แคนาดาสนับสนุนการปฏิบัติทางการเกษตรแบบยั่งยืน จำนวน 148 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

รัฐบาลแคนาดาประกาศการลงทุนในการพัฒนาและการดำเนินงานการปฏิบัติทางการเกษตรแบบยั่งยืน (Sustainable Agriculture Practices) เพื่อต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำนวน 148 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 10 ปีต่อจากนี้ ผ่านทางโปรแกรม Agricultural Climate Solutions (ACS)  ทั้งนี้ โปรแกรม ACS มีเป้าหมายที่จะก่อตั้งเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคของเกษตรกรทั่วทั้งแคนาดา ที่ได้รับการสนับสนุนจากนักวิทยาศาสตร์และผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ เพื่อช่วยกันพัฒนาและแบ่งปันวิธีการที่กักกับคาร์บอน และลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การทำแนวต้นไม้บังลม การจัดการธาตุอาหาร การปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชแซม และการเปลี่ยนที่ดินเสื่อมโทรมให้มีพืชปกคลุมถาวร เป็นต้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการเพิ่มคุณภาพน้ำและดิน รวมถึงการรับมือกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เลวร้าย ไฟไหม้ป่า และลมฟ้าอากาศสุดขั้ว สำหรับการดำเนินงานโปรแกรม ACS จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 จะเริ่มในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาข้อเสนอศูนย์ความร่วมมือภูมิภาคของทุกจังหวัด ส่วนระยะที่ 2 จะเริ่มในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงปี 2021 ซึ่งเป็นการมอบทุนสนับสนุนให้กับศูนย์ความร่วมมือภูมิภาคไม่เกิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อโครงการ อ้างอิง https://www.foodbev.com/news/canada-invests-148m-in-sustainable-agriculture-practices/

นักวิทยาศาสตร์เสนอโรดแมปปรับปรุงการสังเกตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมในมหาสมุทรอินเดีย

นักวิทยาศาสตร์กว่า 60 คน ได้เสนอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง Indian Ocean Observing System (IndOOS) ซึ่งเป็นระบบสังเกตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมในมหาสมุทรอินเดีย เพื่อเข้าใจผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้มหาสมุทรอินเดียร้อนขึ้นเร็วกว่ามหาสมุทรอื่นๆ ของโลก กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งนำโดย Lisa Beal ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์มหาสมุทรจาก Rosenstiel School of Marine and Atmospheric Science แห่ง University of Miami ได้จัดทำโรดแมปเพื่อปรับปรุง IndOOS ให้ตอบสนองต่อความต้องการทั้งด้านวิทยาศาสตร์และด้านสังคม ซึ่งทำให้การคาดการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมมีความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้เสนอคำแนะนำเชิงปฏิบัติจำนวน 136 ข้อ สำหรับระยะเวลา 3 ปี ซึ่งคำแนะนำเหล่านี้ได้ถูกทบทวนในระดับนานาชาติ และตีพิมพ์ใน Bulletin of the American Meteorological Society กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้เรียกร้องการปรับปรุง IndOOS ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน 4 ประเด็นใหญ่ คือ1) การตรวจวัดทางชีวภาพและเคมีที่เพิ่มมากขึ้นของการประมงและระบบนิเวศน์ที่มีความเสี่ยง2) การเพิ่มระบบสังเกตการณ์ในเขตร้อนตะวันตกContinue reading “นักวิทยาศาสตร์เสนอโรดแมปปรับปรุงการสังเกตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมในมหาสมุทรอินเดีย”

นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเรียกร้องการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดจากไมโครพลาสติก

Dick Vethaak จาก Vrije Universiteit Amsterdam และ Juliette Legler จาก Utrecht University กล่าวว่า ประชากรโลกอาจเจอวิกฤตทางสุขภาพจากไมโครพลาสติกที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งยังไม่มีใครทราบผลกระทบของมันอย่างแน่ชัด การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า ไมโครพลาสติกถูกพบในทุกพื้นที่ทั่วโลก เช่น การค้นพบไมโครพลาสติกมากกว่า 1,000 ตัน ในอุทยานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาทุกปี ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตต่างๆ รับเอาไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการหายใจ การกินอาหาร หรือการดื่มน้ำ รวมทั้งการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ก็พบว่า ไมโครพลาสติกจากสิ่งแวดล้อมได้เข้าสู่แมคโครฟาจ*มากกว่าไมโครพลาสติกในระยะแรกเริ่ม อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยในปัจจุบันยังไม่ได้มุ่งเน้นในประเด็นผลกระทบทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้จากไมโครพลาสติก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่ทราบเลยว่า ไมโครพลาสติกส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย และไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดของไมโครพลาสติกที่มีอยู่ในร่างกายมนุษย์ นอกจากนี้ การระบุผลกระทบทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้จากไมโครพลาสติกอาจจะมีความยากมากกว่าสารมลพิษอื่นๆ เพราะขึ้นอยู่กับประเภทของพลาสติก และขนาดของอนุภาคที่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย *แมคโครฟาจ คือ เม็ดเลือดขาวชนิดที่ทำหน้าที่จับกินสิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้าไปในร่างกาย อ้างอิง https://phys.org/news/2021-02-environmental-scientists-cite-impact-microplastics.html

