Tag Archives: เศรษฐกิจสีเขียว

PRO-GREEN และ Global Green Growth Institute (GGGI) ร่วมหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาโครงการด้านเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต

 

ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (Pro-Green) ได้ร่วมหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาโครงการด้านเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคตกับสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ Global Green Growth Institute (GGGI) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมการพัฒนาสีเขียว (Green Growth) และส่งเสริมให้ประเทศต่าง ๆ มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อส่งแวดล้อม

Infographic

 

ศูนย์วิจัยฯ ประสงค์ที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสีเขียวให้เข้าใจง่ายและเป็นที่แพร่หลายสู่สาธารณชน จึงนำเอาองค์ความรู้และประเด็นต่างๆ เพื่อจะจัดทำเป็น Infographic จำนวน 12 หัวข้อ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1) ทำไมถึงต้องมีการควบคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์2) การกำหนดราคาคาร์บอน (carbon pricing) คืออะไร

3) ระบบภาษีคาร์บอน (carbon tax)

4) ระบบตลาดคาร์บอน (ETS)

5) ความแตกต่างระหว่างระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

6) ข้อมูลแระเทศที่มีการใช้ระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

หัวข้อ 1-6 PRO-Green Infographic : GHG Series

7) อัตราภาษีคาร์บอนของประเทศต่างๆ กับเป้าหมายการพัฒนายั่งยืนที่ 13 (Climate Action)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 13)

8) การส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (sustainable consumption and production) กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 (Responsible Consumption and Production)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 12)

9) ทบทวนแนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest concept)

10) แนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest promotion)
PRO-Green Infographic : Urban Forest

11) Water Intensity
PRO-Green Infographic : Water Intensity

12) การจัดการพื้นที่สวนสาธารณะในประเทศอังกฤษ (Park Management in United Kingdom)
PRO-Green Infographic : Park Managemet

การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวโดยคำนึงถึงผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน

ศรัณย์ ประวิตรางกูร
นักวิชาการประจำ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  1. บทนำ

หากจะกล่าวถึงการพัฒนาประเทศโดยการใช้มุมมองของเศรษฐกิจสีเขียวนั้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถละเลยได้ เนื่องจากสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว ที่ต้องการให้การเติบโตทางเศรษฐกิจหรือความอยู่ดีกินดีของมนุษย์เป็นไปโดยควบคู่กับการทำสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาสิ่งแวดล้อม และต้องมีความเท่าเทียมกันในสังคม (UNEP, 2011)

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญและเริ่มตระหนักถึงภัยคุกคามประการหนึ่งนั้น คือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าปัญหาโลกร้อน สาเหตุนั้นเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศส่งผลให้โลกดูดซับรังสีความร้อนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภายของภูมิอากาศโลกหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงในปริมาณฝน อุณหภูมิน้ำทะเล การเพิ่มขึ้นของพายุ ความสูงของน้ำทะเล ความเค็มและความเป็นกรดของน้ำทะเล และ การไหลของกระแสน้ำอุ่นน้ำเย็น เป็นต้น (IPCC, 2007) ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่ต่างก็อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภาพของโลก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย อาทิ ปริมาณน้ำฝนและความชื้นย่อมส่งผลของผลิตภาพการผลิตของสินค้าเกษตร การที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่งและระบบนิเวศชายฝั่ง อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอนามัยและผลิตภาพแรงงาน เป็นต้น โดยเฉพาะในกรณีของประเทศกำลังพัฒนาที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าด้านอื่น ผลเสียหายนั้นย่อมมีมูลค่าสูงมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของขนาดเศรษฐกิจ และมักจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในด้านอื่น เช่น การเสียชีวิตที่เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เป็นต้น (IPCC, 2012)

 

  1. ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเด็นเรื่องความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่นานาชาติให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในการประชุมรัฐภาคีของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC – COP) อย่างไรก็ดี คณะทำงานภายใต้ที่ประชุม COP ยังไม่มีการกำหนดคำนิยามของ ความสูญเสีย (Loss) และ ความเสียหาย (Damage) ไว้อย่างเป็นทางการ (Official Definition) มีเพียงการกำหนดกรอบกว้าง ๆ เท่านั้น

งานศึกษาวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงจำเป็นต้องกำหนดนิยามเองในลักษณะ “Working Definition” ขึ้น อาทิ เอกสารเพื่อการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องความสูญเสียและความเสียหายของคณะทำงานภายใต้ UNFCCC นิยามความหมายของ “Loss and Damage” เพื่อใช้เฉพาะในเอกสารดังกล่าวว่า “เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริง หรือมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น และส่งผลกระทบเชิงลบต่อมนุษย์ และระบบธรรมชาติ” (UNFCCC, 2012a) โดยไม่ได้มีการกำหนดความหมายเฉพาะสำหรับคำว่า “Loss” และ คำว่า “Damage” ในขณะที่รายงานด้านเทคนิคของ UNFCCC เรื่องเกี่ยวกับ Non-economic Loss ภายใต้บริบทของคณะทำงานชุดเดียวกัน ให้นิยามว่า “ความสูญเสียและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความสัมพันธ์กับการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) กล่าวคือ หากต้นทุนด้าน Mitigation และ Adaptation เพิ่มขึ้น ย่อมจะส่งผลให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากความเสียหายและความสูญเสียมีค่าน้อยลง” (UNFCCC, 2013a) หรืออย่างกรณีของเอกสารเชิงเทคนิคเรื่อง Slow Onset Event ซึ่งไม่มีการกำหนด Working Definition (UNFCCC, 2012c) ไว้ แต่ในเอกสารมีการอ้างงานศึกษาของ Hoffmaister, Stabinsky, & Thanki  (2012) และ Stabinsky & Hoffmaister (2012) รวมถึงงานวิจัยอื่น ๆ ซึ่งใช้คำนิยามเรื่อง Loss and Damage ในลักษณะเดียวกันกับคำนิยามข้างต้น

