Category Archives: Green Economy

Content on Green Economy. Don’t forget to tag sub-categories!

วิพากษ์ PM 2.5 (ครั้งที่ 2): ความเหลื่อมล้ำทางสังคม กับ ผอ.โปรกรีน

“ใครก่อให้เกิด PM2.5: คนจน หรือ คนรวย”

เมื่อแหล่งกำเนิดของฝุ่นละออง (Particulate Matter: PM ชนิดต่าง ๆ ทั้ง PM10 PM2.5 PM1 ฯลฯ) มาจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นสำคัญ ดังนั้น เรามาไตร่ตรองกันว่า “ใครเป็น “ต้นตอ” ให้มีการสร้าง PM” เช่น ผู้บริโภค หรือ ผู้ผลิต คำถามแรก ในกรณีที่เป็น “ผู้ผลิต” สินค้าและบริการต่าง ๆ กิจกรรมการผลิตเหล่านั้นมีการตรวจสอบให้มีการปล่อย PM เป็นตามมาตรฐานแล้วหรือไม่ คำถามที่สอง หากผู้บริโภคทราบว่าผู้ผลิตฯ เป็นผู้สร้าง PM แล้วผู้บริโภคจะยังคงสนับสนุนซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้นอยู่ต่อไปหรือไม่ และคำถามที่สาม หากเรายุติหรือรัฐสั่งหยุดการผลิตสินค้าและบริการชั่วคราวเพื่อบรรเทาปัญหา PM ผู้บริโภคจะ “โกรธ” หรือ กล่าวโทษผู้ผลิตหรือรัฐหรือไม่ (กล่าวอีกนัยหนึ่ง กิจกรรมการผลิตสินค้าและบริการส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค)

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่ก่อให้เกิด PM อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิง กระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า การเดินทางของประชาชน การก่อสร้าง การขนส่งสินค้า การเผาขยะ การเผาถางพื้นที่เกษตร การประกอบอาหาร เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ก็เกิดสารมลพิษอื่นด้วย เช่น PM10 NOx SOx CO2  ประเด็นที่น่าชวนศึกษา คือ ระหว่าง “คนจน” กับ “คนรวย” ใครเป็นผู้ก่อหรือกระตุ้นให้เกิด PM จำนวนมาก ในสัดส่วนที่มากกว่ากัน

“มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ต่อปัญหาฝุ่นละออง ด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม”

ในที่นี้ มองความเหลื่อมล้ำทางสังคม หมายถึง การรับทุกข์และได้สุขไม่เท่ากัน การได้โอกาสไม่เท่ากัน สัดส่วนคนได้รับทุกข์มากกว่าคนได้รับสุข ผู้ได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจมากมีจำนวนน้อย ฯลฯ เราจะแบ่งความรับผิดชอบต่อปัญหาฝุ่นละอองโดยคำนึงความเหลื่อมล้ำได้อย่างไรบ้าง

Polluter Responsibility ผู้สร้างฝุ่น ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการบรรเทาปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ประเด็นชวนคิด คือ (ก) ระหว่าง “กลุ่มคนรวย” (ในฐานะนายจ้าง ทั้งบริษัทเอกชน และ หน่วยงานภาครัฐด้านสาธารณูปโภค และเจ้าของธุรกิจ) และ “กลุ่มคนจน” (ในฐานะการประกอบกิจกรรมเพื่อการทำมาเลี้ยงชีพ เช่น ไก่ย่าง เผาหญ้าในไร่นา เผาขยะในชนบท เผาเตรียมพื้นที่ทำการเกษตร) กลุ่มใดควรแสดงความรับผิดชอบมากกว่ากัน (ในรูปของเงินทุน และความใส่ใจต่อลูกจ้างและลูกค้า) และ (ข) ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนจนหรือไม่ ในขณะที่ภาครัฐควรลงโทษกลุ่มคนรวยหรือไม่

Victim Responsibility ในขณะที่ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาฝุ่นต้องดูแลตัวเองแล้ว (เพราะเราชื่อว่า ต้นทุนในการหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากฝุ่น (averting expenditure) ต่ำกว่าต้นทุนในการรักษาอาการเจ็บป่วยจากฝุ่นนั้น) แต่เราก็เชื่อว่า กลุ่มผู้เปราะบางต่อปัญหาฝุ่นหรือผู้รับเคราะห์จากฝุ่นส่วนใหญ่มักเป็นคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยหรือหาเช้ากินค่ำ (ทั้งในฐานะแรงงานรับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย พนักงานขับรถเมล์ ตำรวจจราจรในท้องถนน ฯลฯ) ประเด็นชวนขบคิด คือ ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลกลุ่มผู้เปราะบางเหล่านี้หรือไม่ หรือยังจะปล่อยให้ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”

Government Intervention การแทรกแซงของรัฐสามารถทำได้ 3 ระดับ คือ ระดับแรก การทำการแจ้งเตือน (Early Warning) ระดับแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือกรณีฉุกเฉิน และระดับแก้ไขปัญหาที่ต้นตอและป้องกันในระยะยาว ประเด็นชวนหารือ คือ มาตรการของรัฐ ต้องมีการออกแบบทั้งสองด้านหรือไม่ ได้แก่ (ก) มาตรการป้องกันปัญหาโดยการควบคุมและตรวจสอบ “ต้นตอของ PM” เป็นประจำและครบถ้วนทุกแหล่งกำเนิด ให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไร และ (ข) มาตรการ “เยียวยา Victims” ต้องคำนึงถึง ความจน ความรวย ความเปราะบาง (vulnerability) และ ศักยภาพในการรับมือของปัญหา (copping capability) หรือไม่ และอย่างไร

