5 นโยบาย/ข้อเสนอแนะ/โครงการที่น่าสนใจ เพื่อการจัดการขยะพลาสติกของไทย

คมศักดิ์ สว่างไสว นักวิชาการประจำศูนย์ฯ จากการเสียชีวิตของลูกพะยูน “มาเรียม” ที่ได้กินขยะพลาสติกเข้าไปเพราะคิดว่าเป็นอาหาร และการตรวจพบไมโครพลาสติกในกระเพาะปลาทู ซึ่งเป็นปลาที่คนไทยนิยมรับประทาน ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างกระแสความสนใจและความตระหนัก ในปัญหาขยะพลาสติกและไมโครพลาสติกของสังคมไทยเป็นอย่างมาก จนเกิดการรณรงค์ไม่ให้ใช้ถุงพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวกันอย่างแพร่หลาย รวมทั้งการเก็บขยะตามชายหาดท่องเที่ยว รูปที่ 1 ข่าวการเสียชีวิตของพะยูนน้อย “มาเรียม” และการตรวจพบไมโครพลาสติกในกระเพาะปลาทู ที่มา: https://www.facebook.com/mangozero/posts/2306206699708902, https://www.facebook.com/mnpoc.trang3/posts/2120974728207664 เรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนสงสัยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีนโยบายจากภาครัฐอะไรบ้างในการจัดการปัญหาขยะพลาสติก ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมหรือไม่ นักวิชาการได้ให้ข้อเสนอแนะอะไรบ้าง และมีโครงการที่ดำเนินงานแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมบ้างไหม ซึ่งจากการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล ทำให้ผู้เขียนได้พบกับ 5 นโยบาย/ข้อเสนอแนะ/โครงการที่น่าสนใจ เพื่อการจัดการขยะพลาสติกของไทย ดังนี้ (ร่าง) โรดแมปการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573 สำหรับนโยบายหลักของประเทศไทยในการจัดการขยะพลาสติก คงจะหนีไม่พ้น “(ร่าง) โรดแมปการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573” ของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกรอบและทิศทางการดำเนินการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการจัดการขยะพลาสติกของประเทศ โดยโรดแมปประกอบด้วย 2 เป้าหมาย ดังนี้ เป้าหมายที่ 1Continue reading “5 นโยบาย/ข้อเสนอแนะ/โครงการที่น่าสนใจ เพื่อการจัดการขยะพลาสติกของไทย”

ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทานกับความยั่งยืนของประเทศไทย

ธนพงษ์ สงวนสิน นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์            ในอดีตการพัฒนาอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรโลกเป็นอย่างมาก อาทิ ปัญหาน้ำเน่าเสีย อากาศเป็นพิษ การรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีเป็นต้น ทำให้ในปีพ.ศ. 2558 ประเทศต่างๆทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยได้ร่วมมือกันกำหนดเป้าหมายในการพัฒนา ภายใต้ กรอบแนวคิดที่มองการพัฒนาเป็นมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้มีความเชื่อมโยงกัน เรียกว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) โดยหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ สำคัญของไทย คือ ปัญหาน้ำเสียในคลองชลประทาน ซึ่งน้ำในคลองชลประทานมีความสำคัญคือ ใช้ในภาคการเกษตร         การจัดการบริหารน้ำคลองชลประทานที่ดีสามารถป้องกัน บรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งได้ รวมถึงมีความเกี่ยวข้องกับประเพณีและวัฒนธรรม เช่น ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าน้ำใน  คลองชลประทานมีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมกับประเทศไทย โดยสาเหตุของปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทาน เกิดจากหลายสาเหตุ อย่างน้อย 5 ประการ คือ 1. กฎหมายหรือบทลงโทษไม่เข้มงวด (lax regulations)Continue reading “ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทานกับความยั่งยืนของประเทศไทย”

วิพากษ์ PM2.5: ฝีมือมนุษย์หรือธรรมชาติ กับ ผอ.โปรกรีน

“ปัญหาหมอกควันในปัจจุบันเป็นฝีมือใคร” ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าเป็นช่วงนี้ของปี ตามฤดูกาล ทุกปี ผนวกกับกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นต้นตอของฝุ่นและมลพิษทางอากาศ จึงทำให้ฝุ่นและมลพิษทางอากาศถูกพัดมารวมที่เขตพื้นที่ประเทศไทย และไม่เคลื่อนย้ายระบายออกไปพื้นที่อื่น ระดับความรุนแรงของปัญหาเกิดขึ้นจากระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กว่าในอดีตที่ผ่านมา อีกนัยหนึ่ง ธรรมชาติส่งผลให้เกิดการสะสมมลพิษได้ง่าย และมนุษย์เป็นตัวเร่งความรุนแรงของเหตุการณ์ให้มากขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่ก่อให้เกิด PM2.5 อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิง กระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า การเดินทางของประชาชน การก่อสร้าง การขนส่งสินค้า การเผาขยะ การเผาถางพื้นที่เกษตร เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ก็เกิดสารมลพิษอื่นด้วย เช่น PM10 NOx SOx CO2 “มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ต่อปัญหา PM2.5” Negative externality กิจกรรมของมนุษย์สร้างผลกระทบเชิงลบแบบที่ตั้งใจ (สามารถปรับปรุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้สะอาดได้แต่ไม่ทำ) และแบบไม่ตั้งใจ (มีข้อจำกัดในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ) Polluter responsibility ผู้สร้างฝุ่นและมลพิษทางอากาศ ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการบรรเทาปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้น คือ ตอนนี้เกิดปัญหาแล้วจะช่วยอย่างไร ระยะยาวคือรู้แน่ว่าปีหน้าจะต้องเกิดแบบนี้อีก จะต้องดำเนินการหรือมีมาตรการถาวรอย่างไร Victim responsibility ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาฝุ่นและมลพิษทางอากาศก็ควรต้องดูแลตัวเองด้วย เพราะเราชื่อว่า ต้นทุนในการหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากฝุ่นและมลพิษทางอากาศ (averting expenditure) ต่ำกว่าต้นทุนในการรักษาอาการเจ็บป่วยจากฝุ่นและมลพิษนั้นContinue reading “วิพากษ์ PM2.5: ฝีมือมนุษย์หรือธรรมชาติ กับ ผอ.โปรกรีน”

เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำ

คุณธีรวีย์ ศิริภาพงษ์เลิศ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำประกอบไปด้วย 2 ฝั่ง ได้แก่ ฝั่งอุปทาน (Supply) และฝั่งอุปสงค์ (Demand) หากพิจารณาตามบริบทของไทยนั้น ฝั่งอุปทานคือภาครัฐผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรน้ำและเป็นผู้จัดสรรน้ำให้แก่ทุกภาคส่วน ส่วนฝั่งอุปสงค์คือผู้อุปโภคบริโภคน้ำ ที่ผ่านมาการจัดการน้ำมักเน้นไปที่การกระตุ้นฝั่งอุปทานมากกว่าอุปสงค์ กล่าวคือภาครัฐพยายามพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมากขึ้น เพื่อการกักเก็บและกระจายน้ำไปให้ทั่วถึงทุกภาคส่วนของประเทศ แต่ไม่มีความพยายามพัฒนาปรับเปลี่ยนฝั่งอุปสงค์ให้สอดคล้องกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้อุปโภคบริโภคน้ำจึงเกิดความเข้าใจว่าน้ำเป็นสินค้าสาธารณะที่ทุกคนสามารถใช้ได้อย่างไม่จำกัดและไม่มีวันหมดไป จึงเกิดการใช้น้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ แท้จริงแล้วน้ำเป็นสินค้าร่วม (Common Goods) ไม่ได้เป็นสินค้าสาธารณะ (Public Goods) ซึ่งสินค้าทั้งสองชนิดข้างต้นไม่สามารถกีดกันผู้เข้ามาใช้ทรัพยากรได้เหมือนกัน แต่ข้อแตกต่างของสินค้าสองชนิดคือความพึงพอใจของผู้ใช้คนถัดไป กล่าวคือสินค้าสาธารณะเมื่อมีผู้ใช้ทรัพยากรก่อนจะไม่ทำให้ผู้ใช้คนถัดไปมีความพึงพอใจลดลง แต่สินค้าร่วมเมื่อมีผู้ใช้ทรัพยากรก่อนจะทำให้ผู้ใช้คนถัดไปมีความพึงพอใจลดลงเนื่องจากคุณภาพหรือปริมาณที่ลดลง ในหลายประเทศ รัฐทำให้น้ำมีราคาซึ่งจะทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด นั่นคือการให้ราคาเป็นกลไกทำงานเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้น้ำปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำอย่างประหยัดมากขึ้น กล่าวคือการบริโภคอย่างยั่งยืนต้องเน้นการปรับเปลี่ยนทางด้านอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้ฝั่งอุปสงค์หรือผู้ใช้น้ำสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่นำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วย 2 เครื่องมือ ได้แก่ (1)  มาตรการเก็บค่าน้ำ (Water Fee) และ (2) มาตรการซื้อขายแลกเปลี่ยนใบอนุญาตการใช้น้ำ (Tradable Permit)   มาตรการเก็บค่าน้ำ (Water Fee) การเก็บค่าน้ำ ถือเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ถูกใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้น้ำ ให้มีความตระหนักมากขึ้นContinue reading “เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำ”

การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม: บทเรียนของการลดโลกร้อนจากประเทศเยอรมนี และข้อคิดสำหรับประเทศไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นร่วมสมัยที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก นานาประเทศต่างเห็นพ้องกันว่า จะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาวิกฤตโลกร้อน โดยกำหนดไว้ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติปีพ.ศ. 2558 และข้อตกลงปารีสว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ ปีพ.ศ. 2558 และในส่วนของประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนข้อตกลงทั้งสอง และให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) และมีแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ศ. 2558-2593) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ ได้ออกรายงานสำคัญว่า สังคมทั่วโลกจะต้องยอมเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ทั้งในวิธีการใช้พลังงาน การคมนาคมขนส่ง และการก่อสร้าง เพื่อหลีกหนีให้พ้นผลอันเลวร้ายที่สุดของภาวะโลกร้อน โดยเตือนให้ทั่วโลกช่วยกันปกป้องไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จากเดิมที่กำหนดไว้ 2 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง มีการประกาศรางวัลโนโบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีพ.ศ. 2561 ผลปรากฎว่า วิลเลียมContinue reading “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม: บทเรียนของการลดโลกร้อนจากประเทศเยอรมนี และข้อคิดสำหรับประเทศไทย”