตตระหนักถึงต้นทุนของการลักลอบปล่อยน้ำเสียว่ามีมากกว่าการจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย จึงจะช่วยเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตติด ตั้งระบบบำบัด และทำตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และ (ค) เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนก็สามารถช่วยเป็นกรอบในการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียได้ เช่น เป้าหมายที่ 6 การจัดการน้ำและสุขาภิบาล (Clean Water and Sanitation) ซึ่งช่วยการส่งเสริมให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้มีน้ำใช้อย่างยั่งยืน การปกป้องคลองชลประทานจากการปล่อยน้ำเสียโดยการใช้มาตรการทางกฎหมาย รวมถึงการส่งเสริมเทคโนโลยีในการบำบัดน้ำเสียให้มีความเท่าทันและมีประสิทธิภาพ โดยการที่รัฐบาลให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเครื่องบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น หรือเป้าหมายที่ 12 แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) ที่เน้นการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและครัวเรือน มีความรับผิดชอบและตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการทิ้งของเสีย หรือ ขยะลงแหล่งน้ำ เช่น การปล่อยกากสารเคมีจากการผลิตของภาคธุรกิจ การทิ้งน้ำจากการอุปโภคของครัวเรือน โดยการให้ความรู้หรือมาตรการทางกฎหมาย จะทำให้ปัญหาน้ำเน่าเสียลดลง ภาคธุรกิจและครัวเรือนสามารถนำน้ำกลับมาใช้และมีน้ำให้ใช้อย่างยั่งยืน

สาเหตุของปัญหาน้ำเน่าเสียส่วนใหญ่มาจากการที่ทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ไม่คำนึงถึงผลกระทบ ภายนอกต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่จะเสื่อมโทรมลง ความรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรปลูกฝังแก่ทุกคน และการใช้มาตรการต่างๆทางกฎหมาย ผู้บังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ปัจจัยเหล่านี้หากใช้ร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เช่น มีการส่งเสริมการทำอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด        ก็จะทำให้ประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทานได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะต้องไม่ทิ้งผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมแก่คนรุ่นหลังต่อไป

เปิดแล้ว! ทางเชื่อมผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน อุโมงค์สัตว์ข้ามแห่งแรกของไทย

เปิดแล้ว! ทางเชื่อมผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน อุโมงค์สัตว์ข้ามแห่งแรกของไทย

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2562 กรมทางหลวงได้เปิดใช้ทางเชื่อมผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน บนทางหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย อย่างเป็นทางการวันแรก โดยด้านล่างของอุโมงค์เป็นถนนให้รถสามารถสัญจรผ่านไปมาได้ พร้อมทั้งมีการติดรั้วกั้นสัตว์ป่า เพื่อไม่ให้รถเฉี่ยวชนสัตว์ป่าอีกด้วย ส่วนด้านบนอุโมงค์มีการถมดิน ปลูกไม้พุ่มขนาดเล็ก และสร้างโป่งเทียมกับบ่อน้ำ เพื่อจูงใจให้สัตว์ป่าเดินเข้ามา และสามารถข้ามฝั่งระหว่างผืนป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กับอุทยานแห่งชาติทับลานได้ โดยไม่เกิดอันตราย นอกจากนี้ ยังมีการก่อสร้างสะพานสูงยกระดับอีก 2 จุด เพื่อให้รถวิ่งบนสะพาน ส่วนด้านล่างมีการปลูกต้นไม้และทำทางลอดสัตว์ป่า เพื่อให้สัตว์ป่าสามารถข้ามฝั่งไปมาระหว่างสองอุทยานได้อย่างปลอดภัย

ในอดีตทางหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย มีเพียงสองช่องจราจร และมีสภาพเป็นคอขวด รวมทั้งมีปริมาณการจราจรที่หนาแน่น ทำให้การจราจรติดขัด และมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทั้งรถยนต์ชนกันเอง และรถยนต์ชนสัตว์ป่า ดังนั้น การขยายถนนเส้นนี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย และลดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของประชาชน รวมทั้งลดความเสียหายในทรัพย์สินของประชาชนอีกด้วย นอกจากนี้ การสร้างทางเชื่อมผืนป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กับอุทยานแห่งชาติทับลาน ทั้งที่เป็นบนอุโมงค์และทางลอด จะช่วยลดอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตของสัตว์ป่าได้ รวมทั้งเป็นการดำรงรักษาไว้ซึ่งวิถีชีวิตของสัตว์ป่า โดยการสร้างทางเชื่อมผืนป่านี้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการมรดกโลก เพราะถนนเส้นนี้ตัดผ่านพื้นที่มรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี 2548

ทั้งนี้ โครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย ได้ดำเนินการก่อสร้างระหว่าง 17 ก.ค. 2558 – 30 มิ.ย. 2561 มีกำหนดระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 1,080 วัน มูลค่าโครงการรวม 1,319 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างโดย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนหน้านี้โครงการถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า เพราะประชาชนในพื้นที่ไม่เชื่อว่าสัตว์ป่าจะมาใช้ทางเชื่อมผืนป่า แต่จากรายงานของสำนักข่าวต่างๆ พบว่ามีรอยเท้าของสัตว์ป่าด้านบนอุโมงค์ รวมทั้งได้มีสัตว์ป่าหลายชนิดมาหากินบริเวณพื้นที่นี้อีกด้วย

สำหรับหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย จะเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งสินค้าจากภาคอีสานสู่ท่าเรือแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) และพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

ที่มา:

ที่มารูปภาพ:

 

 

วิพากษ์ PM 2.5 (ครั้งที่ 2): ความเหลื่อมล้ำทางสังคม กับ ผอ.โปรกรีน

“ใครก่อให้เกิด PM2.5: คนจน หรือ คนรวย”

เมื่อแหล่งกำเนิดของฝุ่นละออง (Particulate Matter: PM ชนิดต่าง ๆ ทั้ง PM10 PM2.5 PM1 ฯลฯ) มาจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นสำคัญ ดังนั้น เรามาไตร่ตรองกันว่า “ใครเป็น “ต้นตอ” ให้มีการสร้าง PM” เช่น ผู้บริโภค หรือ ผู้ผลิต คำถามแรก ในกรณีที่เป็น “ผู้ผลิต” สินค้าและบริการต่าง ๆ กิจกรรมการผลิตเหล่านั้นมีการตรวจสอบให้มีการปล่อย PM เป็นตามมาตรฐานแล้วหรือไม่ คำถามที่สอง หากผู้บริโภคทราบว่าผู้ผลิตฯ เป็นผู้สร้าง PM แล้วผู้บริโภคจะยังคงสนับสนุนซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้นอยู่ต่อไปหรือไม่ และคำถามที่สาม หากเรายุติหรือรัฐสั่งหยุดการผลิตสินค้าและบริการชั่วคราวเพื่อบรรเทาปัญหา PM ผู้บริโภคจะ “โกรธ” หรือ กล่าวโทษผู้ผลิตหรือรัฐหรือไม่ (กล่าวอีกนัยหนึ่ง กิจกรรมการผลิตสินค้าและบริการส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค)

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่ก่อให้เกิด PM อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิง กระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า การเดินทางของประชาชน การก่อสร้าง การขนส่งสินค้า การเผาขยะ การเผาถางพื้นที่เกษตร การประกอบอาหาร เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ก็เกิดสารมลพิษอื่นด้วย เช่น PM10 NOx SOx CO2  ประเด็นที่น่าชวนศึกษา คือ ระหว่าง “คนจน” กับ “คนรวย” ใครเป็นผู้ก่อหรือกระตุ้นให้เกิด PM จำนวนมาก ในสัดส่วนที่มากกว่ากัน

“มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ต่อปัญหาฝุ่นละออง ด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม”

ในที่นี้ มองความเหลื่อมล้ำทางสังคม หมายถึง การรับทุกข์และได้สุขไม่เท่ากัน การได้โอกาสไม่เท่ากัน สัดส่วนคนได้รับทุกข์มากกว่าคนได้รับสุข ผู้ได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจมากมีจำนวนน้อย ฯลฯ เราจะแบ่งความรับผิดชอบต่อปัญหาฝุ่นละอองโดยคำนึงความเหลื่อมล้ำได้อย่างไรบ้าง

