การทบทวนแนวคิดป่าไม้ในเมือง (urban forest)

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ความสำคัญของป่าในเมือง จากกระแสเรื่องโลกร้อนนั้น ป่าไม้จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาโลกร้อน และประชาชนโดยทั่วไปก็สามารถมีส่วนร่วมได้ไม่จำกัด โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตแนวป่าหรือบริเวณใกล้เคียง ประชาชนในเขตเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็สามารถมีส่วนร่วมในเรื่องการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืนได้เช่นกัน โดยผ่านการยอมรับลักษณะของ “ป่าในเมือง” (urban forest) ที่มีความหมายกว้างกว่า “พื้นที่สีเขียว” (green area) ป่าในเมือง (urban forest) เป็นองค์ประกอบของการป่าไม้ในเมือง (urban forestry) ที่ว่าด้วยการจัดการต้นไม้ในเมืองทั้งแบบมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ การบูรณาการศาสตร์ต่างๆ ของการจัดการต้นไม้ในเขตเมืองที่คำนึงถึงคุณลักษณะพื้นฐาน ปัจจัยด้านสังคม คุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยในเขตเมือง ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนที่อยู่อาศัย [Carter, 1995] การจัดการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่มีต้นไม้ทั้งต้นไม้เดี่ยว กลุ่มของต้นไม้ หรือ ต้นไม้ที่อยู่ในอาณาบริเวณที่ประชากรอาศัยอยู่ในความหนาแน่นระดับหนึ่ง ครอบคลุมถึงอาณาบริเวณของถนน สวนสาธารณะ และบริเวณแยกต่างๆ ที่มีการจัดการต้นไม้ นอกจากนั้นการจัดการป่าไม้ในเขตเมืองยังครอบคลุมถึงเรื่องประโยชน์ของต้นไม้ในแง่มุมต่างๆ และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับต้นไม้เหล่านั้น จุดมุ่งหมายหลักของการป่าไม้ในเมือง คือ การปรับปรุงสุขภาพของต้นไม้ให้มีความแข็งแรง และเพิ่มคุณค่าของต้นไม้และบริเวณโดยรอบเขตเมืองนั่นเอง บทบาทของการป่าไม้ในเมือง (urban forestry) ในประเทศพัฒนาแล้วจะแตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนา กล่าวคือ ในประเทศอุตสาหกรรม การป่าไม้ในเมืองนั้นจะคำนึงถึงประโยชน์ด้านการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและประโยชน์ทางทัศนียภาพContinue reading “การทบทวนแนวคิดป่าไม้ในเมือง (urban forest)”

การกัดเซาะหาดทราย : วิกฤติจริงหรือ?

หิริพงศ์ เทพศิริอำนวย นักศึกษาปริญญาเอก คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยหิดล บทนำ ประเทศไทยมีหาดทรายที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยว (Beach Tourism) หลายแห่ง เช่น หาดทรายแก้ว หาดแม่รำพึง หาดแหลมแม่พิมพ์ จังหวัดระยอง หาดไร่เลย์ จังหวัดกระบี่ หาดจันทร์แจ้ง หาดขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงหาดเจ้าไหม และหาดปากเมง จังหวัดตรัง เป็นต้น หาดทรายเหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในฐานะแหล่งรายได้สำคัญจากกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและการสันทนาการ ส่งผลต่อการสร้างรายได้/อาชีพให้แก่ชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ยังคงความสำคัญในฐานะระบบนิเวศชายฝั่งที่สำคัญด้านแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์และพืชพรรณหลากหลายชนิดพันธุ์ เช่น เตยทะเล กกทะเล โกงกางหูช้าง ปูลม ไส้เดือนทะเล หอยน้ำพริก หอยเจดีย์ รวมถึงเต่าทะเลและนกทะเลบางชนิด[1] อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหาดทรายในประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง (Coastal Erosion) หรือการถอยร่นของชายฝั่ง (Retreat of Coastline) ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไป แต่ในความเป็นจริงแล้วปัญหานี้นับว่าเผชิญภาวะวิกฤติ จากรายงานของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2552ก) พบว่า มีพื้นที่หาดทรายหลายแห่งทั้งชายฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันที่มีอัตราการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี โดยถือเป็นพื้นที่วิกฤติด้านการกัดเซาะชายฝั่ง อันเป็นผลมาจากเหตุปัจจัยหลายประการรวมถึงการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอันเนื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-InducedContinue reading “การกัดเซาะหาดทราย : วิกฤติจริงหรือ?”

