Category Archives: Progreen

5 นโยบาย/ข้อเสนอแนะ/โครงการที่น่าสนใจ เพื่อการจัดการขยะพลาสติกของไทย

คมศักดิ์ สว่างไสว นักวิชาการประจำศูนย์ฯ

จากการเสียชีวิตของลูกพะยูน “มาเรียม” ที่ได้กินขยะพลาสติกเข้าไปเพราะคิดว่าเป็นอาหาร และการตรวจพบไมโครพลาสติกในกระเพาะปลาทู ซึ่งเป็นปลาที่คนไทยนิยมรับประทาน ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างกระแสความสนใจและความตระหนัก ในปัญหาขยะพลาสติกและไมโครพลาสติกของสังคมไทยเป็นอย่างมาก จนเกิดการรณรงค์ไม่ให้ใช้ถุงพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวกันอย่างแพร่หลาย รวมทั้งการเก็บขยะตามชายหาดท่องเที่ยว

รูปที่ 1 ข่าวการเสียชีวิตของพะยูนน้อย “มาเรียม” และการตรวจพบไมโครพลาสติกในกระเพาะปลาทู

ที่มา: https://www.facebook.com/mangozero/posts/2306206699708902, https://www.facebook.com/mnpoc.trang3/posts/2120974728207664

เรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนสงสัยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีนโยบายจากภาครัฐอะไรบ้างในการจัดการปัญหาขยะพลาสติก ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมหรือไม่ นักวิชาการได้ให้ข้อเสนอแนะอะไรบ้าง และมีโครงการที่ดำเนินงานแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมบ้างไหม ซึ่งจากการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล ทำให้ผู้เขียนได้พบกับ 5 นโยบาย/ข้อเสนอแนะ/โครงการที่น่าสนใจ เพื่อการจัดการขยะพลาสติกของไทย ดังนี้

(ร่าง) โรดแมปการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573

สำหรับนโยบายหลักของประเทศไทยในการจัดการขยะพลาสติก คงจะหนีไม่พ้น “(ร่าง) โรดแมปการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573” ของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกรอบและทิศทางการดำเนินการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการจัดการขยะพลาสติกของประเทศ โดยโรดแมปประกอบด้วย 2 เป้าหมาย ดังนี้

เป้าหมายที่ 1 การลดและเลิกใช้พลาสติกเป้าหมาย ด้วยการใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งแบ่งออกเป็นสองช่วง คือ ระยะที่หนึ่งจะลดและเลิกใช้พลาสติก 3 ชนิด ได้แก่ พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (Cap Seal) ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ผสมสารอ็อกโซ่ (Oxo) และไมโครบีด (Microbead) ภายในปี 2562 ส่วนระยะที่สองจะลดและเลิกใช้พลาสติกอีก 4 ชนิด ได้แก่ ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน กล่องโฟมบรรจุอาหาร แก้วพลาสติกแบบบางใช้ครั้งเดียว และหลอดพลาสติก (ยกเว้นการใช้กรณีมีความจำเป็นสำหรับเด็ก คนชรา และผู้ป่วย) ภายในปี 2565

เป้าหมายที่ 2 การนำขยะพลาสติกเป้าหมายกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายในปี 2570 โดยจะมีการศึกษาและกำหนดเป้าหมายของพลาสติกในส่วนที่จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ และส่วนที่ของเสียจะถูกนำไปกำจัดให้ถูกวิธี

ซึ่งทั้ง 2 เป้าหมายมีแผนปฏิบัติการแบ่งออกเป็น 3 มาตรการ คือ 1) มาตรการลดการเลิกขยะพลาสติก ณ แหล่งกำเนิด โดยจะมีการสนับสนุนการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 2) มาตรการลด เลิกใช้พลาสติก ณ ขั้นตอนการบริโภค โดยขับเคลื่อนการลดและเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และ 3) มาตรการจัดการขยะพลาสติกหลังการบริโภค โดยจะมีการส่งเสริมและสนับสนุนการนำขยะพลาสติกเข้าสู่การนำกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์

นอกจากนี้ ยังมีการจัดการและการขับเคลื่อนผ่าน 4 กลไก คือ 1) การสร้างความรู้และความเข้าใจหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินการการ 2) การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ 3) การใช้เครื่องมือและกลไกที่เหมาะสม เช่น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทุกภาคส่วน และการเร่งออกกฎหมาย และ 4) การจัดทำฐานข้อมูลขยะพลาสติกของประเทศ

สำหรับการดำเนินนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีข้อตกลงที่จะร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และร้านค้าสะดวกซื้อ 43 แห่ง หยุดจ่ายถุงพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียว (Single-use Plastic) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 2 ปี ส่วนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เตรียมออกนโยบายห้ามใช้ไมโครบีด ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว (Rinse-off Products) ซึ่งคาดว่าจะบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 เช่นเดียวกัน

รูปที่ 2 (ร่าง) โรดแมปการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573

ที่มา: http://www.pcd.go.th/Info_serv/File/Plastic%20Roadmap%20Poster.jpg

นโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนปี พ.ศ. 2562-2563

ในส่วนของภาคเอกชน หอการค้าไทยต้องการที่จะกำหนดแผนการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะพลาสติกและขยะอาหารแบบบูรณาการ ผ่านทางเครือข่ายที่มีสมาชิกอยู่ราว 120,000 ราย จึงได้ว่าจ้างสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) ศึกษาที่มาของขยะทะเลและมาตรการจัดการปัญหาขยะทะเล ซึ่งจากการศึกษาพบว่า

ปัญหาขยะทะเลมีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีปริมาณขยะทะเล 400,000 ตัน ในปี 2553 แต่ได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,000,000 ตัน ในปี 2562 ซึ่งขยะทะเลไทยส่วนใหญ่พบว่าเป็นถุงพลาสติก 11.7% กล่องโฟม 9.9% ห่ออาหาร 8.8% ถุงก๊อปแก๊ป 8.6% ขวดแก้ว 7.5% ขวดพลาสติก 7.2% และหลอดดูด 5.1% สำหรับแหล่งที่มาขยะทะเลไทยพบว่า อันดับหนึ่งเป็นการท่องเที่ยวชายหาด รองลงมาเป็นชุมชนริมน้ำ และการฝังกลบที่ไม่ถูกวิธี

ทั้งนี้ TDRI ได้ให้ข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะทะเล คือ 1) รัฐบาลควรประกาศให้การแก้ไขปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ 2) รัฐควรออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาขยะ เช่น การเลิกใช้โฟม การเก็บเงินหากใช้ถุงพลาสติก และการมัดจำขวด เป็นต้น และ 3) ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมกันรณรงค์ลดการสร้างขยะ พร้อมส่งเสริมการแยกขยะ

รูปที่ 3 แหล่งที่มาขยะทะเลไทย

ที่มา: https://news.thaipbs.or.th/content/283517

สำหรับหอการค้าไทยได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการระดมความคิดเห็นของคณะกรรมการและเครือข่าย เพื่อร่วมกันกำหนดจุดยืนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ได้กำหนดแผนการดำเนินงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งหมด 4 แผน ซึ่งเน้นหวังผลในเชิงปฏิบัติและบูรณาการครอบคลุมทั้งประเทศ โดยมุ่งเน้นขยะพลาสติก ขยะอาหาร และอาหารเหลือ ได้แก่

  1. การรณรงค์ให้ความรู้และเปลี่ยน Mindset โดยเน้น 2 กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มนักเรียนและนักศึกษา เช่น การบรรจุในบทเรียนชุดความรู้ในหลักสูตร การจัดทำบอร์ดเกมส์ และการนำโมเดลโรงเรียนต้นแบบมาเผยแพร่สร้างโครงการนำร่อง เป็นต้นแบบสร้างรายได้เพิ่มมูลค่าจากขยะพลาสติกสู่โรงเรียน เป็นต้น และกลุ่มประชาชนทั่วไป ซึ่งประกอบด้วย ชุมชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว โดยใช้ Social Media, Influencers, YouTubers รวมถึงพระสงฆ์และวัด ให้เข้ามามีส่วนร่วม
  2. การแยกขยะ เช่น จัดตั้งถังแยกขยะในจุดที่เหมาะสม โดยร่วมมือกับภาครัฐและเครือข่าย
  3. การลดขยะอาหาร (Food Waste) ในภาคการค้าและบริการ เช่น โรงแรม โดยการเผยแพร่แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice) ขององค์กร ที่มีการบริหารจัดการ Food Waste ที่มีประสิทธิภาพ
  4. การนำอาหารเหลือที่สามารถบริโภคได้ (Food Surplus) ไปบริจาคผู้ขาดแคลน

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อสถานการณ์และแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะทะเลและชายฝั่ง

“ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อสถานการณ์และแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะทะเลและชายฝั่ง” เป็นเอกสารภายใต้โครงการการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อในประเด็นเร่งด่วนเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย พ.ศ. 2559-2561 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ซึ่งได้นำเสนอปัญหาขยะทะเลและชายฝั่งที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นขยะพลาสติก โดยมีแหล่งที่มาจากกิจกรรมบนฝั่ง 80% เช่น ชุมชน แหล่งทิ้งขยะบนฝั่ง บริเวณท่าเรือ และการท่องเที่ยวชายหาด เป็นต้น และกิจกรรมในทะเล 20% เช่น การขนส่งทางทะเล การประมง และการท่องเที่ยวทางทะเล เป็นต้น ทั้งนี้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อมี 4 ประเด็น ดังนี้

  1. การป้องกันปัญหาขยะทะเลจากแหล่งกำเนิดขยะทั้งบนบกและในทะเล โดยการลดปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องนำไปกำจัดทั้งบนบก ในพื้นที่เกาะ และพื้นที่ชายฝั่ง ออกมาตรการให้ผู้ผลิต ลด เลิก ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียว การเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ผลิต การควบคุมกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่ก่อให้เกิดขยะทะเล และสนับสนุนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงิน
  2. การแก้ไขสถานการณ์ขยะที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากกิจกรรมบนบก การรองรับและจัดการขยะจากกิจกรรมบนบกและในทะเล การเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มบริการจัดเก็บขยะให้เข้าถึงทุกชุมชนอย่างสม่ำเสมอ การคัดแยกและนำขยะพลาสติกกลับมาเป็นวัตถุดิบ จัดตั้งศูนย์คัดแยกขยะ หรือ ธนาคารขยะ
  3. การแก้ไขผลกระทบที่เกิดจากปัญหาขยะทะเลและชายฝั่ง พัฒนาเทคโนโลยีและอุปกรณ์ในการติดตามเพื่อจัดการและจัดเก็บขยะในทะเล รวมทั้งแก้ไขปัญหา Microplastic และ Microbeads ที่อยู่ในห่วงโซ่อาหาร
  4. กลไกภาพรวม โดยการกำหนดให้มีเขตบริหารจัดการทรัพยากรจังหวัดในทะเล และการวางแผนที่การใช้ประโยชน์ ที่มีกระทรวงมหาดไทยและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก การมี Business model เพื่อเป็นจุดเปลี่ยนในการจัดการกับ Political economy รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายในประเทศให้ทันสมัยและเอื้อต่อการบริหารจัดการขยะในระดับประเทศ

รูปที่ 4 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อสถานการณ์และแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะทะเลและชายฝั่ง

ที่มา: http://mrpolicy.trf.or.th/LinkClick.aspx?fileticket=TqcNIuZ6E7g%3D&tabid=65&mid=401