Polluter Responsibility ผู้สร้างฝุ่น ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการบรรเทาปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ประเด็นชวนคิด คือ (ก) ระหว่าง “กลุ่มคนรวย” (ในฐานะนายจ้าง ทั้งบริษัทเอกชน และ หน่วยงานภาครัฐด้านสาธารณูปโภค และเจ้าของธุรกิจ) และ “กลุ่มคนจน” (ในฐานะการประกอบกิจกรรมเพื่อการทำมาเลี้ยงชีพ เช่น ไก่ย่าง เผาหญ้าในไร่นา เผาขยะในชนบท เผาเตรียมพื้นที่ทำการเกษตร) กลุ่มใดควรแสดงความรับผิดชอบมากกว่ากัน (ในรูปของเงินทุน และความใส่ใจต่อลูกจ้างและลูกค้า) และ (ข) ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนจนหรือไม่ ในขณะที่ภาครัฐควรลงโทษกลุ่มคนรวยหรือไม่

Victim Responsibility ในขณะที่ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาฝุ่นต้องดูแลตัวเองแล้ว (เพราะเราชื่อว่า ต้นทุนในการหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากฝุ่น (averting expenditure) ต่ำกว่าต้นทุนในการรักษาอาการเจ็บป่วยจากฝุ่นนั้น) แต่เราก็เชื่อว่า กลุ่มผู้เปราะบางต่อปัญหาฝุ่นหรือผู้รับเคราะห์จากฝุ่นส่วนใหญ่มักเป็นคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยหรือหาเช้ากินค่ำ (ทั้งในฐานะแรงงานรับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย พนักงานขับรถเมล์ ตำรวจจราจรในท้องถนน ฯลฯ) ประเด็นชวนขบคิด คือ ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลกลุ่มผู้เปราะบางเหล่านี้หรือไม่ หรือยังจะปล่อยให้ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”

Government Intervention การแทรกแซงของรัฐสามารถทำได้ 3 ระดับ คือ ระดับแรก การทำการแจ้งเตือน (Early Warning) ระดับแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือกรณีฉุกเฉิน และระดับแก้ไขปัญหาที่ต้นตอและป้องกันในระยะยาว ประเด็นชวนหารือ คือ มาตรการของรัฐ ต้องมีการออกแบบทั้งสองด้านหรือไม่ ได้แก่ (ก) มาตรการป้องกันปัญหาโดยการควบคุมและตรวจสอบ “ต้นตอของ PM” เป็นประจำและครบถ้วนทุกแหล่งกำเนิด ให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไร และ (ข) มาตรการ “เยียวยา Victims” ต้องคำนึงถึง ความจน ความรวย ความเปราะบาง (vulnerability) และ ศักยภาพในการรับมือของปัญหา (copping capability) หรือไม่ และอย่างไร

“การร่วมมือกันรับผิดชอบ ต่อการบรรเทาปัญหา PM ในระยะสั้น”

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เราต้องพิจารณาหลายประเด็น อาทิ (ก) การปรับตัวของ Polluter โดยเฉพาะในเรื่องค่าเสียโอกาสและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการหยุดหรือชะลอกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น เช่น รายได้ที่หายไป หรือ รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น หรือ การเสียค่าปรับหากส่งงานไม่ตรงตามนัดหมายของลูกค้า และ (ข) การปรับตัวของ Victim (ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย) เช่น รายได้ที่หายไปจากการหยุดทำงานเพราะสุขภาพ และการระงับการจ้างงาน ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อการหลีกเลี่ยงหรือหนีปัญหาชั่วคราว เป็นต้น

“สรุป: มาตรการของรัฐสร้างความเหลื่อมล้ำสังคมหรือไม่”

