Tag Archives: ก๊าซเรือนกระจก

มาตรการราคาคาร์บอนกับความสามารถในการแข่งขันของไทยและประเทศในอาเซียน

รศ.ดร. ชยันต์ ตันติวัสดาการ
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

1. ความจำเป็นในการใช้มาตรการราคาคาร์บอน

มาตรการภาษีคาร์บอน (carbon taxes) และมาตรการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS หรือที่มักนิยมเรียกรวมกัน ว่ามาตรการราคาคาร์บอน (Carbon Pricing)1 ถือเป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญในการบรรเทา (mitigate) ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

จากรายงานของ Word Bank and Ecofys (2015)2 พบว่า ณ สิ้นเดือนสิงหาคม ค.. 2015 ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจำนวน 39 ชาติ และ 23 รัฐ ได้มีการใช้มาตรการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ซึ่งต่อไปนี้จะขอเรียกสั้น ๆ ว่า มาตรการตลาดคาร์บอน) และภาษีคาร์บอน ซึ่งครอบคลุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 7 GtCO2-eq หรือคิดเป็น 12% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปีของโลก โดยที่ก๊าซเรือนกระจก จำนวน 8% ใช้ตลาดคาร์บอน และอีก 4% ใช้ภาษีคาร์บอน มาตรการราคาคาร์บอนดังกล่าวเติมโตเพิ่มขึ้นจาก ค.. 2012 ถึง 90%

Continue reading มาตรการราคาคาร์บอนกับความสามารถในการแข่งขันของไทยและประเทศในอาเซียน

แบบจำลองกับการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ตอนที่ 2)

 

Nattapong

ดร.ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จากบทความเดิมที่ได้แนะนำถึงที่มาของการพัฒนาแบบจำลองซึ่งใช้ในการวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในบทความนี้จะนำเสนอประเด็นที่ต่อเนื่อง โดยลำดับตามทิศทางการพัฒนาแบบจำลองในช่วงระยะเวลาประมาณ 25 ปีที่ผ่านมา

การพัฒนาแบบจำลองในระยะแรกเน้นที่การเชื่อมต่อระหว่างผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับภาคส่วนต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจ  ซึ่งนอกจากการแสดงถึงรายละเอียดของปริมาณการปล่อยก๊าซฯ กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจแล้ว แบบจำลองในระยะต่อมาได้เน้นไปที่การพัฒนาคุณสมบัติเชิงพลวัต(dynamic) ของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจข้ามช่วงระยะเวลาที่มากกว่า 1 ปี  โดยเหตุผลสำคัญในการพัฒนาให้แบบจำลองมีลักษณะเชิงพลวัตเนื่องจากก๊าซเรือนกระจก ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศนั้นใช้เวลายาวนานในการสลายตัว และส่งผลทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภูมิอากาศของโลกมีช่วงเวลานาน   ซึ่งการพัฒนาแบบจำลองให้รวมคุณลักษณะดังกล่าวจะช่วยให้สามารถศึกษาถึงผลบวกและผลลบที่เกิดขึ้นข้ามช่วงเวลาจากเลือกที่จะเพิ่มหรือลดการปล่อยก๊าซ ณ ช่วงเวลาต่างกัน(inter-temporal decision)   โดยจากลักษณะของคุณสมบัติดังกล่าว ทำให้เกิดประเด็นสำคัญของค่าสัมประสิทธิ์หลักที่ใช้ในแบบจำลอง นั่นคือ อัตราของมูลค่าที่ลดลงในอนาคต (หรือ discount rate) ซึ่งแสดงถึงการเปรียบเทียบมูลค่า ณ ปัจจุบันกับอนาคตข้างหน้า (ในการวิเคราะห์ทางการเงินจะใช้ค่าดังกล่าวเป็นหลักสำคัญในการพิจารณาความคุ้มค่า โดยมูลค่าในอนาคตจะต้องปรับให้อยู่ในรูปของมูลค่าปัจจุบันโดยใช้ discount  rate)  โดยการเลือกใช้อัตราของมูลค่าที่ลดลงในอนาคต (discount rate) ที่แตกต่างกันก็จะส่งผลต่อข้อสรุปของการวิเคราะห์ที่ต่างกัน  โดยแบบจำลอง DICE  ที่พัฒนาโดยศาสตราจารย์ William Nordhaus เป็นตัวอย่างของการพัฒนาช่วงแรกของแบบจำลองเชิงพลวัตสำหรับการวิเคราะห์ผลกระทบของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และได้กำหนดให้อัตราของมูลค่าที่ลดลงในอนาคต(discount rate) เป็นค่าสัมประสิทธิ์ที่สำคัญในแบบจำลองเช่นกัน