“การร่วมมือกันรับผิดชอบ ต่อการบรรเทาปัญหา PM ในระยะสั้น”

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เราต้องพิจารณาหลายประเด็น อาทิ (ก) การปรับตัวของ Polluter โดยเฉพาะในเรื่องค่าเสียโอกาสและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการหยุดหรือชะลอกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น เช่น รายได้ที่หายไป หรือ รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น หรือ การเสียค่าปรับหากส่งงานไม่ตรงตามนัดหมายของลูกค้า และ (ข) การปรับตัวของ Victim (ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย) เช่น รายได้ที่หายไปจากการหยุดทำงานเพราะสุขภาพ และการระงับการจ้างงาน ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อการหลีกเลี่ยงหรือหนีปัญหาชั่วคราว เป็นต้น

“สรุป: มาตรการของรัฐสร้างความเหลื่อมล้ำสังคมหรือไม่”

การวิเคราะห์มาตรการของรัฐในอนาคตที่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำ จำเป็นต้องพิจารณาหลากหลายมิติ อาทิ (ก) ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งจะต้องแบ่ง Victims ประเภทกลุ่มคนเปราะบาง (เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้เจ็บป่วย มิติหญิงชาย) ออกจากบุคคลทั่วไป และ จะต้องแบ่ง Polluters ประเภท “ธุรกิจขนาดเล็ก/ย่อม” ออกจากผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือแบ่งสาขาแบบเกษตรกรรม อุตสาหกรรม บริการ ฯลฯ และ จะต้องแบ่งศักยภาพในการรับมือ (copping capacity) ของทั้งกลุ่ม Victims และ Polluters ด้วยฐานรายได้ (ความรวยความจน) (ข) ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (ถ้ามาตรการของรัฐเกี่ยวกับการหยุดหรือควบคุมกิจกรรม) ซึ่งต้องพิจารณาด้วยว่า กลุ่มผู้มีรายได้น้อย (ทั้ง formal & informal sectors) จะได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐอย่างไร และจะได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐในรูปแบบใด และ กิจกรรมใดที่จำเป็นต้องดำเนินการต่อเนื่อง (ไม่สามารถหยุดกิจกรรมได้) และ ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ เช่น ผู้ก่อฝุ่นอยู่ในเขต A และผู้รับเคราะห์อยู่ในเขต B (เช่น กรณีหมอกควันในภาคใต้และภาคเหนือของไทย) หากผู้ก่อฝุ่น (คนจน/คนชนบท) เพื่อผลิตสินค้าให้ ผู้รับเคราะห์ (คนรวย/คนเมือง) รัฐควรจะออกแบบมาตรการอย่างไร ที่จะช่วยเหลือ Victims ที่เป็นคนจนในเมือง (หรือในพื้นที่ B) หรือ ช่วยเหลือ Polluters ที่เป็นคนจนในชนบท (หรือในพื้นที่ A) เป็นต้น

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

วิพากษ์ PM2.5: ฝีมือมนุษย์หรือธรรมชาติ กับ ผอ.โปรกรีน

“ปัญหาหมอกควันในปัจจุบันเป็นฝีมือใคร”

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าเป็นช่วงนี้ของปี ตามฤดูกาล ทุกปี ผนวกกับกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นต้นตอของฝุ่นและมลพิษทางอากาศ จึงทำให้ฝุ่นและมลพิษทางอากาศถูกพัดมารวมที่เขตพื้นที่ประเทศไทย และไม่เคลื่อนย้ายระบายออกไปพื้นที่อื่น ระดับความรุนแรงของปัญหาเกิดขึ้นจากระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กว่าในอดีตที่ผ่านมา อีกนัยหนึ่ง ธรรมชาติส่งผลให้เกิดการสะสมมลพิษได้ง่าย และมนุษย์เป็นตัวเร่งความรุนแรงของเหตุการณ์ให้มากขึ้น

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่ก่อให้เกิด PM2.5 อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิง กระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า การเดินทางของประชาชน การก่อสร้าง การขนส่งสินค้า การเผาขยะ การเผาถางพื้นที่เกษตร เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ก็เกิดสารมลพิษอื่นด้วย เช่น PM10 NOx SOx CO2

“มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ต่อปัญหา PM2.5”

Negative externality กิจกรรมของมนุษย์สร้างผลกระทบเชิงลบแบบที่ตั้งใจ (สามารถปรับปรุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้สะอาดได้แต่ไม่ทำ) และแบบไม่ตั้งใจ (มีข้อจำกัดในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ)

Polluter responsibility ผู้สร้างฝุ่นและมลพิษทางอากาศ ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการบรรเทาปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้น คือ ตอนนี้เกิดปัญหาแล้วจะช่วยอย่างไร ระยะยาวคือรู้แน่ว่าปีหน้าจะต้องเกิดแบบนี้อีก จะต้องดำเนินการหรือมีมาตรการถาวรอย่างไร

Victim responsibility ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาฝุ่นและมลพิษทางอากาศก็ควรต้องดูแลตัวเองด้วย เพราะเราชื่อว่า ต้นทุนในการหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากฝุ่นและมลพิษทางอากาศ (averting expenditure) ต่ำกว่าต้นทุนในการรักษาอาการเจ็บป่วยจากฝุ่นและมลพิษนั้น