การวิเคราะห์มาตรการของรัฐในอนาคตที่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำ จำเป็นต้องพิจารณาหลากหลายมิติ อาทิ (ก) ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งจะต้องแบ่ง Victims ประเภทกลุ่มคนเปราะบาง (เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้เจ็บป่วย มิติหญิงชาย) ออกจากบุคคลทั่วไป และ จะต้องแบ่ง Polluters ประเภท “ธุรกิจขนาดเล็ก/ย่อม” ออกจากผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือแบ่งสาขาแบบเกษตรกรรม อุตสาหกรรม บริการ ฯลฯ และ จะต้องแบ่งศักยภาพในการรับมือ (copping capacity) ของทั้งกลุ่ม Victims และ Polluters ด้วยฐานรายได้ (ความรวยความจน) (ข) ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (ถ้ามาตรการของรัฐเกี่ยวกับการหยุดหรือควบคุมกิจกรรม) ซึ่งต้องพิจารณาด้วยว่า กลุ่มผู้มีรายได้น้อย (ทั้ง formal & informal sectors) จะได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐอย่างไร และจะได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐในรูปแบบใด และ กิจกรรมใดที่จำเป็นต้องดำเนินการต่อเนื่อง (ไม่สามารถหยุดกิจกรรมได้) และ ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ เช่น ผู้ก่อฝุ่นอยู่ในเขต A และผู้รับเคราะห์อยู่ในเขต B (เช่น กรณีหมอกควันในภาคใต้และภาคเหนือของไทย) หากผู้ก่อฝุ่น (คนจน/คนชนบท) เพื่อผลิตสินค้าให้ ผู้รับเคราะห์ (คนรวย/คนเมือง) รัฐควรจะออกแบบมาตรการอย่างไร ที่จะช่วยเหลือ Victims ที่เป็นคนจนในเมือง (หรือในพื้นที่ B) หรือ ช่วยเหลือ Polluters ที่เป็นคนจนในชนบท (หรือในพื้นที่ A) เป็นต้น

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

วิพากษ์ PM2.5: ฝีมือมนุษย์หรือธรรมชาติ กับ ผอ.โปรกรีน

“ปัญหาหมอกควันในปัจจุบันเป็นฝีมือใคร”

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าเป็นช่วงนี้ของปี ตามฤดูกาล ทุกปี ผนวกกับกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นต้นตอของฝุ่นและมลพิษทางอากาศ จึงทำให้ฝุ่นและมลพิษทางอากาศถูกพัดมารวมที่เขตพื้นที่ประเทศไทย และไม่เคลื่อนย้ายระบายออกไปพื้นที่อื่น ระดับความรุนแรงของปัญหาเกิดขึ้นจากระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กว่าในอดีตที่ผ่านมา อีกนัยหนึ่ง ธรรมชาติส่งผลให้เกิดการสะสมมลพิษได้ง่าย และมนุษย์เป็นตัวเร่งความรุนแรงของเหตุการณ์ให้มากขึ้น

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่ก่อให้เกิด PM2.5 อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิง กระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า การเดินทางของประชาชน การก่อสร้าง การขนส่งสินค้า การเผาขยะ การเผาถางพื้นที่เกษตร เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ก็เกิดสารมลพิษอื่นด้วย เช่น PM10 NOx SOx CO2

“มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ต่อปัญหา PM2.5”

Negative externality กิจกรรมของมนุษย์สร้างผลกระทบเชิงลบแบบที่ตั้งใจ (สามารถปรับปรุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้สะอาดได้แต่ไม่ทำ) และแบบไม่ตั้งใจ (มีข้อจำกัดในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ)

Polluter responsibility ผู้สร้างฝุ่นและมลพิษทางอากาศ ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการบรรเทาปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้น คือ ตอนนี้เกิดปัญหาแล้วจะช่วยอย่างไร ระยะยาวคือรู้แน่ว่าปีหน้าจะต้องเกิดแบบนี้อีก จะต้องดำเนินการหรือมีมาตรการถาวรอย่างไร

Victim responsibility ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาฝุ่นและมลพิษทางอากาศก็ควรต้องดูแลตัวเองด้วย เพราะเราชื่อว่า ต้นทุนในการหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากฝุ่นและมลพิษทางอากาศ (averting expenditure) ต่ำกว่าต้นทุนในการรักษาอาการเจ็บป่วยจากฝุ่นและมลพิษนั้น