โครงการศึกษามาตรการที่เกี่ยวข้องในการจัดการถุงพลาสติก

“โครงการศึกษามาตรการที่เกี่ยวข้องในการจัดการถุงพลาสติก” เป็นโครงการที่จัดทำโดยศูนย์บริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม โครงการนี้ได้ศึกษากระบวนการและแนวทางการสื่อสารต่อสาธารณชน ในการลดการใช้ถุงพลาสติกของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า กลุ่มภาครัฐ และกลุ่มภาคประชาสังคม รวมทั้งยังศึกษามาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนในการลดการใช้ถุงพลาสติก โดยวิเคราะห์การศึกษาความเต็มใจที่จะจ่าย (Willingness to Pay: WTP) และความเต็มใจที่จะยอมรับ (Willingness to Accept: WTA) ของประชาชนเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งจะเน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มประชาชนทั่วไป ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจังหวัดที่มีห้างสรรพสินค้าขนาดกลางและใหญ่ ครบทุกภาคของประเทศไทย จำนวน 2,000 ตัวอย่าง

ทั้งนี้ มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่คณะผู้วิจัยได้เสนอแนะไว้มี 2 แบบ คือ 1) กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมของถุงพลาสติกหูหิ้วระหว่าง 1.5-2.0 บาทต่อถุง ซึ่งเป็นการจัดเก็บถุงหูหิ้วทุกขนาดในอัตราเดียวกัน ณ จุดขายสินค้า โดยผู้บริโภคหรือผู้ซื้อสินค้าจากร้านค้าสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า จะเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าว และ 2) การจ่ายเงินให้ผู้ซื้อเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งเป็นการคืนเงินสด (cash back) ในอัตรา 75 สตางค์ต่อถุง โดยผู้ขายสินค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายเงินดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อคิดเห็นจากการประชุมกลุ่มเฉพาะได้เสนอว่า มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก (ภายใต้หลักการของ WTP) จะมีความเหมาะสมกว่ามาตรการรับเงินคืน (ภายใต้หลักการของ WTA) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการใช้ถุงพลาสติก และเป็นไปตามหลักการ Polluter Pay Principle นั่นคือ ผู้ใช้ถุงพลาสติกต้องเป็นผู้จ่ายค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก

รูปที่ 6 สรุปผลการสำรวจค่า WTP และ WTA

ที่มา: https://www.deqp.go.th/service-portal/environmental-media-system/electronics-detail/?id=70637

โครงการ Chula Zero Waste

“โครงการ Chula Zero Waste” หรือชื่ออย่างเป็นทางการ “แผนปฏิบัติการการจัดการขยะมูลฝอยและขยะอันตรายอย่างยั่งยืนในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2560-2564” เป็นโครงการระยะเวลา 5 ปี ที่ใช้หลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) เพื่อการจัดการขยะมูลฝอยและขยะอันตรายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ด้วยการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย 6 แผนงาน 18 โครงการ

รูปที่ 6 โครงการ Chula Zero Waste

ที่มา: http://www.chulazerowaste.chula.ac.th/action-plan/

ทั้งนี้ เว็บไซต์ของโครงการได้นำเสนอข้อมูลว่า องค์ประกอบขยะโดยเฉลี่ยภายในมหาวิทยาลัยช่วงเปิดภาคเรียนเป็นขยะพลาสติก 35% ขยะกระดาษ 30% และขยะเศษอาหาร 18% แต่องค์ประกอบขยะโดยเฉลี่ยภายในมหาวิทยาลัยช่วงปิดภาคเรียนจะเปลี่ยนไป โดยเป็นขยะพลาสติก 23% ขยะกระดาษ 20% และขยะเศษอาหาร 33% สำหรับชนิดของขยะประเภทพลาสติก (ร้อยละโดยน้ำหนัก) ณ จุดพักขยะ ประกอบด้วยถุงพลาสติก 46% แก้วพลาสติก 17% พลาสติกขุ่น 15% และขวดน้ำพลาสติก 8%

ในส่วนการดำเนินงาน ทางโครงการ Chula Zero Waste ได้ร่วมมือกับร้านสหกรณ์จุฬาฯ 3 สาขา และ 7-11 ภายในมหาวิทยาลัย 5 สาขา เพื่อรณรงค์ไม่รับถุงพลาสติกเป็นระยะเวลา 3 เดือน (พ.ย. 2559 – ม.ค. 2560) ซึ่งผลปรากฏว่า มีการใช้ถุงพลาสติกลดลง 30% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค. 2559 ที่เป็นเส้นฐาน ต่อจากนั้น จึงเริ่มเก็บค่าถุงพลาสติกจำนวน 2 บาท ในเดือน ก.พ. 2560 ซึ่งทำให้มีการใช้ถุงพลาสติกลดลงถึง 90% หรือ คิดเป็นถุงพลาสติกมากกว่า 3,000,000 ใบ ภายในเวลา 2 ปี

รูปที่ 7 การใช้ถุงพลาสติกลดลงจากการรณรงค์ไม่รับถุงพลาสติกและการเก็บค่าถุงพลาสติก

ที่มา: วรุณ วารัญญานนท์ (2562)

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินงานอื่นๆ อีก ได้แก่ 1) โครงการ My Bottle ซึ่งเป็นการรณรงค์ให้พกกระบอกน้ำส่วนตัว โดยจัดหาตู้กดน้ำที่สะอาดจำนวน 60 ตู้ และแจกกระบอกน้ำมากกว่า 20,000 ใบ ในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งผลปรากฏว่า สามารถลดขวดน้ำดื่มพลาสติกได้มากกว่า 400,000 ชิ้นต่อปี 2) โครงการ My Cup ที่ร่วมมือกับร้านกาแฟจำนวน 22 ร้าน ในการลดค่ากาแฟลง 3-5 บาท เมื่อนำแก้วมาเอง ซึ่งทำให้ลดการใช้แก้วกาแฟพลาสติกได้ 100,000 ชิ้น ภายในเวลา 2 ปี และ 3) โครงการ Zero Waste Cup ที่ร่วมมือกับโรงอาหาร 17 แห่ง ในการเลิกใช้แก้วพลาสติก แล้วมาใช้แก้วไบโอพลาสติกแทน โดยผู้ใช้บริการที่ไม่ได้นำแก้วมาเอง จะต้องเสียค่าแก้ว Zero Waste Cup จำนวน 2 บาทต่อแก้ว รวมทั้งต้องทิ้งแก้วนี้ในภาชนะที่จัดไว้ไห้ เพื่อนำไปทำปุ๋ยหมักไว้ใช้ภายในมหาวิทยาลัยต่อไป

