7 วิธีเพื่อลดช่องว่างทางการเงินมหาสมุทร (Blue Finance Gap)

High Level Panel for a Sustainable Ocean Economy (Ocean Panel) ได้ตีพิมพ์รายงานล่าสุด “Ocean Finance: Financing the Transition to a Sustainable Ocean Economy” ซึ่งได้ระบุถึง การลดช่องว่างทางการเงินมหาสมุทร (Blue Finance Gap) จำนวน 7 วิธี เพื่อให้มั่นใจว่า การกระจายผลประโยชน์มีความเท่าเทียมกัน บนพื้นฐานของ “เศรษฐกิจมหาสมุทรอย่างยั่งยืน” (Sustainable Ocean Economy) ดังนี้ การสร้างและการดำเนินงานแนวทางและหลักการการลงทุนแบบใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงการจัดการและการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศมหาสมุทรไปในทิศทางที่ดีขึ้น การสร้างความเข้มแข็งเกี่ยวกับความรู้ ข้อมูล และศักยภาพ ของสภาพแวดล้อมและการเงินมหาสมุทรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา การสร้างสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการลงทุน โดยรัฐบาลและหน่วยงานทุกระดับมีบทบาทที่สำคัญในการออกกฎเกณฑ์และนโยบายที่มีประสิทธิภาพและเสถียรถาพ การกระตุ้นให้เกิดกลไกการลงทุนที่รวบรวมเงินทุนให้เปล่าและเงินกู้แบบผ่อนปรน จากองค์กรการกุศลและสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา การสำรวจและสร้างเครื่องมือและกลไกการเงินรูปแบบใหม่ ซึ่งสนับสนุนกิจกรรมในมหาสมุทรที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ มีการมีส่วนรวม และมีความยั่งยืน ซึ่งสามารถเข้าถึงชุมชนในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะผู้หญิง เยาวชน และกลุ่มชนชายขอบContinue reading “7 วิธีเพื่อลดช่องว่างทางการเงินมหาสมุทร (Blue Finance Gap)”

สหภาพยุโรปกำหนดลักษณะกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมการลงทุนสีเขียว

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้อนุมัติกรอบการทำงานที่ระบุลักษณะกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนสีเขียวในภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้น และป้องกันการฟอกเขียว (greenwashing) ซึ่งเป็นการทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่ามีการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยลักษณะกิจกรรมฯที่เข้าข่ายต้องตอบสนองต่อเป้าหมายทางสิ่งแวดล้อม 6 ประการ ได้แก่ การลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปกป้องทรัพยากรน้ำและทะเลและการใช้ทรัพยากรน้ำและทะเลอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน การควบคุมและป้องกันมลพิษ และการปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศน์และความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น ส่วนเกณฑ์ในการพิจารณากิจกรรมฯตามแต่ละเป้าหมายทางสิ่งแวดล้อมจะแล้วเสร็จภายในปี ค.ศ. 2021 ทั้งนี้ สหภาพยุโรปได้ประเมินไว้ว่าจะต้องมีการลงทุนสีเขียวสูงถึง 260,000 ล้านยูโรต่อปี ในช่วงทศวรรษหน้า เพื่อที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ อ้างอิง https://www.europarl.europa.eu/news/en/headlines/economy/20200604STO80509/eu-defines-green-investments-to-boost-sustainable-finance

สหกรณ์การเกษตรในอังกฤษได้รับ “สินเชื่อสีเขียว” เพื่อติดตั้งแผงโซลาเซลล์บนหลังคา

“Barry Gardens” สหกรณ์การเกษตรของผู้ปลูกผลเบอร์รี่และผลไม้เมล็ดแข็งในเขต Kent ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ ได้รับ “สินเชื่อสีเขียว” (Green Loan) จำนวน 780,000 ปอนด์ จาก HSBC U.K. เพื่อนำไปติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาของสำนักงานใหญ่ ซึ่งมีกำลังผลิตติดตั้ง 993 กิโลวัตต์ สามารถช่วยลดคาร์บอนฟุตปรินท์ของอาคารลงได้กว่า 292,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี อ้างอิง https://www.cnbc.com/2020/06/26/uk-fruit-producer-uses-green-loan-to-fund-sustainable-development.html

