Tag Archives: การพัฒนาที่ยั่งยืน

Infographic

 

ศูนย์วิจัยฯ ประสงค์ที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสีเขียวให้เข้าใจง่ายและเป็นที่แพร่หลายสู่สาธารณชน จึงนำเอาองค์ความรู้และประเด็นต่างๆ เพื่อจะจัดทำเป็น Infographic จำนวน 12 หัวข้อ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1) ทำไมถึงต้องมีการควบคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์2) การกำหนดราคาคาร์บอน (carbon pricing) คืออะไร

3) ระบบภาษีคาร์บอน (carbon tax)

4) ระบบตลาดคาร์บอน (ETS)

5) ความแตกต่างระหว่างระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

6) ข้อมูลแระเทศที่มีการใช้ระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

หัวข้อ 1-6 PRO-Green Infographic : GHG Series

7) อัตราภาษีคาร์บอนของประเทศต่างๆ กับเป้าหมายการพัฒนายั่งยืนที่ 13 (Climate Action)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 13)

8) การส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (sustainable consumption and production) กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 (Responsible Consumption and Production)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 12)

9) ทบทวนแนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest concept)

10) แนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest promotion)
PRO-Green Infographic : Urban Forest

11) Water Intensity
PRO-Green Infographic : Water Intensity

12) การจัดการพื้นที่สวนสาธารณะในประเทศอังกฤษ (Park Management in United Kingdom)
PRO-Green Infographic : Park Managemet

เศรษฐกิจสีเขียวกับมุมมองใหม่ๆ จากศาสตร์แห่งความยั่งยืน

ชล บุนนาค
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความยั่งยืน (sustainability) และการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development) ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์หลักของโลกยุคใหม่ เนื่องจากวิกฤติต่าง ๆ ในโลกเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น จึงทำให้ทุกประเทศทั่วโลกต้องหันหน้าเข้าหากันและร่วมแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางการเมืองในระดับโลก ความเหลื่อมล้ำทั้งภายในและระหว่างประเทศ ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ ศาสตร์แห่งความยั่งยืน (Sustainability Science) จึงถือกำเนิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาและได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งโดยเนื้อหาแล้วเป็นการบูรณาการกันระหว่างศาสตร์ต่าง ๆ ที่ทำการศึกษาเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาด้านความยั่งยืนต่าง ๆ ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ทั้งชีววิทยาและเคมี ผนวกกับสังคมศาสตร์ เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา กฎหมาย เป็นต้น ไปจนถึงมนุษยศาสตร์ เช่น ปรัชญา รวมถึงดึงเอาเทคนิคต่าง ๆ จากสาขาวิศวกรรมศาสตร์มาใช้ประโยชน์อีกด้วย ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยต่าง ๆ ทำให้เรามีความเข้าใจโลกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น บนฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ความเข้าใจหลายอย่างที่เคยมีและเป็นรากฐานของสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์นั้น ในความเป็นจริงอาจไม่เป็นอย่างที่คิดแล้วก็ได้

บทความนี้เราจะกล่าวถึงมุมมองใหม่ ๆ จากศาสตร์แห่งความยั่งยืน ที่อาจมีความขัดกับความเข้าใจที่เป็นรากฐานของแนวคิดทางเศรษฐสาสตร์ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า การที่เศรษฐศาสตร์จะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (green economy) และการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น เศรษฐศาสตร์อาจจะต้องเปลี่ยนตัวเองมากกว่าแค่การคิดโมเดลใหม่ ๆ แต่ต้องเปลี่ยนมุมมองต่อโลกด้วย

 

