Tag Archives: ป่าในเมือง

Infographic

 

ศูนย์วิจัยฯ ประสงค์ที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสีเขียวให้เข้าใจง่ายและเป็นที่แพร่หลายสู่สาธารณชน จึงนำเอาองค์ความรู้และประเด็นต่างๆ เพื่อจะจัดทำเป็น Infographic จำนวน 12 หัวข้อ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1) ทำไมถึงต้องมีการควบคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์2) การกำหนดราคาคาร์บอน (carbon pricing) คืออะไร

3) ระบบภาษีคาร์บอน (carbon tax)

4) ระบบตลาดคาร์บอน (ETS)

5) ความแตกต่างระหว่างระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

6) ข้อมูลแระเทศที่มีการใช้ระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

หัวข้อ 1-6 PRO-Green Infographic : GHG Series

7) อัตราภาษีคาร์บอนของประเทศต่างๆ กับเป้าหมายการพัฒนายั่งยืนที่ 13 (Climate Action)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 13)

8) การส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (sustainable consumption and production) กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 (Responsible Consumption and Production)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 12)

9) ทบทวนแนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest concept)

10) แนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest promotion)
PRO-Green Infographic : Urban Forest

11) Water Intensity
PRO-Green Infographic : Water Intensity

12) การจัดการพื้นที่สวนสาธารณะในประเทศอังกฤษ (Park Management in United Kingdom)
PRO-Green Infographic : Park Managemet

แนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest)

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

  1. มาตรการในการจัดการป่าในเมือง (urban forest)

การจัดการป่าในเมือง (urban forest) ในที่นี้มีความหมายที่แตกต่างไปจากกรอบกฎหมายของ “พื้นที่สีเขียว” ของผังเมืองทั่วไป ที่มักหมายถึง “สวนสาธาณะ” เพื่อพักผ่อนหย่อนใจหรือเพื่อร่มเงาหรือสวนดอกไม้หรือสวนหย่อมเท่านั้น ดังนั้น มาตรการในการจัดการป่าในเมืองที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีบริบทที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับในปัจจุบัน (ซึ่งได้แก่ การจัดสรรพื้นที่ทำสวน การเว้นที่ว่างเพื่อปลูกต้นไม้)

การจัดการป่าในเมืองดังกล่าวจำเป็นต้องมีการศึกษาทั้งในด้าน “การยอมรับ” แนวคิดการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืน (sustainable forestry) ในลักษณะมีความเชื่อมโยงเรื่องการมีส่วนร่วมของคนกรุงเทพฯและปริมณฑลหรือ “ชาวเมือง” ผ่านกลไกต่างๆ ตัวอย่างเช่น

(1) ความเต็มใจจ่าย (willingness to pay) ของประชาชนในการบริจาคเงินเพื่อให้ได้พื้นที่สีเขียวและป่าในเมือง ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานของภาครัฐใดทำการสำรวจหรือระดมทุนเพื่อการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองหรือป่าในเมือง หลักแนวคิดเรื่องความเต็มใจจ่ายจะกล่าวในหัวข้อถัดไป

(2) กลไกเรื่องพันธบัตรป่าไม้ (forest fund) ที่ภาครัฐสามารถออกกฎหมายหรือกฎระเบียบเพื่อรองรับแนวทางการดำเนินงาน “พันธบัตรป่าไม้” เฉกเช่นทำนองเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล (อาทิ พันธบัตรช่วยชาติ) โดยกลไกพันธบัตรป่าไม้ ยังเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย แต่ก็ได้มีการศึกษาแนวทางการพัฒนากลไกนี้สำหรับประเทศไทยแล้ว เช่น อดิศร อิศรางกูร ณ อยุธยา และ คณะ (2554) ปัจจุบันมีการใช้กลไกพันธบัตรป่าในหลายประเทศ เช่น Colorado Conservation Trust Fund และ British Columbia Heritage Conservation Trust Fund ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกรณีระดับเมืองได้

(3) กลไกกองทุนสิ่งแวดล้อม (environment fund) ที่สนับสนุนเงินทุนกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและจัดการมลพิษ โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกองทุนสิ่งแวดล้อม (ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

(4) การบังคับให้ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยมีพื้นที่สวน-ป่าเมืองตามสัดส่วนที่กำหนด เช่น กฎหมายของกรุงเทพมหานคร “ระบบ Bonus เรื่องพื้นที่สีเขียว กำหนดให้ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมากและที่ดินประเภทพาณิชยกรรม กรณีเจ้าของหรือผู้ประกอบการจัดให้มีพื้นที่โล่งเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้มีพื้นที่อาคารรวมเพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 5 เท่าของพื้นที่โล่งเพื่อประโยชน์สาธารณะที่จัดให้มีขึ้น และไม่เกินร้อยละ 20 ของอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน”

(5) มาตรการสมัครใจสำหรับผู้ประกอบการที่ประสงค์จะกำหนดพื้นที่สวน-ป่าเมือง ซึ่งผู้ประกอบการมักจะคำนึงถึงประโยชน์ทางอ้อมที่จะได้รับจากการมีพื้นที่สวน-ป่าเมืองในเขตพื้นที่ของตน เช่น การเพิ่มมูลค่าบ้าน/มูลค่าเช่าสำนักงาน เนื่องจากมีภูมิทัศน์ร่มรื่นสวยงามอีกทั้งมีนก-สัตว์อาศัย

 

  1. แนวคิดให้ประชาชนจ่ายเงินโดยตรงสำหรับการดูแลและสร้างสวน-ป่าในเมือง

คำถามสำคัญประการหนึ่งคือ การดูแลรักษาอนุรักษ์ป่าไม้ในเมืองให้มีหน้าที่ตามธรรมชาติและตามเป้าหมายของการปลูกป่าในเมืองดังกล่าวข้างต้นนั้น ควรเป็นหน้าที่ของใคร

สำหรับประเทศไทยนั้น ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันยังมีความเชื่อว่า การสร้างและดูแลสวน สาธารณะหรือป่าในเมือง ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ (รัฐบาลกลางและท้องถิ่น) โดยมักมีกฎระเบียบมากมายที่ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่สวนนั้นตามอำเภอใจหรือโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดูแลสวนสาธารณะและป่าในเมืองนั้น มิใช่หน้าที่ของหน่วยงานรัฐ/ท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่ได้รับประโยชน์โดยตรงและโดยอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อยู่อาศัยรอบสวนสาธารณะและผืนป่าเมือง ดังนั้น ประชาชนหรือชุมชนรอบข้างควรจะมีบทบาทในฐานะผู้ดูแลรักษาอนุรักษ์ความอุดมสมบูรณ์ของสวน-ป่านั้นด้วย

และเพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการช่วยอนุรักษ์สวน-ป่าเมือง รวมทั้งการขยายพื้นที่สวน-ป่าเมือง จำเป็นที่รัฐจะต้องออกมาตรการต่างๆ (ตามบริบทของสังคมในท้องที่นั้นๆ) อาทิ กลไกของ Beneficial-Pay-Principle (BPP) กล่าวคือ ประชาชนเมืองที่ได้ใช้ประโยชน์ในสวน-ป่าเมืองนั้น ควรจะต้องมีส่วนร่วมโดยตรง ต่อการอนุรักษ์สวน-ป่าเมืองนั้น ผ่านการจ่ายเงินค่าเข้าสวนหรือค่าบำรุงป่าเมือง (entrance/maintenance fee) เพื่อนำเงินนั้นมาใช้เพื่อกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งอย่างดังนี้

(ก) เพื่อการอนุรักษ์บำรุงรักษาสวน-ป่าเมืองผืนเดิมที่มีอยู่ โดยเป็นการสนับสนุนกิจกรรมของหน่วนงานภาครัฐและท้องถิ่น โดยเฉพาะในกรณีที่งบประมาณของหน่วยงานไม่เพียงพอ

(ข) เพื่อซื้อ “ที่ดินผืนใหม่” (หรือการนำเงินไป “ใช้คืน” เงินหน่วยงานรัฐต้องกู้เพื่อซื้อที่ดินผืนใหม่มาทำเป็นสวน-ป่าเมือง)

(ค) เพื่อเป็นค่าตอบแทน (อาจจะอยู่ในรูปของเงินสด หรือสิ่งของหรือบริการสาธารณะด้านอื่น) สำหรับชุมชนหรือประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงสวน-ป่าเมืองมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ดูแลบำรุงรักษ์สวน-ป่าเมืองนั้น โดยเฉพาะในกรณีที่หน่วยงานภาครัฐไม่มีบุคลากรเพียงพอในการดำเนินการดังกล่าว