Government intervention การแทรกแซงของรัฐสามารถทำได้ 2 ระดับ คือ ต้องทำเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน หรือเกิดอย่างรุนแรงและเตรียมป้องกันไม่ทัน หรือป้องกันไม่ได้ ด้วยการทำการแจ้งเตือน (Early Warning) อย่างตรงไปตรงมาให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจสถานการณ์ และในระยะยาว รัฐต้องมีการทำ guideline ให้แก่ทั้ง polluter และ victim รู้ว่าควรทำอย่างไรเมื่อปีหน้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก (ซึ่ง ณ ตอนนี้ 14 มค. 2561 เวลา 17.00น. มีการประกาศมาตรการจากทั้ง กทม. กรมควบคุมมลพิษ)

“ประเด็นพึงสังเกต Averting Expenditure VS Oppourtunity Cost”

ในช่วงเวลานี้ของปี ทั้งปีนี้และในทุกๆ ปีถัดไป มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องชะลอหรือหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่าง เช่น งดเว้นการผลิตสินค้าบางประเภท ลดการขนส่งสินค้า งดการก่อสร้าง ปิดร้านหมูกระทะ ห้ามแม่ค้าหมูปิ้งออกมาขาย ฯลฯ หรือในอีกทาง หยุดกิจกรรมที่จะทำให้ประชาชนเสี่ยง เช่น งดกิจกรรมกลางแจ้ง ปิดโรงเรียน ปิดสวนสาธารณะ เป็นต้น ความคุ้มค่า/เหมาะสมของการงดการดำเนินกิจกรรมทั้งหลายอยู่ตรงไหน หากเราเชื่อว่า การก่อสร้าง การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า ไม่สามารถงดหรือหยุดกิจกรรมได้ เราควรห้ามกิจกรรมกลางแจ้งใช่หรือไม่ เราควรจะให้ความสำคัญ/มูลค่า/คุณค่า กับฝั่งใดมากกว่ากันระหว่าง การปรับตัวของ polluter และ การปรับตัวของ victim

“สรุป”

อันที่จริง เราควรเลิกชี้นิ้วหาคนรับผิดชอบแต่เพียงอย่างเดียว แต่เราต้องเข้าใจและช่วยกัน ทั้ง polluter victim และ government โดยในขั้นแรก ทุกคนต้องดูแลตัวเองก่อน ทั้งประเมินความเสี่ยงของตน (risk), ความเปราะบางของสมาชิกในครอบครัว (vulnerability), โอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นและมลพิษทางอากาศ (exposure) และ ความสามารถในการปรับตัวต่อปัญหา (coping capacity) เพื่อให้ผ่าน mini crisis นี้ไปให้ได้

ผู้ให้สัมภาษณ์ รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ
ผู้เรียบเรียง คุณศรัณย์ ประวิตรางกูร

The MATTER : มองการท่องเที่ยวแบบเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม กับ รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

Tha Matter

เริ่มเข้าใกล้ช่วง high season ของการท่องเที่ยวไทย หลายคนอั้นวันหยุดไว้เพื่อมาปล่อยเอาเต็มที่ปลายปี คุณคงนั่งอ่านรีวิว เปิดดูวิวในอินสตราแกรม อ่านโฆษณานู่นนี่จนจิตใจเตลิด หรือจองทริปสุดรื่นเริงต่างจังหวัดราวกับร่างกายเรียกร้องให้กลับไปใกล้ชิดธรรมชาติอีกครั้ง สถานที่เที่ยวสุดฮิตในโลกออนไลน์ตามเก็บครบหรือยัง?

นักท่องเที่ยวเองอาจจะมีเส้นบางๆ เส้นหนึ่งที่แยกความแตกต่างระหว่างเที่ยวเพื่อ ‘กระจายรายได้’ กับเที่ยวเพื่อ ‘ไปใช้ทรัพยากรบ้านเขา’ ซึ่งให้ผลลัพธ์ระยะยาวต่อทรัพยากรประเทศต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณจังหวัดแนวชายฝั่งซึ่งเป็นพื้นที่มูลค่าสูง และถูกตักตวงทรัพยากรไปใช้ประโยชน์จนเสื่อมโทรม ทะเลไม่ได้มีแค่ชายหาดและคลื่นสวย ธรรมชาติถักทอพันเกี่ยวมากกว่านั้นระหว่างวิถีชีวิตมนุษย์และทรัพยากร

007
ที่มา : The MATTER

“ถ้าคุณอยากเห็นการท่องเที่ยวไทยที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไร ให้คุณลองไปเที่ยวหลังช่วง high season ดูสิ คุณจะเห็นทุกอย่างเละไปหมด คุณจะเห็นการท่องเที่ยวชนิดตักตวงทรัพยากรจนสถานที่เสื่อมโทรม คุณจะเห็นขยะที่คนก่อนหน้าทิ้งไว้ น้ำในโรงแรมคุณจะไม่ไหล อาหารที่คุณอยากกินจะไม่มี  นี่เป็นเพียงสิ่งที่คุณต้องเผชิญแค่ช่วงเวลาวันหยุด แต่กลับเป็นสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญตลอดทั้งชีวิต”