โลกกับระบบเศรษฐกิจ ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์

ในวิชาเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน เช่น วิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคเบื้องต้น นั้น เรามักใช้กรอบความคิด “Circular Flow” หรือวงจรเศรษฐกิจในการอธิบาย โดยวงจรเศรษฐกิจที่ว่านี้ประกอบด้วย ภาคครัวเรือน (Household) และ ภาคธุรกิจ (Firms) ที่ปฏิสัมพันธ์ผ่านตลาดสินค้าบริการ และตลาดปัจจัยการผลิต มีภาครัฐ ธนาคาร และการส่งออกนำเข้า เป็นส่วนรั่วไหล (leakage) และส่วนอัดฉีด (injection) ของระบบ ผ่านการเก็บภาษีและการอุดหนุน การออมและการลงทุน และเงินไหลออกและเข้า (capital outflow and inflow) จากการค้าระหว่างประเทศ ตามลำดับ ณ จุดนี้เรายังไม่เห็นเฉพาะระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังไม่เห็นความเชื่อมโยงกับสังคมและ “ผืนภิภพ” มากนัก

ในวิชาเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ชี้ให้เราเห็นชัดขึ้นว่า สำหรับมุมมองทางศรษฐศาสตร์นั้นเรามองว่า ระบบเศรษฐกิจนั้น เป็นระบบย่อยที่อยู่ในระบบของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่กว่า ระบบเศรษฐกิจใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยการผลิต ได้มาซึ่งสินค้าและบริการสำหรับการบริโภค กระบวนการผลิตและบริโภคจะก่อให้เกิดของเสีย (waste) ในรูปแบบต่าง ๆ เสมอ ทั้งในรูปความร้อน ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ ปล่อยกลับคืนสู่ระบบธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง อีกนัยหนึ่งก็คือ สิ่งแวดล้อมถูกมองเป็นอ่างสำหรับเทของเสีย (sink) นั่นเอง

ในวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค เราเรียนรู้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ Gross Domestic Product (GDP) ซึ่งก็คือ มูลค่าสินค้าบริการขั้นสุดท้ายที่ผ่านตลาดที่ผลิตภายในประเทศ เป็นตัวชี้วัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ใช้กันทั่วไปเป็นมาตรฐานโลก และสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นก็คือ GDP ควรจะโตขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะว่าการที่ GDP เติบโตขึ้นนั้นสะท้อนว่ามีการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น คนมีรายได้หล่อเลี้ยงชีวิต ออกจากความยากจนได้ หาก GDP ไม่โต กำลังแรงงานที่เพิ่งเข้าตลาดก็จะไม่มีงานทำ หรือบางคนอาจถูกให้ออกจากงาน อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น คนขาดรายได้ เกิดปัญหาสังคมต่าง ๆ ตามมา หากอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ จะเห็นว่า ผู้กำหนดนโยบายมักถือเอาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือ การเพิ่มขึ้นของ GDP เป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดเลยทีเดียว

จากมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจและโลกข้างต้น สองสิ่งที่เราพอจะเห็นก็คือ หนึ่ง ระบบเศรษฐกิจดูเหมือนเป็นระบบย่อย ที่อยู่ในระบบของโลกที่ในกรอบความคิดนั้นไม่ได้ระบุถึงขอบเขตแต่อย่างใด ทำให้คิดไปได้ว่าระบบโลกนั้นเป็นระบบที่ใหญ่มาก ระบบเศรษฐกิจเป็นเพียงระบบเล็ก ๆ ที่ฝั่งตัวอยู่ในระบบนั้น และ สอง ความจำกัดของทรัพยากร (resources limit) ดูเหมือนจะไม่อยู่ในความคิดของนักเศรษฐศาสตร์สักเท่าใดนัก ดูได้จากการที่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า GDP จะขยายตัวต่อไปเรื่อย ๆ ได้อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด ประเด็นที่สองนั้น Thomas Malthus อาจเคยกล่าวถึงความเสี่ยงนี้ว่า การเจริญเติบโตของประชากรจะสร้างแรงกดดันให้ระบบธรรมชาติ จนกระทั่งแรงกดดันนั้นย้อนกลับมาทำร้ายมนุษยชาติเองเมื่อทรัพยากรธรรมชาติไม่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทุกคนได้ทัน แต่ข้อกังวลนี้ก็ดูจะหายไปเมื่อมีการพัฒนาทางเทคโนโลยี อย่างเช่นในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) หรือการปฏิวัติในภาคเกษตร (Green Revolution) ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์มหภาคไม่คิดกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