เศรษฐกิจสีเขียวกับมุมมองใหม่ๆ จากศาสตร์แห่งความยั่งยืน

ชล บุนนาค อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ความยั่งยืน (sustainability) และการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development) ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์หลักของโลกยุคใหม่ เนื่องจากวิกฤติต่าง ๆ ในโลกเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น จึงทำให้ทุกประเทศทั่วโลกต้องหันหน้าเข้าหากันและร่วมแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางการเมืองในระดับโลก ความเหลื่อมล้ำทั้งภายในและระหว่างประเทศ ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ศาสตร์แห่งความยั่งยืน (Sustainability Science) จึงถือกำเนิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาและได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งโดยเนื้อหาแล้วเป็นการบูรณาการกันระหว่างศาสตร์ต่าง ๆ ที่ทำการศึกษาเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาด้านความยั่งยืนต่าง ๆ ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ทั้งชีววิทยาและเคมี ผนวกกับสังคมศาสตร์ เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา กฎหมาย เป็นต้น ไปจนถึงมนุษยศาสตร์ เช่น ปรัชญา รวมถึงดึงเอาเทคนิคต่าง ๆ จากสาขาวิศวกรรมศาสตร์มาใช้ประโยชน์อีกด้วย ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยต่าง ๆ ทำให้เรามีความเข้าใจโลกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น บนฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ความเข้าใจหลายอย่างที่เคยมีและเป็นรากฐานของสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์นั้น ในความเป็นจริงอาจไม่เป็นอย่างที่คิดแล้วก็ได้ บทความนี้เราจะกล่าวถึงมุมมองใหม่Continue reading “เศรษฐกิจสีเขียวกับมุมมองใหม่ๆ จากศาสตร์แห่งความยั่งยืน”

การกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing)

รศ.ดร. ชยันต์ ตันติวัสดาการ คมศักดิ์ สว่างไสว เหตุใดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงต้องมีราคา กิจกรรมการผลิตและการบริโภคต่าง ๆ มักมีการใช้พลังงานฟอสซิลอันมีสารประกอบไฮโครคาร์บอนที่เมื่อถูกเผาไหม้แล้วจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นก๊าซเรือนกระจกหลักซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน และทำให้ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เรียกความเสียหายดังกล่าวว่า ต้นทุนผลกระทบภายนอก (external costs) ปัญหาหลักก็คือ โดยปกติแล้วทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคเหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบของความสียหายที่ผู้อื่นได้รับหากไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องรับผิดชอบเอาไว้ ส่งผลให้ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวมีแรงจูงใจในการปล่อยก๊าซฯมากเกินกว่าระดับที่เหมาะสมสำหรับสังคมโดยรวม เพราะราคาสินค้าดังกล่าวสะท้อนเพียงต้นทุนของเอกชนที่ทำธุรกรรมกัน แต่ไม่สะท้อนต้นทุนที่สังคมโดยรวมต้องแบกรับไว้ ด้วยเหตุนี้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จึงเสนอให้มีการบังคับผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต้องรับผิดชอบด้วยแนวทางใดแนวทางหนึ่งคือ (ก) ต้นทุนการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ (ข) ต้นทุนการรับผิดชอบความเสียหาย (ผ่านการจ่ายภาษีมลพิษที่ปล่อยออกมาก็ได้) หรือ ทำให้การปล่อยก๊าซฯ กลายเป็นสิ่งที่มีราคานั่นเอง ราคาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในระดับที่เหมาะสมก็จะช่วยทำให้ผู้ปล่อยมลพิษต้องปรับลดการปล่อยก๊าซฯ ลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ราคาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือต้นทุนกำจัดก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวนี้ เรียกทั่วไปว่า “ราคาคาร์บอน” ความหมายของการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) การกำหนดราคาคาร์บอน (carbon pricing) คือ การใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ใดๆ ที่ส่งผลโดยตรงให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีต้นทุนหรือราคาที่ต้องจ่าย ซึ่งประกอบด้วยหลากหลายมาตรการ เช่น ระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS) ภาษีคาร์บอน (carbon tax) กลไกชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกContinue reading “การกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing)”

งานเสวนาประจำปี “Thailand 4.0 : ขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยี”

ขอเชิญร่วมงานเสวนาประจำปีของศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (PRO-GREEN) โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) และ  คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาทางวิชาการประจำปีภายใต้หัวข้อ “Thailand 4.0 : ขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยี” ในวันพุธที่ 20 ธันวาคม 2560 เวลา 13:00 – 16:30  เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเศรษกิจสีเขียวให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ ประชาชนโดยทั่วไป เกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยีเพื่อนำไปสู่การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ลงทะเบียนเพื่อสำรองที่นั่งภายในวันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม 2560 ผ่านทาง ลิงค์ QR-Code : https://goo.gl/forms/dle1eicTeMIWpjZH2 หรือทางอีเมล contact@progreencenter.org