Tag Archives: ธุรกิจสีเขียว

การสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นาย คมศักดิ์ สว่างไสว
นักวิชาการประจำ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เกริ่นนำ

ภาคธุรกิจถือว่าเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนมิติต่างๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การจ้างงาน การสร้างนวัตกรรม สังคม หรือสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าภาคธุรกิจมีความตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยตัวของตัวเองแล้ว ย่อมจะส่งผลดีต่อทั้งสังคมและประเทศชาติในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การให้ภาคธุรกิจดำเนินงานธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพียงฝ่ายเดียว อาจจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น ถ้าปราศจากการสนับสนุนจากภาครัฐ ที่สามารถมองภาพรวมของเศรษฐกิจสีเขียวและการเติบโตสีเขียวได้ดีกว่า ดังนั้น ในบทความนี้จะนำเสนอการดำเนินงานเพื่อการสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ ที่มีเป้าหมายการสนับสนุนที่เน้นทั้งบริษัทและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

 

เครื่องมือสำหรับ Green Business Environment Reform ของ DCED

Donor Committee for Enterprise Development (DCED) เป็นฟอรั่มแบ่งปันประสบการณ์ที่ใช้ได้ในทางปฏิบัติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคเอกชน ซึ่งมีผู้เข้าร่วม ได้แก่ ผู้บริจาค มูลนิธิ และหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ เป็นต้น ทั้งนี้ DCED จะมีส่วนช่วยสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตสีเขียว (Green Growth) และการเติบโตอย่างทั่วถึง (inclusive Growth) ในภาคเอกชน โดยการประสานสองแนวคิดที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าด้วยกัน คือ แนวคิดการเติบสีเขียว (Green Growth – GG) ซึ่งหมายถึง แผนงานหรือนโยบายที่มีเป้าหมายประสบความสำเร็จในการเจริบเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน กับแนวคิดการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Business Environment Reform – BER) ซึ่งหมายถึง นโยบาย แผนงาน และกฎระเบียบที่มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนในการทำธุรกิจ ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และสนับสนุนการสร้างและการเปิดตลาด โดยเมื่อแนวคิดทั้งสองได้ประสานกันแล้วจะกลายเป็นแนวคิดการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจสีเขียว (Green Business Environment Reform – GBER) ทั้งนี้ DCED ได้นำเสนอเครื่องมือที่มีศักยภาพในการประสานสองแนวคิดนี้เข้าด้วยกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  1. เงินอุดหนุนสำหรับผลกระทบภายนอกเชิงบวกและสินค้าสาธารณะ เงินอุดหนุนควรสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งผลกระทบภายนอกเชิงบวก เช่น นวัตกรรมของผลิตภัณฑ์สีเขียว เป็นต้น ซึ่งเงินอุดหนุนสามารถมีเป้าหมายที่แตกต่างกันได้ เช่น การสนับสนุนประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือการสนับสนุนการผลิตที่สะอาดในภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น รวมทั้งการให้เงินอุดหนุนจะต้องมีการวางวัตถุประสงค์อย่างละเอียดละออ ตัวอย่างเช่น การให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทที่ผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในขณะที่ การให้สินเชื่อแก่บริษัทในการสนับสนุนการผลิตพลังงานไว้ใช้เอง จะมีประสิทธิภาพในการบรรลุเป้าหมายของการลดการใช้เชื้อเพลิงในบริษัทมากกว่าการให้เงินอุดหนุนแก่บริษัท เนื่องจากการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการดำเนินการงานที่ไม่ได้ส่งผลต่อการลดต้นทุนการผลิต ในขณะที่ การผลิตพลังงานไว้ใช้เองในบริษัทจะเป็นการลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ ด้วยเหตุนี้แรงจูงใจที่มีต่อบริษัทในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของแต่ละประเภทของการสนับสนุนของรัฐจึงไม่เหมือนกัน เป็นต้น