ตัวอย่างของข้อเสนอให้มีการจัดเก็บค่าเข้าหรือค่าบำรุงสวน-ป่าเมือง คือ กลุ่มผู้ใช้สวนสาธารณะในสหราชอาณาจักร เริ่มประสบปัญหาการแย่งชิงพื้นที่ในการใช้ประโยชน์ของสวนสาธารณะ อย่างน้อยค่าเข้า (charge for the use of the park) จะต้องครอบคลุมค่าทำความสะอาดและบำรุงสวน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มาวิ่งในสวน (parkrun) ผู้ที่นำสุนัขมาเดินเล่นในส่วน [House of Commons, 2017]

 

การใช้กลไก Beneficial-Pay-Principle นี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ

(ก) เพื่อให้ประชาชนผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง ได้ตระหนักถึงคุณค่าของการอนุรักษ์ในรูปแบบของการจ่ายเงินเพื่อการนี้ จำนวนเงินที่ผู้ได้รับประโยชน์จ่าย จะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนต้อง “ชั่งน้ำหนัก” ระหว่างประโยชน์ที่ตนได้รับจากการเข้าในบริการสวน-ป่าเมือง (benefit) กับ ค่าเข้า/ค่าบำรุง (entrance/maintenance fee) หากผู้นั้นชั่งน้ำหนักแล้วว่า ประโยชน์ที่ได้รับ น้อยกว่า ค่าเข้า/ค่าบำรุง ผู้นั้นจะไม่เข้าใช้บริการสวน-ป่าโดยตรง แต่ก็ยังได้รับประโยชน์จากสวน-ป่าโดยอ้อมอยู่ดี (เพราะคุณลักษณะของสวน-ป่าในเมืองที่เอื้อประโยชน์ทางอ้อมต่อสังคม)

(ข)  เพื่อสนับสนุนงบประมาณในกิจกรรมการอนุรักษ์สวน-ป่า เช่น การตรวจตรามิให้บุคคล ภายนอกมาตัดไม้หรือจับสัตว์น้ำ การจัดเก็บขยะและจัดการแยกขยะในสวน-ป่า การจัดเก็บเศษใบไม้ ฯลฯ

ข้อเสนอของการจัดเก็บค่าเข้าสวนหรือค่าบำรุงป่าเมืองนั้น มีเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการ คือ

(1) การนำเงินภาษีที่เก็บจากประชาชนทั่วไป ที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ประโยชน์จากสวน-ป่าเมืองนั้น จะเป็นการไม่เป็นธรรมสำหรับประชาชนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อย และประชาชนที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงสวน-ป่าเมือง

(2) หากค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอนุรักษ์สวน-ป่าเมืองเพิ่มขึ้น หน่วยงานที่ดูแลสวน-ป่าเมืองสามารถปรับขึ้นค่าเข้า/ค่าบำรุงได้ตามความเหมาะสม และ

(3) ลดภาระงบประมาณแผ่นดิน และยังสามารถเปิดโอกาสให้ธุรกิจเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริจาคเงินเพื่อการนี้ได้ (เพื่อตอบสนองต่อกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมของธุรกิจ)

 

ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. 1991 รัฐท้องถิ่นของกรุง New York ประสบปัญหาด้านงบประมาณ ทำให้งบประมาณในการดูแล Central Park ลดลงอย่างมาก ในที่สุด เมืองนิวยอร์ก ดำเนินการระดมทุนเพื่อการดูแลบำรุงรักษา Central Park ให้ต่อเนื่องต่อมาได้ ผ่านกลไกของ Central Park Community Fund (ที่จัดตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1978) และต่อมาในปี ค.ศ. 2010-2011 ก็ได้มีการระดมทุนเพื่อการจัดทำสนามเด็กเล่นในสวนแห่งนี้เพิ่มเติม

ในทำนองเดียวกัน ในประเทศสหราชอาณาจักร ที่งบประมาณด้านสวนสาธารณะลดลง ทำให้ภาคประชาสังคม (ชุมชนและอาสาสมัคร) ร่วมกันเรียกร้องหรือดำเนินงานด้านนี้แทน และต่อมาท้องถิ่นได้รับเงินจาก Heritage Lottery Fund มาช่วยลงทุนในการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในสวนสาธารณะ

 

  1. แนวคิดของความเต็มใจจ่าย (WTP) สำหรับการปลูกและดูแลป่าในเมือง

หากชาวเมือง (ชาวกรุงเทพฯและปริมณฑล) ประสงค์จะให้เกิดป่าในเมืองขึ้นมานั้น จากเดิมที่ไม่เคยมีมาก่อน ชาวเมืองจะต้องมีการระดมเงินทุนจำนวนมาก และ ความเต็มใจจ่ายของชาวเมือง (ชาวกรุงเทพฯและปริมณฑล) เพื่อปลูกป่าในเมือง จึงอาจจะเกิดขึ้นได้ หลายกรณี ได้แก่

  • มูลค่าเงินที่เต็มใจจ่ายรวม เพื่อซื้อที่ดินเพื่อนำมาเป็นพื้นที่ป่าเมือง
  • มูลค่าเงินที่เต็มใจจ่ายรวม ควรจะเท่ากับหรือน้อยกว่าประโยชน์ที่ชาวเมืองจะได้รับจาก “ป่าเมือง” (ประโยชน์จะอยู่ในรูปของสุขภาพกายและสุขภาพใจ คุณภาพอากาศดี ปัญหามลพิษทางอากาศและเสียงลดลง ซึ่งในบางกรณีสามารถประเมินเป็นตัวเงินได้และในบางกรณีก็ไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้โดยตรงแต่สามารถวัดได้ทางอ้อม)
  • มูลค่าเงินที่เต็มใจจ่ายรวม เพื่ออุดหนุนต้นทุนการบริหารจัดการดูแลป่าเมือง
  • มูลค่าเงินที่เต็มใจจ่ายรวม เพื่อ “ชดเชย” ต้นทุนค่าเสียโอกาสของเจ้าของที่ดิน ที่นำมาทำเป็นป่าเมือง

 

เนื่องจาก “การจัดการป่าในเมือง” มีหลากหลายรูปแบบ ประชาชนในเมืองอาจจะมีความต้องการยินดีจ่ายสำหรับ “รูปแบบของป่าในเมือง” ที่แตกต่างกันได้ เพราะแต่ละรูปแบบอาจจะมีประโยชน์ต่อชาวเมืองที่แตกต่างกัน ตัวอย่างของ รูปแบบการจัดการป่าในเมือง ได้แก่

  • การนำพื้นที่รกร้างว่างเปล่าของที่ดินรัฐ มาดำเนินการจัดทำเป็นป่าในเมือง
  • การนำที่ว่างเปล่าของเอกชน มาจัดทำเป็นป่าในเมือง
  • การจัดทำพื้นที่สวนสาธารณะเดิมหรือทางเดินริมถนน มาปรับปรุงให้มี “ความเป็นป่า” มากขึ้น (เช่น การเพิ่มความหนาแน่นของต้นไม้ การดูแลต้นไม้ให้มีอัตราการรอดและมีความร่มรื่นมากขึ้น เป็นต้น)
  • การอนุรักษ์พื้นที่ริมแม่น้ำลำคลองหรือลำรางสาธารณะหรือป่าชายเลนในเขตเมือง ให้มีความร่มรื่นและเหมาะสมสำหรับการเป็น “พื้นที่สีเขียว” ริมแหล่งน้ำเพื่อปรับปรุงให้เกิดระบบนิเวศที่เหมาะสม
  • การส่งเสริมการใช้พื้นที่ในเขตราชการหรือพื้นที่เอกชน ในการพัฒนาพื้นที่ให้มีความเป็น “ป่าในเมือง” มากขึ้น หรือ การปลูกต้นไม้ที่มีคุณสมบัติจะเป็น “ไม้ใหญ่” ในอนาคต
  • เป็นต้น

 

  1. เอกสารอ้างอิง

อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา และ คณะ (2554) “แนวทางการศึกษารูปแบบและการดำเนินการของพันธบัตรป่าไม้สำหรับประเทศไทย” สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

House of Commons, Communities and Local Government Committee (2017) “Public Parks” Seventh Report of Session 2016-17. HC 45, Published on 11 February 2017.

การทบทวนแนวคิดป่าไม้ในเมือง (urban forest)

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  1. ความสำคัญของป่าในเมือง

จากกระแสเรื่องโลกร้อนนั้น ป่าไม้จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาโลกร้อน และประชาชนโดยทั่วไปก็สามารถมีส่วนร่วมได้ไม่จำกัด โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตแนวป่าหรือบริเวณใกล้เคียง ประชาชนในเขตเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็สามารถมีส่วนร่วมในเรื่องการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืนได้เช่นกัน โดยผ่านการยอมรับลักษณะของ “ป่าในเมือง” (urban forest) ที่มีความหมายกว้างกว่า “พื้นที่สีเขียว” (green area)

ป่าในเมือง (urban forest) เป็นองค์ประกอบของการป่าไม้ในเมือง (urban forestry) ที่ว่าด้วยการจัดการต้นไม้ในเมืองทั้งแบบมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ การบูรณาการศาสตร์ต่างๆ ของการจัดการต้นไม้ในเขตเมืองที่คำนึงถึงคุณลักษณะพื้นฐาน ปัจจัยด้านสังคม คุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยในเขตเมือง ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนที่อยู่อาศัย [Carter, 1995]

การจัดการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่มีต้นไม้ทั้งต้นไม้เดี่ยว กลุ่มของต้นไม้ หรือ ต้นไม้ที่อยู่ในอาณาบริเวณที่ประชากรอาศัยอยู่ในความหนาแน่นระดับหนึ่ง ครอบคลุมถึงอาณาบริเวณของถนน สวนสาธารณะ และบริเวณแยกต่างๆ ที่มีการจัดการต้นไม้ นอกจากนั้นการจัดการป่าไม้ในเขตเมืองยังครอบคลุมถึงเรื่องประโยชน์ของต้นไม้ในแง่มุมต่างๆ และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับต้นไม้เหล่านั้น จุดมุ่งหมายหลักของการป่าไม้ในเมือง คือ การปรับปรุงสุขภาพของต้นไม้ให้มีความแข็งแรง และเพิ่มคุณค่าของต้นไม้และบริเวณโดยรอบเขตเมืองนั่นเอง

บทบาทของการป่าไม้ในเมือง (urban forestry) ในประเทศพัฒนาแล้วจะแตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนา กล่าวคือ ในประเทศอุตสาหกรรม การป่าไม้ในเมืองนั้นจะคำนึงถึงประโยชน์ด้านการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและประโยชน์ทางทัศนียภาพ ในขณะที่ประเทศยากจนนั้น ป่าไม้ในเมืองช่วยตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน เช่น การเป็นแหล่งพลังงานขั้นต้นจากฟืน ฯลฯ ต้นไม้ในเขตเมืองมีศักยภาพที่จะยังประโยชน์หลากหลายทั้ง การปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการเป็นปัจจัยการผลิต [Miller, 1997; Nilsson & Randrup, 1997; Kuchelmeister & Braatz, 1993] ปัจจุบันการป่าไม้ในเขตเมืองนั้นถูกให้ความสำคัญมากขึ้นในเรื่องของประโยชน์เพิ่มเติมที่ได้จากต้นไม้ เช่น การพัฒนาพื้นที่สันทนาการ การควบคุมปริมาณมลพิษทางอากาศและเสียง และการลดก๊าซเรือนกระจก

งานศึกษาของ Kuchelmeister (2000) พบว่า ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในประเทศมาเลเซีย และกรุงมะนิลาในประเทศฟิลิปปินส์นั้น การปลูกพืชหรือต้นไม้ในเมืองนั้นเป็นเป้าหมายในการลดมลพิษตามโครงการป่าในเมือง นอกจากนั้น ป่าในเมืองยังมีส่วนช่วยในเรื่องน้ำกินน้ำใช้ของประชาชนในเขตเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์ในด้านการจัดการน้ำเสียและการจัดการน้ำทิ้งของครัวเรือน มีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ดิน การป้องกันดินถล่มในเขตเมือง การจัดการขยะอินทรีย์ การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและนิเวศวิทยา การลดความร้อนในเขตเมือง เป็นต้น

สำหรับประโยชน์ทางสังคมนั้น ป่าในเมืองโดยเฉพาะสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียว มีส่วนช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดีขึ้น ในงานของ Ulrich (1984) พบว่า ประโยชน์ของภูมิทัศน์ในเขตเมืองนั้นส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในประเทศอุตสาหกรรม นอกจากนั้น ป่าในเมือง ยังสร้างงานให้กับประชาชนจำนวนมากทั้งงานที่เป็นงานภูมิทัศน์ งานสวน งานป่าไม้ และครอบคลุมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่สันทนาการที่เกิดขึ้นจากป่าในเมืองอีกด้วย ป่าในเมืองยังช่วยส่งเสริมด้านการศึกษาสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ในรูปแบบต่างๆ เช่น สวนพฤกษศาสตร์ สวนสัตว์ สวนดอกไม้ รวมถึงพื้นที่อนุรักษ์ในเขตเมืองต่างๆและพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นต้น ป่าในเมืองยังมีส่วนช่วยอย่างมากในแง่ของสันทนาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศรายได้น้อย งานศึกษาของ Kuchelmeister (2000) พบว่า คนมีรายได้น้อยมักใช้สวนสาธารณะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจมากกว่าคนที่มีรายได้มากที่มีทางเลือกในการพักผ่อนหย่อนใจมากกว่า

นอกจากนั้น ป่าในเมือง ยังให้ประโยชน์ทางด้านการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและการเพิ่มมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เช่น

  • ถนน Rua de Carvalho Goncalo ที่เมือง Porto Alegre ประเทศบราซิล (ภาพที่ 1) นั้น เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยเฉพาะการอนุรักษ์ต้นไม้ เนื่องจากมีเอกชนขอตัดต้นไม้เพื่อสร้างที่จอดรถและได้รับอนุมัติจากทางการ อย่างไรก็ตาม การรวมกลุ่มของประชาชนได้แผ่ขยายจากชุมชนไปสู่เมืองทำให้ถนนต้นไม้ Rua de Carvalho Goncalo ยังคงอยู่
  • ในเมืองลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา องค์กรเอกชน TreePeople มีส่วนช่วยเมืองในการลดมลพิษทางอากาศโดยการปลูกต้นไม้ และได้รับความร่วมมืออย่างดีจากประชาชนและบุคคลที่มีชื่อเสียงในหลากหลายอาชีพ
  • งานศึกษาจำนวนมากในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ทางด้านทัศนียภาพ พบว่า ป่าในเมืองและสวนสาธารณะ มีความสัมพันธ์ทางด้านบวกกับมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ตัวอย่างของป่าไม้ในเมืองที่สำคัญ เช่น

  • เมือง Minneapolis มลรัฐ Minnesota สหรัฐอเมริกา (กรณีต้น Elm)
  • มลรัฐ Maryland และ New York สหรัฐอเมริกา ที่มีองค์กรเอกชนทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐในระดับท้องถิ่น
  • กรุง Nairobi ประเทศเคนยา และกรุง Prague ประเทศ Czech Republic (กรณีต้นไม้ริมถนน)
  • เมือง Yokoyama ประเทศญี่ปุ่น (กรณีการวางแผนจัดการพื้นที่ป่า)
  • เมือง Debre Birhan ประเทศเอธิโอเปีย (กรณีการปลูกไม้เพื่อฟืน)
  • เมืองฮ่องกง (กรณีที่เน้นการใช้พื้นที่และหาพื้นที่สีเขียว)
  • ประเทศสิงคโปร์ (กรณีการเพิ่มออกซิเจนให้ประเทศ)
  • เมือง Colima ประเทศเม็กซิโก (กรณีการมีส่วนร่วมภาคประชาชน)

 

  1. ปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการป่าไม้ในเมือง (urban forestry)

ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้การป่าไม้ในเมืองไม่ประสบผลสำเร็จ 6 ประการ อันได้แก่ (1) การขาดแคลนเงินทุนหรืองบประมาณ (2) การไม่ให้ความสำคัญในเรื่องป่าในเมืองหรือเป็นความสำคัญในลำดับท้ายๆ ของหน่วยงานภาครัฐ (3) การกระจายความรับผิดชอบที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในการป่าไม้ในเมือง (4) การขาดแคลนพื้นที่เพื่อทำเป็นเขตป่าในเมือง (5) ความกดดันด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดโรคและแมลงระบาดในเขตป่าไม้ในเมืองเนื่องมาจากการเลือกชนิดของต้นไม้ที่ไม่หลากหลาย และ (6) การขาดการฝึกอบรม ขาดการสื่อสารข้อมูลและวิชาการ [Kuchelmeister & Braatz, 1993]

ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ความยั่งยืนของการจัดการป่าไม้ในเมือง ควรจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่

(ก) ความชัดเจนเกี่ยวกับ “ความเป็นเจ้าของป่าไม้ (ownership)” กล่าวคือ พื้นที่สวนสาธารณะหรือป่าในเมืองนั้น โดยส่วนใหญ่มีลักษณะของ “พื้นที่ส่วนรวม” (common place หรือ public place) อย่างไรก็ดี พื้นที่สวนสาธารณะในเมืองนั้น สามารถกำหนดให้เป็น “พื้นที่เอกชน” ได้ โดยจะเก็บค่าเข้าใช้ประโยชน์ (fee) ในพื้นที่หรือไม่ก็ได้

(ข) การให้คุณค่าของป่าไม้ของประชาชนในพื้นที่ ทั้งในด้านการเข้าถึง (access) และ การใช้ประโยชน์ (uses) กล่าวคือ ประชาชนสามารถเข้าใช้พื้นที่ได้ และในบางกรณีสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตในพื้นที่ได้ ภายใต้กฎระเบียบ เช่น การตกปลา การเก็บดอกไม้ การเล่นในสนามหญ้า การนั่งเล่นรับประทานอาหารปิกนิคแบบครอบครัว ฯลฯ

 

ภาพที่ 1 ถนน Rua de Carvalho Goncalo ในประเทศบราซิล

 ป่าในเมือง 1

ป่าในเมือง 2

ที่มา: ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต ไม่ทราบผู้ถ่าย

 

(ค) กลไกการอนุรักษ์หรือสนับสนุนหรือส่งเสริมของภาครัฐที่ทำให้เกิดการขยายพื้นที่ป่าในเมือง (urban forest) ตัวอย่างเช่น

– ในกรณีประเทศอังกฤษ สำนักงานผังเมืองท้องถิ่นมีอำนาจออก “คำสั่งอนุรักษ์ต้นไม้”

– ในกรณีประเทศญี่ปุ่น ห้ามตัดต้นไม้ที่สูงเกิน 10 เมตร โดยเด็ดขาด

– ในกรณีประเทศเกาหลี เมื่อปี ค.ศ. 1995 รัฐบาลมีแผนที่จะสร้างเขื่อนแต่พบปัญหาว่าในพื้นที่นั้น มีต้นไม้อายุหลายร้อยปียืนตระหง่านอยู่ 1 ต้น ที่ประชุมมีข้อสรุปว่า “จะเก็บต้นไม้ต้นนั้นไว้ ส่วนเขื่อนก็จะสร้าง” ใช้เงินไปราว 60 ล้านบาท และเวลาอีกกว่า 3 ปี สำหรับสร้างเกาะกลางน้ำให้กับต้นไม้ต้นนั้น [ปานใจ ปิ่นจินดา, 2553]

 

  1. เอกสารอ้างอิง

ปานใจ ปิ่นจินดา (2553) “ฉากฆาตกรรมธรรมชาติ” กรุงเทพธุรกิจ 16 ธันวาคม 2553 http://bit.ly/fhQ1H3

Carter, E. Jane. (1995) “The Potential of Urban Forestry in Developing Countries: A Concept Paper”, FAO, Rome. http://www.fao.org/docrep/005/t1680e/T1680E01.htm#ch1.2 เข้าถึงเมื่อ 22 มิถุนายน 2560

Kuchelmeister, G. (2000) Trees for the urban millennium: urban forestry update. Unasylva, 200.

Kuchelmeister, G.; and S. Braatz (1993) “Urban forestry revisited.” Unasylva (173): 3-12.

Miller, R. (1997). Urban forestry: planning and management of green space.  Upper Saddle River, New Jersey, Prentice Hall.

Nilsson, K. & T.B. Randrup (1997) “Urban and peri-urban forestry” In Proceedings of the XI World Forestry Congress. Bakanlikar, Antalya, Turkey, OrmanBakanligi, 13-22 October 1997 and In Forest and Tree Resources (1): 97 – 110. (www.fao.org/montes/foda/wforcong/PUBLI/V1/ T3E/1.HTM)

Ulrich, R S, (1984) “View Through a Window May Influence Recovery from Surgery,” Science Vol. 224 (4647):420–421.