บรรณานุกรม

  • กรมควบคุมมลพิษ. (มปป). (ร่าง) โรดแมปการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573. สืบค้นจาก: http://www.pcd.go.th/Info_serv/File/Plastic%20Roadmap.pdf [30 ตุลาคม 2562]
  • กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ และคณะ. (2560). โครงการศึกษามาตรการที่เกี่ยวข้องในการจัดการถุงพลาสติก. ศูนย์บริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. เสนอต่อกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อสถานการณ์และแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะทะเลและชายฝั่ง. 2561. สืบค้นจาก: http://mrpolicy.trf.or.th/LinkClick.aspx?fileticket=TqcNIuZ6E7g%3D&tabid=65&mid=401 [30 ตุลาคม 2562]
  • ฐิตินันท์ ศรีสถิต. (2562, 23 ตุลาคม). Plastic Diary : ไมโครบีดส์ พลาสติกไซส์กระจิริดที่กำลังจะโดนแบน. สืบค้นจาก: https://themomentum.co/plastic-diary-ep5/ [30 ตุลาคม 2562]
  • ไทยพีบีเอส. (2562, 29 สิงหาคม). ทีดีอาร์ไอเสนอใช้ กม.คุมการใช้พลาสติก. สืบค้นจาก: https://news.thaipbs.or.th/content/283517 [30 ตุลาคม 2562]
  • ไทยโพสต์. (2562, 17 เมษายน). ครม.อนุมัติโรดแมปกำจัดขยะพลาสติก 2561-2573 ประหยัดงบ 3.9 พันล้านต่อปี. สืบค้นจาก: https://www.thaipost.net/main/detail/33836 [30 ตุลาคม 2562]
  • ไทยโพสต์. (2562, 1 กันยายน). เปิดแผนแก้ ‘ขยะทะเล’ งัดไม้แข็งลดใช้ ‘พลาสติก. สืบค้นจาก: https://www.thaipost.net/main/detail/44732 [30 ตุลาคม 2562]
  • ผู้จัดการออนไลน์. (2562, 13 กันยายน). รัฐเคาะห้าง “แบนถุงก๊อบแก๊บ” เล็งเก็บค่าถุง! เป็นทางเลือกแรก. สืบค้นจาก: https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9620000088324 [30 ตุลาคม 2562]
  • วรุณ วารัญญานนท์. (2562). Chula Zero Waste Initiative. ในงานสัมมนาประจำปีศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว ปีที่ 3. โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ. 7 ตุลาคม 2562.
  • สำนักข่าวไทย. (2562, 29 สิงหาคม). หอการค้าไทยประกาศนโยบาย Circular Economy. สืบค้นจาก: https://tna.mcot.net/view/mLCeQaL [30 ตุลาคม 2562]
  • หอการค้าไทย. (2562, 29 สิงหาคม). หอการค้าไทยประกาศนโยบาย CIRCULAR ECONOMY เน้นจัดการปัญหาขยะ เสนอแผนขับเคลื่อนทั่วประเทศ. สืบค้นจาก: https://www.utcc.ac.th/%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2/ [30 ตุลาคม 2562]
  • Chula Zero Waste. (มปป.). ฐานข้อมูลขยะ. สืบค้นจาก: http://www.chulazerowaste.chula.ac.th/waste-line-data/ [30 ตุลาคม 2562]
  • Green Network. 2562, 26 กรกฎาคม. “ปรับมุมมองขยะ” ให้เป็นวัตถุดิบมากกว่าของเหลือทิ้ง แก้วิกฤติขยะทะเลไทย. สืบค้นจาก: http://www.greennetworkthailand.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B0-%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5/ [30 ตุลาคม 2562]

หนังสือชุดความรู้เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy Booklet)

การเป็น “กระจกส่อง” นโยบายให้กับรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจสีเขียว

การเป็นกระจกส่องนโยบายให้กับรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจสีเขียว มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแก้ไขปรับปรุงให้เกิดนโยบายที่เหมาะสม โดยดำเนินการจัดทำชุดความรู้ด้านเศรษฐกิจสีเขียว ในรูปแบบของหนังสือฉบับพกพา จำนวน 5 เรื่อง ดังนี้

1) เส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว

โดย รศ.ดร. โสภารัตน์ จารุสมบัติ  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การวิเคราะห์วิพากษ์นโยบายเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย และเพื่อสำรวจองค์ความรู้ด้านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวโดยรวบรวม แนวคิด คำนิยาม ของเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการศึกษาองค์ความรู้ด้านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวในต่างประเทศต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้เป็นแบบอย่างที่ดี แล้วนำมาเปรียบเทียบกับสถานะของนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวในประเทศไทย เพื่อทำการวิเคราะห์ช่องว่างทางนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย อันจะนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ประเทศไทยควรต้องดำเนินการเพิ่มเติมต่อไป

 