  2. การปฎิรูปเงินอุดหนุนที่ก่อให้เกิดปัญหาทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอหรือที่ลดผลตอบแทนการลงทุนสีเขียว การปฏิรูปเงินอุดหนุนจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลกระทบระยะสั้นกับผลกระทบระยะยาว โดยในระยะสั้นส่วนใหญ่จะเป็นผลกระทบทางลบที่เกิดกับการผลิต การบริโภค และการจ้างงาน ส่วนในระยะยาวส่วนใหญ่จะเป็นผลกระทบทางบวกที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมในการทำธุรกิจ และการลดการกีดกันปัจจัยการผลิตสีเขียวและผลิตภัณฑ์สีเขียว ทั้งนี้ เงินอุดหนุนที่บิดเบือนสามารถก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติที่มากเกินไป ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดการลดผลตอบแทนของการลงทุนสีเขียวด้วย
  3. การออกใบอนุญาต (permit หรือ allowance) แบบบูรณาการ อาที การออกใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถนำไปซื้อขายได้ (tradable GHG emission allowance) จะทำให้ประสบความสำเร็จในการลดก๊าซเรือนกระจกและการปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยใบอนุญาตจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ (3.1) ใบอนุญาตปล่อยมลพิษ (3.2) ใบอนุญาตสำหรับทรัพยากรต่างๆ เช่น การจัดหาน้ำ คุณภาพน้ำ และการประมง เป็นต้น และ (3) ใบอนุญาตการใช้ที่ดิน อาคาร และธุรกิจ เช่น ใบอนุญาตก่อสร้างที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับอาคารเขียว เป็นต้น
  4. ทรัพยสิทธิ (property right) การกำหนดทรัพยสิทธิของทรัพยกรธรรมชาติที่เฉพาะเจาะจงจะทำให้ผู้ถือครองสิทธิมีแรงจูงใจในการรักษาและใช้ทรัพยากรนั้นอย่างยั่งยืน ทรัพยสิทธิถือเป็นหัวใจหลักของการวางโครงสร้างทางสถาบัน (institutional structure) สำหรับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งในที่นี้ทรัพยสิทธิอาจจะอยู่ในรูปของทรัพย์สินส่วนบุคคล ทรัพย์สินสาธารณะ หรือทรัพย์สินของรัฐก็ได้
  5. ระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยมลพิษ (transferable emission permit) และระบบจ่ายค่าตอบแทนนิเวศบริการ (payment for ecological services) ทั้งสองระบบมีเป้าหมายในเรื่องการจัดตั้งและบริหารสิทธิ รวมทั้งการสร้างตลาดเพื่อการค้าขายสิทธิเหล่านี้ อย่างไรก็ตามสำหรับระบบจ่ายค่าตอบแทนนิเวศบริการ ผู้ใช้หรือผู้ได้รับประโยชน์จากนิเวศบริการจะจ่ายค่าตอบแทนทางตรงไปยังปัจเจกบุคคลหรือชุมชน ที่มีการใช้ที่ดินตรงตามข้อกำหนดของนิเวศบริการ ส่วนระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยมลพิษ จะมีการออกใบอนุญาตให้กับผู้ปล่อยมลพิษ ซึ่งสามารถนำไปซื้อขายต่อได้ โดยราคาของใบอนุญาตจะสร้างแรงจูงใจเพื่อลดต้นทุนการลดมลพิษ
  6. การเข้าถึงข้อมูลตลาด เครื่องมือสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลตลาดเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะทำให้สังคมตระหนักรับรู้และมีกิจกรรมที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การจัดการระบบธรรมชาติ และการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อหลักการเศรษฐกิจสีเขียว เป็นต้น ซึ่งเครื่องมือสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลตลาดมีอยู่ 3 เครื่องมือ คือ (1) ระบบการศึกษาและการอบรม เพื่อสร้างทักษะด้านเศรษฐกิจสีเขียว (6.2) การรายงานทางสิ่งแวดล้อมของบริษัทต่างๆ เพื่อให้ทราบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริง และ (6.3) ระบบรับรองมาตรฐานสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อจะช่วยให้ผู้ผลิตสินค้าสีเขียวได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม
  7. ธรรมาภิบาล ธรรมาภิบาลสาธารณะถือว่าเป็นหัวใจหลักในการประสบความสำเร็จของนโยบาย BER หรือ GG ซึ่งธรรมภิบาลสาธารณะประกอบไปด้วย (1) การพัฒนานโยบายที่ปรับปรุงคุณภาพของกฏระเบียบ เช่น ความสามารถในการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม (7.2) ความมีประสิทธิภาพของรัฐบาล เช่น การปรับปรุงศักยภาพของการบังคับใช้นโยบายสิ่งแวดล้อม และ (7.3) สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและภาระรับผิดชอบ เช่น การสร้างความมั่นใจในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น
  8. ภาษีและค่าธรรมเนียมผลกระทบภายนอกทางลบ หมายถึง ภาษีที่เก็บกับปัจเจกบุคคลและบริษัทที่ไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมหรือการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และค่าธรรมเนียมที่เก็บกับปัจเจกบุคคลและบริษัทเพื่อนำมาใช้ในการลดผลกระทบภายนอกทางลบของกิจกรรมของปัจเจกชนหรือบริษัท เช่น การควบคุมมลพิษทางอากาศและทางเสียง การปรับปรุงคุณภาพน้ำในแม่น้ำ เป็นต้น ในทำนองเดียวกันภาษีและค่าธรรมเนียมนี้ก็สามารถถูกเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนการบริการของภาครัฐได้ เช่น การประปา และการจัดการขยะ เป็นต้น