Government intervention การแทรกแซงของรัฐสามารถทำได้ 2 ระดับ คือ ต้องทำเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน หรือเกิดอย่างรุนแรงและเตรียมป้องกันไม่ทัน หรือป้องกันไม่ได้ ด้วยการทำการแจ้งเตือน (Early Warning) อย่างตรงไปตรงมาให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจสถานการณ์ และในระยะยาว รัฐต้องมีการทำ guideline ให้แก่ทั้ง polluter และ victim รู้ว่าควรทำอย่างไรเมื่อปีหน้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก (ซึ่ง ณ ตอนนี้ 14 มค. 2561 เวลา 17.00น. มีการประกาศมาตรการจากทั้ง กทม. กรมควบคุมมลพิษ)

“ประเด็นพึงสังเกต Averting Expenditure VS Oppourtunity Cost”

ในช่วงเวลานี้ของปี ทั้งปีนี้และในทุกๆ ปีถัดไป มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องชะลอหรือหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่าง เช่น งดเว้นการผลิตสินค้าบางประเภท ลดการขนส่งสินค้า งดการก่อสร้าง ปิดร้านหมูกระทะ ห้ามแม่ค้าหมูปิ้งออกมาขาย ฯลฯ หรือในอีกทาง หยุดกิจกรรมที่จะทำให้ประชาชนเสี่ยง เช่น งดกิจกรรมกลางแจ้ง ปิดโรงเรียน ปิดสวนสาธารณะ เป็นต้น ความคุ้มค่า/เหมาะสมของการงดการดำเนินกิจกรรมทั้งหลายอยู่ตรงไหน หากเราเชื่อว่า การก่อสร้าง การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า ไม่สามารถงดหรือหยุดกิจกรรมได้ เราควรห้ามกิจกรรมกลางแจ้งใช่หรือไม่ เราควรจะให้ความสำคัญ/มูลค่า/คุณค่า กับฝั่งใดมากกว่ากันระหว่าง การปรับตัวของ polluter และ การปรับตัวของ victim

“สรุป”

อันที่จริง เราควรเลิกชี้นิ้วหาคนรับผิดชอบแต่เพียงอย่างเดียว แต่เราต้องเข้าใจและช่วยกัน ทั้ง polluter victim และ government โดยในขั้นแรก ทุกคนต้องดูแลตัวเองก่อน ทั้งประเมินความเสี่ยงของตน (risk), ความเปราะบางของสมาชิกในครอบครัว (vulnerability), โอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นและมลพิษทางอากาศ (exposure) และ ความสามารถในการปรับตัวต่อปัญหา (coping capacity) เพื่อให้ผ่าน mini crisis นี้ไปให้ได้

ผู้ให้สัมภาษณ์ รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ
ผู้เรียบเรียง คุณศรัณย์ ประวิตรางกูร

เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำ

คุณธีรวีย์ ศิริภาพงษ์เลิศ

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำประกอบไปด้วย 2 ฝั่ง ได้แก่ ฝั่งอุปทาน (Supply) และฝั่งอุปสงค์ (Demand) หากพิจารณาตามบริบทของไทยนั้น ฝั่งอุปทานคือภาครัฐผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรน้ำและเป็นผู้จัดสรรน้ำให้แก่ทุกภาคส่วน ส่วนฝั่งอุปสงค์คือผู้อุปโภคบริโภคน้ำ ที่ผ่านมาการจัดการน้ำมักเน้นไปที่การกระตุ้นฝั่งอุปทานมากกว่าอุปสงค์ กล่าวคือภาครัฐพยายามพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมากขึ้น เพื่อการกักเก็บและกระจายน้ำไปให้ทั่วถึงทุกภาคส่วนของประเทศ แต่ไม่มีความพยายามพัฒนาปรับเปลี่ยนฝั่งอุปสงค์ให้สอดคล้องกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้อุปโภคบริโภคน้ำจึงเกิดความเข้าใจว่าน้ำเป็นสินค้าสาธารณะที่ทุกคนสามารถใช้ได้อย่างไม่จำกัดและไม่มีวันหมดไป จึงเกิดการใช้น้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