2) ตัวชี้วัดเศรษฐกิจสีเขียว

โดย ผศ.ดร. อนิณ อรุณเรืองสวัสดิ์  คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เพื่อเป็นเครื่องมือประเมินการเติบโตสีเขียวของประเทศไทย โดยการสำรวจองค์ความรู้เกี่ยวกับตัวชี้วัดเศรษฐกิจสีเขียวที่มีการจัดในต่างประเทศ หรือ โดยองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการจัดทำตัวชี้วัดเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย  โดยจะนำเสนอหลักและแนวคิดในการกำหนดตัวชี้วัดเศรษฐกิจสีเขียวที่เหมาะสมของประเทศไทย รวมทั้งรวบรวมข้อมูลเพื่อคำนวณตัวชี้วัดเศรษฐกิจสีเขียวในระดับประเทศ ทั้งระดับประเทศ ระดับจังหวัด ระดับเมือง และระดับนิคมอุตสาหกรรม เพื่อใช้ในการติดตามสถานะเศรษฐกิจสีเขียว และเป็นเครื่องมือในการประเมินผลลัพธ์เชิงนโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจสีเขียวในประเทศไทย

 

3) การค้าระหว่างประเทศกับสิ่งแวดล้อม กรณีศึกษาความตกลงว่าด้วยสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม

โดย ผศ. สิทธิกร นิพภยะ  คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เพื่อวิเคราะห์บทบาทการค้าระหว่างประเทศในการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว  โดยการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างการค้าระหว่างประเทศกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความร่วมมือของประเทศต่าง ๆ ผ่านความตกลงเปิดเสรีการค้าทั้งระดับพหุภาคี (องค์การการค้าโลก) ตลอดจนระดับภูมิภาคและทวิภาคี โดยเฉพาะความร่วมมือตามความตกลงว่าด้วยสินค้าและบริการด้านสิ่งแวดล้อม

 

4) ภาคเกษตรไทย บนเส้นทางของเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดย อาจารย์ นนท์ นุชหมอน     คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การศึกษาสถานการณ์ด้านเกษตรอินทรีย์ในระดับโลก และเชื่อมโยงแนวความคิดระหว่างเกษตรอินทรีย์ในมิติการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ มาตรการเชิงสถาบัน และมาตรการทางสังคม

 

5) เทคโนโลยีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวในประเทศไทย

โดย ผศ.ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล      คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เพื่อนำเสนอช่องว่างทางนโยบายด้านเทคโนโลยีสำหรับการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในประเทศไทย และเชื่อมโยงมุมมองของทฤษฎีการพัฒนาเทคโนโลยี เข้ากับสภาพการณ์ ความสำคัญ และ ความเร่งด่วนของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อที่จะวิเคราะห์ประเมินสถานภาพ ทางเลือก และ ข้อเสนอแนะเชิงมาตรการทางนโยบายที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาของเทคโนโลยีสีเขียว เพื่อที่จะรองรับเป้าหมายของการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

 (เนื้อหาฉบับสมบูรณ์อยู่ในระหว่างการดำเนินการปรับแก้)

ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทานกับความยั่งยืนของประเทศไทย

ธนพงษ์ สงวนสิน
นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

           ในอดีตการพัฒนาอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรโลกเป็นอย่างมาก อาทิ ปัญหาน้ำเน่าเสีย อากาศเป็นพิษ การรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีเป็นต้น ทำให้ในปีพ.ศ. 2558 ประเทศต่างๆทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยได้ร่วมมือกันกำหนดเป้าหมายในการพัฒนา ภายใต้ กรอบแนวคิดที่มองการพัฒนาเป็นมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้มีความเชื่อมโยงกัน เรียกว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) โดยหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ สำคัญของไทย คือ ปัญหาน้ำเสียในคลองชลประทาน ซึ่งน้ำในคลองชลประทานมีความสำคัญคือ ใช้ในภาคการเกษตร         การจัดการบริหารน้ำคลองชลประทานที่ดีสามารถป้องกัน บรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งได้ รวมถึงมีความเกี่ยวข้องกับประเพณีและวัฒนธรรม เช่น ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าน้ำใน  คลองชลประทานมีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมกับประเทศไทย

โดยสาเหตุของปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทาน เกิดจากหลายสาเหตุ อย่างน้อย 5 ประการ คือ

  1. 1. กฎหมายหรือบทลงโทษไม่เข้มงวด (lax regulations) จากการไม่มีกฎหมายลงโทษ การลงโทษไม่รุนแรง หรือผู้บังคับใช้กฎหมาย หย่อนยาน แต่ในกรณีกฎหมายการทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้าง รุนแรง แต่ในความเป็นจริงไม่มีผู้รับผิดชอบหรือตำรวจมาคอยตรวจตราว่าผู้ใดทิ้งขยะลงแม่น้ำ
  2. 2. ความต้องการให้ต้นทุนต่ำสุดของปัจเจกชนและผู้ผลิต (private cost minimization) ตัวอย่างเช่น การกำจัดน้ำเสียจากการซักผ้า ชาวบ้าน จะต้องใช้เวลาอย่างมากซึ่งจัดเป็นต้นทุนประเภทหนึ่ง คือ ต้องมีการการนำไปวางทิ้งไว้ให้ตกตะกอน แล้วแยก ตะกอนกับน้ำทิ้งแยกกัน จึงไม่มีใครเต็มใจจะทำ หรือ การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานซึ่งจำเป็นต้องเสีย ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ดูแล ซ่อมบำรุง ผู้ผลิตจึงมักไม่ติดตั้งหรือหาทางหลีกเลี่ยง เป็นต้น โดยไม่มีใครคิดถึง ผลกระทบภายนอกด้านลบ (Negative externality) แก่สังคมที่จะเกิดขึ้น
  3. 3. ต้นทุนสูงในการป้องกันมลภาวะ (high cost of protection) หากต้องการใช้เทคโนโลยีในการบำบัดน้ำเสียอาจต้องใช้ต้นทุนสูง โดยภาระจะตกไปอยู่ที่รัฐบาลเนื่องจากเอกชนน่าจะไม่เห็นถึงผลประโยชน์หรือแรงจูงใจใดๆในการบำบัดน้ำในลำคลองให้ สะอาด
  4. 4. ความไม่เท่าทันของเทคโนโลยีที่ใช้ในสังคม (inadequate technologies in abatement) ในปัจจุบันการบำบัดน้ำเสียในคลองชลประทานยังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีเพียงพอใน การใช้ ทำให้ไม่สามารถบำบัดน้ำเสียได้ในเวลาอันสั้นหรือมีคุณภาพดีเพียงพอในการใช้อุปโภคและการผลิต ซึ่ง การที่เทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียจะพัฒนาได้อาจต้องพึ่งพาการสนับสนุนเงินทุนของรัฐ เพราะเอกชนไม่มีความสนใจใน การบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากไม่มีผลประโยชน์ที่เพียงพอ
  5. 5. การไม่มีตลาด (missing market) สำหรับมลพิษทางน้ำ เนื่องจากน้ำเสียจัดเป็นเป็นสินค้าเลว (bads) และการลักลอบปล่อยลงแหล่งน้ำนั้น ไม่มีการลงโทษตามกฎหมายหรือมีการลงโทษที่เบา กล่าวคือต้นทุนของการปล่อยน้ำทิ้งนั้นต่ำ และอาจกล่าวได้ว่า “ไม่มีราคาสำหรับการทำน้ำทิ้งที่สะอาด” รวมทั้งไม่มีใครต้องการน้ำทิ้งที่สกปรก นั่นคือ ปัจจุบัน “ไม่มีตลาดรองรับน้ำทิ้งที่สะอาด” จากบ้านเรือน