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาของ Verheyen (2012)  และ Durand and Huq (2015) หากพิจารณาความหมายของคำศัพท์ “Loss” และ “Damage” แยกกัน จะพบว่างานศึกษาส่วนใหญ่จะตีความ “Loss” คือ ความสูญเสียซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก ในขณะที่ “Damage” คือความเสียหายที่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนเดิมได้ อีกทั้งการศึกษาส่วนมากกำหนด Working Definition ของ Loss and Damage ไว้ในลักษณะเดียวกันกับ UNFCCC ที่กล่าวว่า ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ ส่วนที่เหลือ (residual) จากความพยายามทำ Mitigation และ Adaptation ดังเช่น งานศึกษาของ Warner and Van der Geest (2013) ซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลวิจัยจาก 9 ประเทศ เพื่อหาแนวทางรับมือความเสียหายที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ใช้นิยามในลักษณะเดียวกัน เพื่อหาสาเหตุว่าเหตุใดความเสี่ยงและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเกิดขึ้น และเหตุใดกลไกการทำ Mitigation และ Adaptation ยังไม่เพียงพอที่จะกำจัดความเสียหายให้หมดไปได้ คำนิยามในลักษณะนี้มีความสมเหตุสมผล เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่ต้องการประเมินความเสี่ยงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และต้องการหามาตรการเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว จึงต้องนิยามให้ Loss and Damage, Mitigation และ Adaptation นั้นมีความสัมพันธ์กันและเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขไปพร้อมกัน

ทั้งนี้มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่หยิบยกประเด็นเรื่องคำนิยามมาตั้งข้อสังเกตว่า การไม่สามารถกำหนดนิยามอย่างเป็นทางการในการประชุม UNFCCC นั้น เป็นประเด็นทางการเมืองมากกว่าประเด็นทางเศรษฐศาสตร์หรือประเด็นทางวิทยาศาสตร์  เนื่องจากการกำหนดนิยามชัดเจนอาจจะส่งผลให้การเจรจาเรื่องดังกล่าวคืบหน้าต่อไปได้ยาก เพราะประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนามีความเห็นที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะข้อกังวลของประเทศพัฒนาแล้วที่เกรงว่าคำนิยามที่ชัดเจนอาจจะสามารถนำไปสู่การเรียกร้องความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศหมู่เกาะ จากประเทศพัฒนาแล้วได้ (Durand & Huq, 2015; Johnson, 2016;  Stockholm Environment Institute, 2016; และ Vanhala & Hestbaek, 2016) จึงทำให้การเจรจาไม่เน้นหนักในเรื่องการกำหนดนิยาม แต่เน้นเรื่องการสร้างกลไกการรับมือกับผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

  1. การประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น คือการประเมินผลกระทบของเหตุการณ์ (Events) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเหตุการณ์อาจจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง การระบาดของโรค เป็นต้น หรือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช้าๆ แต่เกิดต่อเนื่องกัน เช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล อุณหภูมิ การที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายไป ฯลฯ (UNFCCC, 2012c) ทั้งนี้สามารถแบ่งการประเมินออกได้เป็นหลายรูปแบบ เช่น การประเมินแยกตามลักษณะของความสามารถในการฟื้นคืนของสิ่งที่ถูกกระทบ (แยกความสูญเสียและความเสียหายออกจากกัน) หรืออาจแยกตามลักษณะของความเสียหายที่คิดมูลค่าเป็นตัวเงินได้กับไม่สามารถคิดมูลค่าได้ (มีตลาดหรือไม่มีตลาดสำหรับสิ่งที่สูญเสียและเสียหาย) ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเรื่องหนึ่งอาจจะมองให้อยู่ในรูปของทั้งความสูญเสียและความเสียได้ในคราวเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การที่เกิดภาวะน้ำท่วมทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย (ความเสียหายที่เป็นตัวเงิน) ซึ่งในคราวเดียวกันอาจจะทำให้หน้าดินถูกชะล้างไปจนพื้นดินไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก (ความสูญเสียที่เป็นตัวเงิน) และประชาชนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานเนื่องจากพื้นที่ไม่เหมาะแก่การทำอาชีพเพาะปลูกอีกต่อไป (ความสูญเสียที่ไม่เป็นตัวเงิน) เป็นต้น

 

  1. บทสรุป

การพิจารณาความสูญเสียและความเสียหายให้ครอบคลุมรอบด้านนั้นมีความสำคัญมากต่อการเตรียมตัวรับมือกับปัญหา หากพิจารณาต้นทุนต่าง ๆ ได้ไม่ครบถ้วนย่อมส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างไม่ยั่งยืน เพราะความเสี่ยงจากปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ทั้งนี้การตัดสินใจกำหนดนโยบายที่ต้องการลงทุนหรือจำกัดการเจริญเติบโตของประเทศนั้นเป็นสิ่งที่หลายประเทศไม่อยากทำ เนื่องจากเห็นว่าส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ทว่า หากทุกคนมองเพียงเสียความเสียหายที่เป็นตัวเงินอย่างเดียว ไม่ได้มองถึงความสูญเสียอื่นๆ ที่ไม่เป็นตัวเงิน หรือต้นทุนค่าเสียโอกาสที่จะเกิดขึ้น ย่อมจะทำให้การประเมินมูลค่าของผลกระทบที่เกิดขึ้นต่ำกว่าความเป็นจริง และจะส่งผลให้การกำหนดนโยบายเพื่อรับมือกับผลกระทบ (Adaptation) หรือแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Mitigation) เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การตัดสินใจกำหนดกรอบวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจจะน้อยเกินไป หรือมาตรการทางการคลังเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วผลเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจของประเทศอยู่ดี ดังที่งานวิจัยของ Stern (2007) ระบุว่า หากแต่ละประเทศในโลกไม่ร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง จะส่งผลเสียต่อมนุษย์รุนแรง โดยหากเทียบเป็นระดับของสวัสดิการที่เกิดขึ้นจากการบริโภค จะประมาณการเทียบได้กับการบริโภคเฉลี่ยของแต่ละคนลดลงมากถึงระดับร้อยละ 5 – 20 แต่หากโลกใช้มาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้ขึ้นโดยลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้นทุนต่อระบบเศรษฐกิจของโลกจะมีมูลค่าประมาณร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมเท่านั้น

