Tag Archives: เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เกษตรอินทรีย์กับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ธีรวีย์  ศิริภาพงษ์เลิศ

 

ในยุคที่อาหารเต็มไปด้วยสารเคมีที่ทำลายสุขภาพ มีผู้ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากการสะสมของสารพิษจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย เนื้องอก ความผิดปกติต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นต้น ทางออกสำหรับผู้รักสุขภาพจึงต้องเลือกบริโภคอาหารปลอดภัย แต่ทราบหรือไม่ว่าอาหารปลอดภัยนั้นปลอดภัยต่อสุขภาพมนุษย์ แต่ไม่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากมีการใช้สารเคมีที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงแต่ควบคุมไม่ให้เกินค่าที่กำหนดเท่านั้น

การแบ่งประเภทผัก1
ที่มา: มูลนิธินวชีวัน. (2557)

จากภาพจะพบว่าเกษตรอินทรีย์คือที่สุดของอาหารที่ดีต่อสุขภาพของทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม (เป็นผลมาจากการที่มีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด) จึงทำให้ปัจจุบันเกษตรอินทรีย์เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น โดยช่วงที่ผ่านมาเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% (กระทรวงพาณิชย์, 2560)

ตามคำนิยาม “เกษตรอินทรีย์” คือ ระบบการจัดการด้านการผลิตเกษตรแบบองค์รวม ที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ วงจรชีวภาพ โดยเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ ซึ่งหลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบจากการสังเคราะห์และไม่ใช้พืช สัตว์หรือจุลินทรีย์ ที่ได้มาจากการดัดแปลงพันธุกรรมหรือพันธุวิศวกรรม มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์ และคุณภาพที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ในทุกขั้นตอน (คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ, 2560)

แท้จริงแล้วเกษตรอินทรีย์เป็นวิทยาการที่ถูกใช้มานานกว่าพันปีเพียงแต่ไม่ได้ถูกเรียกว่า “เกษตรอินทรีย์” กล่าวคือมนุษย์ในสมัยก่อนพึ่งพาอาศัยธรรมชาติอย่างเกื้อกูลกัน ผลิตอาหารโดยการเลี้ยงสัตว์แบบปล่อยตามธรรมชาติ ปลูกพืชและดูแลดินด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน (Wieczorek, A. M. & Wright, M. G, 2012) ต่อมาเมื่อวิทยาการก้าวหน้ามากขึ้น “ปุ๋ยวิทยาศาสตร์” จึงถูกคิดค้นเพื่อความสะดวกของเกษตรกร ส่งผลให้วิถีการเกษตรแบบดั่งเดิมได้เปลี่ยนไปเป็น “เกษตรแบบทั่วไป (Conventional Agriculture)” รวมไปถึงการมีพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) เกิดขึ้น จนกระทั่งผู้บริโภคเกิดความไม่มั่นใจถึงความปลอดภัยในสินค้าที่บริโภค ประกอบกับปัจจุบันโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากขึ้น ในวงการเกษตรจึงเกิดกระแสสนับสนุนให้ใช้วิถีการทำเกษตรแบบเกษตรอินทรีย์ (Organic Agriculture)

ในช่วงหลัง “เกษตรอินทรีย์” ได้ถูกใช้ในทางการค้ามากขึ้น กล่าวคือหากให้ผู้บริโภคเลือกบริโภคสินค้าที่เป็นแบบอินทรีย์กับแบบทั่วไป ภายใต้ข้อสมมติราคาและปริมาณที่เท่ากัน ตามทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภคจะพบว่าผู้บริโภคเลือกที่จะบริโภคสินค้าแบบเกษตรอินทรีย์มากกว่าแบบทั่วไป อันเป็นผลมาจากเกษตรอินทรีย์สร้างความพอใจได้มากกว่าเนื่องจากส่งผลดีต่อทั้งสุขภาพผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม จึงทำให้ผู้ซื้อส่วนใหญ่ที่ซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ (ทั้งระดับบุคคลและโรงงานแปรรูป) เลือกซื้อสินค้าอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ แต่อีกนัยหนึ่งการรับรองมาตรฐานช่วยยกระดับภาพพจน์ของกระบวนการเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะเป็นการเกษตรที่ช่วยอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม (มูลนิธิสายใยแผ่นดิน, 2552) ซึ่งบทความนี้จะอธิบายรายละเอียดของเกษตรอินทรีย์ในแง่ของการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในปัจจัยต่าง ๆ

 

  1. เกษตรอินทรีย์กับดิน

การที่เกษตรอินทรีย์เน้นการใช้อินทรียวัตถุต่าง ๆ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เพื่อปรับปรุงดินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อินทรียวัตถุดังกล่าวจะถูกย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุอาหารพร้อมกับเพิ่มคาร์บอนอินทรีย์ให้กับดินอีกด้วย

Ingham, E.R. (1999) ศึกษาพบว่าดินที่ใช้ปลูกพืชอินทรีย์ มีคุณภาพดีกว่าดินที่ใช้ปลูกพืชด้วยวิธีการแบบทั่วไป กล่าวคือดินอินทรีย์เพียง 1 ช้อนชา มีแบคทีเรียกว่า 15,000 ชนิด และมีปริมาณมากถึง 600-1,000 ล้านเซลล์ แต่ในทางกลับกันดินที่ผ่านการใช้สารเคมี 1 ช้อนชา จะพบแบคทีเรียที่มีประโยชน์เพียงแค่ 100 ชนิดเท่านั้น นอกจากนั้นการที่พบสิ่งมีชีวิตจำนวนมากในดิน จึงเป็นที่มาของคำว่า “ดินมีชีวิต”

การสึกกร่อนของหน้าดินส่งผลให้ดินจะมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ หากใช้วิธีการปลูกพืชแบบอินทรีย์สามารถช่วยลดอัตราการสึกกร่อนของหน้าดินได้ กล่าวคือเมื่อไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีกำจัดวัชพืช ทำให้วัชพืชชนิดที่มีประโยชน์สามารถเติบโตได้ ซึ่งวัชพืชสามารถช่วยลดแรงประทะหน้าดินจากฝนได้ และวัชพืชบางชนิดที่มีระบบรากดีจะช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดินตามพื้นที่ลาดชัน นอกจากนั้นเมื่อวัชพืชตายลงยังย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้

 

  1. เกษตรอินทรีย์กับน้ำ

เกษตรอินทรีย์สามารถช่วยป้องกันการเกิดปรากฏการณ์น้ำเขียว (Algae bloom) หรือ ปรากฏการณ์ที่เกิดการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของสาหร่าย ส่งผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์ (กระทบต่อผู้ดื่มน้ำหรือแม้กระทั่งผู้ลงไปว่ายน้ำ อาจทำให้ตับเสียหายและทำลายระบบประสาท) สัตว์ทะเล (สาหร่ายปกคลุมผิวน้ำปริมาณมากส่งผลให้น้ำขาดออกซิเจน) และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ นอกจากนั้น  Algae bloom ยังส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยว (ความสวยงามลดลง) และเศรษฐกิจของท้องถิ่น แม้ว่าสาเหตุของการเกิด Algae bloom มีหลายประการ แต่สาเหตุหลักเกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งเกษตรอินทรีย์ไม่อนุญาตให้ใช้สารเคมี ดังนั้นจึงสามารถช่วยลดปัญหา Algae bloom ดังกล่าวได้ (Fred, 2000)

 

  1. เกษตรอินทรีย์กับความหลากหลายทางชีวภาพ

ความหลากหลายทางพันธุกรรม เกษตรอินทรีย์มีข้อห้ามในการใช้สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมรวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมในการผลิต แปรรูป และการจัดการผลผลิต เพราะสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนทางพันธุกรรมกับพืชท้องถิ่นและหายไปในที่สุด

Conventional&Organic
ที่มา: Letourneau & Bothwell. (2008)

จากภาพเป็นการเปรียบเทียบความหลากหลายทางชีวภาพของฟาร์มที่ทำเกษตรแบบทั่วไป (Conventional) กับแบบอินทรีย์ (Organic) ใน 3 กลุ่มสิ่งมีชีวิต ได้แก่ สัตว์กินพืช (Herbivores) แมลง (Parasitoids) สัตว์ผู้ล่า (Predators) ซึ่งผลการศึกษาพบว่าฟาร์มที่ทำการเกษตรแบบอินทรีย์มีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าแบบทั่วไปทั้ง 3 กลุ่ม การที่ระบบนิเวศมีความหลากหลายจะมีส่วนช่วยให้พื้นที่มีความต้านทานต่อความแปรปรวนของสภาพแวดล้อมได้

 

  1. เกษตรอินทรีย์กับพลังงาน

ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ใช้พลังงานต่ำกว่าฟาร์มทั่วไปทั้งทางตรง (น้ำมันในเครื่องสูบน้ำ รถแทรกเตอร์ การแปรรูป-บรรจุ การขนส่ง) และทางอ้อม (ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช การชลประทาน) เนื่องจากไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ระบบการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์อย่างหนาแน่นอันเป็นระบบที่ใช้พลังงานมาก (เช่น การสูบน้ำ การใช้ไฟส่องสว่าง) นอกจากนั้นเกษตรกรที่ใช้วิธีแบบอินทรีย์บางส่วนเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนซึ่งเป็นการอนุรักษ์พลังงาน (คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549)

 

  1. เกษตรอินทรีย์กับภาวะเรือนกระจก

ภาคเกษตรกรรมปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 11% ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (Center for Climate and Energy Solutions, 2013) ซึ่งประกอบด้วย ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และอื่น ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาโลกร้อน แต่เกษตรอินทรีย์สามารถช่วยบรรเทาปัญหาก๊าซเรือนกระจกได้ดังนี้ (คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549)

  • การใช้อินทรียวัตถุปรับปรุงดิน จะช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ซึ่งอินทรียวัตถุในดินสามารถช่วยดูดซับคาร์บอนลงดินได้ แต่การใช้ปุ๋ยเคมีจะส่งผลให้ปริมาณอินทรียวัตถุในดินลดลงและดูดซับคาร์บอนได้น้อยลง
  • เกษตรอินทรีย์ส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียนซึ่งช่วยกักเก็บคาร์บอน โดยเกษตรอินทรีย์กักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าถึง8 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์/ไร่
  • มีการศึกษาหากมีฟาร์มขนาดกลางในสหรัฐอเมริกา 10,000 ฟาร์ม เปลี่ยนรูปแบบการปลูกจากเกษตรแบบทั่วไปมาปลูกแบบอินทรีย์ จะสามารถกักเก็บคาร์บอนลงดินได้เทียบเท่ากับการใช้รถ 1,174,400 คัน หรือเท่ากับการขับรถ 23,527,966,000 กิโลเมตร (Chait, 2018)

ในทางกลับกันยังมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่ขัดแย้งกับข้อ 4. และ 5. ดังเช่นงานวิจัยของ Bos et al. (2014) ซึ่งศึกษาเปรียบเทียบระหว่างเกษตรอินทรีย์และเกษตรแบบทั่วไป ในแง่ของการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลการศึกษาพบว่าการปลูกแบบอินทรีย์ มีการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าแบบทั่วไป ทั้งนี้หากมองเฉพาะในแง่ของการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สิ่งที่ควรนำมาพิจารณาอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิธีการปลูก แต่ขึ้นอยู่กับบรรจุภัณฑ์ที่นำมาใช้ว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ กล่าวคือรูปแบบการปลูกไม่ใช่เรื่องสำคัญหากใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายยากซึ่งจะส่งผลให้เกิดขยะสะสมมากขึ้นและเกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจกในที่สุด

 

เกษตรอินทรีย์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเกษตรแบบทั่วไปในหลายมิติ ได้แก่ จุลินทรีย์ในดินที่มากกว่า ลดการสึกกร่อนของหน้าดิน ลดการเกิดปรากฏการณ์น้ำเขียว (Algae bloom) มีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่าและช่วยบรรเทาปัญหาก๊าซเรือนกระจก สำหรับประเด็นการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังมีงานวิจัยที่สรุปแตกต่างกัน กล่าวคืองานวิจัยจำนวนหนึ่งสรุปว่าเกษตรอินทรีย์ดีกว่า แต่อีกจำนวนหนึ่งสรุปว่าเกษตรแบบทั่วไปดีกว่า ทั่งนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่วิธีการปลูก แต่เป็นเรื่องของวัสดุและอุปกรณ์ที่นำมาใช้นั้นทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่

สิ่งแวดล้อมเปรียบเสมือนร่างกายของมนุษย์ ซึ่งมีกลไกในการกำจัดสารพิษด้วยตัวเอง หากรับสารพิษและสะสมจนถึงจุดหนึ่ง ก็จะแสดงอาการออกมา ยิ่งหากได้รับสารพิษ ณ จุดที่ไม่สามารถรับเพิ่มได้อีกแล้ว ก็จะแสดงอาการรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต คล้ายกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอมด้วยตัวเองได้ทันท่วงที จนกระทั่งเกิดปัญหาในที่สุด เช่น ปัญหาดินเสื่อมโทรม น้ำเสีย การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น  ดังนั้นหากคนรุ่นปัจจุบันช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งคนรุ่นถัดไปมีสวัสดิภาพไม่ลดลงหรือมีทางเลือกต่อสิ่งแวดล้อมไม่น้อยไปกว่าคนรุ่นปัจจุบัน จึงจะสามารถสรุปได้ว่าเกิดการบริโภคที่ยั่งยืนโดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

 

 

อ้างอิง

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์. (2557). “พาณิชย์”เผยเว็บไซต์เกษตรอินทรีย์ออนไลน์ (WWW.KASETIN-C.COM). สืบค้นเมื่อ 14 ตุลาคม 2561, จาก http://organic.dit.go.th/News.aspx?id=179

เขมรัฐ เถลิงศรี, และ สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน. (2560). ธุรกิจการเกษตรบนพื้นที่สูงกับความยั่งยืน บทเรียนและข้อเสนอแนะในการพัฒนา (น. 1-18). กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (2560). ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (พ.ศ.2560-2564). กรุงเทพฯ: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร.

คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2549). เกษตรอินทรีย์กับเศรษฐกิจการค้าที่ยั่งยืน, โครงการนโยบายสาธารณะเพื่อความปลอดภัยด้านอาหารและเศรษฐกิจการค้าที่ยั่งยืน (น. 69-96). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

มูลนิธินวชีวัน. (2557). การแบ่งระดับความปลอดภัยของผลผลิตการเกษตร. สืบค้นเมื่อ 1 ตุลาคม 2561, จาก http://www.nawachione.org/articles/การแบ่งระดับความปลอดภัยของผลผลิตการเกษตร/

มูลนิธิสายใยแผ่นดิน. (2552). ทำไมควรตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์. สืบค้นเมื่อ 2 ตุลาคม 2561, จาก http://www.greennet.or.th/article/1331

Chait, Jennifer. (2018). How Organic Farming Benefits the Environment. Retrieved October 1, 2018, from https://www.thebalancesmb.com/environmental-benefits-of-organic-farming-2538317

Letourneau, Deborah K. & Bothwell, Sara G. (2008). Comparison of organic and conventional farms: challenging ecologists to make biodiversity functional, The Ecological Society of America

Fred S. Conte (2000). Pond fertilization: initiating an algal bloom, Western Regional Aquaculture Center. California, USA: University of California Davis.

Ingham, E.R. (1999). The Soil Biology Primer. Chapter 3. The Living Soil: Bacteria. NRCS Soil Quality Institute, USDA.

Bos, Jules F.F.P., Janjo de Haan, Wijnand Sukkel & René L.M. Schils. (2014). Energy use and greenhouse gas emissions in organic and conventional farming systems in the Netherlands. NJAS – Wageningen Journal of Life Sciences 68, 61-70

Wieczorek, A. M. & Wright, M. G. (2012). History of Agricultural Biotechnology: How Crop Development has    Evolved. Nature Education Knowledge. Retrieved October 2, 2018, from https://www.nature.com/scitable/knowledge/library/history-of-agricultural-biotechnology-how-crop-development-25885295

การสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นาย คมศักดิ์ สว่างไสว
นักวิชาการประจำ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เกริ่นนำ

ภาคธุรกิจถือว่าเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนมิติต่างๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การจ้างงาน การสร้างนวัตกรรม สังคม หรือสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าภาคธุรกิจมีความตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยตัวของตัวเองแล้ว ย่อมจะส่งผลดีต่อทั้งสังคมและประเทศชาติในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การให้ภาคธุรกิจดำเนินงานธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพียงฝ่ายเดียว อาจจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น ถ้าปราศจากการสนับสนุนจากภาครัฐ ที่สามารถมองภาพรวมของเศรษฐกิจสีเขียวและการเติบโตสีเขียวได้ดีกว่า ดังนั้น ในบทความนี้จะนำเสนอการดำเนินงานเพื่อการสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ ที่มีเป้าหมายการสนับสนุนที่เน้นทั้งบริษัทและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

 

เครื่องมือสำหรับ Green Business Environment Reform ของ DCED

Donor Committee for Enterprise Development (DCED) เป็นฟอรั่มแบ่งปันประสบการณ์ที่ใช้ได้ในทางปฏิบัติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคเอกชน ซึ่งมีผู้เข้าร่วม ได้แก่ ผู้บริจาค มูลนิธิ และหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ เป็นต้น ทั้งนี้ DCED จะมีส่วนช่วยสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตสีเขียว (Green Growth) และการเติบโตอย่างทั่วถึง (inclusive Growth) ในภาคเอกชน โดยการประสานสองแนวคิดที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าด้วยกัน คือ แนวคิดการเติบสีเขียว (Green Growth – GG) ซึ่งหมายถึง แผนงานหรือนโยบายที่มีเป้าหมายประสบความสำเร็จในการเจริบเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน กับแนวคิดการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Business Environment Reform – BER) ซึ่งหมายถึง นโยบาย แผนงาน และกฎระเบียบที่มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนในการทำธุรกิจ ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และสนับสนุนการสร้างและการเปิดตลาด โดยเมื่อแนวคิดทั้งสองได้ประสานกันแล้วจะกลายเป็นแนวคิดการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจสีเขียว (Green Business Environment Reform – GBER) ทั้งนี้ DCED ได้นำเสนอเครื่องมือที่มีศักยภาพในการประสานสองแนวคิดนี้เข้าด้วยกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  1. เงินอุดหนุนสำหรับผลกระทบภายนอกเชิงบวกและสินค้าสาธารณะ เงินอุดหนุนควรสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งผลกระทบภายนอกเชิงบวก เช่น นวัตกรรมของผลิตภัณฑ์สีเขียว เป็นต้น ซึ่งเงินอุดหนุนสามารถมีเป้าหมายที่แตกต่างกันได้ เช่น การสนับสนุนประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือการสนับสนุนการผลิตที่สะอาดในภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น รวมทั้งการให้เงินอุดหนุนจะต้องมีการวางวัตถุประสงค์อย่างละเอียดละออ ตัวอย่างเช่น การให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทที่ผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในขณะที่ การให้สินเชื่อแก่บริษัทในการสนับสนุนการผลิตพลังงานไว้ใช้เอง จะมีประสิทธิภาพในการบรรลุเป้าหมายของการลดการใช้เชื้อเพลิงในบริษัทมากกว่าการให้เงินอุดหนุนแก่บริษัท เนื่องจากการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการดำเนินการงานที่ไม่ได้ส่งผลต่อการลดต้นทุนการผลิต ในขณะที่ การผลิตพลังงานไว้ใช้เองในบริษัทจะเป็นการลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ ด้วยเหตุนี้แรงจูงใจที่มีต่อบริษัทในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของแต่ละประเภทของการสนับสนุนของรัฐจึงไม่เหมือนกัน เป็นต้น
  2. การปฎิรูปเงินอุดหนุนที่ก่อให้เกิดปัญหาทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอหรือที่ลดผลตอบแทนการลงทุนสีเขียว การปฏิรูปเงินอุดหนุนจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลกระทบระยะสั้นกับผลกระทบระยะยาว โดยในระยะสั้นส่วนใหญ่จะเป็นผลกระทบทางลบที่เกิดกับการผลิต การบริโภค และการจ้างงาน ส่วนในระยะยาวส่วนใหญ่จะเป็นผลกระทบทางบวกที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมในการทำธุรกิจ และการลดการกีดกันปัจจัยการผลิตสีเขียวและผลิตภัณฑ์สีเขียว ทั้งนี้ เงินอุดหนุนที่บิดเบือนสามารถก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติที่มากเกินไป ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดการลดผลตอบแทนของการลงทุนสีเขียวด้วย
  3. การออกใบอนุญาต (permit หรือ allowance) แบบบูรณาการ อาที การออกใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถนำไปซื้อขายได้ (tradable GHG emission allowance) จะทำให้ประสบความสำเร็จในการลดก๊าซเรือนกระจกและการปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยใบอนุญาตจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ (3.1) ใบอนุญาตปล่อยมลพิษ (3.2) ใบอนุญาตสำหรับทรัพยากรต่างๆ เช่น การจัดหาน้ำ คุณภาพน้ำ และการประมง เป็นต้น และ (3) ใบอนุญาตการใช้ที่ดิน อาคาร และธุรกิจ เช่น ใบอนุญาตก่อสร้างที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับอาคารเขียว เป็นต้น
  4. ทรัพยสิทธิ (property right) การกำหนดทรัพยสิทธิของทรัพยกรธรรมชาติที่เฉพาะเจาะจงจะทำให้ผู้ถือครองสิทธิมีแรงจูงใจในการรักษาและใช้ทรัพยากรนั้นอย่างยั่งยืน ทรัพยสิทธิถือเป็นหัวใจหลักของการวางโครงสร้างทางสถาบัน (institutional structure) สำหรับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งในที่นี้ทรัพยสิทธิอาจจะอยู่ในรูปของทรัพย์สินส่วนบุคคล ทรัพย์สินสาธารณะ หรือทรัพย์สินของรัฐก็ได้
  5. ระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยมลพิษ (transferable emission permit) และระบบจ่ายค่าตอบแทนนิเวศบริการ (payment for ecological services) ทั้งสองระบบมีเป้าหมายในเรื่องการจัดตั้งและบริหารสิทธิ รวมทั้งการสร้างตลาดเพื่อการค้าขายสิทธิเหล่านี้ อย่างไรก็ตามสำหรับระบบจ่ายค่าตอบแทนนิเวศบริการ ผู้ใช้หรือผู้ได้รับประโยชน์จากนิเวศบริการจะจ่ายค่าตอบแทนทางตรงไปยังปัจเจกบุคคลหรือชุมชน ที่มีการใช้ที่ดินตรงตามข้อกำหนดของนิเวศบริการ ส่วนระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยมลพิษ จะมีการออกใบอนุญาตให้กับผู้ปล่อยมลพิษ ซึ่งสามารถนำไปซื้อขายต่อได้ โดยราคาของใบอนุญาตจะสร้างแรงจูงใจเพื่อลดต้นทุนการลดมลพิษ
  6. การเข้าถึงข้อมูลตลาด เครื่องมือสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลตลาดเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะทำให้สังคมตระหนักรับรู้และมีกิจกรรมที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การจัดการระบบธรรมชาติ และการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อหลักการเศรษฐกิจสีเขียว เป็นต้น ซึ่งเครื่องมือสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลตลาดมีอยู่ 3 เครื่องมือ คือ (1) ระบบการศึกษาและการอบรม เพื่อสร้างทักษะด้านเศรษฐกิจสีเขียว (6.2) การรายงานทางสิ่งแวดล้อมของบริษัทต่างๆ เพื่อให้ทราบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริง และ (6.3) ระบบรับรองมาตรฐานสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อจะช่วยให้ผู้ผลิตสินค้าสีเขียวได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม
  7. ธรรมาภิบาล ธรรมาภิบาลสาธารณะถือว่าเป็นหัวใจหลักในการประสบความสำเร็จของนโยบาย BER หรือ GG ซึ่งธรรมภิบาลสาธารณะประกอบไปด้วย (1) การพัฒนานโยบายที่ปรับปรุงคุณภาพของกฏระเบียบ เช่น ความสามารถในการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม (7.2) ความมีประสิทธิภาพของรัฐบาล เช่น การปรับปรุงศักยภาพของการบังคับใช้นโยบายสิ่งแวดล้อม และ (7.3) สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและภาระรับผิดชอบ เช่น การสร้างความมั่นใจในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น
  8. ภาษีและค่าธรรมเนียมผลกระทบภายนอกทางลบ หมายถึง ภาษีที่เก็บกับปัจเจกบุคคลและบริษัทที่ไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมหรือการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และค่าธรรมเนียมที่เก็บกับปัจเจกบุคคลและบริษัทเพื่อนำมาใช้ในการลดผลกระทบภายนอกทางลบของกิจกรรมของปัจเจกชนหรือบริษัท เช่น การควบคุมมลพิษทางอากาศและทางเสียง การปรับปรุงคุณภาพน้ำในแม่น้ำ เป็นต้น ในทำนองเดียวกันภาษีและค่าธรรมเนียมนี้ก็สามารถถูกเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนการบริการของภาครัฐได้ เช่น การประปา และการจัดการขยะ เป็นต้น

 

การสนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืนของรัฐบาลสวีเดน

รัฐบาลสวีเดนได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืนเป็นอย่างมาก อันจะเห็นได้จากการมีนโยบายสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การลดก๊าซเรือนกระจก การลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมและการใช้สารเคมีอันตราย การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การสนับสนุนการบริโภคที่ยั่งยืน และระบบการเงินที่คำนึงการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่มุ่งตรงไปยังภาคธุรกิจและนโยบายที่เน้นการเติบโตระดับภูมิภาค เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมเพื่อสังคม ความเป็นผู้ประกอบการสังคม และการยกระดับไปสู่เศรษฐกิจวงรอบ (Circular Economy) เป็นต้น ทั้งนี้รัฐบาลสวีเดนมีหน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่สนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืน ดังนี้