ในแง่ของการเชื่อมโยงปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทานกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs นั้น สามารถวิเคราะห์ได้อย่างน้อย 3 ประเด็น ได้แก่ (ก) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมาทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียได้ อาทิ เป้าหมายที่ 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Decent Work and Economic Growth) กล่าวคือ หากรัฐบาลมีเป้าหมายคือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่หลายครั้งไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือคำนึงไม่มากเพียงพอ เช่น การกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลลอยกระทง แต่ไม่มีระบบการจัดการกระทงที่ดีหรือไม่มีคนมาเก็บกระทงขึ้นจากแหล่งน้ำ ทำให้วัตถุที่เป็นอินทรีย์สารเน่า ส่งผลให้น้ำเน่าเสีย หรือ การลงทุนในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ทำให้คนงานเข้ามาอยู่ในพื้นที่นั้นมากขึ้น อาจก่อให้เกิดชุมชนแออัดโดยภาชนะรองรับการทิ้งขยะมีไม่เพียงพอหรือไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงทิ้งขยะลงลำคลองโดยตรงหรือทิ้งตามริมถนนหรือหรือลำคลองสาธารณะรวมทั้งคลองชลประทาน (ข) การพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาที่เน้นการขยายตัวของอุตสาหกรรมจนอาจเป็นต้นเหตุของการปล่อยมลพิษต่างๆ โดยเฉพาะมลพิษทางน้ำจากโรงงานและบ้านเรือนที่ตั้งในเขตคลองชลประทาน โดยมิได้มีระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนหรือจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียในโรงงานไม่เหมาะสม และอาจมีการลักลอบปล่อยของเสียจากการผลิตหรือสารเคมีลงสู่คลองชลประทาน ดังนั้น เป้าหมายที่ 9 ที่เน้นอุตสาหกรรม นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน (Industry, Innovation and Infrastructure) น่าจะช่วยให้เกิดการส่งเสริมการทำอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน (green industry) ได้ และรัฐบาลหรือผู้บังคับใช้กฎหมายต้องมีความเข้มงวด ในการบังคับใช้กฎหมายและอาจเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงมากขึ้นสำหรับผู้ฝ่าฝืน เพื่อจะทำให้ผู้ผลิตตระหนักถึงต้นทุนของการลักลอบปล่อยน้ำเสียว่ามีมากกว่าการจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย จึงจะช่วยเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตติด ตั้งระบบบำบัด และทำตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และ (ค) เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนก็สามารถช่วยเป็นกรอบในการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียได้ เช่น เป้าหมายที่ 6 การจัดการน้ำและสุขาภิบาล (Clean Water and Sanitation) ซึ่งช่วยการส่งเสริมให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้มีน้ำใช้อย่างยั่งยืน การปกป้องคลองชลประทานจากการปล่อยน้ำเสียโดยการใช้มาตรการทางกฎหมาย รวมถึงการส่งเสริมเทคโนโลยีในการบำบัดน้ำเสียให้มีความเท่าทันและมีประสิทธิภาพ โดยการที่รัฐบาลให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเครื่องบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น หรือเป้าหมายที่ 12 แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) ที่เน้นการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและครัวเรือน มีความรับผิดชอบและตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการทิ้งของเสีย หรือ ขยะลงแหล่งน้ำ เช่น การปล่อยกากสารเคมีจากการผลิตของภาคธุรกิจ การทิ้งน้ำจากการอุปโภคของครัวเรือน โดยการให้ความรู้หรือมาตรการทางกฎหมาย จะทำให้ปัญหาน้ำเน่าเสียลดลง ภาคธุรกิจและครัวเรือนสามารถนำน้ำกลับมาใช้และมีน้ำให้ใช้อย่างยั่งยืน

สาเหตุของปัญหาน้ำเน่าเสียส่วนใหญ่มาจากการที่ทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ไม่คำนึงถึงผลกระทบ ภายนอกต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่จะเสื่อมโทรมลง ความรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรปลูกฝังแก่ทุกคน และการใช้มาตรการต่างๆทางกฎหมาย ผู้บังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ปัจจัยเหล่านี้หากใช้ร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เช่น มีการส่งเสริมการทำอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด        ก็จะทำให้ประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทานได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะต้องไม่ทิ้งผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมแก่คนรุ่นหลังต่อไป

เปิดแล้ว! ทางเชื่อมผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน อุโมงค์สัตว์ข้ามแห่งแรกของไทย

