อินเดียเผยร่างกฎการจัดการขยะแบตเตอรี่ปี 2020

Ministry of Environment, Forest and Climate Change (MoEFCC) ประเทศอินเดีย ได้ประกาศร่าง Battery Waste Management Rules 2020 เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อมาทดแทน Batteries Rules 2001 โดยแบตเตอรี่ที่อยู่ในขอบข่ายจะรวมทั้งเซลล์แบตเตอรี่ที่ใช้ครั้งเดียวและที่ชาร์จซ้ำได้ การแก้ไขกฎฯในครั้งนี้ เพื่อทำให้มั่นใจว่า การรีไซเคิลแบตเตอรี่จะมีมาตรฐานและปลอดภัย และมุ่งเน้นการติดตามแบบเตอรี่ที่ใช้แล้ว ผ่านทางบันทึกออนไลน์และการจัดการข้อมูล นอกจากนี้ ยังมอบหมายความรับผิดชอบให้กับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ประกอบชิ้นส่วน ผู้แยกชิ้นส่วน และศูนย์รวบรวมขยะ เป็นต้น รวมทั้งเน้นย้ำการตระหนักรับรู้ถึงความอันตรายของตะกั่ว แคดเมียม และปรอท และมาตรการความปลอดภัยในการจัดการต่างๆ ทั้งนี้ ยังมีการกำหนดเป้าหมายความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) พร้อมกับกรอบการทำงานเพื่อการรวบรวมขยะแบตเตอรี่ และการสร้างช่องทางที่เหมาะสมสำหรับการรีไซเคิลขยะแบตเตอรี่อีกด้วย MoEFCC ได้ร้องขอให้ผู้ผลิตตั้งศูนย์รวบรวมขยะแบตเตอรี่ของตนเอง หรือเข้าร่วมในสถานที่ต่างๆ ที่เก็บรวบรวมแบตเตอรี่ใช้แล้วจากผู้บริโภคและผู้จัดจำหน่าย นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าContinue reading “อินเดียเผยร่างกฎการจัดการขยะแบตเตอรี่ปี 2020”

นักวิทยาศาสตร์พบไมโครพลาสติกในน้ำแข็งทะเลแอนตาร์กติกเป็นครั้งแรก

นิตยสาร Marine Pollution Bulletin ฉบับเดือนพฤษภาคม ได้รายงานการศึกษาวิเคราะห์แกนน้ำแข็งปี 2009 ในแอนตาร์กติกตะวันออก โดยพบไมโครพลาสติก 96 ชิ้น ที่สามารถระบุโพลิเมอร์ได้ 14 ประเภท อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบแหล่งที่มาของโมโครพลาสติกเหล่านี้ เนื่องจากพวกมันมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะมาจากมลพิษท้องถิ่น และมีระยะเวลาการแตกตัวน้อยกว่าที่จะลอยตามกระแสน้ำมหาสมุทร Anna Kelly จาก University of Tasmania ผู้ทำการศึกษาในครั้งนี้ระบุว่า พลาสติกเคยถูกพบในน้ำแข็งทะเลแอนตาร์กติกมาก่อนหน้านี้แล้ว นอกเหนือจากที่เคยค้นพบที่น้ำผิวและตะกอนของมหาสมุทรแอนตาร์กติก แต่ครั้งนี้เชื่อกันว่า เป็นครั้งแรกที่พบไมโครพลาสติกในน้ำแข็งทะเลแอนตาร์กติก นอกจากนี้ เธอยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่เราควรให้ความสนใจก็คือ การปนเปื้อนของพลาสติกในน้ำแข็งทะเลแอนตาร์กติกตะวันตก อาจจะมีมากกว่าที่พบในแกนน้ำแข็งทะเลแอนตาร์กติกตะวันออก เนื่องจากคาบสมุทรแอนตาร์กติกเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่ตั้งสถานีวิจัย และการจราจรทางทะเล อ้างอิง https://www.independent.co.uk/environment/microplastics-antarctic-sea-ice-plastic-pollution-ocean-a9481146.html?amp

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเราตัดต้นไม้ในเมือง…?