  • Vinnova เป็นหน่วยงานด้านนวัตกรรมของสวีเดน มีหน้าที่ในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการให้ทุนกับการวิจัยและการพัฒนาระบบนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ
  • Almi Företagspartner AB มีหน้าที่ให้เงินกู้แก่ SMEs ที่มีศักยภาพในการเติบโตและสามารถทำกำไรได้ โดยการให้สินเชื่อจะมีเงื่อนไขว่า บริษัทจะต้องมีแนวคิดธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ให้คำแนะนำด้านโอกาสทางธุรกิจและความเสี่ยงของธุรกิจที่ยั่งยืนให้กับบริษัทต่างๆ ด้วย
  • The Swedish Agency for Economic and Regional Growth มีหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืน และการเติบโตของภูมิภาคที่ยั่งยืน โดยหน่วยงานจะแสวงหาทางเลือกของธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปพัฒนาธุรกิจทั่วทั้งประเทศ
  • The National Agency for Public Procurement มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ส่งสินค้าในเรื่องกฎเกณฑ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของการจัดซื้อ
  • Business Sweden มีหน้าที่ในการสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินงานธุรกิจที่ยั่งยืนและการสนับสนุน SMEs โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมสินค้าส่งออกที่ยั่งยืน
  • EKN มีหน้าที่ออกใบรับรอง (guarantee) สำหรับสินค้าส่งออก โดยการรับรองจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชนและสภาพการจ้างงาน การต่อต้านคอรัปชั่น และการสนับสนุนการให้กู้ยืมที่ยั่งยืนแแก่ประเทศที่ยากจน
  • AB Svensk Exportkredit (SEK) มีหน้าที่สนับสนุนอุตสาหกรรมส่งออกของสวีเดนในด้านการเงิน โดยมีเครื่องมือเงินกู้สีเขียว ที่สนับสนุนโครงการการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ชาญฉลาดต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate-Smart Economy) ซึ่งโครงการเหล่านี้จะถูกประเมินในเรื่องจริยธรรมทางธุรกิจ และมุมมองด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุน TBL SMMEs ในประเทศแอฟริกาใต้ ของ SEED

SEED เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2012 โดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme – UNEP) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme – UNDP) และสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature – IUCN) ทั้งนี้ SEED มีหน้าที่เสริมสร้างศักยภาพให้กับวิสาหกิจระดับรากหญ้าในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อที่จะเพิ่มพูนผลประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และสร้างสะพานเชื่อมโยงกันระหว่างผู้ประกอบการกับผู้วางนโยบายของรัฐ รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนและความเป็นหุ้นส่วนซึ่งกันและกัน

สำหรับในประเทศแอฟริกาใต้นั้น SEED ได้มุ่งมั่นที่จะให้วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดจิ๋ว (Small, Medium and Micro Enterprises – SMMEs) ประสบความสำเร็จในการเติบโตสีเขียว (GG) และการเติบโตอย่างทั่วถึง (inclusive Growth) โดยการรับเอาแนวคิด “ไตรกำไรสุทธิ” (Triple Bottom Line – TBL) ได้แก่ ผลกระทบทางสังคม (คน) ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (โลก) และความสำเร็จด้านการเงิน (กำไร) เป็นต้น เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโมเดลธุรกิจตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัย SMMEs ในประเทศแอฟริกาใต้ของ SEED ทำให้ได้ทราบถึงปัญหาต่างๆ ของ SMMEs จึงได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อปัญหาต่างๆ ดังแสดงในตารางข้างล่างนี้

 

ตารางที่ 1 ปัญหาที่ค้นพบและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุน TBL SMMEs ในประเทศแอฟริกาใต้

 

ปัญหาที่ค้นพบ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1. ปัญหาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างและสามารถแข่งขันได้ และปัญหาด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ของ SMMEs 1. สนับสนุนการประสานงานและการตั้งเป้าหมาย ในการสร้างทักษะด้านนวัตกรรมและการตลาด ตั้งแต่ยังเป็นเพียงความคิดเริ่มต้นให้กับผู้ประกอบการ
2. SMMEs มีความยากลำบากในการเข้าถึงตลาดในวงกว้างผ่านทางหุ้นส่วนทางธุรกิจ เช่น เครือข่ายค้าปลีก เป็นต้น 2. บริการนายหน้าเพื่อหาหุ้นส่วนทางธุรกิจ

3. สิ่งจูงใจที่มากกว่าการทำ CSR ของหุ้นส่วนทางธุรกิจ และ SMMEs มีส่วนร่วมและเข้าใจกฎระเบียบใหม่ รวมทั้งการมีส่วนร่วมกับหุ้นส่วนทางธุรกิจ

4. จัดหาบริการข้อมูลตลาดที่อยู่บนฐานของเทคโนโลยี

3. เสถียรภาพทางการเงินมาจากทุนให้เปล่าของรัฐบาล หรือการบริจาคจากต่างประเทศ มากกว่าการพัฒนาตลาดและรายรับ 5. ปรับปรุงบริการนายหน้าให้สามารถเข้าถึงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายและพันธมิตร รวมทั้งสามารถเข้าถึงเงินทุนต่างๆได้

6. สนับสนุนแผนงานการเติบโตของวิสาหกิจ เพื่อเปลี่ยนจากการได้รับเงินทุนให้เปล่าเป็นจากรายรับแทน

7. ปรับปรุงแผนงานนักลงทุนและการร่วมทุน

8. แผนงานพัฒนาความคิดและนวัตกรรมตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น เพื่อให้เกิดการสร้างตลาดและเสถียรภาพทางการเงิน

4. การลงทุนในทรัพย์สินประเภททุนมีความสำคัญเป็นอันดับแรกสำหรับ SMMEs และการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การประปา และชลประทาน

 

9. สิ่งจูงใจทางภาษี

10. Green SMMEs มักดำเนินงานในพื้นที่ที่ขาดโครงสร้างพื้นฐานของสาธารณูปโภคต่างๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาชนบทและเกษตรกรรม ดังนั้น จึงต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมจากรัฐบาลจังหวัดและท้องถิ่น

5. SMMEs ประสบปัญหาในการเลือกประเภทนิติบุคคล (เช่น สหกรณ์ ทรัสต์ หรือบริษัท) เพื่อที่จะสามารถดำเนินกิจการทั้งแสวงหากำไรและไม่แสวงหากำไรได้อย่างต่อเนื่อง

 

11. ปรับปรุง 2008 Companies Act เพื่อสร้างกรอบกฎหมายสำหรับวิสาหกิจลูกผสม (hybrid enterprise)

12. แผนงานความเป็นผู้ประกอบการที่รวมข้อมูลของ New Companies Act of 2008 เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพ

13. เพื่อให้มั่นใจว่าระบบภาษีจะไม่ส่งผลกระทบทางลบกับกำไรของวิสาหกิจ TBL

6. หน่วยงานและสถาบันวิจัยภาครัฐมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนนวัตกรรม แต่ยังขาดกลไกการมีส่วนร่วมที่ได้ผลดีกับ SMMEs 14. ปรับปรุงกลไกเพื่อที่จะพัฒนาการมีส่วนร่วมและความเป็นหุ้นส่วนกับ SMMEs
7. รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้มีส่วนได้เสียหลักและผู้ได้รับผลประโยชน์ทันทีทันใดของผลกระทบจาก TBL ของ SMMEs

 

15. ให้อำนาจรัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเพื่อบ่มเพาะและสนับสนุนความริเริ่ม TBL

16. การยกเว้นหรือการยืดหยุ่นในด้านกฎหมายและภาษีให้กับท้องถิ่น

8. คุณค่าของ TBL จะต้องถูกปรับให้เข้ากับประเด็นด้านเพศภาวะ เพราะผู้หญิงเป็นตัวแทนที่ดีในการริเริ่ม TBL ทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับผู้นำ 17. ขยายเป้าหมายด้านเพศภาวะ ให้รวมถึงความเสมอภาคด้านเพศภาวะ การมีส่วนร่วมของเยาวชนและความเหนียวแน่นของครอบครัว
9. เนื่องจากมีข้อจำกัดทางด้านการเงิน TBL SMMEs ส่วนใหญ่จึงไม่สามารถจ้างแรงงานแบบถาวร และไม่สามารถให้สวัสดิการได้

 

18. พัฒนากรอบการทำงานของการจ้างงานระยะสั้นและงานนอกเวลา เพื่อให้วิสาหกิจ TBL มีความยืดหยุ่นและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

19. ปรับกฎระเบียบแรงงานสำหรับ SMMEs เพื่อให้เกิดงานที่มีคุณค่า

10. สิ่งจูงใจในการปฏิบัติการด้านการจัดซื้อสีเขียวและการผลิตสีเขียวมีจำนวนน้อย

 

20. สิ่งจูงใจทางภาษีสำหรับธุรกิจจะไม่เป็นเพียงแค่ การรวม SMMEs ในสายโซ่อุปทาน แต่ยังรวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างที่ยั่งยืน และการกำจัดขยะด้วย
11. การเรียนรู้และการอบรมการปฏิบัติการสีเขียวมักจะเกิดขึ้นภายในองค์กรมากกว่าชุมชน 21. สนับสนุนการเรียนรู้ของชุมชนและผู้ด้อยโอกาส

22. การเป็นหุ้นส่วนกับหน่วยงานท้องถิ่นในการสนับสนุนการศึกษาให้กับ SMMEs และชุมชน

12. การได้รับใบรับรองระดับนานาชาติของ SMMEs เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ดังนั้น การได้รับรางวัลหรือใบรับรองระดับท้องถิ่นจึงสิ่งที่มีความสำคัญมาก

 

23. พัฒนาระบบการให้คะแนนสำหรับวิสาหกิจ TBL และผลิตภัณฑ์ของพวกเขา ซึ่งมีความสำคัญในระดับท้องถิ่นและเป็นไปตามมาตรฐานนานาชาติ

24. สมาคมและหน่วยงานต้องมีการจัดประเภท SMMEs ที่มีความยืดหยุ่น และสอนคล้องกับสมาชิกภาพของบริษัท

ที่มา: SEED (2015)

 

 

อ้างอิง

DCED. (2017). The Search for Synergy: Business Environment Reform and Green Growth. สืบค้นจาก https://www.enterprise-development.org/wp-content/uploads/GGWG_BERGuide_Final.pdf

Government Offices of Sweden. (2017). Sustainable Business: the Government’s Policy for Sustainable Business. สืบค้นจาก https://www.government.se/49171b/contentassets/ c2dc5f1cb30b40fb941aa2796c4387ae/sustainable-business_webb.pdf

SEED. (2015). Growing Green and Inclusive Entrepreneurship for Sustainable Development in South Africa. สืบค้นจาก https://www.seed.uno/download/?file=images%2Fdocuments%2F1907%2Fa4 seedpolicyreportsouthafricaweb.pdf&id=1907&att=1

ฉลากเขียว คืออะไร

 

IMG_4474

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ภาครัฐส่งเสริมระบบการติดฉลากสิ่งแวดล้อม หรือ Environment Label บางกรณีเรียกสั้นๆว่า Eco-Label เช่น ฉลากเขียว ฉลากคาร์บอน ฉลากประหยัดพลังงาน ฉลากรับรองไม่ทำลายป่าไม้ ฉลากลดการใช้น้ำ และ เกียรติบัตรใบไม้สีเขียวสำหรับธุรกิจโรงแรม เป็นต้น เพื่อให้สะท้อนว่าสินค้านั้นมีคุณประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า (สินค้าและบริการประเภทเดียวกันแต่ไม่มีฉลากรับรอง)

มาตรฐานฉลากเขียว (Green Label) สำหรับวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ Eco-Material หมายถึง วัสดุที่นำมาผลิตเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นที่การป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งวัสดุเหล่านี้สามารภนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หรือ มีการย่อยสลายง่าย ซึ่งมีส่วนช่วยลดการใช้พลังงานในการกำจัดหลังการใช้งานแล้ว

มาตรฐานฉลากเขียว (Green Label) สำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco Product) หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการประหยัดพลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อม โดยในระหว่างการผลิตจะมีการใช้พลังงานและน้ำอย่างประหยัด รวมถึงลดของเสียและมลพิษในช่วงระหว่างการใช้งาน นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถนำวัตถุดิบและส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์นำกลับมาใช้ใหม่ (recycle) หรือคืนสภาพได้ (recovery) อีกด้วย

มาตรฐานบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Services) หมายถึง ธุรกิจบริการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบ การใช้ทรัพยากรและพลังงานในช่วงการให้บริการ และการจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากการให้บริการน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการให้บริการอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน ซึ่งมักใช้มาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเกณฑ์

มาตรฐานฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Label) หมายถึง สินค้าและบริการที่กระบวนการผลิตตั้งแต่วัตถุดิบ จนถึงขั้นตอนการกำจัดซาก หรือตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle) ของผลิตภัณฑ์และบริการ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆเป็นปริมาณเท่าใด (เทียบเท่าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์) โดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) เป็นผู้รับรองฉลาก

มาตรฐานฉลากลดคาร์บอน (Carbon Reduction Label) หมายถึง สินค้าและบริการที่กระบวนการผลิตหนึ่งๆ มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเกณฑ์ที่กำหนด (เช่น ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 10 จากกรณีปกติ) หรือมิได้คำนึงตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเป็นผู้รับรองฉลาก

มาตรฐานเกียรติบัตรใบไม้เขียว หรือ เกียรติบัตรใบไม้เขียว (Green Leaf Certificate) โดย มูลนิธิใบไม้เขียว (Green Leaf Foundation) หมายถึง สถานประกอบกิจการที่ให้บริการด้านที่พักแรม ที่มีการดำเนินงานด้านรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ และมีส่วนร่วมในชุมชน

มาตรฐานนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมโรงแรมไทย โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (UNEP)  สำนักงานการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม และ การประปานครหลวง

มาตรฐานสถานประกอบการที่พักสีเขียว (Green Accommodations) โดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึง สถานประกอบกิจการให้บริการด้านที่พักแรม ที่มีการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี มีการสืบสานอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น อันเป็นการเสริมสร้างการดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Tourism เพื่อเน้นจุดขายแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่คงคุณค่าของพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสีเขียว ตามแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน

มาตรฐานนี้จะออกให้เฉพาะกับสถานประกอบการที่อยู่ใน “พื้นที่สีเขียว” ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ได้แก่ (ก) พื้นที่ชายหาด ชายฝั่ง และ เกาะ ประกอบด้วย กรีนลันตา (เกาะลันตา) กรีนสมุย (อำเภอสมุย) กรีนปราณบุรี-สามร้อยยอด กรีนชะอำ-หัวหิน กรีนเพชรบุรี กรีนนพรัตนธารา-อ่าวนาง (จังหวัดกระบี่) (ข) พื้นที่ภูเขา ป่าไม้ ประกอบด้วย กรีนเขาใหญ่ (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่) กรีนแม่ฮ่องสอน-ปาย และ (ค) พื้นที่แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม ประกอบด้วย กรีนน่าน

ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มูลนิธิใบไม้เขียว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมส่งเสริมวัฒนธรรม สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Label