A_04

นอกจากค่า   discount rate ที่เป็นสัมประสิทธิ์หลักที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ของการวิเคราะห์แล้ว  การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในอนาคตก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความไม่แน่นอนของผลลัพธ์จากการคำนวณโดยแบบจำลองเช่นกัน โดยในบางสาขาการผลิตอาจจะมีเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ ก็จะทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซฯ ที่เกิดขึ้นจริงต่ำกว่าที่ค่าประมาณการไว้ก่อนหน้าโดยแบบจำลอง   ดังนั้นการพัฒนาแบบจำลองในระยะต่อมาจึงประยุกต์ใช้ลักษณะของการคำนวณโดยใช้การสุ่มค่าสัมประสิทธิ์มาจากหลายๆ กรณี (หรือเรียกว่า Monte-Carlo Simulation ซึ่งเป็นการคำนวณซ้ำหลายๆ ครั้ง โดยในแต่ครั้งของการคำนวณจะใช้ชุดของค่าสัมประสิทธิ์ที่ต่างกันจากการสุ่มค่าภายในเงื่อนไขที่กำหนด)  โดยในกรณีของแบบจำลองผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การคำนวณแบบ Monte-Carlo Simulation จะสุ่มค่าของสัมประสิทธิ์หลัก เช่น  อัตราของมูลค่าที่ลดลงในอนาคต (discount rate)  ค่าสัมประสิทธิ์ของเทคโนโลยีการผลิต  ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ฯลฯ   และวนคำนวณซ้ำด้วยชุดของค่าสัมประสิทธิ์ที่เกิดจากการสุ่มค่าแต่ละครั้ง   ซึ่งผลที่ได้จะแสดงถึงขอบเขตของผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมดจากการใช้ชุดค่าสัมประสิทธิ์ที่แตกต่างกัน  และช่วยให้เกิดความเข้าใจถึงคุณลักษณะการกระจายตัวเชิงสถิติของผลจากการคำนวณของแบบจำลอง  และยังชี้ให้เห็นถึงความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นของผลกระทบในระดับต่าง ๆ โดยแบบจำลอง PAGE ที่พัฒนาโดยศาสตราจารย์ Chris Hope เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ Monte-Carlo simulation เป็นกลไกหลักในการพยากรณ์ผลกระทบ

ทั้งนี้ การพัฒนาแบบจำลองยังไม่จำกัดเพียงการเพิ่มคุณสมบัติด้านพลวัต (dynamic)  หรือขอบเขตของผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ (หรือผลจากการทำ Monte-Carlo Simulation)  เท่านั้น   แต่ยังได้พัฒนาให้เกิดแบบจำลองที่ครอบคลุมเศรษฐกิจโลก  ซึ่งเหตุผลสำคัญในการพัฒนาให้เป็นแบบจำลองในลักษณะนี้เนื่องจากการผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นจะได้รับผลกระทบโดยรวมพร้อมกันทุกประเทศ ดังนั้นการคำนวณการปล่อยก๊าซควรจะครอบคลุมให้ครบทุกประเทศเช่นกัน และทำให้เกิดการพัฒนาแบบจำลองที่มีขนาดใหญ่และครอบคลุมทุกประเทศในโลก เช่น แบบจำลอง GTAP-E หรือแบบจำลอง AIM/CGE ฯลฯ

จากลำดับการพัฒนาจะเห็นได้ว่าสมมติฐานที่ใช้ในการคำนวณเป็นปัจจัยสำคัญในการปรับปรุงแบบจำลองให้มีคุณลักษณะที่ครอบคลุมในด้านต่าง ๆ มากขึ้น  ดังนั้นผู้วิเคราะห์หรือผู้กำหนดนโยบายจำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงคุณสมบัติและข้อจำกัดของแต่ละแบบจำลอง เพื่อให้การประยุกต์ใช้งานเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการกำหนดนโยบายในอนาคตต่อไป

สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ตอน ถ่านหิน คุ้มค่าจริงหรือ?