“สิ่งที่คุณทำเพียงเขียนรีวิวตำหนิสถานที่นั่นว่า แย่ ไม่ประทับใจ เสียความรู้สึก แต่คุณกลับไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของการรับผิดชอบนั้นเลย”

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิจัย ชวนเราคิดถึงความหมายของการท่องเที่ยวในนิยามใหม่ ที่มองลึกไปถึงทรัพยากรการท่องเที่ยวว่าทุกอย่างที่คุณใช้ ‘ล้วนมีที่มาที่ไป’ ไม่ได้เสกขึ้นมา เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง และเงินซ่อมทุกอย่างไม่ได้ หากนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่มองด้วยสายตาแบบ ‘เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม’ คุณอาจจะขนลุกกับการท่องเที่ยวครั้งที่ผ่านๆ มา …เราโยนความรับผิดชอบไว้ให้คนอื่นเสมอ

“คำถามก็คือ เราจะเรียกการท่องเที่ยวเช่นนี้ว่า การกระจายรายได้สู่สังคม หรือไปตักตวงใช้ทรัพยากรของเขามา?

“อย่าคาดหวังการท่องเที่ยวที่ได้ตามอย่างโฆษณา เพราะคุณจะไม่ได้สิ่งนั้น”

002
ที่มา : The MATTER

อาจารย์นิรมลเป็นหนึ่งในนักวิจัยที่สนใจศึกษา ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ หรือ Blue Economy คำที่เริ่มคุ้นหูในช่วง 5-6ปีที่ผ่านมา ว่าด้วยฐานเศรษฐกิจทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่กำลังมีความเปราะบางอ่อนไหว จากการที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรบนบกจนร่อยหรอลงเรื่อยๆ ผลกระทบของ climate change อันรุนแรงเห็นเป็นประจักษ์ และการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำหรือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศจากการขยายตัวของเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจนำมาสู่งานวิจัยขนาดใหญ่ชื่อว่า ‘โครงการศึกษาแนวโน้มของการพัฒนาจังหวัดชายฝั่งทะเลของไทยเพื่อเข้าสู้สู่เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ โดยการสนับสนุนของสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ประเด็นการท่องเที่ยวจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสีน้ำเงินขนาดใหญ่ ที่เราควรตระหนักว่า เที่ยวอย่างไรให้รู้ว่าทรัพยากรมีวันหมด

The MATTER : ก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินชื่อ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ทำไมในระยะหลังเราได้ยินคำว่า เศรษฐกิจสีน้ำเงิน หรือ Blue Economy บ่อยขึ้น

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : Blue Economy หรือ เศรษฐกิจสีน้ำเงิน เป็นส่วนหนึ่งของ Green Economy แต่มีพื้นที่ส่วนหนึ่งมันอยู่ในทะเล ประเทศที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลเริ่มตระหนักแล้วว่า ปัจจุบันมีภาระหน้าที่ ‘เกินกว่า’ คนชายฝั่งทะเลจะรับมือได้หมด มีการทำประมงผิดกฎหมาย การรุกล้ำน่านน้ำ เรือขนาดใหญ่เดินเรือแกล้งเรือขนาดเล็ก มันเกิดการเบียดเบียนกันเองระหว่างมนุษย์ อีกทั้งยังเบียดเบียนธรรมชาติ ทั่วโลกจึงมีความเห็นว่า เราควรมี Blue Economy เศรษฐกิจทางทะเลชายฝั่งอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และมีความเป็นสีน้ำเงินเพื่อให้เกิดความอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้นควบคู่กัน

ถ้าให้คุณมองจากนอกโลก โลกเราเป็นสีน้ำเงิน มีปริมาณน้ำถึง 3 ใน 4 ส่วนของพื้นที่โลก ภาพของเศรษฐกิจสีน้ำเงินจึงถูกทำให้ชัดขึ้น พอพูดปุ๊บคนเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญ ขณะนี้เรามีแรงกดดันพื้นที่บนบกเยอะ ทั้งการใช้ที่ดิน อาหารที่ไม่พอ ดังนั้นการที่เราหวนกลับมาดูแลทรัพยากรทางทะเลด้วย เราจะสามารถช่วยเยียวยาความหิวโหยของประชากรบนโลกได้

003
ที่มา : The MATTER

The MATTER : เราเคยเชื่อว่าธรรมชาติจะเยียวยาตัวเอง มหาสมุทรเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราปล่อยมันไปตามธรรมชาติให้สร้างสมดุลเอง เราสามารถรอได้ไหม

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : กลไกทางธรรมชาติเป็นของมันเช่นนั้นอยู่แล้ว มีมานานกว่าสิ่งมีชีวิตในโลก แต่ในยุคแรกๆ ประชากรมนุษย์ยังไม่เยอะ เราผลิตขยะน้อยแล้วก็ปล่อยไหลไปตามน้ำเป็นเรื่องปกติ น้ำเสียลงมาผสมกับน้ำจืดและน้ำเค็ม ธรรมชาติก็บำบัดน้ำไปตามกลไก แต่ตอนนี้ขยะมันมากขึ้น ธรรมชาติเองแก้ไม่ทัน ปัจจุบันเราเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า ‘คนทำร้ายทะเล’ เพราะพวกเราอยู่ห่างไกลจากทะเลมากขึ้น ระยะทางเป็นปัจจัย เราก็ไม่เคยรับรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำส่งผลต่อทะเลอย่างไร เราไม่ได้สนใจทะเลเหมือนแต่ก่อน เพราะเราไม่เคยต้องใช้ชีวิตใกล้ชิด คุณทิ้งขยะที่จังหวัดหนึ่งมันลอยไปปากแม่น้ำ จนไหลไปกองรวมกันที่มหาสมุทร เราแทบไม่เห็นความเชื่อมโยงกับมันเลย

วิถีธรรมชาติบำบัดจัดการยาก ประกอบกับเราสร้างสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ ธรรมชาติที่มีมันเปลี่ยนทิศเปลี่ยนทาง มนุษย์เราเกิดเยอะกว่าธรรมชาติ ปัญหาเหล่านี้เลยไม่ง่ายที่ต้องบริหารจัดการซึ่งแตกต่างจากวิธีการที่เราทำบนบก

The MATTER : ความท้าทายของการจัดการในทะเลที่ต่างจากบนบกอย่างชัดเจนคืออะไรบ้าง

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : แผ่นดินมีขอบเขตขัณฑสีมาชัดเจน แต่ทะเลไม่มี  ทั้งที่ทะเลเองมีความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านมากมายไปหมด และยังเป็นสมบัติร่วมของมวลมนุษยชาติที่เรียกว่า ‘ทะเลหลวง’  ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นพื้นที่อยู่นอกเขตของแต่ละประเทศอีก ซึ่งสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้มีขยะจากทุกประเทศไปกองรวมกันอยู่ที่ทะเลหลวง บางคนใช้โอกาสที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของนี้เอากากของเสียอันตรายไปทิ้ง

ทรัพยากรทางทะเลไม่ได้เป็นของประเทศใดประเทศหนึ่ง ขอบเขตของทะเลก็ไม่ชัดเจน และทรัพยากรอย่าง ปลา มันสามารถว่ายเปลี่ยนถิ่นอาศัยไปเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นของผู้ใดคนหนึ่ง มันจึงเป็นส่วนที่ท้าทายว่าเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

004
ที่มา : The MATTER

The MATTER : ในประเทศไทยเราเองจัดการเรื่องนี้อย่างไร

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : ประเทศไทยเราก็มีขอบเขตที่ไม่ชัดเจน ไทยมี 24 จังหวัดติดชายฝั่งทะเล คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเขาข้ามไปทะเลจังหวัดไหน ซึ่งทะเลไม่มีการลากเส้นชัดเจน  แผนที่ทะเลจึงต้องมีความชัดเจนมากขึ้น อำเภอแต่ละอำเภอมีความรับผิดชอบแค่ไหน นับว่าเป็นความท้าทายพอสมควร

ทะเลมีความเป็นทรัพยากรส่วนร่วมเยอะ ทุกคนวิ่งไปใช้ประโยชน์  แต่การพังทลายเกิดขึ้น ความเสียหายนี้ใครจะรับผิดชอบ ก็ยังหาคนดูแลไม่ได้ จะหาหน่วยงานชายฝั่งหน่วยเดียวที่รับผิดชอบพื้นที่เป็นพันกว่ากิโลเมตรก็ยากลำบาก จังหวัดก็จะไม่รู้จักความเป็นเจ้าของ กฎหมายที่ดูแลดันมีหลายฉบับและไม่สอดคล้องกัน กฎมายท่าเรืออย่างหนึ่ง กรมเจ้าท่าอีกอย่างหนึ่ง  พอจะดูแลป่าชายเลนก็อีกกฎหมายหนึ่ง  ทั้งๆ ที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน หาคนรับผิดชอบไม่ได้ แต่พอหาได้ คนก็อาจจะเกี่ยงกันนิดนึง

005
ที่มา : The MATTER

The MATTER : การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งใน ‘มูลค่า’ ที่ประเทศเราตักตวงจากทะเลได้อย่างมหาศาล อาจารย์มองว่าการท่องเที่ยวของเราเป็นแบบไหน

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : เราเห็นมูลค่าชัดเจนนะ  แต่ไม่ได้เห็นจากทะเลล้วนๆ ต้องผ่านกรอบการท่องเที่ยวทะเล เราไปเที่ยวแล้วไม่มีความรู้สึกไปทำความสะอาดชายหาด เราไม่รู้สึกว่าการที่เราลงเรือสกู๊ตเตอร์ไปมาก่อคลื่นที่เปลี่ยนทิศทางสามารถทำลายชายหาดได้  บัดนี้มันเห็นผลแล้วถ้าคุณไปดูกรณีของพัทยาหรือบางแสน คำถามคือ นักท่องเที่ยวอย่างเกาะพะงันที่ไปฟูลมูนปาร์ตี้ได้ลงเก็บขยะหรือเปล่าหลังจากงานเลิก ตอนนี้ใช้ระบบรณรงค์มากกว่าที่จะสร้างจิตสำนึก ทุกคนตระหนัก แต่ไม่ยอมปฏิบัติ

การโปรโมตการท่องเที่ยวเราไม่เคยใช้โอกาสแบบนี้ เรากินข้าวเสร็จเราลุกจากโต๊ะอาหารทันที พูดรุนแรงหน่อยคือ สะบัดก้นออกไปเลย เราไม่ได้ใส่ใจว่าคนที่อยู่ตรงนั้นเขาทำอะไรต่อ