ในอนาคตข้างหน้า หากมนุษย์ไม่ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ผลกระทบดังกล่าวจะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้ และความรุนแรงของผลกระทบนั้นจะมีมูลค่ามาก และส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศที่มีรายได้น้อย อย่างไรก็ดี นักวิจัยชั้นนำยังเชื่อว่า มนุษย์ยังพอมีเวลาให้ปรับตัว เช่น การพัฒนาเทคโนโยลีสะอาด การใช้พลังงานทางเลือก การสร้างสิ่งปลูกสร้างและระบบเตือนภัยธรรมชาติล่วงหน้า (early warning system) รวมถึงการลงทุนในงานศึกษาวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอื่นๆ โดยควรจะเริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นการลดความรุนแรงของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อลดความเสี่ยง เตรียมการรับมือ และพยายามปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อช่วยให้ความเสียหายที่จะเกิดจากผลกระทบนั้นบรรเทาลงบ้าง ถึงแม้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเตรียมพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องมีต้นทุนเกิดขึ้น และอาจมีมูลค่าสูงหรือกระทบกับราคาสินค้า หรือความสามารถในการบริโภคของแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญที่เราทุกคนควรตระหนักคือ เราควรพิจารณาเรื่องการเตรียมการดังกล่าวเปรียบเสมือนการลงทุน ให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจไปในแนวทางสีเขียวและยั่งยืน เพื่อให้คนในรุ่นหลังได้อยู่บนโลกใบนี้อย่างไม่ลำบากมากนัก

 

เอกสารอ้างอิง

Durand, A., & Huq, S. (2015). Defining loss and damage: Key challenges and considerations for developing an operational definition. Dhaka, Bangladesh: ICCCAD: International Centre for Climate Change and Development.

Hoffmaister, J. P., Stabinsky, D., & Thanki, N. (2012). Loss and damage: key issues and considerations for the Bangkok regional expert meeting. Briefing Paper on Loss and Damage, Third World Network, Asia and Eastern Europe Regional Meeting 27-29 August 2012, Bangkok.

IPCC. (2007). Climate Change 2007: Synthesis Report. Contribution of Working Groups I, II and III to the Fourth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change. Geneva, Switzerland: IPCC.

IPCC. (2012). Managing the Risks of Extreme Events and Disasters to Advance Climate Change Adaptation. A Special Report of Working Groups I and II of the Intergovernmental Panel on Climate Change. Cambridge, UK, and New York, NY, USA: Cambridge University Press.

Johnson, C. A. (2016, November). Holding Polluting Countries to Account for Climate Change: Is “Loss and Damage” Up to the Task?: Loss and Damage. Review if Policy Research, 50-66. doi:10.1111/ropr.12216

Stabinsky, D., & Hoffmaister, J. P. (2012). Loss and Damage: Some key issues and considerations. Briefing Paper on Loss and Damage, Third World Network, Latin America Regional Meeting 23- 25 July 2012, Mexico City.

Stern, N. (2007). The Economics of Climate Change: The Stern Review. Cambridge, UK: Cambridge University Press.

Stockholm Environment Institute. (2016). Defining loss and damage: The science and politics around one of the most contested issues within the UNFCCC. Stockholm: Stockholm Environment Institute.

UNEP. (2011). Towards a Green Economy: Pathways to Sustainable Development and Poverty Eradication – A Synthesis for Policy Makers. St-Martin-Bellevue, France: 100 Watt. Retrieved from http://www.unep.org/greeneconomy

UNFCCC. (2012a). A literature review on the topics in the context of thematic area 2 of the work programme on loss and damage: a range of approaches to address loss and damage associated with the adverse effects of climate change. Subsidiary Body for Implementation, Thirty-seventh session. Doha: FCCC/SBI/2012/INF.14.

UNFCCC. (2012c). Slow onset events. Technical Paper. FCCC/TP/2012/7.

UNFCCC. (2013). Non-economic losses in the context of the work programme on loss and damage. Technical Paper. FCCC/TP/2013/2.

Vanhala, L., & Hestbaek, C. (2016, November). Framing Climate Change Loss and Damage in UNFCCC Negotiations. Global Environmental Politics, 16(4), 111-129.

Verheyen, R. (2012). Tackling Loss & Damage – A new role for the climate regime? The Loss and Damage in Vulnerable Countries Initiative. Bonn: Germanwatch.

Warner, K., & van der Geest, K. (2013, October). Loss and damage from climate change: local-level evidence from nine vulnerable countries. International Journal of Global Warming, 5(4), 367-386.