แท้จริงแล้วน้ำเป็นสินค้าร่วม (Common Goods) ไม่ได้เป็นสินค้าสาธารณะ (Public Goods) ซึ่งสินค้าทั้งสองชนิดข้างต้นไม่สามารถกีดกันผู้เข้ามาใช้ทรัพยากรได้เหมือนกัน แต่ข้อแตกต่างของสินค้าสองชนิดคือความพึงพอใจของผู้ใช้คนถัดไป กล่าวคือสินค้าสาธารณะเมื่อมีผู้ใช้ทรัพยากรก่อนจะไม่ทำให้ผู้ใช้คนถัดไปมีความพึงพอใจลดลง แต่สินค้าร่วมเมื่อมีผู้ใช้ทรัพยากรก่อนจะทำให้ผู้ใช้คนถัดไปมีความพึงพอใจลดลงเนื่องจากคุณภาพหรือปริมาณที่ลดลง

ในหลายประเทศ รัฐทำให้น้ำมีราคาซึ่งจะทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด นั่นคือการให้ราคาเป็นกลไกทำงานเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้น้ำปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำอย่างประหยัดมากขึ้น กล่าวคือการบริโภคอย่างยั่งยืนต้องเน้นการปรับเปลี่ยนทางด้านอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้ฝั่งอุปสงค์หรือผู้ใช้น้ำสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่นำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วย 2 เครื่องมือ ได้แก่ (1)  มาตรการเก็บค่าน้ำ (Water Fee) และ (2) มาตรการซื้อขายแลกเปลี่ยนใบอนุญาตการใช้น้ำ (Tradable Permit)

 

มาตรการเก็บค่าน้ำ (Water Fee)

การเก็บค่าน้ำ ถือเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ถูกใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้น้ำ ให้มีความตระหนักมากขึ้น โดยการกำหนดราคาเพื่อเพิ่มต้นทุนแก่ผู้ใช้น้ำ อย่างไรก็ตามการกำหนดราคาที่มีประสิทธิภาพจะต้องสะท้อนต้นทุนให้ครบทุกด้าน เช่น ต้นทุนค่าน้ำ ต้นทุนค่าขนส่ง ต้นทุนการบริหารจัดการ และอาจรวมไปถึงต้นทุนค่าบำบัดน้ำเสียอันเป็นผลจากการใช้น้ำ เป็นต้น

ภาพประกอบบทความน้ำ

ที่มา: South East Water Corporation (2018)

 

จากตัวอย่างของประเทศออสเตรเลีย มีการแจกแจงให้ผู้จ่ายค่าน้ำ ทราบถึงต้นทุนของค่าน้ำ ดังนี้

38 % คือการจ่ายค่าน้ำให้แก่เมืองผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรน้ำ

22 % คือจ่ายเพื่อการบำบัดน้ำเสีย

14 % คือค่าดำเนินงานของหน่วยงาน

14 % คือสนับสนุนการพัฒนาระบบท่อน้ำทิ้ง

8 % คือนำไปลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เช่น ท่อน้ำทิ้ง ระบบระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น

4 % คือสนับสนุนการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

การเก็บค่าน้ำสามารถช่วยสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการบริหารจัดการน้ำ กล่าวคือ เมื่อมีการเก็บค่าน้ำฝั่งผู้ใช้น้ำจะเกิดแรงจูงใจในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยประหยัดน้ำได้ นอกจากนั้นฝั่งภาครัฐหรือผู้จัดสรรน้ำก็มีเงินทุนเพิ่มขึ้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยตรง ดังนั้นนอกจากการเก็บค่าน้ำจะช่วยลดอุปสงค์การใช้น้ำแล้ว ยังสามารถช่วยลดผลกระทบภายนอกที่อาจเกิดขึ้นและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