 

การสนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืนของรัฐบาลสวีเดน

รัฐบาลสวีเดนได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืนเป็นอย่างมาก อันจะเห็นได้จากการมีนโยบายสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การลดก๊าซเรือนกระจก การลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมและการใช้สารเคมีอันตราย การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การสนับสนุนการบริโภคที่ยั่งยืน และระบบการเงินที่คำนึงการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่มุ่งตรงไปยังภาคธุรกิจและนโยบายที่เน้นการเติบโตระดับภูมิภาค เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมเพื่อสังคม ความเป็นผู้ประกอบการสังคม และการยกระดับไปสู่เศรษฐกิจวงรอบ (Circular Economy) เป็นต้น ทั้งนี้รัฐบาลสวีเดนมีหน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่สนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืน ดังนี้

  • Vinnova เป็นหน่วยงานด้านนวัตกรรมของสวีเดน มีหน้าที่ในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการให้ทุนกับการวิจัยและการพัฒนาระบบนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ
  • Almi Företagspartner AB มีหน้าที่ให้เงินกู้แก่ SMEs ที่มีศักยภาพในการเติบโตและสามารถทำกำไรได้ โดยการให้สินเชื่อจะมีเงื่อนไขว่า บริษัทจะต้องมีแนวคิดธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ให้คำแนะนำด้านโอกาสทางธุรกิจและความเสี่ยงของธุรกิจที่ยั่งยืนให้กับบริษัทต่างๆ ด้วย
  • The Swedish Agency for Economic and Regional Growth มีหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืน และการเติบโตของภูมิภาคที่ยั่งยืน โดยหน่วยงานจะแสวงหาทางเลือกของธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปพัฒนาธุรกิจทั่วทั้งประเทศ
  • The National Agency for Public Procurement มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ส่งสินค้าในเรื่องกฎเกณฑ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของการจัดซื้อ
  • Business Sweden มีหน้าที่ในการสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินงานธุรกิจที่ยั่งยืนและการสนับสนุน SMEs โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมสินค้าส่งออกที่ยั่งยืน
  • EKN มีหน้าที่ออกใบรับรอง (guarantee) สำหรับสินค้าส่งออก โดยการรับรองจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชนและสภาพการจ้างงาน การต่อต้านคอรัปชั่น และการสนับสนุนการให้กู้ยืมที่ยั่งยืนแแก่ประเทศที่ยากจน
  • AB Svensk Exportkredit (SEK) มีหน้าที่สนับสนุนอุตสาหกรรมส่งออกของสวีเดนในด้านการเงิน โดยมีเครื่องมือเงินกู้สีเขียว ที่สนับสนุนโครงการการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ชาญฉลาดต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate-Smart Economy) ซึ่งโครงการเหล่านี้จะถูกประเมินในเรื่องจริยธรรมทางธุรกิจ และมุมมองด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุน TBL SMMEs ในประเทศแอฟริกาใต้ ของ SEED

SEED เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2012 โดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme – UNEP) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme – UNDP) และสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature – IUCN) ทั้งนี้ SEED มีหน้าที่เสริมสร้างศักยภาพให้กับวิสาหกิจระดับรากหญ้าในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อที่จะเพิ่มพูนผลประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และสร้างสะพานเชื่อมโยงกันระหว่างผู้ประกอบการกับผู้วางนโยบายของรัฐ รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนและความเป็นหุ้นส่วนซึ่งกันและกัน

สำหรับในประเทศแอฟริกาใต้นั้น SEED ได้มุ่งมั่นที่จะให้วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดจิ๋ว (Small, Medium and Micro Enterprises – SMMEs) ประสบความสำเร็จในการเติบโตสีเขียว (GG) และการเติบโตอย่างทั่วถึง (inclusive Growth) โดยการรับเอาแนวคิด “ไตรกำไรสุทธิ” (Triple Bottom Line – TBL) ได้แก่ ผลกระทบทางสังคม (คน) ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (โลก) และความสำเร็จด้านการเงิน (กำไร) เป็นต้น เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโมเดลธุรกิจตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัย SMMEs ในประเทศแอฟริกาใต้ของ SEED ทำให้ได้ทราบถึงปัญหาต่างๆ ของ SMMEs จึงได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อปัญหาต่างๆ ดังแสดงในตารางข้างล่างนี้

 

ตารางที่ 1 ปัญหาที่ค้นพบและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุน TBL SMMEs ในประเทศแอฟริกาใต้

 

ปัญหาที่ค้นพบ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1. ปัญหาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างและสามารถแข่งขันได้ และปัญหาด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ของ SMMEs 1. สนับสนุนการประสานงานและการตั้งเป้าหมาย ในการสร้างทักษะด้านนวัตกรรมและการตลาด ตั้งแต่ยังเป็นเพียงความคิดเริ่มต้นให้กับผู้ประกอบการ
2. SMMEs มีความยากลำบากในการเข้าถึงตลาดในวงกว้างผ่านทางหุ้นส่วนทางธุรกิจ เช่น เครือข่ายค้าปลีก เป็นต้น 2. บริการนายหน้าเพื่อหาหุ้นส่วนทางธุรกิจ

3. สิ่งจูงใจที่มากกว่าการทำ CSR ของหุ้นส่วนทางธุรกิจ และ SMMEs มีส่วนร่วมและเข้าใจกฎระเบียบใหม่ รวมทั้งการมีส่วนร่วมกับหุ้นส่วนทางธุรกิจ

4. จัดหาบริการข้อมูลตลาดที่อยู่บนฐานของเทคโนโลยี

3. เสถียรภาพทางการเงินมาจากทุนให้เปล่าของรัฐบาล หรือการบริจาคจากต่างประเทศ มากกว่าการพัฒนาตลาดและรายรับ 5. ปรับปรุงบริการนายหน้าให้สามารถเข้าถึงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายและพันธมิตร รวมทั้งสามารถเข้าถึงเงินทุนต่างๆได้

6. สนับสนุนแผนงานการเติบโตของวิสาหกิจ เพื่อเปลี่ยนจากการได้รับเงินทุนให้เปล่าเป็นจากรายรับแทน

7. ปรับปรุงแผนงานนักลงทุนและการร่วมทุน

8. แผนงานพัฒนาความคิดและนวัตกรรมตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น เพื่อให้เกิดการสร้างตลาดและเสถียรภาพทางการเงิน

4. การลงทุนในทรัพย์สินประเภททุนมีความสำคัญเป็นอันดับแรกสำหรับ SMMEs และการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การประปา และชลประทาน

 

9. สิ่งจูงใจทางภาษี

10. Green SMMEs มักดำเนินงานในพื้นที่ที่ขาดโครงสร้างพื้นฐานของสาธารณูปโภคต่างๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาชนบทและเกษตรกรรม ดังนั้น จึงต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมจากรัฐบาลจังหวัดและท้องถิ่น

5. SMMEs ประสบปัญหาในการเลือกประเภทนิติบุคคล (เช่น สหกรณ์ ทรัสต์ หรือบริษัท) เพื่อที่จะสามารถดำเนินกิจการทั้งแสวงหากำไรและไม่แสวงหากำไรได้อย่างต่อเนื่อง

 

11. ปรับปรุง 2008 Companies Act เพื่อสร้างกรอบกฎหมายสำหรับวิสาหกิจลูกผสม (hybrid enterprise)

12. แผนงานความเป็นผู้ประกอบการที่รวมข้อมูลของ New Companies Act of 2008 เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพ

13. เพื่อให้มั่นใจว่าระบบภาษีจะไม่ส่งผลกระทบทางลบกับกำไรของวิสาหกิจ TBL

6. หน่วยงานและสถาบันวิจัยภาครัฐมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนนวัตกรรม แต่ยังขาดกลไกการมีส่วนร่วมที่ได้ผลดีกับ SMMEs 14. ปรับปรุงกลไกเพื่อที่จะพัฒนาการมีส่วนร่วมและความเป็นหุ้นส่วนกับ SMMEs
7. รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้มีส่วนได้เสียหลักและผู้ได้รับผลประโยชน์ทันทีทันใดของผลกระทบจาก TBL ของ SMMEs

 

15. ให้อำนาจรัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเพื่อบ่มเพาะและสนับสนุนความริเริ่ม TBL

16. การยกเว้นหรือการยืดหยุ่นในด้านกฎหมายและภาษีให้กับท้องถิ่น

8. คุณค่าของ TBL จะต้องถูกปรับให้เข้ากับประเด็นด้านเพศภาวะ เพราะผู้หญิงเป็นตัวแทนที่ดีในการริเริ่ม TBL ทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับผู้นำ 17. ขยายเป้าหมายด้านเพศภาวะ ให้รวมถึงความเสมอภาคด้านเพศภาวะ การมีส่วนร่วมของเยาวชนและความเหนียวแน่นของครอบครัว
9. เนื่องจากมีข้อจำกัดทางด้านการเงิน TBL SMMEs ส่วนใหญ่จึงไม่สามารถจ้างแรงงานแบบถาวร และไม่สามารถให้สวัสดิการได้

 

18. พัฒนากรอบการทำงานของการจ้างงานระยะสั้นและงานนอกเวลา เพื่อให้วิสาหกิจ TBL มีความยืดหยุ่นและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

19. ปรับกฎระเบียบแรงงานสำหรับ SMMEs เพื่อให้เกิดงานที่มีคุณค่า

10. สิ่งจูงใจในการปฏิบัติการด้านการจัดซื้อสีเขียวและการผลิตสีเขียวมีจำนวนน้อย

 

20. สิ่งจูงใจทางภาษีสำหรับธุรกิจจะไม่เป็นเพียงแค่ การรวม SMMEs ในสายโซ่อุปทาน แต่ยังรวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างที่ยั่งยืน และการกำจัดขยะด้วย
11. การเรียนรู้และการอบรมการปฏิบัติการสีเขียวมักจะเกิดขึ้นภายในองค์กรมากกว่าชุมชน 21. สนับสนุนการเรียนรู้ของชุมชนและผู้ด้อยโอกาส

22. การเป็นหุ้นส่วนกับหน่วยงานท้องถิ่นในการสนับสนุนการศึกษาให้กับ SMMEs และชุมชน

12. การได้รับใบรับรองระดับนานาชาติของ SMMEs เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ดังนั้น การได้รับรางวัลหรือใบรับรองระดับท้องถิ่นจึงสิ่งที่มีความสำคัญมาก

 

23. พัฒนาระบบการให้คะแนนสำหรับวิสาหกิจ TBL และผลิตภัณฑ์ของพวกเขา ซึ่งมีความสำคัญในระดับท้องถิ่นและเป็นไปตามมาตรฐานนานาชาติ

24. สมาคมและหน่วยงานต้องมีการจัดประเภท SMMEs ที่มีความยืดหยุ่น และสอนคล้องกับสมาชิกภาพของบริษัท

ที่มา: SEED (2015)

 

 

อ้างอิง

DCED. (2017). The Search for Synergy: Business Environment Reform and Green Growth. สืบค้นจาก https://www.enterprise-development.org/wp-content/uploads/GGWG_BERGuide_Final.pdf

Government Offices of Sweden. (2017). Sustainable Business: the Government’s Policy for Sustainable Business. สืบค้นจาก https://www.government.se/49171b/contentassets/ c2dc5f1cb30b40fb941aa2796c4387ae/sustainable-business_webb.pdf

SEED. (2015). Growing Green and Inclusive Entrepreneurship for Sustainable Development in South Africa. สืบค้นจาก https://www.seed.uno/download/?file=images%2Fdocuments%2F1907%2Fa4 seedpolicyreportsouthafricaweb.pdf&id=1907&att=1

10 เทรนด์ธุรกิจสีเขียว ปี 2016

 

คุณคมศักดิ์ สว่างไสว

 

สำหรับธุรกิจแล้ว การติดตามแนวโน้มต่างๆ ทางธุรกิจ ถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดเป้าหมาย การดำเนินงาน และกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ เพราะถ้าบริษัทไม่ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง นอกจากบริษัทอาจจะตกยุคตกสมัยแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทตนเองอีกด้วย เฉกเช่นเดียวกับการดำเนินงานธุรกิจสีเขียวที่มีแนวโน้มในแต่ละปีที่แตกต่างจากปีที่ผ่านๆ มา ดังนั้น ในฉบับนี้ ผมจึงขอนำเสนอ 10 แนวโน้มธุรกิจสีเขียวในปี 2016 ซึ่งเนื้อหาของบทความนี้ได้สรุปมาจากรายงาน State of Green Business 2016 โดย Joel Makower ประธานและบรรณาธิการบริหารของ GreenBiz.com

 

1.การเพิ่มความเร็วของ Circular Economy

ความคิดที่จะสร้างโลกแบบวนกลับ (Closed-loop World) ที่ซึ่งวัสดุและทรัพยากรจะถูกนำมารีไซเคิลตลอดเวลา และไม่มีการปล่อยของเสียและมลพิษอีกเลย เป็นความคิดที่เริ่มมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ของการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ ซึ่งในปัจจุบันได้มีแนวคิดที่ใกล้เคียงมากที่สุด คือ เศรษฐกิจวงรอบ (Circular Economy)

เศรษฐกิจวงรอบยังไม่มีนิยามที่ตายตัวในปัจจุบัน แต่โดยรวมจะหมายถึง เศรษฐกิจที่ถูกบูรณะและฟื้นฟูด้วยการออกแบบ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ และวัสดุ ในระดับที่ก่อให้เกิดอรรถประโยชน์และมูลค่าสูงที่สุดตลอดเวลา และไม่ก่อให้เกิดของเสียและมลพิษต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ วงจรชีวภาพ (Biological Cycles) ซึ่งถูกออกแบบเพื่อเติมสารอาหารให้กับชีวมณฑล (biosphere) อย่างปลอดภัย และ วงจรเทคนิค(Technical Cycles) ซึ่งถูกออกแบบเพื่อหมุนเวียนสารอาหารด้วยคุณภาพที่สูงที่สุดในระบบการผลิต

ณ ปัจจุบันได้มีการดำเนินงานเศรษฐกิจวงรอบในหลายด้านๆ เช่น การวิจัยเศรษฐกิจวงรอบของ Ellen MacArthur Foundation, การเร่งให้มีการใช้แนวคิดเศรษฐกิจวงรอบในบริษัทใหญ่ๆ ของ Meta-Council ภายใต้ World Economic Forum, และการสร้างต้นแบบเศรษฐกิจวงรอบของ Circular Economy 100 ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทใหญ่ๆ เช่น Cisco, Coca-Cola, Dell, Google, IKEA, Lexmark, Michelin, Phillips, Ricoh, Unilever และ Vodafone เป็นต้น

 

2.Supply Chain ที่ใช้ High Technology

เทคโนโลยีสมัยใหม่มีส่วนช่วยห่วงโซ่อุปทานในสองด้าน คือ ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น Anheuser-Busch InBev บริษัทผลิตเบียร์รายใหญ่ ได้ทดลองเซ็นเซอร์และซอฟท์แวร์ที่ถูกออกแบบเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวบาร์เลย์มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ลดการใช้น้ำและปุ๋ยในการเพาะปลูกลง และด้านความรับผิดชอบ ยกตัวอย่างเช่น EcoVadis กำลังสร้างฐานข้อมูลของ supplier report card ที่อยู่บนฐานของ data point ต่าง ๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพการตรวจสอบ, รายงานการเกิดอุบัติเหตุใหญ่ และข้อมูลอื่นออนไลน์อื่น ๆ เป็นต้น

3.การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของ Green Infrastructure

ในปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Infrastructure) ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันเป็นอย่างมาก โดยแต่ละแห่งมีทรัพย์สินที่ลงทุนในเรื่องนี้มากกว่าล้านล้านดอลลาร์ เช่น Green Infrastructure Investment Coalition, Principles for Responsible Investments และ International Cooperative Mutual Insurance เป็นต้น นอกจากนี้ ในปี 2014 ได้มีการออกพันธบัตรสีเขียว (green bond) ที่มีมูลค่ามากกว่า 39,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่ามากกว่าปีก่อนหน้า และมีการคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2020

สำหรับบริษัทต่างๆ ก็ได้มีการดำเนินงานเรื่องนี้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น Breakthrough Energy Coalition ของ Bill Gates ร่วมกับ Richard Branson และ Mark Zuckerberg ซึ่งเป็นกองทุนขนาดหลายพ้นล้านดอลลาร์ เพื่อทำให้พลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำและมีเสถียรภาพสามารถออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว และโครงการพื้นที่ชุ่มน้ำใน Seadrift มลรัฐ Texas ของ Union Carbide ซึ่งได้ดำเนินงานโรงงานบำบัดน้ำเสียโดยใช้การกรองจากธรรมชาติ เป็นต้น

4.Mining Industry พยายาม Clean Up การกระทำของตนเอง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ทั้งในเรื่องของมลพิษและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากแร่ถือเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิตไฟฟ้า รถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายบริษัทที่พยายามลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมนี้ลง เช่น BHP Billiton ได้จัดทำ Climate Change Portfolio Analysis, Equitable Origin ได้จัดทำมาตรฐานสำหรับการสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สะอาดในภูมิภาคกำลังพัฒนา, และ Best Buy ได้ตัดการขายทอง ตะกั่ว และนิกเกิล ที่ได้รับมาจากโครงการรับคืนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ลง

5.การเติบโตของ Regenerative Agriculture

เกษตรกรรมฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) คือ เกษตรอินทรีย์ประเภทหนึ่งที่มุ่งเน้นการรักษาและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และการเพิ่มปฏิกิริยาทางชีวภาพ เพื่อผลิตผลผลิตทางการเกษตรที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยเกษตรกรรมฟื้นฟูส่งผลดีต่อระบบนิเวศน์ในด้านต่างๆ เช่น การหยุดการพังทลายของดิน การเพิ่มแร่ธาตุในดิน การรักษาความบริสุทธิ์ของน้ำใต้ดิน การลดการไหลของน้ำที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงและปุ๋ย และการเพิ่มการกักเก็บคาร์บอน เป็นต้น นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกรและคนในชุมชนอีกด้วย

การเติบโตของเกษตรกรรมฟื้นฟูนำมาซึ่งเทคโนโลยีและวิธีการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน อาทิเช่น วิธีการทำการเกษตรที่อยู่บนฐานของข้อมูล แพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างกันผ่านทาง Farmer Business Network และวิธีการทำเกษตรกรรมในเมือง เป็นต้น

6.Carbon Recycling สร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น

การรีไซเคิลคาร์บอน (Carbon Recycling) คือ การดักจับก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจ แล้วนำมาใช้สร้างผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นการนำมลพิษกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง โดยมีสินค้าที่น่าสนใจ ได้แก่ AirCarbon ของบริษัท Newlight ซึ่งเป็นพลาสติกที่ผลิตจากก๊าซมีเทนที่ถูกปล่อยออกมาจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม, ซีเมนต์ของ Solidia Technologies ที่ถูกผลิตโดยใช้อุณหภูมิต่ำและใช้สูตรเคมีที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อย รวมทั้งซีเมนต์จะถูกทำให้แข็งตัวด้วยการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคอุตสาหกรรม, และ polyol ของ Novermar ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลือทิ้ง เป็นต้น

 

A_06

ภาพซีเมนต์ของ Solidia Technologies

7.Sustainability กลายเป็น Employee Perk

บริษัทส่วนใหญ่ที่ต้องการให้พนักงานตระหนักถึงความยั่งยืนมักจะใช้วิธีการออกนโยบาย ขอความร่วมมือ หรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ภายในบริษัทของตน แต่ในปัจจุบันได้มีหลายบริษัทได้ให้ผลประโยชน์พิเศษ (perk) ทั้งในรูปที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน แก่พนักงานที่ใส่ใจในเรื่องนี้ ยกตัวอย่างเช่น Facebook ได้ให้โบนัสจำนวน 10,000 ดอลลาร์ แก่พนักงานใหม่ที่ยินดีย้ายที่พักให้ใกล้กับพื้นที่ตั้งของบริษัท, โครงการ GoGreen ของ Deutsche Post DHL ที่อนุญาตให้พนักงานยืมยานพาหนะไฟฟ้าในวันที่กำหนดไว้ของแต่ละเดือนได้, และ Bank of America ได้ให้ส่วนลดจำนวน 500 ดอลลาร์ แก่พนักงานที่ติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านของตนเอง และสนับสนุนเงินอีกจำนวน 3,000 ดอลลาร์ แก่พนักงานที่ซื้อยานพาหนะไฮบริด, ยานพาหนะ CNG, หรือ ยานพาหนะไฟฟ้า เป็นต้น

8.การขยายตัวของ Microgrid

Microgrid คือ ระบบผลิตและส่งไฟฟ้าขนาดเล็กในพื้นที่ที่เฉพาะเจาะจง เช่น อาคาร พื้นที่ตั้งของบริษัทและสถานศึกษา และบริเวณใกล้เคียง เป็นต้น ซึ่ง Microgrid นี้มีข้อดีอยู่หลายประการ เช่น ผลิตไฟฟ้าให้กับพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง เป็นแหล่งพลังงานหลักให้กับองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเป็นแหล่งพลังงานสำรองให้กับที่อยู่อาศัยและบริษัทต่าง ๆ ไว้ใช้ในกรณีที่โรงไฟฟ้าไม่สามารผลิตไฟฟ้าได้ อันเนื่องมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเจาะระบบ (Hacking) และการก่อการร้าย เป็นต้น

ในปัจจุบัน ทั่วโลกมีโครงการ Microgrid จำนวนทั้งสิ้น 1,437 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 13 กิกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์กันว่า Microgrid จะมีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2020

9.Sharing Economy กำลังมุ่งหน้าไปสู่ B-To-B

เศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) คือ การแลกเปลี่ยนทรัพยากรระหว่างกัน ซึ่งเกิดจากเจ้าของไม่สามารถใช้ทรัพยากรนั้น ๆ ได้อย่างเต็มที่ หรือไม่ได้ใช้ทรัพยากรนั้น ๆ เลย และมีความต้องการการใช้ทรัพยากรดังกล่าวจากบุคคลหรือองค์กรอื่น ๆ ทั้งนี้ เศรษฐกิจแบ่งปันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่พึ่งมีการได้รับความนิยมอย่างสูงหลังจากการเข้ามาของกลุ่ม Startup ที่ใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์ในการทำธุรกิจ เช่น Airbnb, Uber และ Freelancer.com เป็นต้น

ถึงแม้ว่า บริษัทที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดจะดำเนินธุรกิจในลักษณะของ B-To-C หรือ C-To-C แต่เศรษฐกิจแบ่งปันยังมีการดำเนินธุรกิจในลักษณะ B-To-B ด้วย ยกตัวอย่างเช่น Cargomatic ซึ่งเป็นแอพที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ขนส่งสินค้ากับคนขับรถบรรทุก สำหรับการขนส่งสินค้าที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้คนขับรถบรรทุกไม่ต้องตีรถเปล่ากลับและยังมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนผู้ขนส่งสินค้าก็จ่ายค่าขนส่งสำหรับสินค้าขนาดใหญ่ลดลง โดยเฉพาะช่วงที่เร่งรีบ นอกจากนี้ ยังการแบ่งปันทรัพยากรอื่นๆ อีก เช่น พื้นที่สำนักงานผ่าน WeWork, เครื่องจักรทางการเกษตรผ่าน FarmLink, พื้นที่โกดังสินค้าผ่าน Flexe, อุปกรณ์และบริการทางธุรกิจผ่าน Floow2, พื้นที่ค้าปลีกสำหรับ pop-up shops ผ่าน Storefront, และอุปกรณ์เครื่องมือหนักที่ไม่ได้ใช้งานผ่าน Yardclub เป็นต้น

10.Blue Economy เริ่มกลายเป็นกระแสนิยม

เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) คือ การประยุกต์ใช้หลักการความยั่งยืนกับสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างกว้างขวาง ซึ่งประกอบไปด้วย การเดินเรือ การขนส่ง การท่องเที่ยว การพักผ่อนหย่อนใจ และการเก็บเกี่ยวทรัพยากรที่อยู่ในทะเล เช่น ปลา อาหารทะเล น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่ พลังงาน และน้ำ เป็นต้น โดยเศรษฐกิจสีน้ำเงินนี้มีมูลค่ากว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

ในด้านธุรกิจ ได้มีการยอมรับกันในหมู่ผู้นำทางธุรกิจว่า การมีข้อมูลเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่ดีสามารถปรับปรุงการบริการให้ดีขึ้น ลดต้นทุนทางธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพ กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม และเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ และการไหลเข้าออกของทุนต่าง ๆ โดยมีโครงการที่น่าสนใจ เช่น การทำแผนที่พื้นมหาสมุทรของ Shell Ocean Discovery XPRIZE และ Google Ocean, การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเดินเรือในมหาสมุทรของ Clean Cargo Working Group[2], และการยับยั้งการไหลเวียนของพลาสติกในมหาสมุทรของ Ocean Conservancy ร่วมกับ Dow และ Coca-Cola เป็นต้น

 

[2] Clean Cargo Working Group เป็นกลุ่มทำงานที่มีบริษัทเข้าร่วมประมาณ 50 บริษัท ซึ่งอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิเช่น BMW, Electrolux, IKEA, Kohl’s, Marks & Spencer และ Ralph Lauren เป็นต้น ทั้งนี้ กลุ่มทำงานดังกล่าวจะอยู่ภายใต้ Business for Social Responsibility (BSR) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานร่วมกับบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก จำนวน 250 บริษัท เพื่อพัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืน

ธุรกิจสีเขียว (Green Business)

คมศักดิ์ สว่างไสว 

นักวิจัยอิสระ

|||| ถ้าหากเราได้ตามเมกะเทรนด์ของโลกเป็นประจำก็จะพบว่า แนวโน้มใหญ่ของโลกเรื่องหนึ่งที่ถูกรายงานทั้งบนเว็บไซต์และการศึกษาขององค์กรต่างๆ ก็คือ “สิ่งแวดล้อม” เพราะทุกคนรู้ดีว่า ชีวิตเราไม่สามารถดำรงอยู่ได้ หากปราศจากสภาพแวดล้อมที่สะอาดและสมบูรณ์ ดังนั้น ในอนาคตผู้คนจะสนใจที่ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและบริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมทั้งจะสนใจบริษัทที่ใส่ใจเรื่องพวกนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นแรงกดดันต่อบริษัทที่จะต้องปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของบริษัท ให้เป็น “ธุรกิจสีเขียว ” มากขึ้น Continue reading ธุรกิจสีเขียว (Green Business)