 

Water Footprint กับเศรษฐกิจสีเขียว

ดร.ศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ
วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

1.บทนำ

น้ำถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ความสำคัญยิ่ง เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยการผลิตของภาคการผลิตต่าง ๆ  ทั้ง เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การบริการ ตลอดจนการอุปโภค บริโภคของครัวเรือน แต่ด้วยการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การเติบโตของการผลิตไม่ได้เป็นเพียงเพื่อการบริโภคภายในประเทศเท่านั้น หากแต่มีการขยายตัวของการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคอื่น ๆ จึงทำให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในทุกสาขาการผลิต  ในขณะที่การจัดการด้านอุปทาน ได้แก่ การสร้างหรือจัดหาแหล่งน้ำใหม่ๆ ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณในการลงทุนและสภาพของพื้นที่ รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ

หากพิจารณาสถานการณ์ภาวะขาดแคลนน้ำของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2557-2559 อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงที่วิกฤตที่สุด ข้อมูลอีกประการหนึ่งที่สะท้อนถึงภาวะขาดแคลนน้ำคือ ปริมาณน้ำท่าในแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญทั่วทุกภาคของประเทศไทยเกือบทั้งหมด อาทิ แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน มูล ตาปี อยู่ในเกณฑ์น้อย นอกเหนือไปจากภาวะฝนน้อยอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว สาเหตุประการสำคัญของการขาดแคลนน้ำ คือ การจัดการที่ขาดความเป็นธรรม ไม่สนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด และไม่เอื้ออำนวยให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ระบบ บริหารและกำกับที่เป็นอยู่ขาดความเป็นเอกภาพ ขาดสมรรถนะที่จะยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ ความต้องการที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในขณะที่อุปทานในหน้าแล้งมีความแปรปรวนมากขึ้น (Molle, 2001; มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด และคณะ, 2544)

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในระยะยาวแล้วแม้ว่าปริมาณน้ำฝนและน้ำท่าจะกลับสู่ภาวะปกติ แต่เขื่อนและอ่างเก็บน้ำจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีเพื่อเก็บสะสมน้ำให้กลับมามีปริมาณเท่าเดิมก่อนที่จะเกิดภาวะฝนแล้ง ดังนั้นวิธีการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงอาจจะมิใช่การจัดการด้านอุปทาน อาทิ การหาแหล่งน้ำใหม่หรือการเก็บกักน้ำในยามหน้าฝนไว้ใช้หน้าแล้งเพียงอย่างเดียว หากแต่รัฐควรเน้นการจัดการอุปสงค์ โดยอาจจะใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การเก็บภาษีกับสาขาการผลิตที่ใช้น้ำมาก หรือการซื้อขายใบอนุญาตเพื่อใช้น้ำ เป็นต้น หรือ อาจจะใช้วิธีการปรับปรุงเทคโนโลยีก็ย่อมทำได้

การที่รัฐบาลจะดำเนินมาตรการหรือใช้เครื่องมือใด ๆ เพื่อจัดการความต้องการน้ำนั้น รัฐบาลจำเป็นจะต้องทราบเสียก่อนว่า สาขาการผลิตต่าง ๆ ใช้น้ำในปริมาณเท่าใด และใช้น้ำคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ การจะได้มาซึ่งข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ดังกล่าว เพื่อจะนำมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินในการกำหนดนโยบายการจัดการน้ำของประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงคำนึงถึงความเป็นธรรมด้วยนั้น จำเป็นจะต้องมีการพัฒนาเครื่องมือประเมินความต้องการใช้น้ำ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วมีหลากหลายวิธี อาทิ การประเมินความต้องการใช้น้ำโดยอาศัยข้อมูลปริมาณการใช้น้ำที่เกิดขึ้นจริง หรือใช้ข้อมูลอื่น ๆ มาพิจารณาก็ได้

 

  1. การคำนวณ Water Footprint

เครื่องมือหนึ่งที่ใช้เพื่อการประเมินประเมินความต้องการใช้น้ำ คือ การคิดคำนวณรอยเท้าน้ำ หรือ  “Water Footprint” ซึ่งเป็นการคำนวณปริมาณน้ำจากผลรวมของทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่ของการผลิตสินค้าและบริการ ด้วยเหตุนี้ “Water Footprint” จึงเป็นตัวชี้วัดการใช้น้ำหลายมิติ โดยจะแสดงข้อมูลว่า ตลอดกระบวนการผลิตสินค้าหรือบริการหนึ่งใช้น้ำปริมาณเท่าใด รวมทั้งสามารถแสดงด้วยว่าน้ำในพื้นที่หนึ่งๆ ถูกจัดสรรไปใช้ผลิตสินค้าและบริการอย่างไร หรือมีการนำเข้าน้ำจากพื้นที่อื่น ๆ เป็นปริมาณเท่าใดบ้าง โดยรอยเท้าน้ำจะแสดงให้เห็นถึงสถานที่ทั้งหมดของรอยเท้าน้ำและระยะเวลาที่เกิดการใช้น้ำ ซึ่งอาจแยกออกได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่

  1. Blue Water Footprint คือ ปริมาณน้ำที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการที่เอามาจากน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดิน เช่น ปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิ น้ำในแม่น้ำ ทะเลสาบ อ่างกักเก็บน้ำ และน้ำบาดาล
  2. Green Water Footprint หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการที่อยู่ในรูปความชื้นในดิน น้ำดังกล่าวมักถูกใช้ในการผลิตสินค้าและบริการในภาคเกษตร และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ การทำการเกษตร การทำป่าไม้ และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และ
  3. Gray Water Footprint หมายถึง ปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยออกมาจากการผลิต แต่ในการประเมินจะใช้ปริมาณน้ำดีที่ต้องใช้ในการเจือจางมลพิษในน้ำเสียเพื่อไม่ให้เกินมาตรฐานความปลอดภัย

โดยหลักการทั่วไปแล้ว การคิดคำนวณรอยเท้าน้ำจะประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ ปริมาณน้ำดีที่นำมาใช้ในการผลิต และปริมาณน้ำเสียที่เกิดจากการผลิต (ในทางทฤษฎี สมมติว่าปริมาณน้ำเสียหากไม่มีการบำบัดเลย เมื่อปล่อยแหล่งน้ำธรรมชาติจะทำให้ปริมาณน้ำดีลดลง) จากนั้นจึงนำปริมาณน้ำที่ได้ไปเปรียบเทียบกับมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่สาขานั้นผลิตได้ ซึ่งสะท้อนว่าสาขาการผลิตนั้นใช้น้ำคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ เรียกว่า “Water Intensity” จากงานศึกษาของ Sukhaparamate (2013) ซึ่งคำนวณ Water Intensity ของประเทศไทย โดยใช้ตารางปัจจัยการผลิตปี 2548 และบัญชีน้ำ พบว่า สาขาการผลิต 4 อันดับแรกที่มี Water Intensity มากที่สุด ได้แก่ สาขาอุตสาหกรรมกระดาษ สาขาเกษตรกรรม สาขายาง เคมีภัณฑ์และปิโตรเลียม สาขาการค้า และ ส่วนงานของปาณิศา วิชุพงษ์และศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ (2560)  ใช้ตารางปัจจัยการผลิตปี 2553 และบัญชีน้ำ พบว่า สาขาการผลิต 4 อันดับแรกที่มี Water Intensity มากที่สุด ได้แก่ สาขาการผลิตข้าว สาขาการผลิตอ้อย สาขาสวนผลไม้ และ การประปา ซึ่งทั้งงานวิจัยทั้งสองฉบับ ได้เสนอวิธีการบริหารจัดการน้ำ 2 มาตรการ ได้แก่ (1) การใช้มาตรการทางค่าธรรมเนียมการใช้น้ำ (water usage fee) กับสาขาการผลิตที่ใช้น้ำไม่คุ้มค่า พบว่า การเก็บค่าธรรมเนียมการใช้น้ำกับสาขาที่ใช้น้ำไม่คุ้มค่า จะส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์สูงขึ้น ความต้องการใช้น้อยลง ส่งผลให้สามารถประหยัดน้ำได้มากขึ้น และ (2) การให้สิทธิในการใช้น้ำ (water right to use) ก่อนแก่สาขาการผลิตที่ให้มูลค่าทางเศรษฐกิจคุ้มค่า ส่งผลให้สามารถประหยัดน้ำได้ และสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจน้อยกว่า

 

  1. Water Footprint เพื่อเศรษฐกิจสีเขียว

            แม้ว่าการคำนวณ Water Footprint เป็นเสมือนตัวสะท้อนว่า สาขาการผลิตใดใช้น้ำไม่คุ้มค่าทางเศรษกิจ และหากมีการใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น  ค่าธรรมเนียมการใช้น้ำ หรือ การให้สิทธิการใช้น้ำก่อน จะทำให้สามารถลดการใช้น้ำลงไปได้ แต่เนื่องจากสาขาการผลิตที่ใช้น้ำไม่คุ้มค่าส่วนใหญ่เป็นสาขาการผลิตในภาคเกษตรกรรม ซึ่งหากพิจารณาปรัชญาของการพัฒนาของเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งมุ่งยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพิ่มความเป็นธรรมทางสังคม และในขณะเดียวกันก็สามารถลดความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาความขาดแคลนของทรัพยากรลง ตลอดจนการเติบโตแบบที่ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง (Inclusive Growth) ดังนั้น แม้ความต้องการใช้น้ำในภาคเกษตรเพื่อผลิตสินค้าและบริการอาจไม่คุ้มค่ากับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เมื่อเทียบกับภาคเศรษฐกิจอื่น แต่ไม่อาจสรุปได้ว่าไม่ควรจัดสรรน้ำให้ภาคเกษตร เนื่องจากการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ข้าว อ้อย สวนผลไม้ นั้นถือเป็นรายได้หลักของประชากรและแรงงาน หากพิจารณางดจัดสรรน้ำให้ภาคเกษตรทั้งหมดเนื่องจากเหตุผลด้านประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว นอกจากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจแล้ว ยังอาจจะมีผลต่อประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารด้วย ดังนั้นในการพิจารณาเกณฑ์การจัดสรรน้ำให้แก่ภาคการผลิตต่าง ๆ ควรคำนึงถึงปัจจัยทางสังคม ความเหมาะสมของการใช้พื้นที่และความเป็นธรรมร่วมด้วย

 

เอกสารอ้างอิง

ปาณิศา วิชุพงษ์และศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ (2560).   รายงานฉบับสมบูรณ์ การพัฒนาเครื่องมือในการประเมินความต้องการใช้น้ำของกลุ่มลุ่มน้ำภาคกลาง ภายใต้ โครงการศึกษา เกณฑ์การบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาดและคณะ (2544). แนวนโยบายการจัดการน้ำสำหรับประเทศไทย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว).

Molle, F. (2001). Water Pricing in Thailand: Theory and Practice. Thailand: Kasetsart University, DORAS Center.

Sukhaparamate, Supawat. (2014). National Water Footprint of Thailand And Tax Simulation. The International Journal of Economic Policy Studies, 8, 67-87.

เศรษฐกิจสีเขียวกับมุมมองใหม่ๆ จากศาสตร์แห่งความยั่งยืน

ชล บุนนาค
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความยั่งยืน (sustainability) และการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development) ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์หลักของโลกยุคใหม่ เนื่องจากวิกฤติต่าง ๆ ในโลกเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น จึงทำให้ทุกประเทศทั่วโลกต้องหันหน้าเข้าหากันและร่วมแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางการเมืองในระดับโลก ความเหลื่อมล้ำทั้งภายในและระหว่างประเทศ ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ ศาสตร์แห่งความยั่งยืน (Sustainability Science) จึงถือกำเนิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาและได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งโดยเนื้อหาแล้วเป็นการบูรณาการกันระหว่างศาสตร์ต่าง ๆ ที่ทำการศึกษาเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาด้านความยั่งยืนต่าง ๆ ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ทั้งชีววิทยาและเคมี ผนวกกับสังคมศาสตร์ เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา กฎหมาย เป็นต้น ไปจนถึงมนุษยศาสตร์ เช่น ปรัชญา รวมถึงดึงเอาเทคนิคต่าง ๆ จากสาขาวิศวกรรมศาสตร์มาใช้ประโยชน์อีกด้วย ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยต่าง ๆ ทำให้เรามีความเข้าใจโลกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น บนฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ความเข้าใจหลายอย่างที่เคยมีและเป็นรากฐานของสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์นั้น ในความเป็นจริงอาจไม่เป็นอย่างที่คิดแล้วก็ได้

บทความนี้เราจะกล่าวถึงมุมมองใหม่ ๆ จากศาสตร์แห่งความยั่งยืน ที่อาจมีความขัดกับความเข้าใจที่เป็นรากฐานของแนวคิดทางเศรษฐสาสตร์ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า การที่เศรษฐศาสตร์จะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (green economy) และการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น เศรษฐศาสตร์อาจจะต้องเปลี่ยนตัวเองมากกว่าแค่การคิดโมเดลใหม่ ๆ แต่ต้องเปลี่ยนมุมมองต่อโลกด้วย

 

โลกกับระบบเศรษฐกิจ ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์

ในวิชาเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน เช่น วิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคเบื้องต้น นั้น เรามักใช้กรอบความคิด “Circular Flow” หรือวงจรเศรษฐกิจในการอธิบาย โดยวงจรเศรษฐกิจที่ว่านี้ประกอบด้วย ภาคครัวเรือน (Household) และ ภาคธุรกิจ (Firms) ที่ปฏิสัมพันธ์ผ่านตลาดสินค้าบริการ และตลาดปัจจัยการผลิต มีภาครัฐ ธนาคาร และการส่งออกนำเข้า เป็นส่วนรั่วไหล (leakage) และส่วนอัดฉีด (injection) ของระบบ ผ่านการเก็บภาษีและการอุดหนุน การออมและการลงทุน และเงินไหลออกและเข้า (capital outflow and inflow) จากการค้าระหว่างประเทศ ตามลำดับ ณ จุดนี้เรายังไม่เห็นเฉพาะระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังไม่เห็นความเชื่อมโยงกับสังคมและ “ผืนภิภพ” มากนัก

ในวิชาเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ชี้ให้เราเห็นชัดขึ้นว่า สำหรับมุมมองทางศรษฐศาสตร์นั้นเรามองว่า ระบบเศรษฐกิจนั้น เป็นระบบย่อยที่อยู่ในระบบของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่กว่า ระบบเศรษฐกิจใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยการผลิต ได้มาซึ่งสินค้าและบริการสำหรับการบริโภค กระบวนการผลิตและบริโภคจะก่อให้เกิดของเสีย (waste) ในรูปแบบต่าง ๆ เสมอ ทั้งในรูปความร้อน ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ ปล่อยกลับคืนสู่ระบบธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง อีกนัยหนึ่งก็คือ สิ่งแวดล้อมถูกมองเป็นอ่างสำหรับเทของเสีย (sink) นั่นเอง

ในวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค เราเรียนรู้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ Gross Domestic Product (GDP) ซึ่งก็คือ มูลค่าสินค้าบริการขั้นสุดท้ายที่ผ่านตลาดที่ผลิตภายในประเทศ เป็นตัวชี้วัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ใช้กันทั่วไปเป็นมาตรฐานโลก และสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นก็คือ GDP ควรจะโตขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะว่าการที่ GDP เติบโตขึ้นนั้นสะท้อนว่ามีการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น คนมีรายได้หล่อเลี้ยงชีวิต ออกจากความยากจนได้ หาก GDP ไม่โต กำลังแรงงานที่เพิ่งเข้าตลาดก็จะไม่มีงานทำ หรือบางคนอาจถูกให้ออกจากงาน อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น คนขาดรายได้ เกิดปัญหาสังคมต่าง ๆ ตามมา หากอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ จะเห็นว่า ผู้กำหนดนโยบายมักถือเอาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือ การเพิ่มขึ้นของ GDP เป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดเลยทีเดียว

จากมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจและโลกข้างต้น สองสิ่งที่เราพอจะเห็นก็คือ หนึ่ง ระบบเศรษฐกิจดูเหมือนเป็นระบบย่อย ที่อยู่ในระบบของโลกที่ในกรอบความคิดนั้นไม่ได้ระบุถึงขอบเขตแต่อย่างใด ทำให้คิดไปได้ว่าระบบโลกนั้นเป็นระบบที่ใหญ่มาก ระบบเศรษฐกิจเป็นเพียงระบบเล็ก ๆ ที่ฝั่งตัวอยู่ในระบบนั้น และ สอง ความจำกัดของทรัพยากร (resources limit) ดูเหมือนจะไม่อยู่ในความคิดของนักเศรษฐศาสตร์สักเท่าใดนัก ดูได้จากการที่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า GDP จะขยายตัวต่อไปเรื่อย ๆ ได้อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด ประเด็นที่สองนั้น Thomas Malthus อาจเคยกล่าวถึงความเสี่ยงนี้ว่า การเจริญเติบโตของประชากรจะสร้างแรงกดดันให้ระบบธรรมชาติ จนกระทั่งแรงกดดันนั้นย้อนกลับมาทำร้ายมนุษยชาติเองเมื่อทรัพยากรธรรมชาติไม่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทุกคนได้ทัน แต่ข้อกังวลนี้ก็ดูจะหายไปเมื่อมีการพัฒนาทางเทคโนโลยี อย่างเช่นในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) หรือการปฏิวัติในภาคเกษตร (Green Revolution) ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์มหภาคไม่คิดกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

โลกกับระบบเศรษฐกิจในมุมมองจากศาสตร์แห่งความยั่งยืน (Sustainability Science)

มองจากมุมของศาสตร์แห่งความยั่งยืน อาจเห็นโลกที่แตกต่างออกไป ประการแรก สังคมมนุษย์ซึ่งรวมถึงระบบเศรษฐกิจของมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงระบบเล็กๆ ภายในระบบโลกเท่านั้นอีกต่อไป และประการที่สอง โลกนี้อาจไม่ได้มีศักยภาพด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจของมนุษย์นั้นเติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้

แนวคิดแรกที่คนที่สนใจเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนควรรู้ก็คือ ปัจจุบันเราอยู่ในยุคทางด้านภูมิศาสตร์ (Geographical Epoch) ที่เรียกว่า Anthropocene หมายถึงยุคที่ระบบต่าง ๆ ของโลกนั้นได้รับอิทธิพลโดยตรงจากการกระทำของมนุษย์ หรืออีกนัยหนึ่งคือ พลังของระบบสังคมเศรษฐกิจของมนุษย์นั้นมีมากเสียจนส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของโลกในแบบที่หลายระบบก็ถูกผลักออกไปจากสมดุลจนไม่สามารถย้อนกลับคืนไม่ได้แล้ว คำนี้เป็นคำที่ Paul Crutzen (Crutzen:2002il) นักเคมีผู้ได้รับรางวัลโนเบลเป็นผู้เสนอขึ้นในปี ค.ศ. 2002 แต่แนวคิดนี้ยังไม่เคยได้รับการตรวจสอบจนกระทั่ง Zalasiewicz และคณะ (Zalasiewicz:2008da) ได้ทำการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จนพบว่า Anthropocene เป็นยุคสมัยทางภูมิศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้ว

หากนึกภาพตามง่าย ๆ ก็คือ หากเราเกิดมาเป็นมนุษย์ในอีก 3,000 ปีข้างหน้า หากเราขุดค้นลงไปในชั้นดิน เราจะพบชั้นดินช่วงหนึ่งที่มีหลักฐานที่มนุษย์ทิ้งร่องรอยไว้ เช่น เราอาจพบชิ้นส่วนของพลาสติกจำนวนมหาศาล ในเฉพาะชั้นหินที่บ่งบอกช่วงเวลาที่มนุษย์อาศัยอยู่ พบระดับกัมมันตภาพรังสีที่เกินระดับปกติในธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้และทดลองระเบิดนิวเคลียร์ เป็นต้น ในโลกปัจจุบันที่เรากำลังอาศัยอยู่นี้ พลังของมนุษยชาติก็ได้เปลี่ยนแปลงระบบโลกไปหลายอย่างแล้ว เช่น กิจกรรมทางเศรษฐกิจของเราก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างเขื่อนเพื่อให้เรามีน้ำชลประทานทำเกษตรกรรม ได้เปลี่ยนแนวชายฝั่งของทวีปหนึ่งทีละเล็กละน้อยเพราะเขื่อนกักเอาตะกอนดินที่เคยไหลมาทับถมที่ปากแม่น้ำกลายเป็นแผ่นดิน การขยายถิ่นที่อยู่และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของมนุษย์ส่งผลให้เกิดการสูญพันธุ์ขนานใหญ่ในระดับโลก ซึ่งนักชีววิทยาถือว่าเป็นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 ตั้งแต่โลกนี้กำเนิดขึ้นมา

ฉะนั้นสิ่งที่มนุษย์ตัดสินใจทำ ณ วันนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยในระบบของโลกอีกต่อไป การกระทำที่เห็นแก่ตัวหรือโง่เขลาของคนบางกลุ่มหรือประเทศบางประเทศมีผลอย่างสำคัญต่อโลกใบนี้และความอยู่รอดของมนุษย์คนอื่นในโลกอย่างมีนัยยะสำคัญ

แนวคิดที่สองที่ควรทราบคือ Planetary Boundaries หรือ “ขีดจำกัดของผืนภิภพ” หมายถึง โลกนี้ในฐานะที่เป็นระบบสนับสนุนชีวิตทุกชีวิตจริง ๆ แล้วมีขีดจำกัดอยู่ Rockström และคณะ (Rockstrom:2009ja) ได้เสนอว่าขีดจำกัดของผืนภิภพนั้นมีอยู่ 9 ด้านที่สำคัญอย่างยิ่ง ประกอบด้วย 1) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) การกลายเป็นกรดของมหาสมุทร 3) การเสื่อมถอยของชั้นโอโซน 4) วงจรของธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัส 5) การใช้ประโยชน์จากน้ำจืด 6) การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน 7) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ 8) การปล่อยสารละอองลอย (aerosol) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ 9) มลพิษทางเคมี นอกจากนี้ Rockström และคณะยังใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางสถิติในการคำนวณด้วยว่า ณ ปัจจุบันโลกของเราอยู่ในสถานะใดแล้ว
Planetary boundaries