โลกกับระบบเศรษฐกิจในมุมมองจากศาสตร์แห่งความยั่งยืน (Sustainability Science)

มองจากมุมของศาสตร์แห่งความยั่งยืน อาจเห็นโลกที่แตกต่างออกไป ประการแรก สังคมมนุษย์ซึ่งรวมถึงระบบเศรษฐกิจของมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงระบบเล็กๆ ภายในระบบโลกเท่านั้นอีกต่อไป และประการที่สอง โลกนี้อาจไม่ได้มีศักยภาพด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจของมนุษย์นั้นเติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้

แนวคิดแรกที่คนที่สนใจเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนควรรู้ก็คือ ปัจจุบันเราอยู่ในยุคทางด้านภูมิศาสตร์ (Geographical Epoch) ที่เรียกว่า Anthropocene หมายถึงยุคที่ระบบต่าง ๆ ของโลกนั้นได้รับอิทธิพลโดยตรงจากการกระทำของมนุษย์ หรืออีกนัยหนึ่งคือ พลังของระบบสังคมเศรษฐกิจของมนุษย์นั้นมีมากเสียจนส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของโลกในแบบที่หลายระบบก็ถูกผลักออกไปจากสมดุลจนไม่สามารถย้อนกลับคืนไม่ได้แล้ว คำนี้เป็นคำที่ Paul Crutzen (Crutzen:2002il) นักเคมีผู้ได้รับรางวัลโนเบลเป็นผู้เสนอขึ้นในปี ค.ศ. 2002 แต่แนวคิดนี้ยังไม่เคยได้รับการตรวจสอบจนกระทั่ง Zalasiewicz และคณะ (Zalasiewicz:2008da) ได้ทำการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จนพบว่า Anthropocene เป็นยุคสมัยทางภูมิศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้ว

หากนึกภาพตามง่าย ๆ ก็คือ หากเราเกิดมาเป็นมนุษย์ในอีก 3,000 ปีข้างหน้า หากเราขุดค้นลงไปในชั้นดิน เราจะพบชั้นดินช่วงหนึ่งที่มีหลักฐานที่มนุษย์ทิ้งร่องรอยไว้ เช่น เราอาจพบชิ้นส่วนของพลาสติกจำนวนมหาศาล ในเฉพาะชั้นหินที่บ่งบอกช่วงเวลาที่มนุษย์อาศัยอยู่ พบระดับกัมมันตภาพรังสีที่เกินระดับปกติในธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้และทดลองระเบิดนิวเคลียร์ เป็นต้น ในโลกปัจจุบันที่เรากำลังอาศัยอยู่นี้ พลังของมนุษยชาติก็ได้เปลี่ยนแปลงระบบโลกไปหลายอย่างแล้ว เช่น กิจกรรมทางเศรษฐกิจของเราก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างเขื่อนเพื่อให้เรามีน้ำชลประทานทำเกษตรกรรม ได้เปลี่ยนแนวชายฝั่งของทวีปหนึ่งทีละเล็กละน้อยเพราะเขื่อนกักเอาตะกอนดินที่เคยไหลมาทับถมที่ปากแม่น้ำกลายเป็นแผ่นดิน การขยายถิ่นที่อยู่และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของมนุษย์ส่งผลให้เกิดการสูญพันธุ์ขนานใหญ่ในระดับโลก ซึ่งนักชีววิทยาถือว่าเป็นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 ตั้งแต่โลกนี้กำเนิดขึ้นมา

ฉะนั้นสิ่งที่มนุษย์ตัดสินใจทำ ณ วันนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยในระบบของโลกอีกต่อไป การกระทำที่เห็นแก่ตัวหรือโง่เขลาของคนบางกลุ่มหรือประเทศบางประเทศมีผลอย่างสำคัญต่อโลกใบนี้และความอยู่รอดของมนุษย์คนอื่นในโลกอย่างมีนัยยะสำคัญ

แนวคิดที่สองที่ควรทราบคือ Planetary Boundaries หรือ “ขีดจำกัดของผืนภิภพ” หมายถึง โลกนี้ในฐานะที่เป็นระบบสนับสนุนชีวิตทุกชีวิตจริง ๆ แล้วมีขีดจำกัดอยู่ Rockström และคณะ (Rockstrom:2009ja) ได้เสนอว่าขีดจำกัดของผืนภิภพนั้นมีอยู่ 9 ด้านที่สำคัญอย่างยิ่ง ประกอบด้วย 1) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) การกลายเป็นกรดของมหาสมุทร 3) การเสื่อมถอยของชั้นโอโซน 4) วงจรของธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัส 5) การใช้ประโยชน์จากน้ำจืด 6) การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน 7) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ 8) การปล่อยสารละอองลอย (aerosol) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ 9) มลพิษทางเคมี นอกจากนี้ Rockström และคณะยังใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางสถิติในการคำนวณด้วยว่า ณ ปัจจุบันโลกของเราอยู่ในสถานะใดแล้ว
Planetary boundaries

ภาพที่ 1

ภาพที่ 1 แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่เราดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่รู้ตัวว่าโลกนี้ก็มีขีดจำกัด เราได้ผลักระบบธรรมชาติหลายด้านให้ไปไกลเกินขอบเขตที่ปลอดภัยสำหรับการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์แล้ว สองด้านที่สำคัญคือ หนึ่ง เราได้ทำให้วงจรไนโตรเจนของโลกปั่นป่วนจนเกินขอบเขตที่ควรจะเป็นแล้ว สาเหตุหลักมาจากการใช้ปุ๋ยเคมีในการเกษตรขนานใหญ่อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการชะล้างลงไปในแหล่งน้ำ หรือกระจายอยู่ในชั้นบรรยากาศในระดับที่มากเกินไป ไนโตรเจนในแหล่งนั้นทำให้เกิดปรากฎการณ์ Plankton Bloom และตามมาด้วยสภาวะน้ำขาดออกซิเจนและเน่าในเวลาต่อมา ก๊าซที่เป็นสารประกอบไนโตรเจน เช่น ไนตรัสออกไซด์ เป็นก๊าซเรือนกระจกประเภทหนึ่ง ส่งผลเสียต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สอง คือ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ดังที่กล่าวก่อนหน้านี้แล้วว่านักชีววิทยาถือว่ามนุษย์เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 เมื่อพูดถึงความหลากหลายทางชีวภาพนั้น เรามักหมายถึงความหลากหลายใน 2 ระดับ คือ ความหลากหลายในระดับระหว่างสายพันธุ์ (biodiversity) และความหลากหลายในระดับยีนส์ (Genetic diversity) ความหลากหลายในระดับยีนส์มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของสายพันธุ์นั้น ๆ ในขณะเดียวกัน ความหลากหลายของสายพันธุ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ ก็มีผลต่อการดำรงอยู่ของระบบนิเวศที่ใหญ่กว่า ทั้งนี้เพราะสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะในห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศ การหายไปของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่งย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปสู่การดำรงอยู่ของสายพันธุ์อื่น และระบบนิเวศโดยรวม การขยายถิ่นที่อยู่ของมนุษย์และการขยายพื้นที่การเกษตรอันนำมาซึ่งการตัดไม้ทำลายป่า และการปล่อยมลพิษต่าง ๆ มีผลอย่างสำคัญในการทำลายถิ่นที่อยู่และแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ ทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นสูญพันธุ์ไป จากการประมาณการทางสถิติพบว่า สิ่งมีชีวิตที่มีกระดูกสันหลังราว 62,305 สายพันธุ์ มีประมาณร้อยละ 10 ที่กำลังถูกคุกคาม ในขณะที่สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังนั้น จากที่ค้นพบราว 1,305,250 สายพันธุ์ มีประมาณร้อยละ 30 ที่กำลังถูกคุกคาม (Laura Hood http://www.scidev.net/global/biodiversity/feature/biodiversity-facts-and-figures-1.html)