ในพื้นที่เมืองหลวงของประเทศไทย หรือกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน มีการตัดต้นไม้ใหญ่ เพื่อทำการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน รวมทั้งตัดแต่งต้นไม้อย่างผิดวิธี ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิในเมืองสูงขึ้น สภาพแวดล้อมในเมืองเสื่อมลง เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น เกิดการสะสมของมลพิษทางอากาศมากขึ้น ประชากรมีสุขภาพแย่ลง ยกตัวอย่าง 2 ประเทศที่แสดงให้เห็นความแตกต่างของการให้ความสำคัญกับต้นไม้ในพื้นที่เมือง เมือง อูรุค (Uruk) ในประเทศ อิรัก (Iraq) เมื่อ 3000 ปี ก่อนคริสตศักราช อูรุคเป็นเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรมากกว่านครนิวเยอร์ค สหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน เนื่องด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มมาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อูรุคจำเป็นต้องขยายระบบชลประทานให้ครอบคลุมและทั่วถึง นอกจากนั้นยังมีการตัดต้นไม้ในพื้นที่เกษตรกรรมมากขึ้น เพื่อก่อสร้างเป็นบ้านเรือนสำหรับอาศัย เมื่อมีการตัดต้นไม้ในพื้นที่เมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสาเหตุให้ระบบชลประทานในพื้นที่เมืองเริ่มเสื่อมสภาพลง และอุณหภูมิในพื้นที่เมืองที่สูงขึ้น ส่งผลให้การระเหยของน้ำและแร่ธาตุมากขึ้น ทำให้คุณสภาพของดินเสื่อมลง เกิดภาวะดินเค็ม จนไม่สามารถเพาะปลูกหรือทำการเกษตรได้ ในทางกลับกัน 500 ปี ก่อนคริสตศักราช เมือง อนุราธปุระ (Anuradhapuru) ประเทศศรีลังกา ซึ่งมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน แต่ประชากรในเมืองให้ความสำคัญกับต้นไม้ เนื่องจากต้นไม้ใหญ่เป็นสัญลักษณ์สำคัญทางทางศาสนาและความเชื่อ ทำให้เกษตรกรไม่นิยมตัดต้นไม้ในพื้นที่ของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีแผนการปลูกต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่สวนของเมืองอย่างต่อเนื่อง การออกแบบระบบชลประทานของเมืองอนุราธปุระให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ล้อมรอบด้วยด้ายพื้นที่ป่า ทำให้ระบบชลประทานและน้ำมีคุณภาพที่ดี ทั้งนี้ ต้นไม้มีหน้าที่สำคัญเสมือนฟองน้ำในเมือง รากของต้นไม้ช่วยดูดซับและชะลอการไหลบ่าของน้ำฝนContinue reading “จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเราตัดต้นไม้ในเมือง…?”

IRENA เผย COVID-19 เป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันให้โลกเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน

แม้การระบาดของไวรัสโควิด 19 จะเป็นวิกฤติใหญ่ที่ทั่วโลกต้องรับมือ แต่วิกฤตครั้งนี้ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งให้การขับเคลื่อน การเปลี่ยนแปลงกลายสิ่งที่คาดการณ์ หรือมีความมุ่งหวังว่าจะเกิดนั้นเป็นจริงเร็วขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนด้วย องค์การพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (International Renewable Energy Agency : IRENA) เปิดตัวรายงานฉบับสำคัญในหัวข้อ “โฉมหน้าพลังงานหมุนเวียนโลก : การเปลี่ยนแปลงพลังงานในปี 2050” ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรอบนโยบายนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนของระบบพลังงานโลกจนถึงปี 2050 จากการสำรวจรากรายงาน การใช้พลังงานที่ไม่ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonisation) หรือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เหลือศูนย์นั้น มีความท้าทายมากโดยเฉพาะในภาคการขนส่ง การบิน และอุตสาหกรรมหนักรายงานระบุว่าการจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ในระยะเวลาอันใกล้มีความสำคัญต่อการปล่อยมลพิษให้เป็นศูนย์ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษ รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า ผลระทบของการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ ซึ่งลักษณะของนโยบายนั้นแนวโน้มที่จะต้องปรับเปลี่ยน วางแผนใหม่ ระบบเศรษฐกิจ สังคมใหม่ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะวางกรอบนโยบายให้ตอบสนอง และสอดคล้องกับวาระการพัฒนา 2030 และข้อตกลงปารีส (paris agreement) สำหรับด้านพลังงานต้องมี “มาตรการกระตุ้น และฟื้นฟูที่มุ่งให้เปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน ลดปล่อยคาร์บอนและสร้างสังคมที่มีความยืดหยุ่น” นอกจากนี้ รายงานยังทบทวนการเปลี่ยนแปลงพลังงานผ่านในระดับภูมิภาค นอกเหนือจากที่ได้ศึกษาไปก่อนหน้านี้ “วิสัยทัศน์ของนโยบายการเปลี่ยนแปลงพลังงานเป็นสื่อกลางในการสร้างสังคมโลกที่ลดการปล่อยคาร์บอนอย่างแท้จริง” การค้นพบที่สำคัญของเอกสารฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่โอกาส/ปัจจัยที่จะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเฉพาะสำหรับ 10 ภูมิภาคทั่วโลก คือ การปล่อยContinue reading “IRENA เผย COVID-19 เป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันให้โลกเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน”

สหภาพยุโรปมอบเงินอุดหนุนให้ยูกันดา 90.4 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว

เงินอุดหนุนที่ได้รับจะจัดสรรให้กับโครงการต่างๆ เช่น การเกษตรที่มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่ำ การขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงการจัดการน้ำเสีย พลังงานสะอาด (พลังงานแสงอาทิตย์และน้ำ) การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การจัดการขยะมูลฝอย และแก๊สปิโตรเลียมเหลว (LPG) สำหรับครัวเรือนและอุตสาหกรรม.ที่มา https://www.afrik21.africa/en/uganda-european-union-grants-e90-4-million-for-green-economy/