ภาพที่ 1

ภาพที่ 1 แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่เราดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่รู้ตัวว่าโลกนี้ก็มีขีดจำกัด เราได้ผลักระบบธรรมชาติหลายด้านให้ไปไกลเกินขอบเขตที่ปลอดภัยสำหรับการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์แล้ว สองด้านที่สำคัญคือ หนึ่ง เราได้ทำให้วงจรไนโตรเจนของโลกปั่นป่วนจนเกินขอบเขตที่ควรจะเป็นแล้ว สาเหตุหลักมาจากการใช้ปุ๋ยเคมีในการเกษตรขนานใหญ่อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการชะล้างลงไปในแหล่งน้ำ หรือกระจายอยู่ในชั้นบรรยากาศในระดับที่มากเกินไป ไนโตรเจนในแหล่งนั้นทำให้เกิดปรากฎการณ์ Plankton Bloom และตามมาด้วยสภาวะน้ำขาดออกซิเจนและเน่าในเวลาต่อมา ก๊าซที่เป็นสารประกอบไนโตรเจน เช่น ไนตรัสออกไซด์ เป็นก๊าซเรือนกระจกประเภทหนึ่ง ส่งผลเสียต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สอง คือ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ดังที่กล่าวก่อนหน้านี้แล้วว่านักชีววิทยาถือว่ามนุษย์เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 เมื่อพูดถึงความหลากหลายทางชีวภาพนั้น เรามักหมายถึงความหลากหลายใน 2 ระดับ คือ ความหลากหลายในระดับระหว่างสายพันธุ์ (biodiversity) และความหลากหลายในระดับยีนส์ (Genetic diversity) ความหลากหลายในระดับยีนส์มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของสายพันธุ์นั้น ๆ ในขณะเดียวกัน ความหลากหลายของสายพันธุ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ ก็มีผลต่อการดำรงอยู่ของระบบนิเวศที่ใหญ่กว่า ทั้งนี้เพราะสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะในห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศ การหายไปของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่งย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปสู่การดำรงอยู่ของสายพันธุ์อื่น และระบบนิเวศโดยรวม การขยายถิ่นที่อยู่ของมนุษย์และการขยายพื้นที่การเกษตรอันนำมาซึ่งการตัดไม้ทำลายป่า และการปล่อยมลพิษต่าง ๆ มีผลอย่างสำคัญในการทำลายถิ่นที่อยู่และแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ ทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นสูญพันธุ์ไป จากการประมาณการทางสถิติพบว่า สิ่งมีชีวิตที่มีกระดูกสันหลังราว 62,305 สายพันธุ์ มีประมาณร้อยละ 10 ที่กำลังถูกคุกคาม ในขณะที่สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังนั้น จากที่ค้นพบราว 1,305,250 สายพันธุ์ มีประมาณร้อยละ 30 ที่กำลังถูกคุกคาม (Laura Hood http://www.scidev.net/global/biodiversity/feature/biodiversity-facts-and-figures-1.html)

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแม้จะยังไม่ถึงกับเกินขอบเขตที่มนุษย์จะอยู่อาศัยได้ แต่ก็นับว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ ในขณะที่ด้านอื่น ๆ เช่น ความเป็นกรดในมหาสมุทร และน้ำจืด เป็นต้นนั้น จะถูกรบกวนรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเด็นเรื่องสารละอองลอยและมลพิษสารเคมียังไม่มีข้อมูลที่จะประเมินแต่ก็ถือว่าเป็นความเร่งด่วนในการจัดทำข้อมูลเพื่อให้เราทราบสถานะปัจจุบันของโลก ซึ่งระบบธรรมชาติแต่ละด้านจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคตก็ขึ้นอยู่กับว่านับจากวันนี้ระบบเศรษฐกิจของเราจะเดินไปทางใด

 

สรุป

ณ วันนี้เราเห็นแล้วว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์มีพลังในการเปลี่ยนแปลงระบบของโลกจนในยุคปัจจุบันเราถึงกับเรียกยุคนี้ว่า Anthropocene และเราก็เห็นชัดแล้วว่า ขอบเขตของผืนภิภพ (Planetary Boundaries) ได้ถูกใข้งานและผลักออกไปจากสมดุลมากเพียงใด แม้ว่าวงจรไนโตรเจนและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจะถือว่าเข้าขั้นวิกฤติ แต่ยังมีอีกหลายด้านในขอบเขตของผืนภิภพนี้ที่ยังไม่สายเกินไปที่มนุษย์โลกจะปรับตัว

นโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (policy for green economy) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนโชคชะตาของมนุษยชาติ ควบคู่ไปกับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนอื่น ๆ (ทั้งการเติบโตที่ครอบคลุม และสังคมสีเขียว) มิใช่เพียงแค่การรักษาสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษเท่านั้น แต่มันคือการควบคุมพลังการทำลายล้างของระบบเศรษฐกิจของมนุษย์ที่มีต่อโลก และดูแลไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ผลักให้ระบบธรรมชาติของโลกออกจากสมดุลจนโลกไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป

 

รายการอ้างอิง

Crutzen, P. J. (2002). Geology of mankind. Nature, 415(6867), 23–23. http://doi.org/10.1038/415023a

Rockstrom, J., Steffen, W., Noone, K., & Persson, Å. (2009). A safe operating space for humanity. Nature, 461(7263), 472–475. http://doi.org/10.1038/461472a

Zalasiewicz, J., Williams, M., Smith, A., Barry, T. L., Coe, A. L., Bown, P. R., et al. (2008). Are we now living in the Anthropocene. GSA Today, 18(2), 4. http://doi.org/10.1130/GSAT01802A.1