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแม้จะยังไม่ถึงกับเกินขอบเขตที่มนุษย์จะอยู่อาศัยได้ แต่ก็นับว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ ในขณะที่ด้านอื่น ๆ เช่น ความเป็นกรดในมหาสมุทร และน้ำจืด เป็นต้นนั้น จะถูกรบกวนรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเด็นเรื่องสารละอองลอยและมลพิษสารเคมียังไม่มีข้อมูลที่จะประเมินแต่ก็ถือว่าเป็นความเร่งด่วนในการจัดทำข้อมูลเพื่อให้เราทราบสถานะปัจจุบันของโลก ซึ่งระบบธรรมชาติแต่ละด้านจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคตก็ขึ้นอยู่กับว่านับจากวันนี้ระบบเศรษฐกิจของเราจะเดินไปทางใด

 

สรุป

ณ วันนี้เราเห็นแล้วว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์มีพลังในการเปลี่ยนแปลงระบบของโลกจนในยุคปัจจุบันเราถึงกับเรียกยุคนี้ว่า Anthropocene และเราก็เห็นชัดแล้วว่า ขอบเขตของผืนภิภพ (Planetary Boundaries) ได้ถูกใข้งานและผลักออกไปจากสมดุลมากเพียงใด แม้ว่าวงจรไนโตรเจนและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจะถือว่าเข้าขั้นวิกฤติ แต่ยังมีอีกหลายด้านในขอบเขตของผืนภิภพนี้ที่ยังไม่สายเกินไปที่มนุษย์โลกจะปรับตัว

นโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (policy for green economy) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนโชคชะตาของมนุษยชาติ ควบคู่ไปกับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนอื่น ๆ (ทั้งการเติบโตที่ครอบคลุม และสังคมสีเขียว) มิใช่เพียงแค่การรักษาสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษเท่านั้น แต่มันคือการควบคุมพลังการทำลายล้างของระบบเศรษฐกิจของมนุษย์ที่มีต่อโลก และดูแลไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ผลักให้ระบบธรรมชาติของโลกออกจากสมดุลจนโลกไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป

 

รายการอ้างอิง

Crutzen, P. J. (2002). Geology of mankind. Nature, 415(6867), 23–23. http://doi.org/10.1038/415023a

Rockstrom, J., Steffen, W., Noone, K., & Persson, Å. (2009). A safe operating space for humanity. Nature, 461(7263), 472–475. http://doi.org/10.1038/461472a

Zalasiewicz, J., Williams, M., Smith, A., Barry, T. L., Coe, A. L., Bown, P. R., et al. (2008). Are we now living in the Anthropocene. GSA Today, 18(2), 4. http://doi.org/10.1130/GSAT01802A.1

การเสวนาจับกระแสเศรษฐกิจสีเขียวปี 2560 ครั้งที่ 2 (เชียงใหม่)

ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (PRO-Green) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ขอเชิญท่านเข้าร่วมการเสวนาจับกระแสเศรษฐกิจสีเขียวปี 2560 ครั้งที่ 2 (เชียงใหม่) เรื่อง “การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วยการบริโภคที่ยั่งยืน และการพัฒนาโจทย์วิจัยเชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว”

วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม 2560 เวลา 9.00 – 12.00 น.
ณ โรงแรม เชียงใหม่ แกรนด์วิลล์ โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จ.เชียงใหม่


Continue reading การเสวนาจับกระแสเศรษฐกิจสีเขียวปี 2560 ครั้งที่ 2 (เชียงใหม่)

กิจกรรมเสวนาจับกระแสเศรษฐกิจสีเขียว 2560

ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (PRO-Green) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ โครงการประสานงานการวิจัยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ขอเชิญท่านเข้าร่วมงานเสวนาจับกระแสเศรษฐกิจสีเขียว เรื่อง “มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วยการบริโภคที่ยั่งยืน” และงานเสวนาหัวข้อ “ความเชื่อมโยงระหว่างการขับเคลื่อน SDGs ในประเทศไทกับการพัฒนาโจทย์วิจัยเชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10.00 – 16.30 .
ณ ห้องกมลมาศ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ

Continue reading กิจกรรมเสวนาจับกระแสเศรษฐกิจสีเขียว 2560

ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

12644738_10156498352400512_6593897545078591194_n

อ.ชล บุนนาค

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ความสับสนระหว่าง เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) กับการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เริ่มขึ้นเมื่อคำว่า เศรษฐกิจสีเขียว ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นในหนังสือชื่อ “Blueprint for a Green Economy” (Pearce และคณะ 1989) เพราะในบริบทนั้น เศรษฐกิจสีเขียวคือสิ่งเดียวกันกับการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างไรก็ดี ในช่วงเกือบ 30 ปีที่ผ่านมาการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของทั้งสองแนวคิดทำให้ความแตกต่างระหว่างสองแนวคิดนี้เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น การทำความเข้าใจความแตกต่างและความสัมพันธ์ของ 2 แนวคิดนี้จึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของการวิจัยและการกำหนดนโยบาย

การพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว คือสิ่งเดียวกันหรือไม่? Newton และ Cantarello (2014) เสนอว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียวไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด โดยการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็น “เป้าหมาย” (Goal) ส่วนเศรษฐกิจสีเขียวเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ “หนทาง” (Means) ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นนิยามที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งทั้งในวงการเจรจาระหว่างประเทศและวงวิชาการตลอดช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา คำนิยามที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขว้างให้เป็นนิยามมาตรฐานนั้นกำหนดโดย คณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาในปี ค.ศ.1987 นิยามว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน คือ การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของปัจจุบันโดยไม่ส่งผลลบต่อความสามารถของคนรุ่นหลังที่จะตอบสนองความต้องการของพวกเขา” อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกฝ่ายที่ยอมรับแนวคิดมาตรฐานนี้  ในปัจจุบันแนวคิดและความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนยังคงมีความแตกต่างหลากหลายและในบางกรณีก็มีความขัดกันในหลักการอยู่[1]

สิ่งที่เป็นที่ยอมรับในวงกว้างเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกประการหนึ่ง คือ องค์ประกอบของการพัฒนาที่ยั่งยืนจะต้องประกอบด้วยมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่าง 3 องค์ประกอบนี้อาจมองได้หลายลักษณะ ลักษณะหนึ่งคือ สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติถือเป็นพื้นฐานของมนุษยชาติ หากไม่มีธรรมชาติแล้ว สังคมและเศรษฐกิจของมนุษย์ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ในอีกลักษณะหนึ่ง คือ กิจกรรมหรือนโยบายการพัฒนาใดก็ตามจะถือว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมีเป้าหมายและการดำเนินการที่คำนึงถึงมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หมายความว่า หากมีนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ นโยบายนั้นต้องไม่ส่งผลกระทบทางลบในทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ในทำนองเดียวกัน นโยบายการพัฒนาสังคมหรือสิ่งแวดล้อมจะถือว่ายั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อมิติอีก 2 มิติ

Chol_01

รูปที่ 1 องค์ประกอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

เศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของการการพัฒนาที่ยั่งยืนเท่านั้น เศรษฐกิจสีเขียวคือระบบและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป อย่างไรก็ดี การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องการมากกว่าเศรษฐกิจสีเขียว องค์ประกอบอื่น เช่น สังคมที่เป็นธรรม การแก้ปัญหาสภาพแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญไม่แพ้กันในการบรรลุสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ฉะนั้น การทำให้ระบบเศรษฐกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เป็นไปตามแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นเพียงก้าวหนึ่งในการบรรลุสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเท่านั้น

 

Chol_02

รูปที่ 2: เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs)

ที่มา: http://www.un.org

          หากพิจารณาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ประกอบด้วยแล้ว จะเห็นได้ว่าเป้าหมายในมิติทางเศรษฐกิจเป็นเพียงเป้าหมายกลุ่มหนึ่งเท่านั้น และนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวนี่เองที่จะเป็นเครื่องมือหลักในการบรรลุเป้าหมายด้านเศรษฐกิจเหล่านี้ เป้าหมายในกลุ่มเศรษฐกิจคือเป้าหมายที่ 7 ถึงเป้าหมายที่ 12[2] ส่วนเป้าหมายอื่น ๆ นั้นประกอบด้วยเป้าหมายในมิติเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งแม้จะได้รับผลดีจากเศรษฐกิจสีเขียวไปด้วย แต่ก็จำเป็นจะต้องมีชุดนโยบายอื่นเพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นเป็นการเฉพาะอีกต่างหาก