เซเนกัลวางเป้าหมายสู่ “เกษตรเชิงนิเวศ” แต่มันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้

เซเนกัลได้วางเป้าหมายที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่เกษตรเชิงนิเวศ (Eco-farming) เพื่อเพิ่มการผลิตอาหารที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ และเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวของเกษตรกร โดยมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การปลูกต้นไม้ในฟาร์ม การผลิตพืชที่มีความหลากหลาย การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และการหมุนเวียนพืชเพื่อรักษาคุณภาพดิน ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่ก็ได้ดำเนินการอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่เซเนกัลต้องการจะยกระดับกิจกรรมต่างๆ ให้เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม มันอาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ เพราะรัฐบาลได้ให้เงินอุดหนุนในการใช้ปุ๋ยเคมีมามากกว่า 2 ทศวรรษ เพื่อให้มีการผลิตอาหารเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปุ๋ยเคมีคงไม่ยอมสูญเสียผลประโยชน์อย่างแน่นอน นอกจากนี้เกษตรกรก็ยังไม่มีความรู้ด้านเกษตรเชิงนิเวศมากนัก ทั้งนี้ เซเนกัลมีประชากรประมาณ 16 ล้านคน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท และยังพึ่งพิงการเกษตรเพื่อยังชีพเป็นหลัก โดยในปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีประชากรมากกว่า 2.5 ล้านคน ที่ไม่ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ และ 700,000 คนจากจำนวนดังกล่าวอยู่ในภาวะวิกฤติ อ้างอิง https://www.weforum.org/agenda/2020/02/senegal-eco-farming-food-supply-climate-change/

วาติกันกระตุ้นคาทอลิกหยุดการลงทุนเชื้อเพลิงฟอสซิล

วาติกันได้กระตุ้นให้คาทอลิกหยุดการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิล และธุรกิจอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยการขอร้องนี้ได้ถูกบรรจุอยู่ในคู่มือผู้นำและผู้ทำงานคริสตจักร ที่มีความหนาถึง 225 หน้า เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี สาสน์พระสันตะปาปา “Laudato Si” (Praised Be) ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในความต้องการที่จะปกป้องธรรมชาติ ชีวิต และคนไร้ที่พึ่ง ทั้งนี้ คู่มือผู้นำและผู้ทำงานคริสตจักรมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ดังนี้• ขั้นตอนการปฏิบัติในการบรรลุเป้าหมายของสาสน์พระสันตะปาปา ที่สนับสนุนข้อตกลงโลกร้อนและตระหนักถึงความอันตรายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ• การสนับสนุนให้ไม่ลงทุนในบริษัทที่ไม่ผ่านคุณสมบัติต่างๆ เช่น ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชน การใช้แรงงานเด็ก และการปกป้องสิ่งแวดล้อม• การหลีกเลี่ยงบริษัทที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือสังคม อาทิ การทำแท้ง การค้าอาวุธ และการทำลายสิ่งแวดล้อม (เช่น เชื้อเพลิงฟอสซิล)• การตรวจสอบอุตสาหกรรมขุดเจอะอย่างเข้มงวด ที่ทำให้ระบบนิเวศเปราะบางต่อการป้องกันการปนเปื้อนดิน น้ำ และอากาศ เมื่อเดือนที่แล้ว องค์กรกว่า 40 แห่งทั่วโลก ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นคาทอลิก เช่น ธนาคารวาติกัน สังฆมณฑล และสถาบันการศึกษา เป็นต้น ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าไม่ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงฟอสซิล สาสน์พระสันตะปาปากระตุ้นให้คาทอลิกปกป้องสิทธิของประชาชนท้องถิ่นในพื้นดินของตนเอง และสิทธิเพื่อที่จะยืนหยัดในการต่อต้านบริษัทที่เป็นสาเหตุของหายนะทางสิ่งแวดล้อม หรือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มากเกินความจำเป็น อ้างอิงContinue reading “วาติกันกระตุ้นคาทอลิกหยุดการลงทุนเชื้อเพลิงฟอสซิล”