ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทานกับความยั่งยืนของประเทศไทย

ธนพงษ์ สงวนสิน
นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

           ในอดีตการพัฒนาอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรโลกเป็นอย่างมาก อาทิ ปัญหาน้ำเน่าเสีย อากาศเป็นพิษ การรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีเป็นต้น ทำให้ในปีพ.ศ. 2558 ประเทศต่างๆทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยได้ร่วมมือกันกำหนดเป้าหมายในการพัฒนา ภายใต้ กรอบแนวคิดที่มองการพัฒนาเป็นมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้มีความเชื่อมโยงกัน เรียกว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) โดยหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ สำคัญของไทย คือ ปัญหาน้ำเสียในคลองชลประทาน ซึ่งน้ำในคลองชลประทานมีความสำคัญคือ ใช้ในภาคการเกษตร         การจัดการบริหารน้ำคลองชลประทานที่ดีสามารถป้องกัน บรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งได้ รวมถึงมีความเกี่ยวข้องกับประเพณีและวัฒนธรรม เช่น ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าน้ำใน  คลองชลประทานมีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมกับประเทศไทย

โดยสาเหตุของปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทาน เกิดจากหลายสาเหตุ อย่างน้อย 5 ประการ คือ

  1. 1. กฎหมายหรือบทลงโทษไม่เข้มงวด (lax regulations) จากการไม่มีกฎหมายลงโทษ การลงโทษไม่รุนแรง หรือผู้บังคับใช้กฎหมาย หย่อนยาน แต่ในกรณีกฎหมายการทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้าง รุนแรง แต่ในความเป็นจริงไม่มีผู้รับผิดชอบหรือตำรวจมาคอยตรวจตราว่าผู้ใดทิ้งขยะลงแม่น้ำ
  2. 2. ความต้องการให้ต้นทุนต่ำสุดของปัจเจกชนและผู้ผลิต (private cost minimization) ตัวอย่างเช่น การกำจัดน้ำเสียจากการซักผ้า ชาวบ้าน จะต้องใช้เวลาอย่างมากซึ่งจัดเป็นต้นทุนประเภทหนึ่ง คือ ต้องมีการการนำไปวางทิ้งไว้ให้ตกตะกอน แล้วแยก ตะกอนกับน้ำทิ้งแยกกัน จึงไม่มีใครเต็มใจจะทำ หรือ การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานซึ่งจำเป็นต้องเสีย ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ดูแล ซ่อมบำรุง ผู้ผลิตจึงมักไม่ติดตั้งหรือหาทางหลีกเลี่ยง เป็นต้น โดยไม่มีใครคิดถึง ผลกระทบภายนอกด้านลบ (Negative externality) แก่สังคมที่จะเกิดขึ้น
  3. 3. ต้นทุนสูงในการป้องกันมลภาวะ (high cost of protection) หากต้องการใช้เทคโนโลยีในการบำบัดน้ำเสียอาจต้องใช้ต้นทุนสูง โดยภาระจะตกไปอยู่ที่รัฐบาลเนื่องจากเอกชนน่าจะไม่เห็นถึงผลประโยชน์หรือแรงจูงใจใดๆในการบำบัดน้ำในลำคลองให้ สะอาด
  4. 4. ความไม่เท่าทันของเทคโนโลยีที่ใช้ในสังคม (inadequate technologies in abatement) ในปัจจุบันการบำบัดน้ำเสียในคลองชลประทานยังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีเพียงพอใน การใช้ ทำให้ไม่สามารถบำบัดน้ำเสียได้ในเวลาอันสั้นหรือมีคุณภาพดีเพียงพอในการใช้อุปโภคและการผลิต ซึ่ง การที่เทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียจะพัฒนาได้อาจต้องพึ่งพาการสนับสนุนเงินทุนของรัฐ เพราะเอกชนไม่มีความสนใจใน การบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากไม่มีผลประโยชน์ที่เพียงพอ
  5. 5. การไม่มีตลาด (missing market) สำหรับมลพิษทางน้ำ เนื่องจากน้ำเสียจัดเป็นเป็นสินค้าเลว (bads) และการลักลอบปล่อยลงแหล่งน้ำนั้น ไม่มีการลงโทษตามกฎหมายหรือมีการลงโทษที่เบา กล่าวคือต้นทุนของการปล่อยน้ำทิ้งนั้นต่ำ และอาจกล่าวได้ว่า “ไม่มีราคาสำหรับการทำน้ำทิ้งที่สะอาด” รวมทั้งไม่มีใครต้องการน้ำทิ้งที่สกปรก นั่นคือ ปัจจุบัน “ไม่มีตลาดรองรับน้ำทิ้งที่สะอาด” จากบ้านเรือน

ในแง่ของการเชื่อมโยงปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทานกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs นั้น สามารถวิเคราะห์ได้อย่างน้อย 3 ประเด็น ได้แก่ (ก) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมาทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียได้ อาทิ เป้าหมายที่ 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Decent Work and Economic Growth) กล่าวคือ หากรัฐบาลมีเป้าหมายคือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่หลายครั้งไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือคำนึงไม่มากเพียงพอ เช่น การกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลลอยกระทง แต่ไม่มีระบบการจัดการกระทงที่ดีหรือไม่มีคนมาเก็บกระทงขึ้นจากแหล่งน้ำ ทำให้วัตถุที่เป็นอินทรีย์สารเน่า ส่งผลให้น้ำเน่าเสีย หรือ การลงทุนในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ทำให้คนงานเข้ามาอยู่ในพื้นที่นั้นมากขึ้น อาจก่อให้เกิดชุมชนแออัดโดยภาชนะรองรับการทิ้งขยะมีไม่เพียงพอหรือไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงทิ้งขยะลงลำคลองโดยตรงหรือทิ้งตามริมถนนหรือหรือลำคลองสาธารณะรวมทั้งคลองชลประทาน (ข) การพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาที่เน้นการขยายตัวของอุตสาหกรรมจนอาจเป็นต้นเหตุของการปล่อยมลพิษต่างๆ โดยเฉพาะมลพิษทางน้ำจากโรงงานและบ้านเรือนที่ตั้งในเขตคลองชลประทาน โดยมิได้มีระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนหรือจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียในโรงงานไม่เหมาะสม และอาจมีการลักลอบปล่อยของเสียจากการผลิตหรือสารเคมีลงสู่คลองชลประทาน ดังนั้น เป้าหมายที่ 9 ที่เน้นอุตสาหกรรม นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน (Industry, Innovation and Infrastructure) น่าจะช่วยให้เกิดการส่งเสริมการทำอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน (green industry) ได้ และรัฐบาลหรือผู้บังคับใช้กฎหมายต้องมีความเข้มงวด ในการบังคับใช้กฎหมายและอาจเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงมากขึ้นสำหรับผู้ฝ่าฝืน เพื่อจะทำให้ผู้ผลิตตระหนักถึงต้นทุนของการลักลอบปล่อยน้ำเสียว่ามีมากกว่าการจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย จึงจะช่วยเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตติด ตั้งระบบบำบัด และทำตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และ (ค) เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนก็สามารถช่วยเป็นกรอบในการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียได้ เช่น เป้าหมายที่ 6 การจัดการน้ำและสุขาภิบาล (Clean Water and Sanitation) ซึ่งช่วยการส่งเสริมให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้มีน้ำใช้อย่างยั่งยืน การปกป้องคลองชลประทานจากการปล่อยน้ำเสียโดยการใช้มาตรการทางกฎหมาย รวมถึงการส่งเสริมเทคโนโลยีในการบำบัดน้ำเสียให้มีความเท่าทันและมีประสิทธิภาพ โดยการที่รัฐบาลให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเครื่องบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น หรือเป้าหมายที่ 12 แผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) ที่เน้นการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและครัวเรือน มีความรับผิดชอบและตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการทิ้งของเสีย หรือ ขยะลงแหล่งน้ำ เช่น การปล่อยกากสารเคมีจากการผลิตของภาคธุรกิจ การทิ้งน้ำจากการอุปโภคของครัวเรือน โดยการให้ความรู้หรือมาตรการทางกฎหมาย จะทำให้ปัญหาน้ำเน่าเสียลดลง ภาคธุรกิจและครัวเรือนสามารถนำน้ำกลับมาใช้และมีน้ำให้ใช้อย่างยั่งยืน

สาเหตุของปัญหาน้ำเน่าเสียส่วนใหญ่มาจากการที่ทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ไม่คำนึงถึงผลกระทบ ภายนอกต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่จะเสื่อมโทรมลง ความรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรปลูกฝังแก่ทุกคน และการใช้มาตรการต่างๆทางกฎหมาย ผู้บังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ปัจจัยเหล่านี้หากใช้ร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เช่น มีการส่งเสริมการทำอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด        ก็จะทำให้ประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองชลประทานได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะต้องไม่ทิ้งผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมแก่คนรุ่นหลังต่อไป

วิพากษ์ PM 2.5 (ครั้งที่ 2): ความเหลื่อมล้ำทางสังคม กับ ผอ.โปรกรีน

“ใครก่อให้เกิด PM2.5: คนจน หรือ คนรวย”

เมื่อแหล่งกำเนิดของฝุ่นละออง (Particulate Matter: PM ชนิดต่าง ๆ ทั้ง PM10 PM2.5 PM1 ฯลฯ) มาจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นสำคัญ ดังนั้น เรามาไตร่ตรองกันว่า “ใครเป็น “ต้นตอ” ให้มีการสร้าง PM” เช่น ผู้บริโภค หรือ ผู้ผลิต คำถามแรก ในกรณีที่เป็น “ผู้ผลิต” สินค้าและบริการต่าง ๆ กิจกรรมการผลิตเหล่านั้นมีการตรวจสอบให้มีการปล่อย PM เป็นตามมาตรฐานแล้วหรือไม่ คำถามที่สอง หากผู้บริโภคทราบว่าผู้ผลิตฯ เป็นผู้สร้าง PM แล้วผู้บริโภคจะยังคงสนับสนุนซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้นอยู่ต่อไปหรือไม่ และคำถามที่สาม หากเรายุติหรือรัฐสั่งหยุดการผลิตสินค้าและบริการชั่วคราวเพื่อบรรเทาปัญหา PM ผู้บริโภคจะ “โกรธ” หรือ กล่าวโทษผู้ผลิตหรือรัฐหรือไม่ (กล่าวอีกนัยหนึ่ง กิจกรรมการผลิตสินค้าและบริการส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค)

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่ก่อให้เกิด PM อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิง กระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า การเดินทางของประชาชน การก่อสร้าง การขนส่งสินค้า การเผาขยะ การเผาถางพื้นที่เกษตร การประกอบอาหาร เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ก็เกิดสารมลพิษอื่นด้วย เช่น PM10 NOx SOx CO2  ประเด็นที่น่าชวนศึกษา คือ ระหว่าง “คนจน” กับ “คนรวย” ใครเป็นผู้ก่อหรือกระตุ้นให้เกิด PM จำนวนมาก ในสัดส่วนที่มากกว่ากัน

“มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ต่อปัญหาฝุ่นละออง ด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม”

ในที่นี้ มองความเหลื่อมล้ำทางสังคม หมายถึง การรับทุกข์และได้สุขไม่เท่ากัน การได้โอกาสไม่เท่ากัน สัดส่วนคนได้รับทุกข์มากกว่าคนได้รับสุข ผู้ได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจมากมีจำนวนน้อย ฯลฯ เราจะแบ่งความรับผิดชอบต่อปัญหาฝุ่นละอองโดยคำนึงความเหลื่อมล้ำได้อย่างไรบ้าง

Polluter Responsibility ผู้สร้างฝุ่น ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการบรรเทาปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ประเด็นชวนคิด คือ (ก) ระหว่าง “กลุ่มคนรวย” (ในฐานะนายจ้าง ทั้งบริษัทเอกชน และ หน่วยงานภาครัฐด้านสาธารณูปโภค และเจ้าของธุรกิจ) และ “กลุ่มคนจน” (ในฐานะการประกอบกิจกรรมเพื่อการทำมาเลี้ยงชีพ เช่น ไก่ย่าง เผาหญ้าในไร่นา เผาขยะในชนบท เผาเตรียมพื้นที่ทำการเกษตร) กลุ่มใดควรแสดงความรับผิดชอบมากกว่ากัน (ในรูปของเงินทุน และความใส่ใจต่อลูกจ้างและลูกค้า) และ (ข) ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนจนหรือไม่ ในขณะที่ภาครัฐควรลงโทษกลุ่มคนรวยหรือไม่

Victim Responsibility ในขณะที่ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาฝุ่นต้องดูแลตัวเองแล้ว (เพราะเราชื่อว่า ต้นทุนในการหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากฝุ่น (averting expenditure) ต่ำกว่าต้นทุนในการรักษาอาการเจ็บป่วยจากฝุ่นนั้น) แต่เราก็เชื่อว่า กลุ่มผู้เปราะบางต่อปัญหาฝุ่นหรือผู้รับเคราะห์จากฝุ่นส่วนใหญ่มักเป็นคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยหรือหาเช้ากินค่ำ (ทั้งในฐานะแรงงานรับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย พนักงานขับรถเมล์ ตำรวจจราจรในท้องถนน ฯลฯ) ประเด็นชวนขบคิด คือ ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลกลุ่มผู้เปราะบางเหล่านี้หรือไม่ หรือยังจะปล่อยให้ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”

Government Intervention การแทรกแซงของรัฐสามารถทำได้ 3 ระดับ คือ ระดับแรก การทำการแจ้งเตือน (Early Warning) ระดับแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือกรณีฉุกเฉิน และระดับแก้ไขปัญหาที่ต้นตอและป้องกันในระยะยาว ประเด็นชวนหารือ คือ มาตรการของรัฐ ต้องมีการออกแบบทั้งสองด้านหรือไม่ ได้แก่ (ก) มาตรการป้องกันปัญหาโดยการควบคุมและตรวจสอบ “ต้นตอของ PM” เป็นประจำและครบถ้วนทุกแหล่งกำเนิด ให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไร และ (ข) มาตรการ “เยียวยา Victims” ต้องคำนึงถึง ความจน ความรวย ความเปราะบาง (vulnerability) และ ศักยภาพในการรับมือของปัญหา (copping capability) หรือไม่ และอย่างไร

“การร่วมมือกันรับผิดชอบ ต่อการบรรเทาปัญหา PM ในระยะสั้น”

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เราต้องพิจารณาหลายประเด็น อาทิ (ก) การปรับตัวของ Polluter โดยเฉพาะในเรื่องค่าเสียโอกาสและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการหยุดหรือชะลอกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น เช่น รายได้ที่หายไป หรือ รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น หรือ การเสียค่าปรับหากส่งงานไม่ตรงตามนัดหมายของลูกค้า และ (ข) การปรับตัวของ Victim (ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย) เช่น รายได้ที่หายไปจากการหยุดทำงานเพราะสุขภาพ และการระงับการจ้างงาน ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อการหลีกเลี่ยงหรือหนีปัญหาชั่วคราว เป็นต้น

“สรุป: มาตรการของรัฐสร้างความเหลื่อมล้ำสังคมหรือไม่”

การวิเคราะห์มาตรการของรัฐในอนาคตที่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำ จำเป็นต้องพิจารณาหลากหลายมิติ อาทิ (ก) ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งจะต้องแบ่ง Victims ประเภทกลุ่มคนเปราะบาง (เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้เจ็บป่วย มิติหญิงชาย) ออกจากบุคคลทั่วไป และ จะต้องแบ่ง Polluters ประเภท “ธุรกิจขนาดเล็ก/ย่อม” ออกจากผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือแบ่งสาขาแบบเกษตรกรรม อุตสาหกรรม บริการ ฯลฯ และ จะต้องแบ่งศักยภาพในการรับมือ (copping capacity) ของทั้งกลุ่ม Victims และ Polluters ด้วยฐานรายได้ (ความรวยความจน) (ข) ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (ถ้ามาตรการของรัฐเกี่ยวกับการหยุดหรือควบคุมกิจกรรม) ซึ่งต้องพิจารณาด้วยว่า กลุ่มผู้มีรายได้น้อย (ทั้ง formal & informal sectors) จะได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐอย่างไร และจะได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐในรูปแบบใด และ กิจกรรมใดที่จำเป็นต้องดำเนินการต่อเนื่อง (ไม่สามารถหยุดกิจกรรมได้) และ ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ เช่น ผู้ก่อฝุ่นอยู่ในเขต A และผู้รับเคราะห์อยู่ในเขต B (เช่น กรณีหมอกควันในภาคใต้และภาคเหนือของไทย) หากผู้ก่อฝุ่น (คนจน/คนชนบท) เพื่อผลิตสินค้าให้ ผู้รับเคราะห์ (คนรวย/คนเมือง) รัฐควรจะออกแบบมาตรการอย่างไร ที่จะช่วยเหลือ Victims ที่เป็นคนจนในเมือง (หรือในพื้นที่ B) หรือ ช่วยเหลือ Polluters ที่เป็นคนจนในชนบท (หรือในพื้นที่ A) เป็นต้น

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

วิพากษ์ PM2.5: ฝีมือมนุษย์หรือธรรมชาติ กับ ผอ.โปรกรีน

“ปัญหาหมอกควันในปัจจุบันเป็นฝีมือใคร”

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าเป็นช่วงนี้ของปี ตามฤดูกาล ทุกปี ผนวกกับกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นต้นตอของฝุ่นและมลพิษทางอากาศ จึงทำให้ฝุ่นและมลพิษทางอากาศถูกพัดมารวมที่เขตพื้นที่ประเทศไทย และไม่เคลื่อนย้ายระบายออกไปพื้นที่อื่น ระดับความรุนแรงของปัญหาเกิดขึ้นจากระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กว่าในอดีตที่ผ่านมา อีกนัยหนึ่ง ธรรมชาติส่งผลให้เกิดการสะสมมลพิษได้ง่าย และมนุษย์เป็นตัวเร่งความรุนแรงของเหตุการณ์ให้มากขึ้น

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่ก่อให้เกิด PM2.5 อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิง กระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า การเดินทางของประชาชน การก่อสร้าง การขนส่งสินค้า การเผาขยะ การเผาถางพื้นที่เกษตร เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ก็เกิดสารมลพิษอื่นด้วย เช่น PM10 NOx SOx CO2

“มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ต่อปัญหา PM2.5”

Negative externality กิจกรรมของมนุษย์สร้างผลกระทบเชิงลบแบบที่ตั้งใจ (สามารถปรับปรุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้สะอาดได้แต่ไม่ทำ) และแบบไม่ตั้งใจ (มีข้อจำกัดในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ)

Polluter responsibility ผู้สร้างฝุ่นและมลพิษทางอากาศ ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการบรรเทาปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้น คือ ตอนนี้เกิดปัญหาแล้วจะช่วยอย่างไร ระยะยาวคือรู้แน่ว่าปีหน้าจะต้องเกิดแบบนี้อีก จะต้องดำเนินการหรือมีมาตรการถาวรอย่างไร

Victim responsibility ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาฝุ่นและมลพิษทางอากาศก็ควรต้องดูแลตัวเองด้วย เพราะเราชื่อว่า ต้นทุนในการหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากฝุ่นและมลพิษทางอากาศ (averting expenditure) ต่ำกว่าต้นทุนในการรักษาอาการเจ็บป่วยจากฝุ่นและมลพิษนั้น

Government intervention การแทรกแซงของรัฐสามารถทำได้ 2 ระดับ คือ ต้องทำเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน หรือเกิดอย่างรุนแรงและเตรียมป้องกันไม่ทัน หรือป้องกันไม่ได้ ด้วยการทำการแจ้งเตือน (Early Warning) อย่างตรงไปตรงมาให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจสถานการณ์ และในระยะยาว รัฐต้องมีการทำ guideline ให้แก่ทั้ง polluter และ victim รู้ว่าควรทำอย่างไรเมื่อปีหน้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก (ซึ่ง ณ ตอนนี้ 14 มค. 2561 เวลา 17.00น. มีการประกาศมาตรการจากทั้ง กทม. กรมควบคุมมลพิษ)

“ประเด็นพึงสังเกต Averting Expenditure VS Oppourtunity Cost”

ในช่วงเวลานี้ของปี ทั้งปีนี้และในทุกๆ ปีถัดไป มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องชะลอหรือหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่าง เช่น งดเว้นการผลิตสินค้าบางประเภท ลดการขนส่งสินค้า งดการก่อสร้าง ปิดร้านหมูกระทะ ห้ามแม่ค้าหมูปิ้งออกมาขาย ฯลฯ หรือในอีกทาง หยุดกิจกรรมที่จะทำให้ประชาชนเสี่ยง เช่น งดกิจกรรมกลางแจ้ง ปิดโรงเรียน ปิดสวนสาธารณะ เป็นต้น ความคุ้มค่า/เหมาะสมของการงดการดำเนินกิจกรรมทั้งหลายอยู่ตรงไหน หากเราเชื่อว่า การก่อสร้าง การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า ไม่สามารถงดหรือหยุดกิจกรรมได้ เราควรห้ามกิจกรรมกลางแจ้งใช่หรือไม่ เราควรจะให้ความสำคัญ/มูลค่า/คุณค่า กับฝั่งใดมากกว่ากันระหว่าง การปรับตัวของ polluter และ การปรับตัวของ victim

“สรุป”

อันที่จริง เราควรเลิกชี้นิ้วหาคนรับผิดชอบแต่เพียงอย่างเดียว แต่เราต้องเข้าใจและช่วยกัน ทั้ง polluter victim และ government โดยในขั้นแรก ทุกคนต้องดูแลตัวเองก่อน ทั้งประเมินความเสี่ยงของตน (risk), ความเปราะบางของสมาชิกในครอบครัว (vulnerability), โอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นและมลพิษทางอากาศ (exposure) และ ความสามารถในการปรับตัวต่อปัญหา (coping capacity) เพื่อให้ผ่าน mini crisis นี้ไปให้ได้

ผู้ให้สัมภาษณ์ รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ
ผู้เรียบเรียง คุณศรัณย์ ประวิตรางกูร

เกษตรอินทรีย์กับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ธีรวีย์  ศิริภาพงษ์เลิศ

 

ในยุคที่อาหารเต็มไปด้วยสารเคมีที่ทำลายสุขภาพ มีผู้ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากการสะสมของสารพิษจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย เนื้องอก ความผิดปกติต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นต้น ทางออกสำหรับผู้รักสุขภาพจึงต้องเลือกบริโภคอาหารปลอดภัย แต่ทราบหรือไม่ว่าอาหารปลอดภัยนั้นปลอดภัยต่อสุขภาพมนุษย์ แต่ไม่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากมีการใช้สารเคมีที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงแต่ควบคุมไม่ให้เกินค่าที่กำหนดเท่านั้น

การแบ่งประเภทผัก1
ที่มา: มูลนิธินวชีวัน. (2557)

จากภาพจะพบว่าเกษตรอินทรีย์คือที่สุดของอาหารที่ดีต่อสุขภาพของทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม (เป็นผลมาจากการที่มีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด) จึงทำให้ปัจจุบันเกษตรอินทรีย์เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น โดยช่วงที่ผ่านมาเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% (กระทรวงพาณิชย์, 2560)

ตามคำนิยาม “เกษตรอินทรีย์” คือ ระบบการจัดการด้านการผลิตเกษตรแบบองค์รวม ที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ วงจรชีวภาพ โดยเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ ซึ่งหลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบจากการสังเคราะห์และไม่ใช้พืช สัตว์หรือจุลินทรีย์ ที่ได้มาจากการดัดแปลงพันธุกรรมหรือพันธุวิศวกรรม มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์ และคุณภาพที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ในทุกขั้นตอน (คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ, 2560)

แท้จริงแล้วเกษตรอินทรีย์เป็นวิทยาการที่ถูกใช้มานานกว่าพันปีเพียงแต่ไม่ได้ถูกเรียกว่า “เกษตรอินทรีย์” กล่าวคือมนุษย์ในสมัยก่อนพึ่งพาอาศัยธรรมชาติอย่างเกื้อกูลกัน ผลิตอาหารโดยการเลี้ยงสัตว์แบบปล่อยตามธรรมชาติ ปลูกพืชและดูแลดินด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน (Wieczorek, A. M. & Wright, M. G, 2012) ต่อมาเมื่อวิทยาการก้าวหน้ามากขึ้น “ปุ๋ยวิทยาศาสตร์” จึงถูกคิดค้นเพื่อความสะดวกของเกษตรกร ส่งผลให้วิถีการเกษตรแบบดั่งเดิมได้เปลี่ยนไปเป็น “เกษตรแบบทั่วไป (Conventional Agriculture)” รวมไปถึงการมีพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) เกิดขึ้น จนกระทั่งผู้บริโภคเกิดความไม่มั่นใจถึงความปลอดภัยในสินค้าที่บริโภค ประกอบกับปัจจุบันโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากขึ้น ในวงการเกษตรจึงเกิดกระแสสนับสนุนให้ใช้วิถีการทำเกษตรแบบเกษตรอินทรีย์ (Organic Agriculture)

ในช่วงหลัง “เกษตรอินทรีย์” ได้ถูกใช้ในทางการค้ามากขึ้น กล่าวคือหากให้ผู้บริโภคเลือกบริโภคสินค้าที่เป็นแบบอินทรีย์กับแบบทั่วไป ภายใต้ข้อสมมติราคาและปริมาณที่เท่ากัน ตามทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภคจะพบว่าผู้บริโภคเลือกที่จะบริโภคสินค้าแบบเกษตรอินทรีย์มากกว่าแบบทั่วไป อันเป็นผลมาจากเกษตรอินทรีย์สร้างความพอใจได้มากกว่าเนื่องจากส่งผลดีต่อทั้งสุขภาพผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม จึงทำให้ผู้ซื้อส่วนใหญ่ที่ซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ (ทั้งระดับบุคคลและโรงงานแปรรูป) เลือกซื้อสินค้าอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ แต่อีกนัยหนึ่งการรับรองมาตรฐานช่วยยกระดับภาพพจน์ของกระบวนการเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะเป็นการเกษตรที่ช่วยอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม (มูลนิธิสายใยแผ่นดิน, 2552) ซึ่งบทความนี้จะอธิบายรายละเอียดของเกษตรอินทรีย์ในแง่ของการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในปัจจัยต่าง ๆ

 

  1. เกษตรอินทรีย์กับดิน

การที่เกษตรอินทรีย์เน้นการใช้อินทรียวัตถุต่าง ๆ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เพื่อปรับปรุงดินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อินทรียวัตถุดังกล่าวจะถูกย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุอาหารพร้อมกับเพิ่มคาร์บอนอินทรีย์ให้กับดินอีกด้วย

Ingham, E.R. (1999) ศึกษาพบว่าดินที่ใช้ปลูกพืชอินทรีย์ มีคุณภาพดีกว่าดินที่ใช้ปลูกพืชด้วยวิธีการแบบทั่วไป กล่าวคือดินอินทรีย์เพียง 1 ช้อนชา มีแบคทีเรียกว่า 15,000 ชนิด และมีปริมาณมากถึง 600-1,000 ล้านเซลล์ แต่ในทางกลับกันดินที่ผ่านการใช้สารเคมี 1 ช้อนชา จะพบแบคทีเรียที่มีประโยชน์เพียงแค่ 100 ชนิดเท่านั้น นอกจากนั้นการที่พบสิ่งมีชีวิตจำนวนมากในดิน จึงเป็นที่มาของคำว่า “ดินมีชีวิต”

การสึกกร่อนของหน้าดินส่งผลให้ดินจะมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ หากใช้วิธีการปลูกพืชแบบอินทรีย์สามารถช่วยลดอัตราการสึกกร่อนของหน้าดินได้ กล่าวคือเมื่อไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีกำจัดวัชพืช ทำให้วัชพืชชนิดที่มีประโยชน์สามารถเติบโตได้ ซึ่งวัชพืชสามารถช่วยลดแรงประทะหน้าดินจากฝนได้ และวัชพืชบางชนิดที่มีระบบรากดีจะช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดินตามพื้นที่ลาดชัน นอกจากนั้นเมื่อวัชพืชตายลงยังย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้

 

  1. เกษตรอินทรีย์กับน้ำ

เกษตรอินทรีย์สามารถช่วยป้องกันการเกิดปรากฏการณ์น้ำเขียว (Algae bloom) หรือ ปรากฏการณ์ที่เกิดการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของสาหร่าย ส่งผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์ (กระทบต่อผู้ดื่มน้ำหรือแม้กระทั่งผู้ลงไปว่ายน้ำ อาจทำให้ตับเสียหายและทำลายระบบประสาท) สัตว์ทะเล (สาหร่ายปกคลุมผิวน้ำปริมาณมากส่งผลให้น้ำขาดออกซิเจน) และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ นอกจากนั้น  Algae bloom ยังส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยว (ความสวยงามลดลง) และเศรษฐกิจของท้องถิ่น แม้ว่าสาเหตุของการเกิด Algae bloom มีหลายประการ แต่สาเหตุหลักเกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งเกษตรอินทรีย์ไม่อนุญาตให้ใช้สารเคมี ดังนั้นจึงสามารถช่วยลดปัญหา Algae bloom ดังกล่าวได้ (Fred, 2000)

 

  1. เกษตรอินทรีย์กับความหลากหลายทางชีวภาพ

ความหลากหลายทางพันธุกรรม เกษตรอินทรีย์มีข้อห้ามในการใช้สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมรวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมในการผลิต แปรรูป และการจัดการผลผลิต เพราะสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนทางพันธุกรรมกับพืชท้องถิ่นและหายไปในที่สุด

Conventional&Organic
ที่มา: Letourneau & Bothwell. (2008)

จากภาพเป็นการเปรียบเทียบความหลากหลายทางชีวภาพของฟาร์มที่ทำเกษตรแบบทั่วไป (Conventional) กับแบบอินทรีย์ (Organic) ใน 3 กลุ่มสิ่งมีชีวิต ได้แก่ สัตว์กินพืช (Herbivores) แมลง (Parasitoids) สัตว์ผู้ล่า (Predators) ซึ่งผลการศึกษาพบว่าฟาร์มที่ทำการเกษตรแบบอินทรีย์มีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าแบบทั่วไปทั้ง 3 กลุ่ม การที่ระบบนิเวศมีความหลากหลายจะมีส่วนช่วยให้พื้นที่มีความต้านทานต่อความแปรปรวนของสภาพแวดล้อมได้

 

  1. เกษตรอินทรีย์กับพลังงาน

ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ใช้พลังงานต่ำกว่าฟาร์มทั่วไปทั้งทางตรง (น้ำมันในเครื่องสูบน้ำ รถแทรกเตอร์ การแปรรูป-บรรจุ การขนส่ง) และทางอ้อม (ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช การชลประทาน) เนื่องจากไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ระบบการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์อย่างหนาแน่นอันเป็นระบบที่ใช้พลังงานมาก (เช่น การสูบน้ำ การใช้ไฟส่องสว่าง) นอกจากนั้นเกษตรกรที่ใช้วิธีแบบอินทรีย์บางส่วนเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนซึ่งเป็นการอนุรักษ์พลังงาน (คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549)

 

  1. เกษตรอินทรีย์กับภาวะเรือนกระจก

ภาคเกษตรกรรมปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 11% ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (Center for Climate and Energy Solutions, 2013) ซึ่งประกอบด้วย ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และอื่น ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาโลกร้อน แต่เกษตรอินทรีย์สามารถช่วยบรรเทาปัญหาก๊าซเรือนกระจกได้ดังนี้ (คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549)

  • การใช้อินทรียวัตถุปรับปรุงดิน จะช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ซึ่งอินทรียวัตถุในดินสามารถช่วยดูดซับคาร์บอนลงดินได้ แต่การใช้ปุ๋ยเคมีจะส่งผลให้ปริมาณอินทรียวัตถุในดินลดลงและดูดซับคาร์บอนได้น้อยลง
  • เกษตรอินทรีย์ส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียนซึ่งช่วยกักเก็บคาร์บอน โดยเกษตรอินทรีย์กักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าถึง8 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์/ไร่
  • มีการศึกษาหากมีฟาร์มขนาดกลางในสหรัฐอเมริกา 10,000 ฟาร์ม เปลี่ยนรูปแบบการปลูกจากเกษตรแบบทั่วไปมาปลูกแบบอินทรีย์ จะสามารถกักเก็บคาร์บอนลงดินได้เทียบเท่ากับการใช้รถ 1,174,400 คัน หรือเท่ากับการขับรถ 23,527,966,000 กิโลเมตร (Chait, 2018)

ในทางกลับกันยังมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่ขัดแย้งกับข้อ 4. และ 5. ดังเช่นงานวิจัยของ Bos et al. (2014) ซึ่งศึกษาเปรียบเทียบระหว่างเกษตรอินทรีย์และเกษตรแบบทั่วไป ในแง่ของการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลการศึกษาพบว่าการปลูกแบบอินทรีย์ มีการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าแบบทั่วไป ทั้งนี้หากมองเฉพาะในแง่ของการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สิ่งที่ควรนำมาพิจารณาอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิธีการปลูก แต่ขึ้นอยู่กับบรรจุภัณฑ์ที่นำมาใช้ว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ กล่าวคือรูปแบบการปลูกไม่ใช่เรื่องสำคัญหากใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายยากซึ่งจะส่งผลให้เกิดขยะสะสมมากขึ้นและเกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจกในที่สุด

 

เกษตรอินทรีย์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเกษตรแบบทั่วไปในหลายมิติ ได้แก่ จุลินทรีย์ในดินที่มากกว่า ลดการสึกกร่อนของหน้าดิน ลดการเกิดปรากฏการณ์น้ำเขียว (Algae bloom) มีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่าและช่วยบรรเทาปัญหาก๊าซเรือนกระจก สำหรับประเด็นการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังมีงานวิจัยที่สรุปแตกต่างกัน กล่าวคืองานวิจัยจำนวนหนึ่งสรุปว่าเกษตรอินทรีย์ดีกว่า แต่อีกจำนวนหนึ่งสรุปว่าเกษตรแบบทั่วไปดีกว่า ทั่งนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่วิธีการปลูก แต่เป็นเรื่องของวัสดุและอุปกรณ์ที่นำมาใช้นั้นทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่

สิ่งแวดล้อมเปรียบเสมือนร่างกายของมนุษย์ ซึ่งมีกลไกในการกำจัดสารพิษด้วยตัวเอง หากรับสารพิษและสะสมจนถึงจุดหนึ่ง ก็จะแสดงอาการออกมา ยิ่งหากได้รับสารพิษ ณ จุดที่ไม่สามารถรับเพิ่มได้อีกแล้ว ก็จะแสดงอาการรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต คล้ายกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอมด้วยตัวเองได้ทันท่วงที จนกระทั่งเกิดปัญหาในที่สุด เช่น ปัญหาดินเสื่อมโทรม น้ำเสีย การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น  ดังนั้นหากคนรุ่นปัจจุบันช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งคนรุ่นถัดไปมีสวัสดิภาพไม่ลดลงหรือมีทางเลือกต่อสิ่งแวดล้อมไม่น้อยไปกว่าคนรุ่นปัจจุบัน จึงจะสามารถสรุปได้ว่าเกิดการบริโภคที่ยั่งยืนโดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

 

 

อ้างอิง

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์. (2557). “พาณิชย์”เผยเว็บไซต์เกษตรอินทรีย์ออนไลน์ (WWW.KASETIN-C.COM). สืบค้นเมื่อ 14 ตุลาคม 2561, จาก http://organic.dit.go.th/News.aspx?id=179

เขมรัฐ เถลิงศรี, และ สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน. (2560). ธุรกิจการเกษตรบนพื้นที่สูงกับความยั่งยืน บทเรียนและข้อเสนอแนะในการพัฒนา (น. 1-18). กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (2560). ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (พ.ศ.2560-2564). กรุงเทพฯ: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร.

คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2549). เกษตรอินทรีย์กับเศรษฐกิจการค้าที่ยั่งยืน, โครงการนโยบายสาธารณะเพื่อความปลอดภัยด้านอาหารและเศรษฐกิจการค้าที่ยั่งยืน (น. 69-96). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

มูลนิธินวชีวัน. (2557). การแบ่งระดับความปลอดภัยของผลผลิตการเกษตร. สืบค้นเมื่อ 1 ตุลาคม 2561, จาก http://www.nawachione.org/articles/การแบ่งระดับความปลอดภัยของผลผลิตการเกษตร/

มูลนิธิสายใยแผ่นดิน. (2552). ทำไมควรตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์. สืบค้นเมื่อ 2 ตุลาคม 2561, จาก http://www.greennet.or.th/article/1331

Chait, Jennifer. (2018). How Organic Farming Benefits the Environment. Retrieved October 1, 2018, from https://www.thebalancesmb.com/environmental-benefits-of-organic-farming-2538317

Letourneau, Deborah K. & Bothwell, Sara G. (2008). Comparison of organic and conventional farms: challenging ecologists to make biodiversity functional, The Ecological Society of America

Fred S. Conte (2000). Pond fertilization: initiating an algal bloom, Western Regional Aquaculture Center. California, USA: University of California Davis.

Ingham, E.R. (1999). The Soil Biology Primer. Chapter 3. The Living Soil: Bacteria. NRCS Soil Quality Institute, USDA.

Bos, Jules F.F.P., Janjo de Haan, Wijnand Sukkel & René L.M. Schils. (2014). Energy use and greenhouse gas emissions in organic and conventional farming systems in the Netherlands. NJAS – Wageningen Journal of Life Sciences 68, 61-70

Wieczorek, A. M. & Wright, M. G. (2012). History of Agricultural Biotechnology: How Crop Development has    Evolved. Nature Education Knowledge. Retrieved October 2, 2018, from https://www.nature.com/scitable/knowledge/library/history-of-agricultural-biotechnology-how-crop-development-25885295

The MATTER : มองการท่องเที่ยวแบบเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม กับ รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

Tha Matter

เริ่มเข้าใกล้ช่วง high season ของการท่องเที่ยวไทย หลายคนอั้นวันหยุดไว้เพื่อมาปล่อยเอาเต็มที่ปลายปี คุณคงนั่งอ่านรีวิว เปิดดูวิวในอินสตราแกรม อ่านโฆษณานู่นนี่จนจิตใจเตลิด หรือจองทริปสุดรื่นเริงต่างจังหวัดราวกับร่างกายเรียกร้องให้กลับไปใกล้ชิดธรรมชาติอีกครั้ง สถานที่เที่ยวสุดฮิตในโลกออนไลน์ตามเก็บครบหรือยัง?

นักท่องเที่ยวเองอาจจะมีเส้นบางๆ เส้นหนึ่งที่แยกความแตกต่างระหว่างเที่ยวเพื่อ ‘กระจายรายได้’ กับเที่ยวเพื่อ ‘ไปใช้ทรัพยากรบ้านเขา’ ซึ่งให้ผลลัพธ์ระยะยาวต่อทรัพยากรประเทศต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณจังหวัดแนวชายฝั่งซึ่งเป็นพื้นที่มูลค่าสูง และถูกตักตวงทรัพยากรไปใช้ประโยชน์จนเสื่อมโทรม ทะเลไม่ได้มีแค่ชายหาดและคลื่นสวย ธรรมชาติถักทอพันเกี่ยวมากกว่านั้นระหว่างวิถีชีวิตมนุษย์และทรัพยากร

007
ที่มา : The MATTER

“ถ้าคุณอยากเห็นการท่องเที่ยวไทยที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไร ให้คุณลองไปเที่ยวหลังช่วง high season ดูสิ คุณจะเห็นทุกอย่างเละไปหมด คุณจะเห็นการท่องเที่ยวชนิดตักตวงทรัพยากรจนสถานที่เสื่อมโทรม คุณจะเห็นขยะที่คนก่อนหน้าทิ้งไว้ น้ำในโรงแรมคุณจะไม่ไหล อาหารที่คุณอยากกินจะไม่มี  นี่เป็นเพียงสิ่งที่คุณต้องเผชิญแค่ช่วงเวลาวันหยุด แต่กลับเป็นสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญตลอดทั้งชีวิต”

“สิ่งที่คุณทำเพียงเขียนรีวิวตำหนิสถานที่นั่นว่า แย่ ไม่ประทับใจ เสียความรู้สึก แต่คุณกลับไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของการรับผิดชอบนั้นเลย”

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิจัย ชวนเราคิดถึงความหมายของการท่องเที่ยวในนิยามใหม่ ที่มองลึกไปถึงทรัพยากรการท่องเที่ยวว่าทุกอย่างที่คุณใช้ ‘ล้วนมีที่มาที่ไป’ ไม่ได้เสกขึ้นมา เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง และเงินซ่อมทุกอย่างไม่ได้ หากนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่มองด้วยสายตาแบบ ‘เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม’ คุณอาจจะขนลุกกับการท่องเที่ยวครั้งที่ผ่านๆ มา …เราโยนความรับผิดชอบไว้ให้คนอื่นเสมอ

“คำถามก็คือ เราจะเรียกการท่องเที่ยวเช่นนี้ว่า การกระจายรายได้สู่สังคม หรือไปตักตวงใช้ทรัพยากรของเขามา?

“อย่าคาดหวังการท่องเที่ยวที่ได้ตามอย่างโฆษณา เพราะคุณจะไม่ได้สิ่งนั้น”

002
ที่มา : The MATTER

อาจารย์นิรมลเป็นหนึ่งในนักวิจัยที่สนใจศึกษา ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ หรือ Blue Economy คำที่เริ่มคุ้นหูในช่วง 5-6ปีที่ผ่านมา ว่าด้วยฐานเศรษฐกิจทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่กำลังมีความเปราะบางอ่อนไหว จากการที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรบนบกจนร่อยหรอลงเรื่อยๆ ผลกระทบของ climate change อันรุนแรงเห็นเป็นประจักษ์ และการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำหรือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศจากการขยายตัวของเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจนำมาสู่งานวิจัยขนาดใหญ่ชื่อว่า ‘โครงการศึกษาแนวโน้มของการพัฒนาจังหวัดชายฝั่งทะเลของไทยเพื่อเข้าสู้สู่เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ โดยการสนับสนุนของสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ประเด็นการท่องเที่ยวจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสีน้ำเงินขนาดใหญ่ ที่เราควรตระหนักว่า เที่ยวอย่างไรให้รู้ว่าทรัพยากรมีวันหมด

The MATTER : ก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินชื่อ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ทำไมในระยะหลังเราได้ยินคำว่า เศรษฐกิจสีน้ำเงิน หรือ Blue Economy บ่อยขึ้น

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : Blue Economy หรือ เศรษฐกิจสีน้ำเงิน เป็นส่วนหนึ่งของ Green Economy แต่มีพื้นที่ส่วนหนึ่งมันอยู่ในทะเล ประเทศที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลเริ่มตระหนักแล้วว่า ปัจจุบันมีภาระหน้าที่ ‘เกินกว่า’ คนชายฝั่งทะเลจะรับมือได้หมด มีการทำประมงผิดกฎหมาย การรุกล้ำน่านน้ำ เรือขนาดใหญ่เดินเรือแกล้งเรือขนาดเล็ก มันเกิดการเบียดเบียนกันเองระหว่างมนุษย์ อีกทั้งยังเบียดเบียนธรรมชาติ ทั่วโลกจึงมีความเห็นว่า เราควรมี Blue Economy เศรษฐกิจทางทะเลชายฝั่งอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และมีความเป็นสีน้ำเงินเพื่อให้เกิดความอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้นควบคู่กัน

ถ้าให้คุณมองจากนอกโลก โลกเราเป็นสีน้ำเงิน มีปริมาณน้ำถึง 3 ใน 4 ส่วนของพื้นที่โลก ภาพของเศรษฐกิจสีน้ำเงินจึงถูกทำให้ชัดขึ้น พอพูดปุ๊บคนเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญ ขณะนี้เรามีแรงกดดันพื้นที่บนบกเยอะ ทั้งการใช้ที่ดิน อาหารที่ไม่พอ ดังนั้นการที่เราหวนกลับมาดูแลทรัพยากรทางทะเลด้วย เราจะสามารถช่วยเยียวยาความหิวโหยของประชากรบนโลกได้

003
ที่มา : The MATTER

The MATTER : เราเคยเชื่อว่าธรรมชาติจะเยียวยาตัวเอง มหาสมุทรเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราปล่อยมันไปตามธรรมชาติให้สร้างสมดุลเอง เราสามารถรอได้ไหม

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : กลไกทางธรรมชาติเป็นของมันเช่นนั้นอยู่แล้ว มีมานานกว่าสิ่งมีชีวิตในโลก แต่ในยุคแรกๆ ประชากรมนุษย์ยังไม่เยอะ เราผลิตขยะน้อยแล้วก็ปล่อยไหลไปตามน้ำเป็นเรื่องปกติ น้ำเสียลงมาผสมกับน้ำจืดและน้ำเค็ม ธรรมชาติก็บำบัดน้ำไปตามกลไก แต่ตอนนี้ขยะมันมากขึ้น ธรรมชาติเองแก้ไม่ทัน ปัจจุบันเราเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า ‘คนทำร้ายทะเล’ เพราะพวกเราอยู่ห่างไกลจากทะเลมากขึ้น ระยะทางเป็นปัจจัย เราก็ไม่เคยรับรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำส่งผลต่อทะเลอย่างไร เราไม่ได้สนใจทะเลเหมือนแต่ก่อน เพราะเราไม่เคยต้องใช้ชีวิตใกล้ชิด คุณทิ้งขยะที่จังหวัดหนึ่งมันลอยไปปากแม่น้ำ จนไหลไปกองรวมกันที่มหาสมุทร เราแทบไม่เห็นความเชื่อมโยงกับมันเลย

วิถีธรรมชาติบำบัดจัดการยาก ประกอบกับเราสร้างสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ ธรรมชาติที่มีมันเปลี่ยนทิศเปลี่ยนทาง มนุษย์เราเกิดเยอะกว่าธรรมชาติ ปัญหาเหล่านี้เลยไม่ง่ายที่ต้องบริหารจัดการซึ่งแตกต่างจากวิธีการที่เราทำบนบก

The MATTER : ความท้าทายของการจัดการในทะเลที่ต่างจากบนบกอย่างชัดเจนคืออะไรบ้าง

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : แผ่นดินมีขอบเขตขัณฑสีมาชัดเจน แต่ทะเลไม่มี  ทั้งที่ทะเลเองมีความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านมากมายไปหมด และยังเป็นสมบัติร่วมของมวลมนุษยชาติที่เรียกว่า ‘ทะเลหลวง’  ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นพื้นที่อยู่นอกเขตของแต่ละประเทศอีก ซึ่งสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้มีขยะจากทุกประเทศไปกองรวมกันอยู่ที่ทะเลหลวง บางคนใช้โอกาสที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของนี้เอากากของเสียอันตรายไปทิ้ง

ทรัพยากรทางทะเลไม่ได้เป็นของประเทศใดประเทศหนึ่ง ขอบเขตของทะเลก็ไม่ชัดเจน และทรัพยากรอย่าง ปลา มันสามารถว่ายเปลี่ยนถิ่นอาศัยไปเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นของผู้ใดคนหนึ่ง มันจึงเป็นส่วนที่ท้าทายว่าเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

004
ที่มา : The MATTER

The MATTER : ในประเทศไทยเราเองจัดการเรื่องนี้อย่างไร

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : ประเทศไทยเราก็มีขอบเขตที่ไม่ชัดเจน ไทยมี 24 จังหวัดติดชายฝั่งทะเล คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเขาข้ามไปทะเลจังหวัดไหน ซึ่งทะเลไม่มีการลากเส้นชัดเจน  แผนที่ทะเลจึงต้องมีความชัดเจนมากขึ้น อำเภอแต่ละอำเภอมีความรับผิดชอบแค่ไหน นับว่าเป็นความท้าทายพอสมควร

ทะเลมีความเป็นทรัพยากรส่วนร่วมเยอะ ทุกคนวิ่งไปใช้ประโยชน์  แต่การพังทลายเกิดขึ้น ความเสียหายนี้ใครจะรับผิดชอบ ก็ยังหาคนดูแลไม่ได้ จะหาหน่วยงานชายฝั่งหน่วยเดียวที่รับผิดชอบพื้นที่เป็นพันกว่ากิโลเมตรก็ยากลำบาก จังหวัดก็จะไม่รู้จักความเป็นเจ้าของ กฎหมายที่ดูแลดันมีหลายฉบับและไม่สอดคล้องกัน กฎมายท่าเรืออย่างหนึ่ง กรมเจ้าท่าอีกอย่างหนึ่ง  พอจะดูแลป่าชายเลนก็อีกกฎหมายหนึ่ง  ทั้งๆ ที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน หาคนรับผิดชอบไม่ได้ แต่พอหาได้ คนก็อาจจะเกี่ยงกันนิดนึง

005
ที่มา : The MATTER

The MATTER : การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งใน ‘มูลค่า’ ที่ประเทศเราตักตวงจากทะเลได้อย่างมหาศาล อาจารย์มองว่าการท่องเที่ยวของเราเป็นแบบไหน

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : เราเห็นมูลค่าชัดเจนนะ  แต่ไม่ได้เห็นจากทะเลล้วนๆ ต้องผ่านกรอบการท่องเที่ยวทะเล เราไปเที่ยวแล้วไม่มีความรู้สึกไปทำความสะอาดชายหาด เราไม่รู้สึกว่าการที่เราลงเรือสกู๊ตเตอร์ไปมาก่อคลื่นที่เปลี่ยนทิศทางสามารถทำลายชายหาดได้  บัดนี้มันเห็นผลแล้วถ้าคุณไปดูกรณีของพัทยาหรือบางแสน คำถามคือ นักท่องเที่ยวอย่างเกาะพะงันที่ไปฟูลมูนปาร์ตี้ได้ลงเก็บขยะหรือเปล่าหลังจากงานเลิก ตอนนี้ใช้ระบบรณรงค์มากกว่าที่จะสร้างจิตสำนึก ทุกคนตระหนัก แต่ไม่ยอมปฏิบัติ

การโปรโมตการท่องเที่ยวเราไม่เคยใช้โอกาสแบบนี้ เรากินข้าวเสร็จเราลุกจากโต๊ะอาหารทันที พูดรุนแรงหน่อยคือ สะบัดก้นออกไปเลย เราไม่ได้ใส่ใจว่าคนที่อยู่ตรงนั้นเขาทำอะไรต่อ

006
ที่มา : The MATTER

The MATTER : มันเป็นหน้าที่ของเราเท่านั้นหรือเปล่า

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : ทำไมผู้บริโภคต้องใส่ใจ? ต้องไปตามดูทุกครั้งหรือว่าขยะร้านนี้ทิ้งอย่างไร มันคงไม่ใช่หน้าที่ของเราซะทีเดียว แต่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน เรายังไม่เคยเห็นการบริหารน้ำจืดน้ำเค็มจากแหล่งท่องเที่ยวที่เราไป เราเรียกร้องที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ไหม เวลาพูดถึงน้ำเสีย ประเทศเราจะไม่ยอมให้ใครเห็น จะเอาไปแอบๆ ซะ ในขณะบางประเทศจะเปิดให้เห็นทิศทางการไหลของน้ำว่าลงทะเลอย่างไร พอคนได้เห็นความเป็นจริง พวกเขาจะรับรู้สถานการณ์ที่คนริมฝั่งกำลังเผชิญอยู่  การท่องเที่ยวของเราลูบหน้าปะจมูกเกินไป กลัวคนเห็นสิ่งไม่ดี

007
ที่มา : The MATTER

The MATTER : การโปรโมตการท่องเที่ยวของประเทศไทยมีปัญหา?

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : การท่องเที่ยวของเราละเลยการทำผังเมือง เราอยากส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมธุรกิจโฮมสเตย์ ร้านอาหาร การพักผ่อน แต่ขาดการวางแผนว่าโซนไหนเหมาะสม  มีน้ำประปาเข้าถึงหรือยัง มีระบบถ่ายเทน้ำเสียไหม ระบบการดูแลขยะจัดการอย่างไร คือเราส่งเสริมอย่างเดียวจน ‘ลืม’ ความสะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกด้วย จากนั้นผู้ประกอบการจะดิ้นรนกันเอง เพราะเราไม่มีสิ่งรองรับเขาไว้ เขาก็จะไปเบียดเบียนกันเอง เบียดเบียนคนอื่น หากการท่องเที่ยวมีการวางแผนไว้สำหรับผู้ประกอบการ  คนเที่ยวก็สบายใจ คนจัดการก็สบายใจ

เวลาไปเที่ยวเราทิ้ง ‘รอยเท้า’ ไว้เสมอ มีใครคนจัดการไหม เศษขยะที่เราทิ้งมีใครจัดการต่อหรือเปล่า อาบน้ำในโรงแรง น้ำสะอาดมาจากไหน คนเราไม่เคยตั้งคำถาม แต่ถ้าเมื่อไหร่น้ำไม่ไหลไฟดับ โกรธเชียว ไปรีวิวว่าโรงแรมนี้ไม่ดี อย่าไป  แต่ในความเป็นจริงเราไปแย่งน้ำแย่งไฟเขาใช่ไหม เราเป็นคนนอกต่างหาก ไม่ใช่คนในพื้นที่

เราลืมนึกถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม การจัดการบางอย่างเราใช้ระบบ top down คิดว่าตรงนี้เหมาะสม เกิดจากการที่กลุ่มคนชุดหนึ่งบอกว่าพื้นที่ตรงนี้ดี โปรโมตการท่องเที่ยวเลย ปรากฏว่าคนส่งเสริมเป็นคนนอกพื้นที่ คนในพื้นที่ถูกละเลย ไม่ดึงเข้ามามีส่วน

ถ้าจะให้เจาะลึกไปก็คือ หัวหินและชะอำมีปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรง ภูเก็ตเองเริ่มมีปัญหาไฟฟ้าและน้ำจืด โชคดีจังหวัดในภาคใต้เป็นจังหวัดที่มีฝนตกชุก น้ำประปาจึงจะไม่เดือดร้อนเท่ากับไฟฟ้าที่กระชากดับเป็นพักๆ ภาคใต้ฝั่งตะวันออกไฟฟ้ายังไม่น่าเป็นห่วง แต่เปราะบางเรื่องน้ำจืด น้ำประปา เพราะเขาไม่มีแม่น้ำ แล้วจะเอาน้ำจากไหน ตอนนี้มีการผันน้ำข้ามจังหวัด จากเขื่อนเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจาน ผันไปที่หัวหินเพราะน้ำไม่พอใช้  แต่ตอนนี้กลับมีโรงแรมใหม่เกิดขึ้นมากมาย เรื่องเหล่านี้ต้องวิเคราะห์ให้รอบด้านเพื่อให้คนในพื้นที่ได้รับรู้ นักท่องเที่ยวต้องรู้ด้วย ไม่ใช่นักท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย

008
ที่มา : The MATTER

The MATTER : พฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบไหนที่ยั่งยืนและอาจารย์อยากให้เปลี่ยนมุมมอง

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : อยากให้ลองเปลี่ยนไปเที่ยวหลังฤดูท่องเที่ยว คือหมดซีซั่นท่องเที่ยวในวันสุดท้าย จังหวะนั้นให้ลองไปเที่ยวดู ท่านจะเห็นความเสื่อมโทรมของพื้นที่ สนามหญ้าถูกเหยียบไปหมด หาดทรายเละ ขยะเป็นกองๆ ชักโครกก็ไม่ลง ร้านอาหารสั่งอะไรไปก็หมด ถ้าเราเห็นแบบนี้จะรู้สึกอย่างไร?

คุณอาจโวยไม่มาแล้ว จะไปเที่ยวช่วงต้นฤดูแทน ไอ้แบบนี้ก็กลับมาอีกเป็นลูปเดิม พฤติกรรมการเที่ยวของเราไม่จำเป็นต้องเฮโลไปตามแฟชั่น ต้องเที่ยวแบบ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’

รัฐบาลพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง อำเภอรอง อันนี้ก็เป็นทางออกประเภทหนึ่ง แต่หากพื้นที่ไม่รองรับก็เป็นปัญหาเดิมอีก อยากให้ทุกท่านกระจายเวลาเที่ยว หลีกเลี่ยงความแออัด อย่าคาดหวังว่าจะต้องตามกระแสเฟซบุ๊ก ใครลงก่อนเก๋ก่อน  เราต้องเข้าใจว่าทรัพยากรของเรามีจำกัด ประมงมีฤดูกาล ปลา กุ้ง ปลาหมึกมีฤดูพักอาศัย บางฤดูไม่ควรกินก็ต้องเข้าใจ ถ้ากระจายเวลาเที่ยวก็จะเป็นการกระจายการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

กลับมาสู่ความคิดตั้งต้นว่า คุณไปเที่ยวเพื่ออะไร ‘กระจายรายได้’ หรือ ‘ไปใช้ทรัพยากรบ้านเขา’ ถามตัวเองเช่นนี้ทุกครั้งก่อนเดินทาง และทะเลไทยจะยังเป็นสถานที่มอบความทรงจำที่ดีได้อีกสักระยะ

009
ที่มา : The MATTER

 

ที่มา : The MATTER
Link :https://thematter.co/byte/travel-with-blue-economy-mind/62125

การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง กติกาการจัดสรรน้ำผ่านกระบวนการเกม

“โครงการเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย” โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง กติกาการจัดสรรน้ำผ่านกระบวนการเกม ในวันที่ 28 กันยายน 2561 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส

DSC_0316
รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ ประธานโครงการฯ

“โครงการเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย” ได้จัดกิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้น เพื่อนำเสนอเครื่องมือและกลไกทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดสรรน้ำ ที่เชื่อมโยงมิติทางเศรษฐกิจ สังคม โดยคำนึงถึงความมั่นคงด้านอาหารและทรัพยากรน้ำ และ เพื่อให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการจัดสรรน้ำสามารถเข้าใจในเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ (ค่าใช้จ่ายด้านน้ำ หรือการกำหนดโควตาการใช้น้ำ) เครื่องมือทางสังคม (กติกาทางสังคม) และเครื่องมือทางกายภาพ (ระบบชลประทาน อ่านเก็บน้ำ) ในการจัดสรรน้ำ ตลอดจน เพื่อระดมสมองข้อเสนอแนะเกณฑ์การจัดสรรน้ำใน 10 ปีข้างหน้า สำหรับการบริหารงานลุ่มน้ำในประเทศไทย ผ่านกระบวนการเกมกระดาน (board game) ในโอกาสนี้มีตัวแทนจากหน่วยงานราชการเข้าร่วมการประชุม ดังนี้

  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
  • กรมทรัพยากรน้ำ
  • กรมชลประทาน
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
  • สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)
  • การประปานครหลวง
  • การประปาส่วนภูมิภาค
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • กรมเจ้าท่า
  • กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
  • สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  • กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรุงเทพมหานคร
  • สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง
DSC_0281
แบ่งเป็น 2 ลุ่มน้ำ ลุ่มน้ำละ 3 กลุ่ม ได้แก่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

รูปแบบเกมแบ่งเป็น 2 ลุ่มน้ำ โดยแต่ละลุ่มน้ำประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มต้นน้ำ กลุ่มกลางน้ำและกลุ่มปลายน้ำ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีสมาชิก 5-6 คน จำลองให้ผู้เล่นแต่ละกลุ่มคือคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย ทำหน้าที่บริหารจัดการในพื้นที่ซึ่งมีทรัพยากรน้ำเป็นปัจจัยหลักในการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้ข้อจำกัดและสถานการณ์ของแต่ละกลุ่มซึ่งจำลองมาจากเหตุการณ์จริง

DSC_0336
บอร์ดเกมการบริหารจัดการน้ำ

ในเกมดำเนินมาตรการจัดสรรทรัพยากรน้ำจากส่วนกลางแบ่งเป็น 3 มาตรการ ได้แก่

  1. มาตรการสั่งการจากส่วนกลาง (Command & Control) คือการกำหนดจากรัฐส่วนกลางว่าจะจัดสรรน้ำให้แต่ละพื้นที่ปริมาณเท่าใดและให้พื้นที่ใดก่อน (ในกรณีที่มีน้ำไม่เพียงพอแก่ทุกกลุ่ม) ตามที่รัฐส่วนกลางเห็นสมควร
  2. มาตรการเก็บค่าน้ำ (Water Fee) เนื่องจากปัจจุบันน้ำชลประทานประเทศไทยเป็นสินค้า (ฟรี) ที่กีดกันผู้ใช้ไม่ได้แต่ใช้แล้วสามารถหมดไป (Common Goods) จึงเกิดปัญหาการใช้ทรัพยากรน้ำแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา (tragedy of the commons) และทำให้ทรัพยากรน้ำขาดแคลนในที่สุด จึงเกิดมาตรการเก็บค่าน้ำขึ้นเพื่อให้ราคาเป็นกลไกกำหนด เมื่อน้ำมีราคาทำให้ผู้ใช้น้ำเห็นคุณค่าของทรัพยากรและใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  3. มาตรการแลกเปลี่ยนโควตาการใช้น้ำ (Transferable Quota) เป็นมาตรการที่รัฐส่วนกลางจัดสรรน้ำให้เท่ากันทุกกลุ่ม ต่อมาหากกลุ่มใดมีความต้องการใช้น้ำน้อยกว่าที่ได้รับจัดสรรสามารถนำน้ำไปขายให้กลุ่มที่มีน้ำไม่พอใช้ ซึ่งราคาและปริมาณซื้อขายขึ้นอยู่กับการเจรจาของผู้ซื้อและผู้ขาย
DSC_0321
อ.ชล บุนนาค เป็นกระบวนกรนำเล่นเกมการบริหารจัดการน้ำ

หลังจากเล่นจากเกมกระดาน ผู้เข้าร่วมมีความเห็นดังนี้

  • ค่าน้ำประปาในเมืองท่องเที่ยวควรเก็บค่าธรรมเนียมใช้น้ำเพิ่ม เนื่องจากภาครัฐไม่สามารถปล่อยให้เมืองท่องเที่ยวขาดน้ำได้ จึงทำให้เมืองท่องเที่ยวมีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดเมื่อเทียบกับบางแห่งที่ช่วงแล้งไม่มีน้ำใช้
  • การบริหารจัดการน้ำ ยังมี Demand ไม่เท่ากับ Supply กล่าวคือบางพื้นที่มี Demand และมีเงินซื้อน้ำ แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งน้ำ (ทั้งด้านกายภาพและนวัตกรรม) ในปัจจุบันยังไม่มีความพร้อม จึงไม่สามารถเกิดตลาดขึ้นได้
  • เกณฑ์การคิดค่าน้ำควรมาจากค่าลงทุนและค่าบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งน้ำ ค่าดำเนินการเพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำ และนำเงินเข้ารัฐ นอกจากนั้นควรรวมต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์
  • เสนอให้มีการพิจารณาเรื่องกำหนดโควตาและเก็บค่าน้ำจากแหล่งน้ำไม่เคยเก็บ ได้แก่ น้ำฝน (ที่มาจากฝนเทียม) น้ำท่า น้ำบาดาล
  • ควรมีการระดมความคิดเห็นร่วมกันของ ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเกื้อกูลในการใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกันทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว และภาคครัวเรือนเป็นต้น
  • หากในอนาคตมีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นระบบจัดสรรน้ำที่ดีขึ้น ควรให้ผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนทราบข้อมูลและข้อจำกัดของระบบ เพื่อให้ภาครัฐและผู้ใช้น้ำเองสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

เปิดแล้ว! ทางเชื่อมผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน อุโมงค์สัตว์ข้ามแห่งแรกของไทย

เปิดแล้ว! ทางเชื่อมผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน อุโมงค์สัตว์ข้ามแห่งแรกของไทย

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2562 กรมทางหลวงได้เปิดใช้ทางเชื่อมผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน บนทางหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย อย่างเป็นทางการวันแรก โดยด้านล่างของอุโมงค์เป็นถนนให้รถสามารถสัญจรผ่านไปมาได้ พร้อมทั้งมีการติดรั้วกั้นสัตว์ป่า เพื่อไม่ให้รถเฉี่ยวชนสัตว์ป่าอีกด้วย ส่วนด้านบนอุโมงค์มีการถมดิน ปลูกไม้พุ่มขนาดเล็ก และสร้างโป่งเทียมกับบ่อน้ำ เพื่อจูงใจให้สัตว์ป่าเดินเข้ามา และสามารถข้ามฝั่งระหว่างผืนป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กับอุทยานแห่งชาติทับลานได้ โดยไม่เกิดอันตราย นอกจากนี้ ยังมีการก่อสร้างสะพานสูงยกระดับอีก 2 จุด เพื่อให้รถวิ่งบนสะพาน ส่วนด้านล่างมีการปลูกต้นไม้และทำทางลอดสัตว์ป่า เพื่อให้สัตว์ป่าสามารถข้ามฝั่งไปมาระหว่างสองอุทยานได้อย่างปลอดภัย

ในอดีตทางหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย มีเพียงสองช่องจราจร และมีสภาพเป็นคอขวด รวมทั้งมีปริมาณการจราจรที่หนาแน่น ทำให้การจราจรติดขัด และมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทั้งรถยนต์ชนกันเอง และรถยนต์ชนสัตว์ป่า ดังนั้น การขยายถนนเส้นนี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย และลดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของประชาชน รวมทั้งลดความเสียหายในทรัพย์สินของประชาชนอีกด้วย นอกจากนี้ การสร้างทางเชื่อมผืนป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กับอุทยานแห่งชาติทับลาน ทั้งที่เป็นบนอุโมงค์และทางลอด จะช่วยลดอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตของสัตว์ป่าได้ รวมทั้งเป็นการดำรงรักษาไว้ซึ่งวิถีชีวิตของสัตว์ป่า โดยการสร้างทางเชื่อมผืนป่านี้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการมรดกโลก เพราะถนนเส้นนี้ตัดผ่านพื้นที่มรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี 2548

ทั้งนี้ โครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย ได้ดำเนินการก่อสร้างระหว่าง 17 ก.ค. 2558 – 30 มิ.ย. 2561 มีกำหนดระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 1,080 วัน มูลค่าโครงการรวม 1,319 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างโดย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนหน้านี้โครงการถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า เพราะประชาชนในพื้นที่ไม่เชื่อว่าสัตว์ป่าจะมาใช้ทางเชื่อมผืนป่า แต่จากรายงานของสำนักข่าวต่างๆ พบว่ามีรอยเท้าของสัตว์ป่าด้านบนอุโมงค์ รวมทั้งได้มีสัตว์ป่าหลายชนิดมาหากินบริเวณพื้นที่นี้อีกด้วย

สำหรับหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี-อ.ปักธงชัย จะเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งสินค้าจากภาคอีสานสู่ท่าเรือแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) และพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

ที่มา:

ที่มารูปภาพ:

 

 

เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำ

คุณธีรวีย์ ศิริภาพงษ์เลิศ

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำประกอบไปด้วย 2 ฝั่ง ได้แก่ ฝั่งอุปทาน (Supply) และฝั่งอุปสงค์ (Demand) หากพิจารณาตามบริบทของไทยนั้น ฝั่งอุปทานคือภาครัฐผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรน้ำและเป็นผู้จัดสรรน้ำให้แก่ทุกภาคส่วน ส่วนฝั่งอุปสงค์คือผู้อุปโภคบริโภคน้ำ ที่ผ่านมาการจัดการน้ำมักเน้นไปที่การกระตุ้นฝั่งอุปทานมากกว่าอุปสงค์ กล่าวคือภาครัฐพยายามพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมากขึ้น เพื่อการกักเก็บและกระจายน้ำไปให้ทั่วถึงทุกภาคส่วนของประเทศ แต่ไม่มีความพยายามพัฒนาปรับเปลี่ยนฝั่งอุปสงค์ให้สอดคล้องกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้อุปโภคบริโภคน้ำจึงเกิดความเข้าใจว่าน้ำเป็นสินค้าสาธารณะที่ทุกคนสามารถใช้ได้อย่างไม่จำกัดและไม่มีวันหมดไป จึงเกิดการใช้น้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

แท้จริงแล้วน้ำเป็นสินค้าร่วม (Common Goods) ไม่ได้เป็นสินค้าสาธารณะ (Public Goods) ซึ่งสินค้าทั้งสองชนิดข้างต้นไม่สามารถกีดกันผู้เข้ามาใช้ทรัพยากรได้เหมือนกัน แต่ข้อแตกต่างของสินค้าสองชนิดคือความพึงพอใจของผู้ใช้คนถัดไป กล่าวคือสินค้าสาธารณะเมื่อมีผู้ใช้ทรัพยากรก่อนจะไม่ทำให้ผู้ใช้คนถัดไปมีความพึงพอใจลดลง แต่สินค้าร่วมเมื่อมีผู้ใช้ทรัพยากรก่อนจะทำให้ผู้ใช้คนถัดไปมีความพึงพอใจลดลงเนื่องจากคุณภาพหรือปริมาณที่ลดลง

ในหลายประเทศ รัฐทำให้น้ำมีราคาซึ่งจะทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด นั่นคือการให้ราคาเป็นกลไกทำงานเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้น้ำปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำอย่างประหยัดมากขึ้น กล่าวคือการบริโภคอย่างยั่งยืนต้องเน้นการปรับเปลี่ยนทางด้านอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้ฝั่งอุปสงค์หรือผู้ใช้น้ำสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่นำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วย 2 เครื่องมือ ได้แก่ (1)  มาตรการเก็บค่าน้ำ (Water Fee) และ (2) มาตรการซื้อขายแลกเปลี่ยนใบอนุญาตการใช้น้ำ (Tradable Permit)

 

มาตรการเก็บค่าน้ำ (Water Fee)

การเก็บค่าน้ำ ถือเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ถูกใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้น้ำ ให้มีความตระหนักมากขึ้น โดยการกำหนดราคาเพื่อเพิ่มต้นทุนแก่ผู้ใช้น้ำ อย่างไรก็ตามการกำหนดราคาที่มีประสิทธิภาพจะต้องสะท้อนต้นทุนให้ครบทุกด้าน เช่น ต้นทุนค่าน้ำ ต้นทุนค่าขนส่ง ต้นทุนการบริหารจัดการ และอาจรวมไปถึงต้นทุนค่าบำบัดน้ำเสียอันเป็นผลจากการใช้น้ำ เป็นต้น

ภาพประกอบบทความน้ำ

ที่มา: South East Water Corporation (2018)

 

จากตัวอย่างของประเทศออสเตรเลีย มีการแจกแจงให้ผู้จ่ายค่าน้ำ ทราบถึงต้นทุนของค่าน้ำ ดังนี้

38 % คือการจ่ายค่าน้ำให้แก่เมืองผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรน้ำ

22 % คือจ่ายเพื่อการบำบัดน้ำเสีย

14 % คือค่าดำเนินงานของหน่วยงาน

14 % คือสนับสนุนการพัฒนาระบบท่อน้ำทิ้ง

8 % คือนำไปลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เช่น ท่อน้ำทิ้ง ระบบระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น

4 % คือสนับสนุนการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

การเก็บค่าน้ำสามารถช่วยสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการบริหารจัดการน้ำ กล่าวคือ เมื่อมีการเก็บค่าน้ำฝั่งผู้ใช้น้ำจะเกิดแรงจูงใจในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยประหยัดน้ำได้ นอกจากนั้นฝั่งภาครัฐหรือผู้จัดสรรน้ำก็มีเงินทุนเพิ่มขึ้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยตรง ดังนั้นนอกจากการเก็บค่าน้ำจะช่วยลดอุปสงค์การใช้น้ำแล้ว ยังสามารถช่วยลดผลกระทบภายนอกที่อาจเกิดขึ้นและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

การกำหนดอัตราค่าน้ำยังเต็มไปด้วยข้อพิพาท และถูกนำไปโยงกับเรื่องการเมือง กล่าวคือการเก็บค่าน้ำจะส่งผลให้ความนิยมทางการเมืองลดลง จึงทำให้ในประเทศไทยมีการถกเถียงกันมานานหลายสิบปี และล่าสุด ร่าง พรบ.ทรัพยากรน้ำ หมวด 4 การจัดสรรน้ำ กำหนดการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะ แบ่งเป็น 3 ประเภท

  1. 1. การใช้น้ำประเภทที่หนึ่ง ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือนและการใช้น้ำในปริมาณเล็กน้อย
  2. 2. การใช้น้ำประเภทที่สอง ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น
  3. 3. การใช้น้ำประเภทที่สาม ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง

การใช้น้ำในประเภทที่ 1 จะได้รับการยกเว้นไม่เก็บค่าน้ำ แต่จะทำการเก็บจากการใช้น้ำประเภทที่ 2 และ 3

 

จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องเลือกระหว่างความนิยมทางการเมืองหรือความมีประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรน้ำ แน่นอนว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสองทางเลือกคือ การดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป จากการเก็บอัตราที่น้อยก่อนหรือยกเว้นการเก็บกับผู้ใช้น้ำรายเล็ก เป็นต้น

 

มาตรการซื้อขายแลกเปลี่ยนใบอนุญาตการใช้น้ำ (Tradable Permit of Water)

เป็นการซื้อขายใบอนุญาตหรือสิทธิในการเข้าถึงน้ำ ซึ่งรัฐจัดสรรใบอนุญาตในการเข้าถึงน้ำให้แก่ผู้ใช้น้ำโดยกำหนดจำนวนโควตาที่สามารถใช้น้ำได้ และเมื่อผู้ได้รับการจัดสรรมีความต้องการใช้น้ำไม่เท่ากับโควตาตามใบอนุญาตที่สามารถใช้น้ำ จะสามารถทำการซื้อขายใบอนุญาตการใช้น้ำได้ โดยการซื้อขายใบอนุญาตใช้น้ำมี 2 ประเภท ได้แก่

  1. การซื้อขายใบอนุญาตในการเข้าถึงน้ำแบบถาวร (การขายขาด) คือการโอนใบอนุญาตการใช้น้ำให้แก่ผู้ซื้อแบบ

ตลอดไป หากผู้ขายต้องการได้สิทธิคืนก็ต้องทำการซื้อกลับมา ตามราคาที่ตกลงกันทั้งสองฝ่าย ตัวอย่างเช่น นาย A ขายสิทธิในการใช้น้ำแบบถาวรให้แก่นาย B จำนวน 1 ล้าน ลบ.ม. ในราคา 100 บาท/ลบ.ม. เวลาผ่านไป 5 ปี นาย A มีความต้องการใช้น้ำ จึงทำการขอซื้อสิทธิคืนจากนาย B และนาย B ขายสิทธินั้นให้นาย A ด้วยราคา 200 บาท/ลบ.ม. ดังนั้นนาย A มีทางเลือกคือจะซื้อใบอนุญาตคืนจากนาย B 200 บาท/ลบ.ม. หรือจะหาใบอนุญาตจากผู้ขายรายอื่นที่ราคาถูกกว่า

  1. การซื้อขายสิทธิในการเข้าถึงน้ำแบบชั่วคราว (การเช่าซื้อ) คือการโอนใบอนุญาตการใช้น้ำให้แก่ผู้ซื้อโดยมีการ

กำหนดระยะเวลาของการครอบครอง เมื่อครบกำหนดใบอนุญาตดังกล่าวก็กลับไปเป็นของผู้ขายเช่นเดิม ตัวอย่างเช่น นาย A ขายสิทธิในการใช้น้ำแบบชั่วคราวให้แก่นาย B ช่วงฤดูกาลเพาะปลูกระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม และเมื่อสิ้นสุดเดือนตุลาคมสิทธิดังกล่าวจะกลับมาเป็นของนาย A เช่นเดิม

 

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการซื้อขายใบอนุญาตหรือโควตาใช้น้ำเป็นวิธีที่จะจัดสรรน้ำจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากกว่า หรือมีการโยกย้ายใบอนุญาตหรือโควตาใช้น้ำจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทน (ทั้งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและผลตอบแทนทางสังคม) ต่ำไปเป็นปัจจัยการผลิตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า (ภายใต้ข้อจำกัดของแต่ละบริบท) โดยการซื้อขายเป็นไปตามหลักกลไกราคา ตัวอย่างเช่น นาย A คาดการณ์อย่างมีเหตุมีผลแล้วว่าในปีนี้แปลงเกษตรของเขาจะมีผลผลิตต่ำกว่าปกติและได้คำนวณแล้วว่าไม่คุ้มค่าต่อการปลูก นาย A จึงขายใบอนุญาตหรือโควตาใช้น้ำของปีนี้ให้กับผู้ที่ต้องการใช้น้ำ และนำเงินที่ได้ไปทำอย่างอื่นที่สามารถให้ผลตอบแทนได้มากกว่า จะพบว่าเหตุการณ์นี้เป็น Win-Win Situation หรือต่างคนต่างได้ ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากหากเทียบกับกรณีไม่มีการขายในอนุญาตน้ำ (non-tradable permit)

การซื้อขายใบอนุญาตหรือโควตาการใช้น้ำอาจมีข้อจำกัดบางประการ ได้แก่ ข้อจำกัดทางกายภาพ เช่น ภูมิศาสตร์ การขาดการเชื่อมต่อกับระบบโครงสร้างพื้นฐาน ข้อจำกัดทางกฎหมายที่ต้องมีการปรับปรุงแนวทางการจัดสรรโควตาการใช้น้ำให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง ข้อจำกัดด้านข้อมูลเรื่องการผู้ขาดสิทธิ และข้อจำกัดอื่น ๆ เป็นต้น

 

การลดความต้องการใช้น้ำด้วยเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ทั้ง 2 เครื่องมือข้างต้น มีความเหมือนกันคือทำให้การเกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่มีความแตกต่างกันคือมาตรการเก็บค่าน้ำเป็นการซื้อขายกันระหว่างรัฐกับเอกชน แต่มาตรการซื้อขายใบอนุญาตใช้น้ำเป็นการซื้อขายกันระหว่างเอกชนกับเอกชน

จากที่นำเสนอข้างต้น เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำหน้าที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำให้มากขึ้น แต่ประเด็นเรื่องทรัพยากรน้ำจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้หากขาดการร่วมมือจากทุกศาสตร์ เช่น ด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ช่วยพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ สำหรับระบบโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำให้ครอบคลุมและเพียงพอสำหรับทุกภาคส่วน ด้านนิติศาสตร์ที่ช่วยออกกฎหมายให้มีความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำอย่างรัดกุม ด้านรัฐศาสตร์ที่ช่วยออกแบบโครงสร้างทางสถาบันที่สามารถประยุกต์ใช้ให้เข้ากับแต่ละบริบทของพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนั้นภาครัฐต้องใช้นโยบายอื่น ๆ ควบคู่กันเพื่อเป็นการส่งเสริมนโยบายการจัดการทรัพยากรน้ำ ดังนั้นเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือบูรณาการระหว่างกัน เป้าหมายของการมีทรัพยากรน้ำใช้อย่างมั่นคงและยั่งยืนคงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

อ้างอิง

Corinne Waelti (2018). Water Charges. Retrieved November 1, 2018, from https://sswm.info/water-nutrient-

cycle/water-use/softwares/economic-tools/water-charges

Martina Ricato (2018). Water Pricing-General. Retrieved November 1, 2018, from https://sswm.info/water-

nutrient-cycle/water-use/softwares/economic-tools/water-pricing—general

South East Water. Prices and charges. Retrieved November 10, 2018, from

http://southeastwater.com.au/Residential/Pages/WaterPricesCharges.aspx

The Murray–Darling Basin Authority (MDBA). Water markets and trade. Retrieved November 12, 2018, from

https://www.mdba.gov.au/managing-water/water-markets-and-trade

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … . (2561). บันทึกหลักการและเหตุผลประกอบ

ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … .

 

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Faculty of Economics, Thammasat University