006
ที่มา : The MATTER

The MATTER : มันเป็นหน้าที่ของเราเท่านั้นหรือเปล่า

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : ทำไมผู้บริโภคต้องใส่ใจ? ต้องไปตามดูทุกครั้งหรือว่าขยะร้านนี้ทิ้งอย่างไร มันคงไม่ใช่หน้าที่ของเราซะทีเดียว แต่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน เรายังไม่เคยเห็นการบริหารน้ำจืดน้ำเค็มจากแหล่งท่องเที่ยวที่เราไป เราเรียกร้องที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ไหม เวลาพูดถึงน้ำเสีย ประเทศเราจะไม่ยอมให้ใครเห็น จะเอาไปแอบๆ ซะ ในขณะบางประเทศจะเปิดให้เห็นทิศทางการไหลของน้ำว่าลงทะเลอย่างไร พอคนได้เห็นความเป็นจริง พวกเขาจะรับรู้สถานการณ์ที่คนริมฝั่งกำลังเผชิญอยู่  การท่องเที่ยวของเราลูบหน้าปะจมูกเกินไป กลัวคนเห็นสิ่งไม่ดี

007
ที่มา : The MATTER

The MATTER : การโปรโมตการท่องเที่ยวของประเทศไทยมีปัญหา?

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : การท่องเที่ยวของเราละเลยการทำผังเมือง เราอยากส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมธุรกิจโฮมสเตย์ ร้านอาหาร การพักผ่อน แต่ขาดการวางแผนว่าโซนไหนเหมาะสม  มีน้ำประปาเข้าถึงหรือยัง มีระบบถ่ายเทน้ำเสียไหม ระบบการดูแลขยะจัดการอย่างไร คือเราส่งเสริมอย่างเดียวจน ‘ลืม’ ความสะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกด้วย จากนั้นผู้ประกอบการจะดิ้นรนกันเอง เพราะเราไม่มีสิ่งรองรับเขาไว้ เขาก็จะไปเบียดเบียนกันเอง เบียดเบียนคนอื่น หากการท่องเที่ยวมีการวางแผนไว้สำหรับผู้ประกอบการ  คนเที่ยวก็สบายใจ คนจัดการก็สบายใจ

เวลาไปเที่ยวเราทิ้ง ‘รอยเท้า’ ไว้เสมอ มีใครคนจัดการไหม เศษขยะที่เราทิ้งมีใครจัดการต่อหรือเปล่า อาบน้ำในโรงแรง น้ำสะอาดมาจากไหน คนเราไม่เคยตั้งคำถาม แต่ถ้าเมื่อไหร่น้ำไม่ไหลไฟดับ โกรธเชียว ไปรีวิวว่าโรงแรมนี้ไม่ดี อย่าไป  แต่ในความเป็นจริงเราไปแย่งน้ำแย่งไฟเขาใช่ไหม เราเป็นคนนอกต่างหาก ไม่ใช่คนในพื้นที่

เราลืมนึกถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม การจัดการบางอย่างเราใช้ระบบ top down คิดว่าตรงนี้เหมาะสม เกิดจากการที่กลุ่มคนชุดหนึ่งบอกว่าพื้นที่ตรงนี้ดี โปรโมตการท่องเที่ยวเลย ปรากฏว่าคนส่งเสริมเป็นคนนอกพื้นที่ คนในพื้นที่ถูกละเลย ไม่ดึงเข้ามามีส่วน

ถ้าจะให้เจาะลึกไปก็คือ หัวหินและชะอำมีปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรง ภูเก็ตเองเริ่มมีปัญหาไฟฟ้าและน้ำจืด โชคดีจังหวัดในภาคใต้เป็นจังหวัดที่มีฝนตกชุก น้ำประปาจึงจะไม่เดือดร้อนเท่ากับไฟฟ้าที่กระชากดับเป็นพักๆ ภาคใต้ฝั่งตะวันออกไฟฟ้ายังไม่น่าเป็นห่วง แต่เปราะบางเรื่องน้ำจืด น้ำประปา เพราะเขาไม่มีแม่น้ำ แล้วจะเอาน้ำจากไหน ตอนนี้มีการผันน้ำข้ามจังหวัด จากเขื่อนเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจาน ผันไปที่หัวหินเพราะน้ำไม่พอใช้  แต่ตอนนี้กลับมีโรงแรมใหม่เกิดขึ้นมากมาย เรื่องเหล่านี้ต้องวิเคราะห์ให้รอบด้านเพื่อให้คนในพื้นที่ได้รับรู้ นักท่องเที่ยวต้องรู้ด้วย ไม่ใช่นักท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย

008
ที่มา : The MATTER

The MATTER : พฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบไหนที่ยั่งยืนและอาจารย์อยากให้เปลี่ยนมุมมอง

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : อยากให้ลองเปลี่ยนไปเที่ยวหลังฤดูท่องเที่ยว คือหมดซีซั่นท่องเที่ยวในวันสุดท้าย จังหวะนั้นให้ลองไปเที่ยวดู ท่านจะเห็นความเสื่อมโทรมของพื้นที่ สนามหญ้าถูกเหยียบไปหมด หาดทรายเละ ขยะเป็นกองๆ ชักโครกก็ไม่ลง ร้านอาหารสั่งอะไรไปก็หมด ถ้าเราเห็นแบบนี้จะรู้สึกอย่างไร?

คุณอาจโวยไม่มาแล้ว จะไปเที่ยวช่วงต้นฤดูแทน ไอ้แบบนี้ก็กลับมาอีกเป็นลูปเดิม พฤติกรรมการเที่ยวของเราไม่จำเป็นต้องเฮโลไปตามแฟชั่น ต้องเที่ยวแบบ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’

รัฐบาลพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง อำเภอรอง อันนี้ก็เป็นทางออกประเภทหนึ่ง แต่หากพื้นที่ไม่รองรับก็เป็นปัญหาเดิมอีก อยากให้ทุกท่านกระจายเวลาเที่ยว หลีกเลี่ยงความแออัด อย่าคาดหวังว่าจะต้องตามกระแสเฟซบุ๊ก ใครลงก่อนเก๋ก่อน  เราต้องเข้าใจว่าทรัพยากรของเรามีจำกัด ประมงมีฤดูกาล ปลา กุ้ง ปลาหมึกมีฤดูพักอาศัย บางฤดูไม่ควรกินก็ต้องเข้าใจ ถ้ากระจายเวลาเที่ยวก็จะเป็นการกระจายการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

กลับมาสู่ความคิดตั้งต้นว่า คุณไปเที่ยวเพื่ออะไร ‘กระจายรายได้’ หรือ ‘ไปใช้ทรัพยากรบ้านเขา’ ถามตัวเองเช่นนี้ทุกครั้งก่อนเดินทาง และทะเลไทยจะยังเป็นสถานที่มอบความทรงจำที่ดีได้อีกสักระยะ

009
ที่มา : The MATTER

 

ที่มา : The MATTER
Link :https://thematter.co/byte/travel-with-blue-economy-mind/62125

การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง กติกาการจัดสรรน้ำผ่านกระบวนการเกม

“โครงการเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย” โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง กติกาการจัดสรรน้ำผ่านกระบวนการเกม ในวันที่ 28 กันยายน 2561 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส

DSC_0316
รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ ประธานโครงการฯ

“โครงการเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย” ได้จัดกิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้น เพื่อนำเสนอเครื่องมือและกลไกทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดสรรน้ำ ที่เชื่อมโยงมิติทางเศรษฐกิจ สังคม โดยคำนึงถึงความมั่นคงด้านอาหารและทรัพยากรน้ำ และ เพื่อให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการจัดสรรน้ำสามารถเข้าใจในเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ (ค่าใช้จ่ายด้านน้ำ หรือการกำหนดโควตาการใช้น้ำ) เครื่องมือทางสังคม (กติกาทางสังคม) และเครื่องมือทางกายภาพ (ระบบชลประทาน อ่านเก็บน้ำ) ในการจัดสรรน้ำ ตลอดจน เพื่อระดมสมองข้อเสนอแนะเกณฑ์การจัดสรรน้ำใน 10 ปีข้างหน้า สำหรับการบริหารงานลุ่มน้ำในประเทศไทย ผ่านกระบวนการเกมกระดาน (board game) ในโอกาสนี้มีตัวแทนจากหน่วยงานราชการเข้าร่วมการประชุม ดังนี้

  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
  • กรมทรัพยากรน้ำ
  • กรมชลประทาน
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
  • สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)
  • การประปานครหลวง
  • การประปาส่วนภูมิภาค
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • กรมเจ้าท่า
  • กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
  • สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  • กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรุงเทพมหานคร
  • สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง
DSC_0281
แบ่งเป็น 2 ลุ่มน้ำ ลุ่มน้ำละ 3 กลุ่ม ได้แก่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

รูปแบบเกมแบ่งเป็น 2 ลุ่มน้ำ โดยแต่ละลุ่มน้ำประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มต้นน้ำ กลุ่มกลางน้ำและกลุ่มปลายน้ำ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีสมาชิก 5-6 คน จำลองให้ผู้เล่นแต่ละกลุ่มคือคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย ทำหน้าที่บริหารจัดการในพื้นที่ซึ่งมีทรัพยากรน้ำเป็นปัจจัยหลักในการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้ข้อจำกัดและสถานการณ์ของแต่ละกลุ่มซึ่งจำลองมาจากเหตุการณ์จริง

DSC_0336
บอร์ดเกมการบริหารจัดการน้ำ

ในเกมดำเนินมาตรการจัดสรรทรัพยากรน้ำจากส่วนกลางแบ่งเป็น 3 มาตรการ ได้แก่

  1. มาตรการสั่งการจากส่วนกลาง (Command & Control) คือการกำหนดจากรัฐส่วนกลางว่าจะจัดสรรน้ำให้แต่ละพื้นที่ปริมาณเท่าใดและให้พื้นที่ใดก่อน (ในกรณีที่มีน้ำไม่เพียงพอแก่ทุกกลุ่ม) ตามที่รัฐส่วนกลางเห็นสมควร
  2. มาตรการเก็บค่าน้ำ (Water Fee) เนื่องจากปัจจุบันน้ำชลประทานประเทศไทยเป็นสินค้า (ฟรี) ที่กีดกันผู้ใช้ไม่ได้แต่ใช้แล้วสามารถหมดไป (Common Goods) จึงเกิดปัญหาการใช้ทรัพยากรน้ำแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา (tragedy of the commons) และทำให้ทรัพยากรน้ำขาดแคลนในที่สุด จึงเกิดมาตรการเก็บค่าน้ำขึ้นเพื่อให้ราคาเป็นกลไกกำหนด เมื่อน้ำมีราคาทำให้ผู้ใช้น้ำเห็นคุณค่าของทรัพยากรและใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  3. มาตรการแลกเปลี่ยนโควตาการใช้น้ำ (Transferable Quota) เป็นมาตรการที่รัฐส่วนกลางจัดสรรน้ำให้เท่ากันทุกกลุ่ม ต่อมาหากกลุ่มใดมีความต้องการใช้น้ำน้อยกว่าที่ได้รับจัดสรรสามารถนำน้ำไปขายให้กลุ่มที่มีน้ำไม่พอใช้ ซึ่งราคาและปริมาณซื้อขายขึ้นอยู่กับการเจรจาของผู้ซื้อและผู้ขาย
DSC_0321
อ.ชล บุนนาค เป็นกระบวนกรนำเล่นเกมการบริหารจัดการน้ำ

หลังจากเล่นจากเกมกระดาน ผู้เข้าร่วมมีความเห็นดังนี้

  • ค่าน้ำประปาในเมืองท่องเที่ยวควรเก็บค่าธรรมเนียมใช้น้ำเพิ่ม เนื่องจากภาครัฐไม่สามารถปล่อยให้เมืองท่องเที่ยวขาดน้ำได้ จึงทำให้เมืองท่องเที่ยวมีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดเมื่อเทียบกับบางแห่งที่ช่วงแล้งไม่มีน้ำใช้
  • การบริหารจัดการน้ำ ยังมี Demand ไม่เท่ากับ Supply กล่าวคือบางพื้นที่มี Demand และมีเงินซื้อน้ำ แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งน้ำ (ทั้งด้านกายภาพและนวัตกรรม) ในปัจจุบันยังไม่มีความพร้อม จึงไม่สามารถเกิดตลาดขึ้นได้
  • เกณฑ์การคิดค่าน้ำควรมาจากค่าลงทุนและค่าบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งน้ำ ค่าดำเนินการเพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำ และนำเงินเข้ารัฐ นอกจากนั้นควรรวมต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์
  • เสนอให้มีการพิจารณาเรื่องกำหนดโควตาและเก็บค่าน้ำจากแหล่งน้ำไม่เคยเก็บ ได้แก่ น้ำฝน (ที่มาจากฝนเทียม) น้ำท่า น้ำบาดาล
  • ควรมีการระดมความคิดเห็นร่วมกันของ ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเกื้อกูลในการใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกันทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว และภาคครัวเรือนเป็นต้น
  • หากในอนาคตมีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นระบบจัดสรรน้ำที่ดีขึ้น ควรให้ผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนทราบข้อมูลและข้อจำกัดของระบบ เพื่อให้ภาครัฐและผู้ใช้น้ำเองสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ปฏิญญา Andaman Go GREEN

6 องค์กรภาคเอกชน 6 จังหวัดอันดามัน จับมือประกาศปฏิญญา Andaman Go GREEN มุ่งพัฒนาพื้นที่ไปสู่ความยั่งยืน และเป็นธรรม

1537525586306-768x512

ที่ จ.พังงา 6 องค์กรภาคเอกชนในพื้นที่ 6 จังหวัดอันดามัน ประกอบด้วยผู้แทนจากหอการค้า ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผู้แทนสภาเกษตรกร ผู้แทนเครือข่ายประมงพื้นบ้าน ผู้แทนเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชน และผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบล จากจังหวัดระนอง กระบี่ ตรัง สตูล ภูเก็ตและพังงา เข้าร่วมสัมมนา “ปฏิญญาAndaman Go Green”พร้อมกับร่วมลงนามใน “ปฏิญญาAndaman Go Green” และมีผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆใน 6 จังหวัดอันดามัน เข้าร่วมเป็นสักขีพยานกว่า 200 คน

1537525588616-768x512

นายสุทธิโชค ทองชุมนุม อดีตประธานหอการค้า จ.พังงา กรรมการสภาหอการค้าไทย เป็นผู้แทนอ่านคำประกาศปฏิญญา “Andaman Go Green” โดยมีเนื้อหาว่า “การกำหนดทิศทางการพัฒนาของภูมิภาคอันดามันมีขึ้นเพื่อตระหนักถึงภาระอันสำคัญนี้ หลายภาคส่วนจึงร่วมแรงร่วมใจกันออกแบบทิศทางการพัฒนาเพื่อให้ภูมิภาคอันดามันมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เป็นกระบวนการพัฒนาบนฐานความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นกระบวนการพัฒนาเพื่อให้เกิดการกระจายและเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคบนโลกใบนี้ที่จะประกาศว่าจะสร้างทิศทางการพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาของโลกที่ผ่านมาตามแนวทางการพัฒนาของสหประชาชาติ โดยที่ ภาคส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญคือหอการค้า 6 จังหวัดอันดามันมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะเป็นส่วนสำคัญของการสร้างสรรเศรษฐกิจอันดามันให้เติบโตอย่างยั่งยืนจึงดได้ประชุมร่วมกันและมีฉันทามติในการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาAndaman Go GREEN ซึ่งเป็นแนวทางสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจบนฐานการรักษาสิ่งแวดล้อม เกื้อกูลสังคมและเชื่อมโยงให้ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกัน ในภาคส่วนการท่องเที่ยวที่สำคัญโดยสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภูมิภาคอันดามัน มีฉันทามติร่วมกันว่าทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวภูมิภาคอันดามันจะดำเนินการตามแนวทางAndaman Go GREEN ด้วยการพัฒนาการท่องเที่ยว

ที่มา :  INNnews