ผลการศึกษาใหม่แย้ง “น้ำเสียมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกได้รับการบำบัดแล้ว” แต่ยังคงมีความท้าทายในประเทศกำลังพัฒนา

นักวิทยาศาสตร์จาก Utrecht University และ United Nations University ได้นำสถิติน้ำเสียของแต่ละประเทศ มาทำการประเมินปริมาณการผลิต การรวบรวม การบำบัด และการรียูสน้ำเสีย ซึ่งผลปรากฏว่า น้ำเสียของโลกมีจำนวน 359,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับสระว่ายน้ำโอลิมปิก 144 ล้านสระ โดยที่น้ำเสียไม่ได้รับการบำบัดอยู่ระดับ 48% ซึ่งต่ำกว่าผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่อยู่ระดับ 80% ถึงแม้ว่าการบำบัดน้ำเสียอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีการเติบโตของประชากรสูง ยังมีอัตราการบำบัดน้ำเสียที่ต่ำ เนื่องจากการผลิตน้ำเสียมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มากกว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการรวบรวมน้ำเสียและการพัฒนาโรงงานบำบัดน้ำเสีย เนื่องมาจากการขาดแคลนเงินทุน ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังได้ให้ความสำคัญกับการรียูสน้ำเสียที่ถูกบำบัดแล้ว เพราะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำจืด เป็นแหล่งสำคัญของน้ำเขื่อน ในประเทศที่แห้งแล้งหลายประเทศ เช่น ตะวันออกกกลาง และแอฟริกาเหนือ รวมทั้งเป็นแหล่งของสารอาหารและพลังงานอีกด้วย โดยในปัจจุบันมีการรียูสน้ำเสียที่ถูกบำบัดเพียง 11% เท่านั้น ซึ่งการรับรู้ว่าน้ำเสียเหล่านี้สามารถเป็นทรัพยากรได้ จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีการบำบัดน้ำเสียมากขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญในการติดตามโรงงานบำบัดน้ำเสียอย่างเหมาะสม ควบคู่กับกฎหมายและกฎระเบียบที่เข้มงวด เพื่อที่จะให้มั่นใจว่าการรียูสน้ำเสียมีความปลอดภัย รวมทั้งการยอมรับจากสาธารณชนจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการรียูสน้ำเสียเพิ่มขึ้น อ้างอิง https://scitechdaily.com/half-of-global-wastewater-untreated-equivalent-to-70-million-olympic-sized-swimming-pools-each-year/

เดนมาร์กเดินหน้าสร้างเกาะเทียม ผลิตพลังงานจากกังหันลมนอกชายฝั่งทะเล มูลค่าสูงกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

เดนมาร์กวางแผนสร้างเกาะเทียมขนาดใหญ่ในทะเลเหนือ เพื่อเป็นศูนย์กลางพลังงานหมุนเวียน (renewable energy hub) ในยุโรป และเป็นโครงการก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ Danish Emergency Agency ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัด Ministry of Climate, Energy and Utilities กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (public-private partnership) ที่ภาครัฐถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่ โดยจะสร้างเกาะเทียมขนาด 120,000 ถึง 460,000 ตารางเมตร ในทะเลนอกชายฝั่ง Jutland ออกไป 80 กิโลเมตร ซึ่งในระยะแรกได้วางกำลังการผลิตติดตั้งไว้ที่ 3 กิกะวัตต์ โดยเป็นการผลิตพลังงานหมุนเวียนจากกังหันลมนอกชายฝั่งทะเล (offshore wind turbines) จำนวน 200 ต้น แล้วส่งกระแสไฟฟ้าไปยังศูนย์กลางพลังงาน ก่อนที่จะกระจายไปยังประเทศข้างเคียงผ่านระบบกริด ส่วนในระยะต่อมา จะทำการขยายกำลังการผลิตติดตั้งของศูนย์กลางพลังงานเป็น 10 กิกะวัตต์ ซึ่งมากพอที่จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับครัวเรือนมากกว่า 10 ล้านหลังในยุโรป ทั้งนี้ ต้นทุนประเมินของการสร้างเกาะเทียม ศูนย์กลางพลังงาน และระบบกริดContinue reading “เดนมาร์กเดินหน้าสร้างเกาะเทียม ผลิตพลังงานจากกังหันลมนอกชายฝั่งทะเล มูลค่าสูงกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ”