PRO-GREEN และ Global Green Growth Institute (GGGI) ร่วมหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาโครงการด้านเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต

 

ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (Pro-Green) ได้ร่วมหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาโครงการด้านเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคตกับสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ Global Green Growth Institute (GGGI) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมการพัฒนาสีเขียว (Green Growth) และส่งเสริมให้ประเทศต่าง ๆ มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อส่งแวดล้อม

อบรมหลักสูตรเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการสนับสนุนของ สกว. ร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกฯ จัดอบรมหลักสูตรเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระหว่างวันที่ 30-31 พ.ค. และ 6-8 มิถุนายน 2561 โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมอบรมจากหน่วยงานราชการและหน่วยงานเอกชนจำนวน 30 หน่วยงาน

ทั้งนี้ รศ.ดร. นิรมล สุธรรมกิจ ผอ.ศูนย์ฯ เป็นผู้บรรยายบและเป็นกระบวนกรในการเรียนรู้เครื่องมือตลาดคาร์บอน

Infographic

 

ศูนย์วิจัยฯ ประสงค์ที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสีเขียวให้เข้าใจง่ายและเป็นที่แพร่หลายสู่สาธารณชน จึงนำเอาองค์ความรู้และประเด็นต่างๆ เพื่อจะจัดทำเป็น Infographic จำนวน 12 หัวข้อ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1) ทำไมถึงต้องมีการควบคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์2) การกำหนดราคาคาร์บอน (carbon pricing) คืออะไร

3) ระบบภาษีคาร์บอน (carbon tax)

4) ระบบตลาดคาร์บอน (ETS)

5) ความแตกต่างระหว่างระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

6) ข้อมูลแระเทศที่มีการใช้ระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

หัวข้อ 1-6 PRO-Green Infographic : GHG Series

7) อัตราภาษีคาร์บอนของประเทศต่างๆ กับเป้าหมายการพัฒนายั่งยืนที่ 13 (Climate Action)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 13)

8) การส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (sustainable consumption and production) กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 (Responsible Consumption and Production)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 12)

9) ทบทวนแนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest concept)

10) แนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest promotion)
PRO-Green Infographic : Urban Forest

11) Water Intensity
PRO-Green Infographic : Water Intensity

12) การจัดการพื้นที่สวนสาธารณะในประเทศอังกฤษ (Park Management in United Kingdom)
PRO-Green Infographic : Park Managemet

PRO-Green จัดอบรม SDGs ให้กับครูระดับมัธยม

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมประจักษตราดีไซน์ จังหวัดอุดรธานี ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (PRO-Green) ร่วมกับ โครงการประสานงานการวิจัยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) และศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการอบรมครู หัวข้อ SDGs กับทางเลือกของเครื่องมือการเรียนการสอนสำหรับครูสอนสังคมศึกษา ในระดับมัธยมศึกษา โดยมีครูสังคมศึกษาจากจังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย และจังหวัดสกลนคร เข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้

ในการอบรม ทีมวิทยากร ได้แก่
รศ.ดร.นิรม สุธรรมกิจ
ดร.ศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ
อ.ชล บุนนาค
อ.อรรถเศรษฐ์ จริยธรรมานุกูล
ดร.ณัฐวิคม พันธ์ุวงศ์ภักดี
ร่วมกันบรรยายเรื่องความเป็นมาของ SDGs และการนำเครื่องมือต่างๆ เช่น เกมส์กระดาน ฯลฯ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่อง SDGs และเป็นประโยชน์ต่อการสอนวิชาสังคมศึกษา ทั้งนี้การอบรมครูในครั้งนี้ จัดเป็นครั้งที่ 2 ต่อจากการอบรมครูฯ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับความสนใจจากคุณครูสังคมศึกษาเป็นอย่างมาก โดยคุณครูฯ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมทั้งให้คำแนะนำเพื่อปรับรุงการอบรมในครั้งต่อไปด้วย

การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวโดยคำนึงถึงผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน

ศรัณย์ ประวิตรางกูร
นักวิชาการประจำ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  1. บทนำ

หากจะกล่าวถึงการพัฒนาประเทศโดยการใช้มุมมองของเศรษฐกิจสีเขียวนั้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถละเลยได้ เนื่องจากสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว ที่ต้องการให้การเติบโตทางเศรษฐกิจหรือความอยู่ดีกินดีของมนุษย์เป็นไปโดยควบคู่กับการทำสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาสิ่งแวดล้อม และต้องมีความเท่าเทียมกันในสังคม (UNEP, 2011)

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญและเริ่มตระหนักถึงภัยคุกคามประการหนึ่งนั้น คือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าปัญหาโลกร้อน สาเหตุนั้นเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศส่งผลให้โลกดูดซับรังสีความร้อนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภายของภูมิอากาศโลกหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงในปริมาณฝน อุณหภูมิน้ำทะเล การเพิ่มขึ้นของพายุ ความสูงของน้ำทะเล ความเค็มและความเป็นกรดของน้ำทะเล และ การไหลของกระแสน้ำอุ่นน้ำเย็น เป็นต้น (IPCC, 2007) ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่ต่างก็อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภาพของโลก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย อาทิ ปริมาณน้ำฝนและความชื้นย่อมส่งผลของผลิตภาพการผลิตของสินค้าเกษตร การที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่งและระบบนิเวศชายฝั่ง อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอนามัยและผลิตภาพแรงงาน เป็นต้น โดยเฉพาะในกรณีของประเทศกำลังพัฒนาที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าด้านอื่น ผลเสียหายนั้นย่อมมีมูลค่าสูงมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของขนาดเศรษฐกิจ และมักจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในด้านอื่น เช่น การเสียชีวิตที่เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เป็นต้น (IPCC, 2012)

 

  1. ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเด็นเรื่องความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่นานาชาติให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในการประชุมรัฐภาคีของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC – COP) อย่างไรก็ดี คณะทำงานภายใต้ที่ประชุม COP ยังไม่มีการกำหนดคำนิยามของ ความสูญเสีย (Loss) และ ความเสียหาย (Damage) ไว้อย่างเป็นทางการ (Official Definition) มีเพียงการกำหนดกรอบกว้าง ๆ เท่านั้น

งานศึกษาวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงจำเป็นต้องกำหนดนิยามเองในลักษณะ “Working Definition” ขึ้น อาทิ เอกสารเพื่อการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องความสูญเสียและความเสียหายของคณะทำงานภายใต้ UNFCCC นิยามความหมายของ “Loss and Damage” เพื่อใช้เฉพาะในเอกสารดังกล่าวว่า “เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริง หรือมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น และส่งผลกระทบเชิงลบต่อมนุษย์ และระบบธรรมชาติ” (UNFCCC, 2012a) โดยไม่ได้มีการกำหนดความหมายเฉพาะสำหรับคำว่า “Loss” และ คำว่า “Damage” ในขณะที่รายงานด้านเทคนิคของ UNFCCC เรื่องเกี่ยวกับ Non-economic Loss ภายใต้บริบทของคณะทำงานชุดเดียวกัน ให้นิยามว่า “ความสูญเสียและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความสัมพันธ์กับการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) กล่าวคือ หากต้นทุนด้าน Mitigation และ Adaptation เพิ่มขึ้น ย่อมจะส่งผลให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากความเสียหายและความสูญเสียมีค่าน้อยลง” (UNFCCC, 2013a) หรืออย่างกรณีของเอกสารเชิงเทคนิคเรื่อง Slow Onset Event ซึ่งไม่มีการกำหนด Working Definition (UNFCCC, 2012c) ไว้ แต่ในเอกสารมีการอ้างงานศึกษาของ Hoffmaister, Stabinsky, & Thanki  (2012) และ Stabinsky & Hoffmaister (2012) รวมถึงงานวิจัยอื่น ๆ ซึ่งใช้คำนิยามเรื่อง Loss and Damage ในลักษณะเดียวกันกับคำนิยามข้างต้น

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาของ Verheyen (2012)  และ Durand and Huq (2015) หากพิจารณาความหมายของคำศัพท์ “Loss” และ “Damage” แยกกัน จะพบว่างานศึกษาส่วนใหญ่จะตีความ “Loss” คือ ความสูญเสียซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก ในขณะที่ “Damage” คือความเสียหายที่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนเดิมได้ อีกทั้งการศึกษาส่วนมากกำหนด Working Definition ของ Loss and Damage ไว้ในลักษณะเดียวกันกับ UNFCCC ที่กล่าวว่า ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ ส่วนที่เหลือ (residual) จากความพยายามทำ Mitigation และ Adaptation ดังเช่น งานศึกษาของ Warner and Van der Geest (2013) ซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลวิจัยจาก 9 ประเทศ เพื่อหาแนวทางรับมือความเสียหายที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ใช้นิยามในลักษณะเดียวกัน เพื่อหาสาเหตุว่าเหตุใดความเสี่ยงและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเกิดขึ้น และเหตุใดกลไกการทำ Mitigation และ Adaptation ยังไม่เพียงพอที่จะกำจัดความเสียหายให้หมดไปได้ คำนิยามในลักษณะนี้มีความสมเหตุสมผล เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่ต้องการประเมินความเสี่ยงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และต้องการหามาตรการเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว จึงต้องนิยามให้ Loss and Damage, Mitigation และ Adaptation นั้นมีความสัมพันธ์กันและเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขไปพร้อมกัน

ทั้งนี้มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่หยิบยกประเด็นเรื่องคำนิยามมาตั้งข้อสังเกตว่า การไม่สามารถกำหนดนิยามอย่างเป็นทางการในการประชุม UNFCCC นั้น เป็นประเด็นทางการเมืองมากกว่าประเด็นทางเศรษฐศาสตร์หรือประเด็นทางวิทยาศาสตร์  เนื่องจากการกำหนดนิยามชัดเจนอาจจะส่งผลให้การเจรจาเรื่องดังกล่าวคืบหน้าต่อไปได้ยาก เพราะประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนามีความเห็นที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะข้อกังวลของประเทศพัฒนาแล้วที่เกรงว่าคำนิยามที่ชัดเจนอาจจะสามารถนำไปสู่การเรียกร้องความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศหมู่เกาะ จากประเทศพัฒนาแล้วได้ (Durand & Huq, 2015; Johnson, 2016;  Stockholm Environment Institute, 2016; และ Vanhala & Hestbaek, 2016) จึงทำให้การเจรจาไม่เน้นหนักในเรื่องการกำหนดนิยาม แต่เน้นเรื่องการสร้างกลไกการรับมือกับผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

  1. การประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น คือการประเมินผลกระทบของเหตุการณ์ (Events) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเหตุการณ์อาจจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง การระบาดของโรค เป็นต้น หรือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช้าๆ แต่เกิดต่อเนื่องกัน เช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล อุณหภูมิ การที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายไป ฯลฯ (UNFCCC, 2012c) ทั้งนี้สามารถแบ่งการประเมินออกได้เป็นหลายรูปแบบ เช่น การประเมินแยกตามลักษณะของความสามารถในการฟื้นคืนของสิ่งที่ถูกกระทบ (แยกความสูญเสียและความเสียหายออกจากกัน) หรืออาจแยกตามลักษณะของความเสียหายที่คิดมูลค่าเป็นตัวเงินได้กับไม่สามารถคิดมูลค่าได้ (มีตลาดหรือไม่มีตลาดสำหรับสิ่งที่สูญเสียและเสียหาย) ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเรื่องหนึ่งอาจจะมองให้อยู่ในรูปของทั้งความสูญเสียและความเสียได้ในคราวเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การที่เกิดภาวะน้ำท่วมทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย (ความเสียหายที่เป็นตัวเงิน) ซึ่งในคราวเดียวกันอาจจะทำให้หน้าดินถูกชะล้างไปจนพื้นดินไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก (ความสูญเสียที่เป็นตัวเงิน) และประชาชนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานเนื่องจากพื้นที่ไม่เหมาะแก่การทำอาชีพเพาะปลูกอีกต่อไป (ความสูญเสียที่ไม่เป็นตัวเงิน) เป็นต้น

 

  1. บทสรุป

การพิจารณาความสูญเสียและความเสียหายให้ครอบคลุมรอบด้านนั้นมีความสำคัญมากต่อการเตรียมตัวรับมือกับปัญหา หากพิจารณาต้นทุนต่าง ๆ ได้ไม่ครบถ้วนย่อมส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างไม่ยั่งยืน เพราะความเสี่ยงจากปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ทั้งนี้การตัดสินใจกำหนดนโยบายที่ต้องการลงทุนหรือจำกัดการเจริญเติบโตของประเทศนั้นเป็นสิ่งที่หลายประเทศไม่อยากทำ เนื่องจากเห็นว่าส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ทว่า หากทุกคนมองเพียงเสียความเสียหายที่เป็นตัวเงินอย่างเดียว ไม่ได้มองถึงความสูญเสียอื่นๆ ที่ไม่เป็นตัวเงิน หรือต้นทุนค่าเสียโอกาสที่จะเกิดขึ้น ย่อมจะทำให้การประเมินมูลค่าของผลกระทบที่เกิดขึ้นต่ำกว่าความเป็นจริง และจะส่งผลให้การกำหนดนโยบายเพื่อรับมือกับผลกระทบ (Adaptation) หรือแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Mitigation) เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การตัดสินใจกำหนดกรอบวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจจะน้อยเกินไป หรือมาตรการทางการคลังเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วผลเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจของประเทศอยู่ดี ดังที่งานวิจัยของ Stern (2007) ระบุว่า หากแต่ละประเทศในโลกไม่ร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง จะส่งผลเสียต่อมนุษย์รุนแรง โดยหากเทียบเป็นระดับของสวัสดิการที่เกิดขึ้นจากการบริโภค จะประมาณการเทียบได้กับการบริโภคเฉลี่ยของแต่ละคนลดลงมากถึงระดับร้อยละ 5 – 20 แต่หากโลกใช้มาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้ขึ้นโดยลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้นทุนต่อระบบเศรษฐกิจของโลกจะมีมูลค่าประมาณร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมเท่านั้น

ในอนาคตข้างหน้า หากมนุษย์ไม่ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ผลกระทบดังกล่าวจะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้ และความรุนแรงของผลกระทบนั้นจะมีมูลค่ามาก และส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศที่มีรายได้น้อย อย่างไรก็ดี นักวิจัยชั้นนำยังเชื่อว่า มนุษย์ยังพอมีเวลาให้ปรับตัว เช่น การพัฒนาเทคโนโยลีสะอาด การใช้พลังงานทางเลือก การสร้างสิ่งปลูกสร้างและระบบเตือนภัยธรรมชาติล่วงหน้า (early warning system) รวมถึงการลงทุนในงานศึกษาวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอื่นๆ โดยควรจะเริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นการลดความรุนแรงของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อลดความเสี่ยง เตรียมการรับมือ และพยายามปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อช่วยให้ความเสียหายที่จะเกิดจากผลกระทบนั้นบรรเทาลงบ้าง ถึงแม้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเตรียมพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องมีต้นทุนเกิดขึ้น และอาจมีมูลค่าสูงหรือกระทบกับราคาสินค้า หรือความสามารถในการบริโภคของแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญที่เราทุกคนควรตระหนักคือ เราควรพิจารณาเรื่องการเตรียมการดังกล่าวเปรียบเสมือนการลงทุน ให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจไปในแนวทางสีเขียวและยั่งยืน เพื่อให้คนในรุ่นหลังได้อยู่บนโลกใบนี้อย่างไม่ลำบากมากนัก

 

เอกสารอ้างอิง

Durand, A., & Huq, S. (2015). Defining loss and damage: Key challenges and considerations for developing an operational definition. Dhaka, Bangladesh: ICCCAD: International Centre for Climate Change and Development.

Hoffmaister, J. P., Stabinsky, D., & Thanki, N. (2012). Loss and damage: key issues and considerations for the Bangkok regional expert meeting. Briefing Paper on Loss and Damage, Third World Network, Asia and Eastern Europe Regional Meeting 27-29 August 2012, Bangkok.

IPCC. (2007). Climate Change 2007: Synthesis Report. Contribution of Working Groups I, II and III to the Fourth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change. Geneva, Switzerland: IPCC.

IPCC. (2012). Managing the Risks of Extreme Events and Disasters to Advance Climate Change Adaptation. A Special Report of Working Groups I and II of the Intergovernmental Panel on Climate Change. Cambridge, UK, and New York, NY, USA: Cambridge University Press.

Johnson, C. A. (2016, November). Holding Polluting Countries to Account for Climate Change: Is “Loss and Damage” Up to the Task?: Loss and Damage. Review if Policy Research, 50-66. doi:10.1111/ropr.12216

Stabinsky, D., & Hoffmaister, J. P. (2012). Loss and Damage: Some key issues and considerations. Briefing Paper on Loss and Damage, Third World Network, Latin America Regional Meeting 23- 25 July 2012, Mexico City.

Stern, N. (2007). The Economics of Climate Change: The Stern Review. Cambridge, UK: Cambridge University Press.

Stockholm Environment Institute. (2016). Defining loss and damage: The science and politics around one of the most contested issues within the UNFCCC. Stockholm: Stockholm Environment Institute.

UNEP. (2011). Towards a Green Economy: Pathways to Sustainable Development and Poverty Eradication – A Synthesis for Policy Makers. St-Martin-Bellevue, France: 100 Watt. Retrieved from http://www.unep.org/greeneconomy

UNFCCC. (2012a). A literature review on the topics in the context of thematic area 2 of the work programme on loss and damage: a range of approaches to address loss and damage associated with the adverse effects of climate change. Subsidiary Body for Implementation, Thirty-seventh session. Doha: FCCC/SBI/2012/INF.14.

UNFCCC. (2012c). Slow onset events. Technical Paper. FCCC/TP/2012/7.

UNFCCC. (2013). Non-economic losses in the context of the work programme on loss and damage. Technical Paper. FCCC/TP/2013/2.

Vanhala, L., & Hestbaek, C. (2016, November). Framing Climate Change Loss and Damage in UNFCCC Negotiations. Global Environmental Politics, 16(4), 111-129.

Verheyen, R. (2012). Tackling Loss & Damage – A new role for the climate regime? The Loss and Damage in Vulnerable Countries Initiative. Bonn: Germanwatch.

Warner, K., & van der Geest, K. (2013, October). Loss and damage from climate change: local-level evidence from nine vulnerable countries. International Journal of Global Warming, 5(4), 367-386.

 

Green Roof: หลังคาเขียวกับหลังคาไทย

หิริพงศ์ เทพศิริอำนวย
นักศึกษาปริญญาเอก คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยหิดล

หลังคาเขียวคืออะไร?  

ไม่ว่าจะเป็น Green Roof, Roof Garden, Vegetated Roof หรือ Eco Roof ถือเป็นคำที่แสดงถึงลักษณะที่คล้ายคลึงกันและเป็นตัวแทนที่สำคัญของการจัดการหลังคาที่เรียกว่า “หลังคาเขียว” จากการศึกษาของนักวิจัยในสถาบัน Stormwater Institute, Lawrence Technological University (2006) ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า การจัดการหลังคาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ “หลังคาเขียว” มีกำเนิดมากว่า 1,000 ปี (500 ก่อนคริสตกาล) ใน “สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน” ซึ่งถือเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก โดยใช้การปลูกหญ้ากกและพรรณไม้หลายชนิดบนหลังคาเพื่อทำหน้าที่เป็น “ฉนวนกันความร้อน” ทำให้บ้านมีอุณหภูมิที่อบอุ่นในฤดูหนาว และเย็นในฤดูร้อน

ในปัจจุบันมีหลากหลายประเทศที่ดำเนินการด้าน “หลังคาเขียว” มามากกว่า 1 ทศวรรษ โดยสถาปนิกและวิศวกรในประเทศเยอรมนีได้ริเริ่มพัฒนาขึ้นใน ค.ศ. 1960 แล้วจึงแพร่หลายไปยังประเทศอื่น อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สิงคโปร์ แคนาดา ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น โดยมีการพัฒนาโครงสร้างที่มีความซับซ้อนและเป็นระบบมากขึ้นทั้งแผ่นชั้นกันราก ระบบระบายน้ำ ฉนวนกันความร้อน ชั้นกั้นไอน้ำ ชั้นโรงรับโครงสร้าง และ/หรืออื่นๆ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของหลังคาเขียว

หลังคาเขียวแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบคือ หลังคาเขียวใช้สอย (Intensive Green Roof หรือ Roof Garden) คือ หลังคาเขียวที่มุ่งประโยชน์ใช้สอย เช่น ใช้เป็นสวนหลังคา หรือ พื้นที่นันทนาการของอาคาร และหลังคาเขียวไม่ใช้สอย (Extensive Green Roof) คือ หลังคาเขียวที่เน้นประโยชน์ทางด้านสิ่งแวดล้อม (รูปที่ 1) โดยหลังคาเขียวใช้สอยมีน้ำหนักประมาณ 180 – 500 กิโลกรัม/ตารางเมตร ความลึกดิน 4-8 นิ้ว มีต้นทุนในการสร้างและบำรุงรักษาค่อนข้างสูง เนื่องจากพืชพรรณที่ปกคลุมจะมีความหลากหลาย (หญ้า ไม้พุ่ม) และจำเป็นต้องมีระบบรดน้ำ ขณะที่หลังคาเขียวไม่ใช้สอยมีน้ำหนักอยู่ที่ 60 – 150 กิโลกรัม/ตารางเมตร ความลึกดิน 3-7 นิ้ว และใช้ต้นทุนในการสร้างและบำรุงรักษาต่ำ เพราะประกอบด้วยหญ้าและไม้ขนาดเล็กเป็นหลัก และไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบรดน้ำ

GR 1

รูปที่ 1 โครงสร้างและตัวอย่างของหลังคาเขียวใช้สอย (บน) และหลังคาเขียวไม่ใช้สอย (ล่าง)

ที่มา: ปรับปรุงจาก The Benefits and Challenges of Green Roofs on Public and Commercial Buildings A Report of the United States General Services Administration (2011) และ Green Roof Types (2018)

ข้อดี (ผลประโยชน์) และข้อเสีย (ต้นทุน) ของหลังคาเขียว

ข้อดีและข้อเสียของการปรับเปลี่ยนจากหลังคาแบบ “ทั่วไป” มาเป็น “หลังคาเขียว” โดยข้อดีหรือผลประโยชน์ของหลังคาเขียวแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก (International Green Roof Association, 2018B) คือ

(1) ผลประโยชน์ส่วนบุคคล

(1.1) เพิ่มอายุการใช้งานของหลังคา พบว่า โดยเฉลี่ยหลังคาที่ไม่มีพรรณไม้ปกคลุมจะมีอายุการใช้งานประมาณ 15-25 ปี เนื่องด้วยแรงกดดันจากปัจจัยทางชีวเคมี เช่น ความร้อน ฝน และรังสียูวี เป็นต้น “หลังคาเขียว” จะช่วยป้องกันระบบกันน้ำฝนและยืดอายุของการใช้งานของหลังคาให้ยาวนานขึ้นด้วยการทำหน้าที่เป็นแนวกันชนไม่ให้ลม ฝน และอุณหภูมิทำร้ายโครงสร้างของหลังคา

(1.2) ลดเสียงรบกวน พบว่า หลังคาเขียวช่วยป้องกันเสียงรบกวนได้ 3-8 เดซิเบลบี (dB) และมีประโยชน์ต่อประชาชนที่พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ที่มีเสียงดัง เช่น สนามบิน สถานบันเทิง และโรงงานอุตสาหกรรม

(1.3) เป็นฉนวนป้องกันความร้อน จากการศึกษาของ German Institute for Construction Engineering พบว่า หลังคาเขียวจะช่วยลดอุณภูมิของอาคารลงผ่านการพิจารณา Thermal Resistance Values (R-Values) และจะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันในการผลิตพลังงานสำหรับอาคารลงได้ 1-2 ลิตร/ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสำหรับผู้ดำเนินการ

(2) ผลประโยชน์สาธารณะ

(2.1) เป็นระบบนิเวศและที่อยู่อาศัยสำหรับสัตว์และพืช พบว่า หลังคาเขียวสามารถ “ชดเชย” การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของมนุษย์ที่เปลี่ยนพื้นที่ธรรมชาติมาเป็นตึกอาคาร โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของแมลงและนกหลายชนิด และทำหน้าที่เชื่อมโยงระบบนิเวศและวงจรทางธรรมชาติที่ถูกแบ่งแยกออกจากกัน นอกจากนี้ยังช่วยปรับภูมิทัศน์และระบบนิเวศเมือง (Urban Ecology) ให้ดีขึ้น

(2.2) ลดปริมาณน้ำฝนที่ไหลลงสู่ระบบท่อระบายน้ำ พบว่า หลังคาเขียวสามารถลด ดูดซับ และชะลอน้ำฝนที่จะลงสู่ท่อระบายน้ำได้ร้อยละ 50-90 ซึ่งมีความสำคัญต่อการจัดการน้ำในเมืองและการจัดการน้ำท่วม

(2.3) ลดมลพิษในอากาศและอุณหภูมิของเมือง พบว่า หลังคาเขียวสามารถดูดซับ/กรองสารพิษในอากาศในหลายประเภท เช่น ไนตรัสออกไซด์ คาร์บอนมอนออกไซด์ สารระเหยง่าย และฝุ่น ซึ่งใน 1 ตารางเมตรจะสามารถดูดซับได้สารพิษได้ 0.2 กิโลกรัม โดยต้นไม้แต่ละประเภทก็มีความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในตัวมันเอง (แตกต่างกันตามชนิดพันธุ์และอายุ) ซึ่งส่งผลต่อการลดปัญหาโลกร้อน อย่างไรก็ตามยังพบว่า หลังคาเขียวจะช่วยลดความแตกต่างของอุณหภูมิในเมืองและชานเมืองลง (ปรากฏการณ์เกาะความร้อนหรือ Urban Heat Island Effect) โดยหลังคาเขียวสามารถดูดซับพลังงานคามร้อนที่ปล่อยออกมาจากอาคารได้ร้อยละ 80

หลังคาเขียวมีข้อเสียหรือต้นทุนที่แตกต่างกันไปตามประเภท/รูปแบบ และอาจเป็น 2 เท่าของต้นทุนในการสร้างหลังคาทั่วไป ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายของโครงสร้างที่มากขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการปลูกและบำรุงรักษาพืชพันธุ์บนหลังคา

จากการศึกษาของนักวิจัยในหน่วยงาน United States General Services Administration พบว่า หลังคาเขียวมีอายุการใช้งานประมาณ 40 ปี มีระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ 6.2 ปี สำหรับค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ (อัตราผลตอบแทนภายในเท่ากับร้อยละ 5.2) และ 6.6 ปี สำหรับค่าเฉลี่ยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (อัตราผลตอบแทนภายในเท่ากับร้อยละ 4.2)

อย่างไรก็ตามพบว่า การสร้างหลังคาเขียวมีแนวโน้มที่จะให้ผลประโยชน์มากกว่าต้นทุน โดยผลจากการวิเคราะห์ต้นทุนผลประโยชน์จากหน่วยงานเดียวกัน พบว่า มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ของต้นทุนอยู่ที่ 22.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 0.42 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตารางฟุต และมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ของผลประโยชน์เท่ากับ 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 3.3 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตารางฟุต

 

หลังสีเขียวในบริบทของประเทศไทย

คำถามคือ แล้วประเทศไทยดำเนินการด้านนี้ (หลังคาสีเขียว) มากน้อยแค่ไหน อย่างไร? หากพิจารณาในรูปแบบของ “การปลูกต้นไม้” บนหลังคา พบว่า มีมานานกว่า 30 ปี โดยในช่วงแรกเป็นเพียงการตกแต่งหลังคาให้สวยงามและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ใช้สอยเหลือใช้บนหลังคาหรือดาดฟ้าเท่านั้น แต่ต่อมาได้มีการดำเนินการที่เป็นระบบมากขึ้น เช่น การรับน้ำหนัก และการกันน้ำซึม โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ หลังคาเขียวอาคารชุดพักผ่อนการ์เดนคลิฟ 2 จังหวัดชลบุรี (สร้างในพ.ศ. 2524) และสวนหลังคาอาคารชุดพักอาศัยอาคารตรีทศมารีนา กรุงเทพมหานคร (สร้างในพ.ศ. 2536) ดังแสดงในรูปที่ 2

GR 2

รูปที่ 2 หลังคาเขียวอาคารชุดพักผ่อนการ์เดนคลิฟ 2 (ซ้าย) และสวนหลังคาอาคารชุดพักอาศัยอาคารตรีทศมารีนา (ขวา)

ที่มา: ปรับปรุงจากหลังคาเขียวกับภาวะโลกร้อน (2556)

 

ทั้งนี้พบว่า หลังคาเขียวเชื่อมโยงกับการให้คะแนนตามเกณฑ์การประเมินอาคารเขียวไทย (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability; TREES) ของสถาบันอาคารเขียวไทย (Thai Green Building Institute (TGBI), 2017) โดยเกี่ยวข้องกับเกณฑ์การประเมินด้านผังบริเวณและภูมิทัศน์ (Site and Landscape; SL) เช่น มีพื้นที่เปิดโล่งเชิงนิเวศไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของพื้นที่ฐานอาคารหรือร้อยละ 20 ของพื้นที่โครงการ มีการจัดการการซึมน้ำและลดปัญหาน้ำท่วม มีการจัดสวนบนหลังคาหรือสวนแนวตั้ง และมีพื้นที่ดาดฟ้าที่รับรังสีตรงจากดวงอาทิตย์ไม่เกินร้อยละ 50 ของพื้นที่โครงการ และเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การประเมินด้านพลังงานและบรรยากาศ (Energy and Atmosphere; EA) เช่น ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการผลิตพลังงานหมุนเวียน (กรณีมีการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์หรือ Solar Cell) รวมถึงอาจมีความเกี่ยวข้องกับเกณฑ์การประเมินด้านวัสดุและทรัพยากร (Materials and Resources; MR) เช่น การปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection; EP) และเกณฑ์การประเมินด้าน นวัตกรรมสีเขียว (Green Innovations; GI) ในประเด็นด้านการใช้ทรัพยากรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การที่ “หลังคาเขียว” กับ “เกณฑ์การประเมินอาคารเขียวไทย” มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันย่อมเป็นแรงกระตุ้นในทางที่ดี เพราะผู้ประกอบการด้านอาคารน่าจะมีแนวโน้มหันมาสนใจการปรับเปลี่ยนพื้นที่ว่างบนดาดฟ้าหรือหลังคาแบบปกติมาเป็นหลังเขียวมากขึ้น อย่างไรก็ดี การส่งเสริมโดยภาครัฐย่อม/พึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยพบว่า ในหลายประเทศที่ดำเนินการด้านนี้มีการจัดการและจัดตั้งกฏระเบียบที่ดี เช่น เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี เมืองโคเปนฮาเกน ประเทศเดนมาร์ก เมืองพอร์ทแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น โดยเมืองเหล่านี้มีการส่งเสริมผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การสนับสนุนทางการเงิน (ประมาณ 10-20 ยูโร/ตารางเมตร) การลดภาษีน้ำฝน/น้ำประปา (ร้อยละ 50) และการตั้งกฏกติกา/กฏระเบียบให้สอดคล้องแผนการจัดการของท้องถิ่น เป็นต้น

หากประเทศไทยในยุค 4.0 หวังที่ดำเนินการที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น “หลังคาเขียว” ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ อย่างไรก็ดีข้อคำนึงถึงด้านชนิดพันธุ์ของพืช สภาพแวดล้อม/ภูมิอากาศ โครงสร้างทางวิศวกรรม รวมถึงการดูแลรักษาที่ดียังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจดำเนินการที่ขาดเสียไม่ได้ทีเดียว

 

เอกสารอ้างอิง

International Green Roof Association (IGRA). (2018A) Green Roof Types. สืบค้นจาก http://www.igra-world.com/types_of_green_roofs/index.php [เมื่อ 27 มกราคม 2561].

International Green Roof Association (IGRA). (2018B) Benefits of Green Roofs. สืบค้นจาก

http://www.igra-world.com/benefits/index.php [เมื่อ 27 มกราคม 2561].

Stormwater Institute, Lawrence Technological University. (2006) History of Greenroofs. สืบค้นจากhttps://www.ltu.edu/water/greenroofs_history.asp [เมื่อ 26 มกราคม 2561].

Thai Green Building Institute (TGBI). (2017) Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability for Existing Building: Operation and Maintenance. Bangkok, Thailand.

United States General Services Administration. (2011) The Benefits and Challenges of Green Roofs on Public and Commercial Buildings A Report of the United States General Services Administration. Washington, D.C., United             States.

สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร. (2556) หลังคาเขียวกับภาวะโลกร้อน สืบค้นจาก

http://bangkokgreencity.bangkok.go.th/ Knowledge-Based/Article/InterestingArticles/หลังคาเขียวกับภาวะโลกร้อน.aspx [เมื่อ 26 มกราคม 2561]

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Faculty of Economics, Thammasat University