พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน จะมีสัดส่วนกว่า 50% ของโครงข่ายไฟฟ้าโลก ภายในปี 2050

Bloomberg New Energy Finance (BNEF) ได้ประเมินว่า การลดลงอย่างต่อเนื่องของต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน จะทำให้มีสัดส่วนของพลังงานทดแทนในโครงข่ายไฟฟ้าโลกถึง 50% ภายในปี 2050 โดยพบว่า แผงเซลล์แสงอาทิตย์มีต้นทุนลดลง 28% กังหันลมมีต้นทุนลดลง 14% และแบตเตอรี่ลิเธียมไออนมีต้นทุนลดลง 18% เมื่อกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งของโลกเพิ่มขึ้นทุกๆ 2 เท่า นอกจากนี้ ยังพบว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่กว่า 2 ใน 3 ของโลก เป็นพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมอีกด้วย เพราะเป็นทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนถูกที่สุด ทั้งนี้ BNEF เชื่อว่า การลดลงของต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน จะช่วยให้ภาคพลังงานโลกมีส่วนร่วมในการรักษาอุณภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส อย่างน้อยที่สุดถึงปี 2030 ที่มา: https://cleantechnica.com/2019/06/20/solar-wind-batteries-to-drive-50-renewable-grid-by-2050/

รัฐบาลควิเบกให้เงินสนับสนุนในการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 50%

รัฐบาลควิเบก ประเทศแคนาดา ประกาศให้เงินสนับสนุนเพื่อติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ในอาคารอยู่อาศัยรวมหรืออาคารชุดกว่า 50% สูงสุดไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์แคนาดา ของต้นทุนในการติดตั้ง โดยโครงการนี้ รัฐบาลควิเบกต้องใช้เงินสนับสนุนทั้งหมดราวๆ 4.7 ล้านดอลลาร์แคนาดา สำหรับช่วงพฤษภาคม 2019 จนถึงเดือนธันวาคม 2020 ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าควิเบกจะมีรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 100,000 คัน ภายในปี 2020 และ 1,000,000 คัน ภายในปี 2030 ที่มา: https://globalnews.ca/news/5312195/quebec-subsidies-electric-charging-stations/

ซานเตียโกจะมีรถบัสไฟฟ้าให้บริการมากกว่า 400 คัน ในปี 2019

ปัจจุบัน ซานเตียโก เมืองหลวงของประเทศชิลี มีรถบัสไฟฟ้าให้บริการแล้วจำนวน 203 คัน และจะเพิ่มจำนวนรถบัสไฟฟ้าอีก 208 คัน ภายในปี 2019 นี้ เมื่อรวมแล้วจะทำให้ซานเตียโกมีรถบัสไฟฟ้าให้บริการมากถึง 411 คัน ซึ่งเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากประเทศจีน โดยการเปลี่ยนมาใช้รถบัสไฟฟ้านี้ นอกจากจะช่วยให้สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติตามพันธกรณีที่ให้ไว้กับ Paris Agreement อีกด้วย ที่มา: https://cleantechnica.com/2019/06/07/santiago-chile-adding-200-electric-buses-in-2019/

นักวิจัยชี้ ยิ่งรีบเร่งแก้ปัญหาโลกร้อน ยิ่งทำให้สังคมและสิ่งแวดล้อมเลวร้ายลง

ในขณะที่ทั่วโลกต้องการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยการสนับสนุนให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า และการกักเก็บพลังงาน กันอย่างแพร่หลายในระยะเวลาอันสั้น กลับส่งผลร้ายต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะทำให้มีการขุดโลหะต่างๆ มาใช้เพิ่มขึ้น โดยนักวิจัยจาก Institute for Sustainable Futures กล่าวว่า การเร่งรีบให้เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และการกักเก็บพลังงาน จะยิ่งทำให้มีความต้องการโคบอลต์เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้ประเมินอีกว่า ถ้าเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนจนถึง 100% จะทำให้มีความต้องการลิเทียมเพิ่มขึ้นถึง 280% และนิกเกิลเพิ่มขึ้นอีก 136% ซึ่งการเร่งรีบแบบนี้จะก่อให้เกิดปัญหาหลายเรื่องตามมาด้วย เช่น ปริมาณสำรองของโลหะโลกลดลง การทำเหมืองในประเทศที่ไม่มีความเข้มงวดในเรื่องสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น และการใช้แรงงานเด็กเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้เสนอวิธีแก้ปัญหาโดยการใช้โลหะรีไซเคิลแทนการขุดโลหะต่างๆ ขึ้นมาใช้ ที่มา: https://www.engadget.com/amp/2019/04/19/earthworks-renewable-energy-metal-demand/

พลาสติกจะส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหิน 615 โรง ภายในปี 2050

รายงานฉบับใหม่ของ Center for International Environmental Law ได้ระบุว่า ความต้องการพลาสติกกำลังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเมื่อคำนวณทั้งวงจรชีวิตของพลาสติกจะพบว่า ในปี 2019 นี้ การผลิตและการเผาทำลายพลาสติกจะก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกจำนวน 850 ล้านตัน เทียบเท่ากับการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 189 โรง และถ้าการผลิตพลาสติกยังคงดำเนินต่อไปแบบนี้ ในปี 2030 ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากพลาสติกจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.34 จิกะตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 295 โรง รวมทั้งจะเพิ่มขึ้นไปถึง 2.8 จิกะตันต่อปี ในปี 2050 หรือเทียบเท่ากับการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 615 โรง ทั้งนี้ ในรายงานยังได้นำเสนอวิธีการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของพลาสติกจำนวน 5 วิธี คือ การเรียกร้องให้หยุดการผลิตและใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง การยกเลิกการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมี แห่งใหม่ การสนับสนุนชุมชนปลอดขยะ การเรียกร้องให้ผู้ผลิตสินค้าพลาสติกรับผิดชอบกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากสินค้าของพวกเขา การตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ทะเยอทะยานมากขึ้น โดยคำนึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากพลาสติกด้วย ที่มา: https://cleantechnica.com/2019/06/03/environmental-impact-of-plastics-could-be-equal-to-615-coal-fired-generating-plants-by-2050/