รศ.ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกทยอยยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ไทยกลับพยายามเพิ่ม

แคนาดา สหรัฐอเมริกา เยอรมันนีต่างพากันทยอยยอเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินกันแล้วทั้งสิ้น แต่รัฐวิสาหกิจของไทยกลับพยายามรณรงค์การตั้งโรงงานไฟฟ้าถ่านหินอย่างหนัก ท่ามกลางเสียงคัดค้านของชุมชนและภาคประชาสังคม โดยอ้างว่าเป็นแหล่งพลังงานที่ถูกที่สุด
รัฐออนทาริโอ ประเทศแคนาดาได้ทยอยยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินมาตั้งแต่ปี 2007 และได้ยุติโดยสิ้นเชิงแล้วในปี 2557 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ลงถึง 34 Mt หรือ 17% ซึ่ง Ontario Power Authority เห็นว่าเป็นโครงการที่มีการลด GHG ที่มากที่สุดของทวีปอเมริกาเหนือ ในขณะที่ Alliant Energy ผู้ผลิตพลังงานหลักในรัฐไอโอวา สหรัฐอเมริกา ก็ได้ประกาศทยอยยกเลิก 6 โรงงานไฟฟ้าถ่านหินของตน ทำให้ยอดการปิดโรงงานถ่านหินในสหรัฐอเมริกา ณ กรกฎาคม 2558 เพิ่มเป็น 200 โรง ส่วนเยอรมันประกาศเป้าหมายการทยอยปิดโรงงานพลังงานถ่านหินร้อยละ13 ภายในปี 2564 และปัจจุบันสหราชอาณาจักรลดการพึ่งพิงถ่านหินลงเหลือเพียง 30% รวมทั้งกำลังพิจารณาว่าจะปิดโรงงานทั้งหมดภายในปี 2023 หรือไม่
ในทางตรงกันข้าม ตามแผน PDP 2015 ไทยกลับต้องการที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินสะอาดอีก 7,365 เมกกะวัตต์ ในช่วงปี 2558 – 2579 ซึ่งจะทำให้สัดส่วนของพลังงานจากถ่านหินสะอาด (รวมลิกไนต์) เพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 20–25% ซึ่งเหตุผลหลักที่ทางการมักจะใช้ในการสนับสนุนการใช้ถ่านหินก็คือเป็นแหล่งพลังงานที่มีต้นทุนถูกที่สุด ที่ 2.88 – 2.91 บาท/หน่วย (หากไม่นับพลังงานน้ำและนิวเคลียร์) เทียบกับพลังงานทางเลือก เช่น ชีวมวล 3.00 – 3.50 บาท/หน่วย พลังงานลม 5.00 – 6.00 บาท/หน่วย และพลังงานแสงอาทิตย์ที่ 10.00 – 13.00 บาท/หน่วย
ถ่านหินเป็นพลังงานที่ถูกที่สุด จริงหรือ?
ในปี 2005 การใช้พลังงานของโลกร้อยละ 25% ถูกผลิตจากถ่านหิน แต่ถ่านหินมีสัดส่วนในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ถึง 41% ทั้งนี้เนื่องจาก ถ่านหินปล่อย CO2 ถึง 1.5 เท่าของน้ำมัน และถึง 2 เท่า ของก๊าซธรรมชาติ เมื่อคิดบนฐานการผลิตพลังงานความร้อนที่เท่ากัน เพื่อลดการปล่อย CO2 ดังกล่าว ได้มีการเสนอเทคโนโลยีในการดูดคาร์บอนไดออกไซด์ไว้แล้วนำไปเก็บกักไว้ใต้ดิน หรือที่เรียกว่า CCS ขึ้น แต่ CCS จะทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก 25–40% จากต้นทุนโรงงานและพลังงานที่ต้องใช้เพิ่มขึ้นในกระบวนการดูดและเก็บกักเพื่อผลิตพลังงานที่เท่ากัน ซึ่งจะส่งผลให้ต้องเพิ่มการทำเหมืองถ่านหิน การขนส่ง การผลิต การเผา และการปล่อยมลพิษเพิ่มขึ้น

a01
งานวิจัยของ Epstein, et al. (2011) ได้ทำการประเมินต้นทุนของถ่านหินโดยคำนึงถึงผลกระทบภายนอก (External costs) ทั้งต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate change) และต่อสุขภาพ โดยคิดต้นทุนของ CO2 ที่ $10 $30 $100/เมตริกตันเทียบเท่า (Metric tonCO2e) ตามลำดับ และต้นทุนผลกระทบต่อสุขภาพด้วยแนวคิด มูลค่าชีวิตเชิงสถิติ (Value of statistical life: VSL) ที่ $7.5 ล้าน ณ ปี 2008 ผลการคำนวณพบว่าต้นทุนผลกระทบภายนอกของการใช้ถ่านหินในสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าเฉลี่ย ณ ปี ค.ศ. 2008 ประมาณ 3.453 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีค่าประมาณการระดับต่ำที่ 1.752 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนระดับสูงที่ 5.233 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นต้นทุนต่อหน่วยเท่ากับ 17.84 เซ็นต์/kWh และมีค่าระดับต่ำที่ 9.42 เซ็นต์/kWh ค่าสูงอยู่ที่ 26.89 เซ็นต์/kWh (ดูภาพที่ 1 ประกอบ) ซึ่งถ้าคำนวณเป็นเงินบาทที่ 36 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐฯ ค่ากลางก็จะมีค่าประมาณ 6.24 บาท/kWh (และค่าต่ำสุดถึงสูงสุดระหว่าง 3.30/kWh – 9.34/kWh)

ภาพที่ 1: ต้นทุนตลอดวัฏจักรชีวิตของถ่านหิน

A02

ที่มา: Epstein, et al. (2011) Full cost accounting for the life cycle of coal,  Annals  of  the  New  York  Academy of  Sciences, 1219 (1), 73-­‐98.

 

นอกจากนี้งานวิจัยของ Daniel M. Kammen, Maryam Mozafari and Daniel Prull (2012) พบว่าเมื่อพิจารณาต้นทุนผลกระทบภายนอกต่างๆ เช่น มีเทนจากการทำเหมือง สุขภาพ มลพิษจากการเผาไหม้ ผลกระทบจากสารปรอท ผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น พลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินจะมีต้นทุนอยู่ในช่วง 8.66 – 26.11 เซ็นต์/kWh หรือประมาณ 3.12 – 9.40 บาท/kWh (ดูภาพที่ 2 ประกอบ)

ภาพที่ 2: ต้นทุนผลกระทบภายนอกของถ่านหิน (มูลค่า ณ ปี 2008 US Cents/KWh)

A03

ที่มา: Kammen D.M., M. Mozafari and D. Prull (2012), Figure 25, p. 43.

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าต้นทุนของพลังงานถ่านหินไม่ได้ถูกอย่างที่เข้าใจกันเลย เพราะราคาที่มักอ้างถึงกันนั้น ยังไม่ได้รวมต้นทุนผลกระทบภายนอกต่อสิ่งแวดล้อมและต่อสุขภาพนั่นเอง และนี่คือเหตุผลหลักที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งต้องการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืนต่างเริ่มทยอยปิดโรงงานไฟฟ้าถ่านหินลง  ข้อมูลเหล่านี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ที่ดีแก่ผู้วางนโยบายพลังงานของไทยว่า สมควรหรือไม่ที่จะสนับสนุนให้มีการเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานจากถ่านหินมากขึ้นในอนาคต