การกำหนดอัตราค่าน้ำยังเต็มไปด้วยข้อพิพาท และถูกนำไปโยงกับเรื่องการเมือง กล่าวคือการเก็บค่าน้ำจะส่งผลให้ความนิยมทางการเมืองลดลง จึงทำให้ในประเทศไทยมีการถกเถียงกันมานานหลายสิบปี และล่าสุด ร่าง พรบ.ทรัพยากรน้ำ หมวด 4 การจัดสรรน้ำ กำหนดการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะ แบ่งเป็น 3 ประเภท

  1. 1. การใช้น้ำประเภทที่หนึ่ง ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือนและการใช้น้ำในปริมาณเล็กน้อย
  2. 2. การใช้น้ำประเภทที่สอง ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น
  3. 3. การใช้น้ำประเภทที่สาม ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง

การใช้น้ำในประเภทที่ 1 จะได้รับการยกเว้นไม่เก็บค่าน้ำ แต่จะทำการเก็บจากการใช้น้ำประเภทที่ 2 และ 3

 

จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องเลือกระหว่างความนิยมทางการเมืองหรือความมีประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรน้ำ แน่นอนว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสองทางเลือกคือ การดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป จากการเก็บอัตราที่น้อยก่อนหรือยกเว้นการเก็บกับผู้ใช้น้ำรายเล็ก เป็นต้น

 

มาตรการซื้อขายแลกเปลี่ยนใบอนุญาตการใช้น้ำ (Tradable Permit of Water)

เป็นการซื้อขายใบอนุญาตหรือสิทธิในการเข้าถึงน้ำ ซึ่งรัฐจัดสรรใบอนุญาตในการเข้าถึงน้ำให้แก่ผู้ใช้น้ำโดยกำหนดจำนวนโควตาที่สามารถใช้น้ำได้ และเมื่อผู้ได้รับการจัดสรรมีความต้องการใช้น้ำไม่เท่ากับโควตาตามใบอนุญาตที่สามารถใช้น้ำ จะสามารถทำการซื้อขายใบอนุญาตการใช้น้ำได้ โดยการซื้อขายใบอนุญาตใช้น้ำมี 2 ประเภท ได้แก่

  1. การซื้อขายใบอนุญาตในการเข้าถึงน้ำแบบถาวร (การขายขาด) คือการโอนใบอนุญาตการใช้น้ำให้แก่ผู้ซื้อแบบ

ตลอดไป หากผู้ขายต้องการได้สิทธิคืนก็ต้องทำการซื้อกลับมา ตามราคาที่ตกลงกันทั้งสองฝ่าย ตัวอย่างเช่น นาย A ขายสิทธิในการใช้น้ำแบบถาวรให้แก่นาย B จำนวน 1 ล้าน ลบ.ม. ในราคา 100 บาท/ลบ.ม. เวลาผ่านไป 5 ปี นาย A มีความต้องการใช้น้ำ จึงทำการขอซื้อสิทธิคืนจากนาย B และนาย B ขายสิทธินั้นให้นาย A ด้วยราคา 200 บาท/ลบ.ม. ดังนั้นนาย A มีทางเลือกคือจะซื้อใบอนุญาตคืนจากนาย B 200 บาท/ลบ.ม. หรือจะหาใบอนุญาตจากผู้ขายรายอื่นที่ราคาถูกกว่า

  1. การซื้อขายสิทธิในการเข้าถึงน้ำแบบชั่วคราว (การเช่าซื้อ) คือการโอนใบอนุญาตการใช้น้ำให้แก่ผู้ซื้อโดยมีการ

กำหนดระยะเวลาของการครอบครอง เมื่อครบกำหนดใบอนุญาตดังกล่าวก็กลับไปเป็นของผู้ขายเช่นเดิม ตัวอย่างเช่น นาย A ขายสิทธิในการใช้น้ำแบบชั่วคราวให้แก่นาย B ช่วงฤดูกาลเพาะปลูกระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม และเมื่อสิ้นสุดเดือนตุลาคมสิทธิดังกล่าวจะกลับมาเป็นของนาย A เช่นเดิม

 