โดยสรุป เศรษฐกิจสีเขียว ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ การพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นต้องการองค์ประกอบมากกว่าด้านเศรษฐกิจ แต่ยังต้องมีมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย ฉะนั้น นโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและการบรรลุสู่การเป็นเศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นเพียงก้าวหนึ่งของการบรรลุสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเท่านั้น

 

อ้างอิง

Harwick, John M. and Olewiler, Nancy D. (1998). The Economics of Natural Resource Use. 2nd Edition, MA: Addison-Wesley. [HO]

Newton, A. C., & Cantarello, E. (2014). An Introduction to the Green Economy. Routledge.

Pearce, David W., Markandya, Anil., and Barbier, Edward. (1989). Blueprint for a Green Economy. London: Earthscan.

 

 

[1]ความหลากหลายของแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น อาจแบ่งออกได้เป็น 2 แนวคิด คือ 1) การพัฒนาที่ยั่งยืนแบบเข้มข้น (Strong Sustainable Development) และ 2) การพัฒนาที่ยั่งยืนแบบอ่อน (Weak Sustainable Development) (Harwick และคณะ 1998)

การพัฒนาที่ยั่งยืนแบบเข้มข้นเชื่อว่ามนุษย์ควรจะต้องกำจัดผลกระทบภายนอกทางลบทั้งหมดที่สะสมมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันให้หมดสิ้น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อจากนี้จะต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบโดยเฉพาะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากดำเนินการได้ดังนี้ ธรรมชาติและโลกจะกลับคืนและดำรงอยู่ในสภาวะที่สมบูรณ์ได้

การพัฒนาที่ยั่งยืนแบบอ่อน ให้ความสำคัญกับการรักษาแบบแผนการบริโภคของสังคมด้วยการทดแทนทุนประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะทุนทางธรรมชาติด้วยทุนประเภทอื่น แบบแผนการบริโภคของสังคมนั้นพึ่งพาทุนประเภทต่าง ๆ อย่างน้อย 5 ประเภท คือ ทุนทางธรรมชาติ ทุนทางการเงิน ทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม และทุนที่มนุษย์สร้างขึ้น ทุนแต่ละประเภทส่งผลต่อโอกาสและศักยภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ของปัจเจกชนและสังคมนั้น ๆ ทั้งยังส่งผลต่อรูปแบบการบริโภคของสังคมนั้นด้วย หากทุนประเภทหนึ่ง ๆ หมดไปและสังคมสามารถสร้างทุนประเภทอื่นทดแทนเพื่อให้แบบแผนการบริโภคยังสามารถดำเนินต่อไปได้ ก็จะถือว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน

[2]  เป้าหมายที่ 7-12 ประกอบด้วย

เป้าหมายที่ 7: ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานที่ไม่เกินกำลังซื้อ มีความมั่นคง ยั่งยืนและทันสมัย

เป้าหมายที่ 8: ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ยั่งยืน และทั่วถึงคนทุกกลุ่ม ส่งเสริมการจ้างงานเต็มที่ และงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน

เป้าหมายที่ 9: สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อความเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการปรับตัวสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและทั่วถึง และสนับสนุนนวัตกรรม

เป้าหมายที่ 10: ลดความไม่เท่าเทียมกันทั้งภายในและระหว่างประเทศ

เป้าหมายที่ 11: พัฒนาเมืองและชุมชนต่าง ๆ ให้มีความปลอดภัย มีความสามารถรับมือและฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้ และมีความยั่งยืน

เป้าหมายที่ 12: ส่งเสริมแบบแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน

บางเป้าหมายอาจซ้อนเหลื่อมกับมิติเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น เป้าหมายที่ 10 อาจซ้อนเหลื่อมกับมิติเชิงสังคม เป้าหมายที่ 11 อาจซ้อนเหลื่อมกับทั้งมิติเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อม