เปิดแล้ว! ทางเชื่อมผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน อุโมงค์สัตว์ข้ามแห่งแรกของไทย

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2562 กรมทางหลวงได้เปิดใช้ทางเชื่อมผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน บนทางหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย อย่างเป็นทางการวันแรก โดยด้านล่างของอุโมงค์เป็นถนนให้รถสามารถสัญจรผ่านไปมาได้ พร้อมทั้งมีการติดรั้วกั้นสัตว์ป่า เพื่อไม่ให้รถเฉี่ยวชนสัตว์ป่าอีกด้วย ส่วนด้านบนอุโมงค์มีการถมดิน ปลูกไม้พุ่มขนาดเล็ก และสร้างโป่งเทียมกับบ่อน้ำ เพื่อจูงใจให้สัตว์ป่าเดินเข้ามา และสามารถข้ามฝั่งระหว่างผืนป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กับอุทยานแห่งชาติทับลานได้ โดยไม่เกิดอันตราย นอกจากนี้ ยังมีการก่อสร้างสะพานสูงยกระดับอีก 2 จุด เพื่อให้รถวิ่งบนสะพาน ส่วนด้านล่างมีการปลูกต้นไม้และทำทางลอดสัตว์ป่า เพื่อให้สัตว์ป่าสามารถข้ามฝั่งไปมาระหว่างสองอุทยานได้อย่างปลอดภัย

ในอดีตทางหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย มีเพียงสองช่องจราจร และมีสภาพเป็นคอขวด รวมทั้งมีปริมาณการจราจรที่หนาแน่น ทำให้การจราจรติดขัด และมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทั้งรถยนต์ชนกันเอง และรถยนต์ชนสัตว์ป่า ดังนั้น การขยายถนนเส้นนี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย และลดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของประชาชน รวมทั้งลดความเสียหายในทรัพย์สินของประชาชนอีกด้วย นอกจากนี้ การสร้างทางเชื่อมผืนป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กับอุทยานแห่งชาติทับลาน ทั้งที่เป็นบนอุโมงค์และทางลอด จะช่วยลดอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตของสัตว์ป่าได้ รวมทั้งเป็นการดำรงรักษาไว้ซึ่งวิถีชีวิตของสัตว์ป่า โดยการสร้างทางเชื่อมผืนป่านี้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการมรดกโลก เพราะถนนเส้นนี้ตัดผ่านพื้นที่มรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี 2548

ทั้งนี้ โครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย ได้ดำเนินการก่อสร้างระหว่าง 17 ก.ค. 2558 – 30 มิ.ย. 2561 มีกำหนดระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 1,080 วัน มูลค่าโครงการรวม 1,319 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างโดย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนหน้านี้โครงการถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า เพราะประชาชนในพื้นที่ไม่เชื่อว่าสัตว์ป่าจะมาใช้ทางเชื่อมผืนป่า แต่จากรายงานของสำนักข่าวต่างๆ พบว่ามีรอยเท้าของสัตว์ป่าด้านบนอุโมงค์ รวมทั้งได้มีสัตว์ป่าหลายชนิดมาหากินบริเวณพื้นที่นี้อีกด้วย

สำหรับหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย จะเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งสินค้าจากภาคอีสานสู่ท่าเรือแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) และพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

ที่มา:

ที่มารูปภาพ:

 

 

วิพากษ์ PM 2.5 (ครั้งที่ 2): ความเหลื่อมล้ำทางสังคม กับ ผอ.โปรกรีน

“ใครก่อให้เกิด PM2.5: คนจน หรือ คนรวย”

เมื่อแหล่งกำเนิดของฝุ่นละออง (Particulate Matter: PM ชนิดต่าง ๆ ทั้ง PM10 PM2.5 PM1 ฯลฯ) มาจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นสำคัญ ดังนั้น เรามาไตร่ตรองกันว่า “ใครเป็น “ต้นตอ” ให้มีการสร้าง PM” เช่น ผู้บริโภค หรือ ผู้ผลิต คำถามแรก ในกรณีที่เป็น “ผู้ผลิต” สินค้าและบริการต่าง ๆ กิจกรรมการผลิตเหล่านั้นมีการตรวจสอบให้มีการปล่อย PM เป็นตามมาตรฐานแล้วหรือไม่ คำถามที่สอง หากผู้บริโภคทราบว่าผู้ผลิตฯ เป็นผู้สร้าง PM แล้วผู้บริโภคจะยังคงสนับสนุนซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้นอยู่ต่อไปหรือไม่ และคำถามที่สาม หากเรายุติหรือรัฐสั่งหยุดการผลิตสินค้าและบริการชั่วคราวเพื่อบรรเทาปัญหา PM ผู้บริโภคจะ “โกรธ” หรือ กล่าวโทษผู้ผลิตหรือรัฐหรือไม่ (กล่าวอีกนัยหนึ่ง กิจกรรมการผลิตสินค้าและบริการส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค)

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่ก่อให้เกิด PM อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิง กระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า การเดินทางของประชาชน การก่อสร้าง การขนส่งสินค้า การเผาขยะ การเผาถางพื้นที่เกษตร การประกอบอาหาร เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ก็เกิดสารมลพิษอื่นด้วย เช่น PM10 NOx SOx CO2  ประเด็นที่น่าชวนศึกษา คือ ระหว่าง “คนจน” กับ “คนรวย” ใครเป็นผู้ก่อหรือกระตุ้นให้เกิด PM จำนวนมาก ในสัดส่วนที่มากกว่ากัน

“มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ต่อปัญหาฝุ่นละออง ด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม”

ในที่นี้ มองความเหลื่อมล้ำทางสังคม หมายถึง การรับทุกข์และได้สุขไม่เท่ากัน การได้โอกาสไม่เท่ากัน สัดส่วนคนได้รับทุกข์มากกว่าคนได้รับสุข ผู้ได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจมากมีจำนวนน้อย ฯลฯ เราจะแบ่งความรับผิดชอบต่อปัญหาฝุ่นละอองโดยคำนึงความเหลื่อมล้ำได้อย่างไรบ้าง

Polluter Responsibility ผู้สร้างฝุ่น ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการบรรเทาปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ประเด็นชวนคิด คือ (ก) ระหว่าง “กลุ่มคนรวย” (ในฐานะนายจ้าง ทั้งบริษัทเอกชน และ หน่วยงานภาครัฐด้านสาธารณูปโภค และเจ้าของธุรกิจ) และ “กลุ่มคนจน” (ในฐานะการประกอบกิจกรรมเพื่อการทำมาเลี้ยงชีพ เช่น ไก่ย่าง เผาหญ้าในไร่นา เผาขยะในชนบท เผาเตรียมพื้นที่ทำการเกษตร) กลุ่มใดควรแสดงความรับผิดชอบมากกว่ากัน (ในรูปของเงินทุน และความใส่ใจต่อลูกจ้างและลูกค้า) และ (ข) ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนจนหรือไม่ ในขณะที่ภาครัฐควรลงโทษกลุ่มคนรวยหรือไม่

Victim Responsibility ในขณะที่ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาฝุ่นต้องดูแลตัวเองแล้ว (เพราะเราชื่อว่า ต้นทุนในการหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากฝุ่น (averting expenditure) ต่ำกว่าต้นทุนในการรักษาอาการเจ็บป่วยจากฝุ่นนั้น) แต่เราก็เชื่อว่า กลุ่มผู้เปราะบางต่อปัญหาฝุ่นหรือผู้รับเคราะห์จากฝุ่นส่วนใหญ่มักเป็นคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยหรือหาเช้ากินค่ำ (ทั้งในฐานะแรงงานรับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย พนักงานขับรถเมล์ ตำรวจจราจรในท้องถนน ฯลฯ) ประเด็นชวนขบคิด คือ ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลกลุ่มผู้เปราะบางเหล่านี้หรือไม่ หรือยังจะปล่อยให้ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”

Government Intervention การแทรกแซงของรัฐสามารถทำได้ 3 ระดับ คือ ระดับแรก การทำการแจ้งเตือน (Early Warning) ระดับแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือกรณีฉุกเฉิน และระดับแก้ไขปัญหาที่ต้นตอและป้องกันในระยะยาว ประเด็นชวนหารือ คือ มาตรการของรัฐ ต้องมีการออกแบบทั้งสองด้านหรือไม่ ได้แก่ (ก) มาตรการป้องกันปัญหาโดยการควบคุมและตรวจสอบ “ต้นตอของ PM” เป็นประจำและครบถ้วนทุกแหล่งกำเนิด ให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไร และ (ข) มาตรการ “เยียวยา Victims” ต้องคำนึงถึง ความจน ความรวย ความเปราะบาง (vulnerability) และ ศักยภาพในการรับมือของปัญหา (copping capability) หรือไม่ และอย่างไร

“การร่วมมือกันรับผิดชอบ ต่อการบรรเทาปัญหา PM ในระยะสั้น”

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เราต้องพิจารณาหลายประเด็น อาทิ (ก) การปรับตัวของ Polluter โดยเฉพาะในเรื่องค่าเสียโอกาสและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการหยุดหรือชะลอกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น เช่น รายได้ที่หายไป หรือ รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น หรือ การเสียค่าปรับหากส่งงานไม่ตรงตามนัดหมายของลูกค้า และ (ข) การปรับตัวของ Victim (ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย) เช่น รายได้ที่หายไปจากการหยุดทำงานเพราะสุขภาพ และการระงับการจ้างงาน ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อการหลีกเลี่ยงหรือหนีปัญหาชั่วคราว เป็นต้น

“สรุป: มาตรการของรัฐสร้างความเหลื่อมล้ำสังคมหรือไม่”

การวิเคราะห์มาตรการของรัฐในอนาคตที่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำ จำเป็นต้องพิจารณาหลากหลายมิติ อาทิ (ก) ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งจะต้องแบ่ง Victims ประเภทกลุ่มคนเปราะบาง (เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้เจ็บป่วย มิติหญิงชาย) ออกจากบุคคลทั่วไป และ จะต้องแบ่ง Polluters ประเภท “ธุรกิจขนาดเล็ก/ย่อม” ออกจากผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือแบ่งสาขาแบบเกษตรกรรม อุตสาหกรรม บริการ ฯลฯ และ จะต้องแบ่งศักยภาพในการรับมือ (copping capacity) ของทั้งกลุ่ม Victims และ Polluters ด้วยฐานรายได้ (ความรวยความจน) (ข) ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (ถ้ามาตรการของรัฐเกี่ยวกับการหยุดหรือควบคุมกิจกรรม) ซึ่งต้องพิจารณาด้วยว่า กลุ่มผู้มีรายได้น้อย (ทั้ง formal & informal sectors) จะได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐอย่างไร และจะได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐในรูปแบบใด และ กิจกรรมใดที่จำเป็นต้องดำเนินการต่อเนื่อง (ไม่สามารถหยุดกิจกรรมได้) และ ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ เช่น ผู้ก่อฝุ่นอยู่ในเขต A และผู้รับเคราะห์อยู่ในเขต B (เช่น กรณีหมอกควันในภาคใต้และภาคเหนือของไทย) หากผู้ก่อฝุ่น (คนจน/คนชนบท) เพื่อผลิตสินค้าให้ ผู้รับเคราะห์ (คนรวย/คนเมือง) รัฐควรจะออกแบบมาตรการอย่างไร ที่จะช่วยเหลือ Victims ที่เป็นคนจนในเมือง (หรือในพื้นที่ B) หรือ ช่วยเหลือ Polluters ที่เป็นคนจนในชนบท (หรือในพื้นที่ A) เป็นต้น

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