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการซื้อขายใบอนุญาตหรือโควตาใช้น้ำเป็นวิธีที่จะจัดสรรน้ำจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากกว่า หรือมีการโยกย้ายใบอนุญาตหรือโควตาใช้น้ำจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทน (ทั้งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและผลตอบแทนทางสังคม) ต่ำไปเป็นปัจจัยการผลิตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า (ภายใต้ข้อจำกัดของแต่ละบริบท) โดยการซื้อขายเป็นไปตามหลักกลไกราคา ตัวอย่างเช่น นาย A คาดการณ์อย่างมีเหตุมีผลแล้วว่าในปีนี้แปลงเกษตรของเขาจะมีผลผลิตต่ำกว่าปกติและได้คำนวณแล้วว่าไม่คุ้มค่าต่อการปลูก นาย A จึงขายใบอนุญาตหรือโควตาใช้น้ำของปีนี้ให้กับผู้ที่ต้องการใช้น้ำ และนำเงินที่ได้ไปทำอย่างอื่นที่สามารถให้ผลตอบแทนได้มากกว่า จะพบว่าเหตุการณ์นี้เป็น Win-Win Situation หรือต่างคนต่างได้ ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากหากเทียบกับกรณีไม่มีการขายในอนุญาตน้ำ (non-tradable permit)

การซื้อขายใบอนุญาตหรือโควตาการใช้น้ำอาจมีข้อจำกัดบางประการ ได้แก่ ข้อจำกัดทางกายภาพ เช่น ภูมิศาสตร์ การขาดการเชื่อมต่อกับระบบโครงสร้างพื้นฐาน ข้อจำกัดทางกฎหมายที่ต้องมีการปรับปรุงแนวทางการจัดสรรโควตาการใช้น้ำให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง ข้อจำกัดด้านข้อมูลเรื่องการผู้ขาดสิทธิ และข้อจำกัดอื่น ๆ เป็นต้น

 

การลดความต้องการใช้น้ำด้วยเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ทั้ง 2 เครื่องมือข้างต้น มีความเหมือนกันคือทำให้การเกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่มีความแตกต่างกันคือมาตรการเก็บค่าน้ำเป็นการซื้อขายกันระหว่างรัฐกับเอกชน แต่มาตรการซื้อขายใบอนุญาตใช้น้ำเป็นการซื้อขายกันระหว่างเอกชนกับเอกชน

จากที่นำเสนอข้างต้น เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำหน้าที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำให้มากขึ้น แต่ประเด็นเรื่องทรัพยากรน้ำจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้หากขาดการร่วมมือจากทุกศาสตร์ เช่น ด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ช่วยพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ สำหรับระบบโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำให้ครอบคลุมและเพียงพอสำหรับทุกภาคส่วน ด้านนิติศาสตร์ที่ช่วยออกกฎหมายให้มีความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำอย่างรัดกุม ด้านรัฐศาสตร์ที่ช่วยออกแบบโครงสร้างทางสถาบันที่สามารถประยุกต์ใช้ให้เข้ากับแต่ละบริบทของพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนั้นภาครัฐต้องใช้นโยบายอื่น ๆ ควบคู่กันเพื่อเป็นการส่งเสริมนโยบายการจัดการทรัพยากรน้ำ ดังนั้นเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือบูรณาการระหว่างกัน เป้าหมายของการมีทรัพยากรน้ำใช้อย่างมั่นคงและยั่งยืนคงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

อ้างอิง

Corinne Waelti (2018). Water Charges. Retrieved November 1, 2018, from https://sswm.info/water-nutrient-

cycle/water-use/softwares/economic-tools/water-charges

Martina Ricato (2018). Water Pricing-General. Retrieved November 1, 2018, from https://sswm.info/water-

nutrient-cycle/water-use/softwares/economic-tools/water-pricing—general

South East Water. Prices and charges. Retrieved November 10, 2018, from

http://southeastwater.com.au/Residential/Pages/WaterPricesCharges.aspx

The Murray–Darling Basin Authority (MDBA). Water markets and trade. Retrieved November 12, 2018, from

https://www.mdba.gov.au/managing-water/water-markets-and-trade

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … . (2561). บันทึกหลักการและเหตุผลประกอบ

ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … .