เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำ

คุณธีรวีย์ ศิริภาพงษ์เลิศ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำประกอบไปด้วย 2 ฝั่ง ได้แก่ ฝั่งอุปทาน (Supply) และฝั่งอุปสงค์ (Demand) หากพิจารณาตามบริบทของไทยนั้น ฝั่งอุปทานคือภาครัฐผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรน้ำและเป็นผู้จัดสรรน้ำให้แก่ทุกภาคส่วน ส่วนฝั่งอุปสงค์คือผู้อุปโภคบริโภคน้ำ ที่ผ่านมาการจัดการน้ำมักเน้นไปที่การกระตุ้นฝั่งอุปทานมากกว่าอุปสงค์ กล่าวคือภาครัฐพยายามพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมากขึ้น เพื่อการกักเก็บและกระจายน้ำไปให้ทั่วถึงทุกภาคส่วนของประเทศ แต่ไม่มีความพยายามพัฒนาปรับเปลี่ยนฝั่งอุปสงค์ให้สอดคล้องกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้อุปโภคบริโภคน้ำจึงเกิดความเข้าใจว่าน้ำเป็นสินค้าสาธารณะที่ทุกคนสามารถใช้ได้อย่างไม่จำกัดและไม่มีวันหมดไป จึงเกิดการใช้น้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ แท้จริงแล้วน้ำเป็นสินค้าร่วม (Common Goods) ไม่ได้เป็นสินค้าสาธารณะ (Public Goods) ซึ่งสินค้าทั้งสองชนิดข้างต้นไม่สามารถกีดกันผู้เข้ามาใช้ทรัพยากรได้เหมือนกัน แต่ข้อแตกต่างของสินค้าสองชนิดคือความพึงพอใจของผู้ใช้คนถัดไป กล่าวคือสินค้าสาธารณะเมื่อมีผู้ใช้ทรัพยากรก่อนจะไม่ทำให้ผู้ใช้คนถัดไปมีความพึงพอใจลดลง แต่สินค้าร่วมเมื่อมีผู้ใช้ทรัพยากรก่อนจะทำให้ผู้ใช้คนถัดไปมีความพึงพอใจลดลงเนื่องจากคุณภาพหรือปริมาณที่ลดลง ในหลายประเทศ รัฐทำให้น้ำมีราคาซึ่งจะทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด นั่นคือการให้ราคาเป็นกลไกทำงานเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้น้ำปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำอย่างประหยัดมากขึ้น กล่าวคือการบริโภคอย่างยั่งยืนต้องเน้นการปรับเปลี่ยนทางด้านอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้ฝั่งอุปสงค์หรือผู้ใช้น้ำสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่นำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วย 2 เครื่องมือ ได้แก่ (1)  มาตรการเก็บค่าน้ำ (Water Fee) และ (2) มาตรการซื้อขายแลกเปลี่ยนใบอนุญาตการใช้น้ำ (Tradable Permit)   มาตรการเก็บค่าน้ำ (Water Fee) การเก็บค่าน้ำ ถือเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ถูกใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้น้ำ ให้มีความตระหนักมากขึ้นContinue reading “เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำ”

การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม: บทเรียนของการลดโลกร้อนจากประเทศเยอรมนี และข้อคิดสำหรับประเทศไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นร่วมสมัยที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก นานาประเทศต่างเห็นพ้องกันว่า จะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาวิกฤตโลกร้อน โดยกำหนดไว้ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติปีพ.ศ. 2558 และข้อตกลงปารีสว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ ปีพ.ศ. 2558 และในส่วนของประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนข้อตกลงทั้งสอง และให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) และมีแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ศ. 2558-2593) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ ได้ออกรายงานสำคัญว่า สังคมทั่วโลกจะต้องยอมเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ทั้งในวิธีการใช้พลังงาน การคมนาคมขนส่ง และการก่อสร้าง เพื่อหลีกหนีให้พ้นผลอันเลวร้ายที่สุดของภาวะโลกร้อน โดยเตือนให้ทั่วโลกช่วยกันปกป้องไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จากเดิมที่กำหนดไว้ 2 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง มีการประกาศรางวัลโนโบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีพ.ศ. 2561 ผลปรากฎว่า วิลเลียมContinue reading “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม: บทเรียนของการลดโลกร้อนจากประเทศเยอรมนี และข้อคิดสำหรับประเทศไทย”

เกษตรอินทรีย์กับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ธีรวีย์  ศิริภาพงษ์เลิศ   ในยุคที่อาหารเต็มไปด้วยสารเคมีที่ทำลายสุขภาพ มีผู้ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากการสะสมของสารพิษจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย เนื้องอก ความผิดปกติต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นต้น ทางออกสำหรับผู้รักสุขภาพจึงต้องเลือกบริโภคอาหารปลอดภัย แต่ทราบหรือไม่ว่าอาหารปลอดภัยนั้นปลอดภัยต่อสุขภาพมนุษย์ แต่ไม่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากมีการใช้สารเคมีที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงแต่ควบคุมไม่ให้เกินค่าที่กำหนดเท่านั้น จากภาพจะพบว่าเกษตรอินทรีย์คือที่สุดของอาหารที่ดีต่อสุขภาพของทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม (เป็นผลมาจากการที่มีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด) จึงทำให้ปัจจุบันเกษตรอินทรีย์เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น โดยช่วงที่ผ่านมาเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% (กระทรวงพาณิชย์, 2560) ตามคำนิยาม “เกษตรอินทรีย์” คือ ระบบการจัดการด้านการผลิตเกษตรแบบองค์รวม ที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ วงจรชีวภาพ โดยเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ ซึ่งหลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบจากการสังเคราะห์และไม่ใช้พืช สัตว์หรือจุลินทรีย์ ที่ได้มาจากการดัดแปลงพันธุกรรมหรือพันธุวิศวกรรม มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์ และคุณภาพที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ในทุกขั้นตอน (คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ, 2560) แท้จริงแล้วเกษตรอินทรีย์เป็นวิทยาการที่ถูกใช้มานานกว่าพันปีเพียงแต่ไม่ได้ถูกเรียกว่า “เกษตรอินทรีย์” กล่าวคือมนุษย์ในสมัยก่อนพึ่งพาอาศัยธรรมชาติอย่างเกื้อกูลกัน ผลิตอาหารโดยการเลี้ยงสัตว์แบบปล่อยตามธรรมชาติ ปลูกพืชและดูแลดินด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน (Wieczorek, A. M. & Wright, M. G, 2012) ต่อมาเมื่อวิทยาการก้าวหน้ามากขึ้น “ปุ๋ยวิทยาศาสตร์” จึงถูกคิดค้นเพื่อความสะดวกของเกษตรกรContinue reading “เกษตรอินทรีย์กับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

The MATTER : มองการท่องเที่ยวแบบเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม กับ รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

เริ่มเข้าใกล้ช่วง high season ของการท่องเที่ยวไทย หลายคนอั้นวันหยุดไว้เพื่อมาปล่อยเอาเต็มที่ปลายปี คุณคงนั่งอ่านรีวิว เปิดดูวิวในอินสตราแกรม อ่านโฆษณานู่นนี่จนจิตใจเตลิด หรือจองทริปสุดรื่นเริงต่างจังหวัดราวกับร่างกายเรียกร้องให้กลับไปใกล้ชิดธรรมชาติอีกครั้ง สถานที่เที่ยวสุดฮิตในโลกออนไลน์ตามเก็บครบหรือยัง? นักท่องเที่ยวเองอาจจะมีเส้นบางๆ เส้นหนึ่งที่แยกความแตกต่างระหว่างเที่ยวเพื่อ ‘กระจายรายได้’ กับเที่ยวเพื่อ ‘ไปใช้ทรัพยากรบ้านเขา’ ซึ่งให้ผลลัพธ์ระยะยาวต่อทรัพยากรประเทศต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณจังหวัดแนวชายฝั่งซึ่งเป็นพื้นที่มูลค่าสูง และถูกตักตวงทรัพยากรไปใช้ประโยชน์จนเสื่อมโทรม ทะเลไม่ได้มีแค่ชายหาดและคลื่นสวย ธรรมชาติถักทอพันเกี่ยวมากกว่านั้นระหว่างวิถีชีวิตมนุษย์และทรัพยากร “ถ้าคุณอยากเห็นการท่องเที่ยวไทยที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไร ให้คุณลองไปเที่ยวหลังช่วง high season ดูสิ คุณจะเห็นทุกอย่างเละไปหมด คุณจะเห็นการท่องเที่ยวชนิดตักตวงทรัพยากรจนสถานที่เสื่อมโทรม คุณจะเห็นขยะที่คนก่อนหน้าทิ้งไว้ น้ำในโรงแรมคุณจะไม่ไหล อาหารที่คุณอยากกินจะไม่มี  นี่เป็นเพียงสิ่งที่คุณต้องเผชิญแค่ช่วงเวลาวันหยุด แต่กลับเป็นสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญตลอดทั้งชีวิต” “สิ่งที่คุณทำเพียงเขียนรีวิวตำหนิสถานที่นั่นว่า แย่ ไม่ประทับใจ เสียความรู้สึก แต่คุณกลับไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของการรับผิดชอบนั้นเลย” รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิจัย ชวนเราคิดถึงความหมายของการท่องเที่ยวในนิยามใหม่ ที่มองลึกไปถึงทรัพยากรการท่องเที่ยวว่าทุกอย่างที่คุณใช้ ‘ล้วนมีที่มาที่ไป’ ไม่ได้เสกขึ้นมา เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง และเงินซ่อมทุกอย่างไม่ได้ หากนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่มองด้วยสายตาแบบ ‘เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม’ คุณอาจจะขนลุกกับการท่องเที่ยวครั้งที่ผ่านๆ มา …เราโยนความรับผิดชอบไว้ให้คนอื่นเสมอ “คำถามก็คือ เราจะเรียกการท่องเที่ยวเช่นนี้ว่า การกระจายรายได้สู่สังคม หรือไปตักตวงใช้ทรัพยากรของเขามา?” “อย่าคาดหวังการท่องเที่ยวที่ได้ตามอย่างโฆษณา เพราะคุณจะไม่ได้สิ่งนั้น” อาจารย์นิรมลเป็นหนึ่งในนักวิจัยที่สนใจศึกษา ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ หรือ Blue Economy คำที่เริ่มคุ้นหูในช่วง 5-6ปีที่ผ่านมา ว่าด้วยฐานเศรษฐกิจทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่กำลังมีความเปราะบางอ่อนไหว จากการที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรบนบกจนร่อยหรอลงเรื่อยๆ ผลกระทบของ climateContinue reading “The MATTER : มองการท่องเที่ยวแบบเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม กับ รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ”

การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง กติกาการจัดสรรน้ำผ่านกระบวนการเกม

“โครงการเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย” โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง กติกาการจัดสรรน้ำผ่านกระบวนการเกม ในวันที่ 28 กันยายน 2561 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส “โครงการเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย” ได้จัดกิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้น เพื่อนำเสนอเครื่องมือและกลไกทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดสรรน้ำ ที่เชื่อมโยงมิติทางเศรษฐกิจ สังคม โดยคำนึงถึงความมั่นคงด้านอาหารและทรัพยากรน้ำ และ เพื่อให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการจัดสรรน้ำสามารถเข้าใจในเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ (ค่าใช้จ่ายด้านน้ำ หรือการกำหนดโควตาการใช้น้ำ) เครื่องมือทางสังคม (กติกาทางสังคม) และเครื่องมือทางกายภาพ (ระบบชลประทาน อ่านเก็บน้ำ) ในการจัดสรรน้ำ ตลอดจน เพื่อระดมสมองข้อเสนอแนะเกณฑ์การจัดสรรน้ำใน 10 ปีข้างหน้า สำหรับการบริหารงานลุ่มน้ำในประเทศไทย ผ่านกระบวนการเกมกระดาน (board game) ในโอกาสนี้มีตัวแทนจากหน่วยงานราชการเข้าร่วมการประชุม ดังนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค กรมอุตุนิยมวิทยา กรมเจ้าท่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ กรุงเทพมหานคร สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยContinue reading “การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง กติกาการจัดสรรน้ำผ่านกระบวนการเกม”