หนังสือชุดความรู้เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy Booklet)

การเป็น “กระจกส่อง” นโยบายให้กับรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจสีเขียว การเป็นกระจกส่องนโยบายให้กับรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจสีเขียว มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแก้ไขปรับปรุงให้เกิดนโยบายที่เหมาะสม โดยดำเนินการจัดทำชุดความรู้ด้านเศรษฐกิจสีเขียว ในรูปแบบของหนังสือฉบับพกพา จำนวน 5 เรื่อง ดังนี้ 1.เส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว โดย รศ.ดร. โสภารัตน์ จารุสมบัติ  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การวิเคราะห์วิพากษ์นโยบายเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย และเพื่อสำรวจองค์ความรู้ด้านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวโดยรวบรวม แนวคิด คำนิยาม ของเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการศึกษาองค์ความรู้ด้านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวในต่างประเทศต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้เป็นแบบอย่างที่ดี แล้วนำมาเปรียบเทียบกับสถานะของนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวในประเทศไทย เพื่อทำการวิเคราะห์ช่องว่างทางนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย อันจะนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ประเทศไทยควรต้องดำเนินการเพิ่มเติมต่อไป 2. ตัวชี้วัดเศรษฐกิจสีเขียว โดย ผศ.ดร. อนิณ อรุณเรืองสวัสดิ์  คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นเครื่องมือประเมินการเติบโตสีเขียวของประเทศไทย โดยการสำรวจองค์ความรู้เกี่ยวกับตัวชี้วัดเศรษฐกิจสีเขียวที่มีการจัดในต่างประเทศ หรือ โดยองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการจัดทำตัวชี้วัดเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย  โดยจะนำเสนอหลักและแนวคิดในการกำหนดตัวชี้วัดเศรษฐกิจสีเขียวที่เหมาะสมของประเทศไทย รวมทั้งรวบรวมข้อมูลเพื่อคำนวณตัวชี้วัดเศรษฐกิจสีเขียวในระดับประเทศ ทั้งระดับประเทศ ระดับจังหวัด ระดับเมือง และระดับนิคมอุตสาหกรรม เพื่อใช้ในการติดตามสถานะเศรษฐกิจสีเขียว และเป็นเครื่องมือในการประเมินผลลัพธ์เชิงนโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจสีเขียวในประเทศไทย 3. การค้าระหว่างประเทศกับสิ่งแวดล้อม กรณีศึกษาความตกลงว่าด้วยสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม โดย ผศ.Continue reading “หนังสือชุดความรู้เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy Booklet)”

ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทานกับความยั่งยืนของประเทศไทย

ธนพงษ์ สงวนสิน นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์            ในอดีตการพัฒนาอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรโลกเป็นอย่างมาก อาทิ ปัญหาน้ำเน่าเสีย อากาศเป็นพิษ การรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีเป็นต้น ทำให้ในปีพ.ศ. 2558 ประเทศต่างๆทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยได้ร่วมมือกันกำหนดเป้าหมายในการพัฒนา ภายใต้ กรอบแนวคิดที่มองการพัฒนาเป็นมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้มีความเชื่อมโยงกัน เรียกว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) โดยหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ สำคัญของไทย คือ ปัญหาน้ำเสียในคลองชลประทาน ซึ่งน้ำในคลองชลประทานมีความสำคัญคือ ใช้ในภาคการเกษตร         การจัดการบริหารน้ำคลองชลประทานที่ดีสามารถป้องกัน บรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งได้ รวมถึงมีความเกี่ยวข้องกับประเพณีและวัฒนธรรม เช่น ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าน้ำใน  คลองชลประทานมีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมกับประเทศไทย โดยสาเหตุของปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทาน เกิดจากหลายสาเหตุ อย่างน้อย 5 ประการ คือ 1. กฎหมายหรือบทลงโทษไม่เข้มงวด (lax regulations)Continue reading “ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทานกับความยั่งยืนของประเทศไทย”

วิพากษ์ PM 2.5 (ครั้งที่ 2): ความเหลื่อมล้ำทางสังคม กับ ผอ.โปรกรีน

“ใครก่อให้เกิด PM2.5: คนจน หรือ คนรวย” เมื่อแหล่งกำเนิดของฝุ่นละออง (Particulate Matter: PM ชนิดต่าง ๆ ทั้ง PM10 PM2.5 PM1 ฯลฯ) มาจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นสำคัญ ดังนั้น เรามาไตร่ตรองกันว่า “ใครเป็น “ต้นตอ” ให้มีการสร้าง PM” เช่น ผู้บริโภค หรือ ผู้ผลิต คำถามแรก ในกรณีที่เป็น “ผู้ผลิต” สินค้าและบริการต่าง ๆ กิจกรรมการผลิตเหล่านั้นมีการตรวจสอบให้มีการปล่อย PM เป็นตามมาตรฐานแล้วหรือไม่ คำถามที่สอง หากผู้บริโภคทราบว่าผู้ผลิตฯ เป็นผู้สร้าง PM แล้วผู้บริโภคจะยังคงสนับสนุนซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้นอยู่ต่อไปหรือไม่ และคำถามที่สาม หากเรายุติหรือรัฐสั่งหยุดการผลิตสินค้าและบริการชั่วคราวเพื่อบรรเทาปัญหา PM ผู้บริโภคจะ “โกรธ” หรือ กล่าวโทษผู้ผลิตหรือรัฐหรือไม่ (กล่าวอีกนัยหนึ่ง กิจกรรมการผลิตสินค้าและบริการส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค) กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่ก่อให้เกิด PM อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิง กระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้าContinue reading “วิพากษ์ PM 2.5 (ครั้งที่ 2): ความเหลื่อมล้ำทางสังคม กับ ผอ.โปรกรีน”

วิพากษ์ PM2.5: ฝีมือมนุษย์หรือธรรมชาติ กับ ผอ.โปรกรีน

“ปัญหาหมอกควันในปัจจุบันเป็นฝีมือใคร” ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าเป็นช่วงนี้ของปี ตามฤดูกาล ทุกปี ผนวกกับกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นต้นตอของฝุ่นและมลพิษทางอากาศ จึงทำให้ฝุ่นและมลพิษทางอากาศถูกพัดมารวมที่เขตพื้นที่ประเทศไทย และไม่เคลื่อนย้ายระบายออกไปพื้นที่อื่น ระดับความรุนแรงของปัญหาเกิดขึ้นจากระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กว่าในอดีตที่ผ่านมา อีกนัยหนึ่ง ธรรมชาติส่งผลให้เกิดการสะสมมลพิษได้ง่าย และมนุษย์เป็นตัวเร่งความรุนแรงของเหตุการณ์ให้มากขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่ก่อให้เกิด PM2.5 อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิง กระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า การเดินทางของประชาชน การก่อสร้าง การขนส่งสินค้า การเผาขยะ การเผาถางพื้นที่เกษตร เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ก็เกิดสารมลพิษอื่นด้วย เช่น PM10 NOx SOx CO2 “มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ต่อปัญหา PM2.5” Negative externality กิจกรรมของมนุษย์สร้างผลกระทบเชิงลบแบบที่ตั้งใจ (สามารถปรับปรุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้สะอาดได้แต่ไม่ทำ) และแบบไม่ตั้งใจ (มีข้อจำกัดในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ) Polluter responsibility ผู้สร้างฝุ่นและมลพิษทางอากาศ ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการบรรเทาปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้น คือ ตอนนี้เกิดปัญหาแล้วจะช่วยอย่างไร ระยะยาวคือรู้แน่ว่าปีหน้าจะต้องเกิดแบบนี้อีก จะต้องดำเนินการหรือมีมาตรการถาวรอย่างไร Victim responsibility ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาฝุ่นและมลพิษทางอากาศก็ควรต้องดูแลตัวเองด้วย เพราะเราชื่อว่า ต้นทุนในการหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากฝุ่นและมลพิษทางอากาศ (averting expenditure) ต่ำกว่าต้นทุนในการรักษาอาการเจ็บป่วยจากฝุ่นและมลพิษนั้นContinue reading “วิพากษ์ PM2.5: ฝีมือมนุษย์หรือธรรมชาติ กับ ผอ.โปรกรีน”

เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำ

คุณธีรวีย์ ศิริภาพงษ์เลิศ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำประกอบไปด้วย 2 ฝั่ง ได้แก่ ฝั่งอุปทาน (Supply) และฝั่งอุปสงค์ (Demand) หากพิจารณาตามบริบทของไทยนั้น ฝั่งอุปทานคือภาครัฐผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรน้ำและเป็นผู้จัดสรรน้ำให้แก่ทุกภาคส่วน ส่วนฝั่งอุปสงค์คือผู้อุปโภคบริโภคน้ำ ที่ผ่านมาการจัดการน้ำมักเน้นไปที่การกระตุ้นฝั่งอุปทานมากกว่าอุปสงค์ กล่าวคือภาครัฐพยายามพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมากขึ้น เพื่อการกักเก็บและกระจายน้ำไปให้ทั่วถึงทุกภาคส่วนของประเทศ แต่ไม่มีความพยายามพัฒนาปรับเปลี่ยนฝั่งอุปสงค์ให้สอดคล้องกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้อุปโภคบริโภคน้ำจึงเกิดความเข้าใจว่าน้ำเป็นสินค้าสาธารณะที่ทุกคนสามารถใช้ได้อย่างไม่จำกัดและไม่มีวันหมดไป จึงเกิดการใช้น้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ แท้จริงแล้วน้ำเป็นสินค้าร่วม (Common Goods) ไม่ได้เป็นสินค้าสาธารณะ (Public Goods) ซึ่งสินค้าทั้งสองชนิดข้างต้นไม่สามารถกีดกันผู้เข้ามาใช้ทรัพยากรได้เหมือนกัน แต่ข้อแตกต่างของสินค้าสองชนิดคือความพึงพอใจของผู้ใช้คนถัดไป กล่าวคือสินค้าสาธารณะเมื่อมีผู้ใช้ทรัพยากรก่อนจะไม่ทำให้ผู้ใช้คนถัดไปมีความพึงพอใจลดลง แต่สินค้าร่วมเมื่อมีผู้ใช้ทรัพยากรก่อนจะทำให้ผู้ใช้คนถัดไปมีความพึงพอใจลดลงเนื่องจากคุณภาพหรือปริมาณที่ลดลง ในหลายประเทศ รัฐทำให้น้ำมีราคาซึ่งจะทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด นั่นคือการให้ราคาเป็นกลไกทำงานเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้น้ำปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำอย่างประหยัดมากขึ้น กล่าวคือการบริโภคอย่างยั่งยืนต้องเน้นการปรับเปลี่ยนทางด้านอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้ฝั่งอุปสงค์หรือผู้ใช้น้ำสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่นำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วย 2 เครื่องมือ ได้แก่ (1)  มาตรการเก็บค่าน้ำ (Water Fee) และ (2) มาตรการซื้อขายแลกเปลี่ยนใบอนุญาตการใช้น้ำ (Tradable Permit)   มาตรการเก็บค่าน้ำ (Water Fee) การเก็บค่าน้ำ ถือเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ถูกใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้น้ำ ให้มีความตระหนักมากขึ้นContinue reading “เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำ”