Category Archives: Publications

This is for publications.

The MATER : มองการท่องเที่ยวแบบเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม กับ รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

Tha Matter

เริ่มเข้าใกล้ช่วง high season ของการท่องเที่ยวไทย หลายคนอั้นวันหยุดไว้เพื่อมาปล่อยเอาเต็มที่ปลายปี คุณคงนั่งอ่านรีวิว เปิดดูวิวในอินสตราแกรม อ่านโฆษณานู่นนี่จนจิตใจเตลิด หรือจองทริปสุดรื่นเริงต่างจังหวัดราวกับร่างกายเรียกร้องให้กลับไปใกล้ชิดธรรมชาติอีกครั้ง สถานที่เที่ยวสุดฮิตในโลกออนไลน์ตามเก็บครบหรือยัง?

นักท่องเที่ยวเองอาจจะมีเส้นบางๆ เส้นหนึ่งที่แยกความแตกต่างระหว่างเที่ยวเพื่อ ‘กระจายรายได้’ กับเที่ยวเพื่อ ‘ไปใช้ทรัพยากรบ้านเขา’ ซึ่งให้ผลลัพธ์ระยะยาวต่อทรัพยากรประเทศต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณจังหวัดแนวชายฝั่งซึ่งเป็นพื้นที่มูลค่าสูง และถูกตักตวงทรัพยากรไปใช้ประโยชน์จนเสื่อมโทรม ทะเลไม่ได้มีแค่ชายหาดและคลื่นสวย ธรรมชาติถักทอพันเกี่ยวมากกว่านั้นระหว่างวิถีชีวิตมนุษย์และทรัพยากร

“ถ้าคุณอยากเห็นการท่องเที่ยวไทยที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไร ให้คุณลองไปเที่ยวหลังช่วง high season ดูสิ คุณจะเห็นทุกอย่างเละไปหมด คุณจะเห็นการท่องเที่ยวชนิดตักตวงทรัพยากรจนสถานที่เสื่อมโทรม คุณจะเห็นขยะที่คนก่อนหน้าทิ้งไว้ น้ำในโรงแรมคุณจะไม่ไหล อาหารที่คุณอยากกินจะไม่มี  นี่เป็นเพียงสิ่งที่คุณต้องเผชิญแค่ช่วงเวลาวันหยุด แต่กลับเป็นสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญตลอดทั้งชีวิต”

“สิ่งที่คุณทำเพียงเขียนรีวิวตำหนิสถานที่นั่นว่า แย่ ไม่ประทับใจ เสียความรู้สึก แต่คุณกลับไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของการรับผิดชอบนั้นเลย”

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิจัย ชวนเราคิดถึงความหมายของการท่องเที่ยวในนิยามใหม่ ที่มองลึกไปถึงทรัพยากรการท่องเที่ยวว่าทุกอย่างที่คุณใช้ ‘ล้วนมีที่มาที่ไป’ ไม่ได้เสกขึ้นมา เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง และเงินซ่อมทุกอย่างไม่ได้ หากนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่มองด้วยสายตาแบบ ‘เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม’ คุณอาจจะขนลุกกับการท่องเที่ยวครั้งที่ผ่านๆ มา …เราโยนความรับผิดชอบไว้ให้คนอื่นเสมอ

“คำถามก็คือ เราจะเรียกการท่องเที่ยวเช่นนี้ว่า การกระจายรายได้สู่สังคม หรือไปตักตวงใช้ทรัพยากรของเขามา?

“อย่าคาดหวังการท่องเที่ยวที่ได้ตามอย่างโฆษณา เพราะคุณจะไม่ได้สิ่งนั้น”

อาจารย์นิรมลเป็นหนึ่งในนักวิจัยที่สนใจศึกษา ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ หรือ Blue Economy คำที่เริ่มคุ้นหูในช่วง 5-6ปีที่ผ่านมา ว่าด้วยฐานเศรษฐกิจทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่กำลังมีความเปราะบางอ่อนไหว จากการที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรบนบกจนร่อยหรอลงเรื่อยๆ ผลกระทบของ climate change อันรุนแรงเห็นเป็นประจักษ์ และการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำหรือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศจากการขยายตัวของเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจนำมาสู่งานวิจัยขนาดใหญ่ชื่อว่า ‘โครงการศึกษาแนวโน้มของการพัฒนาจังหวัดชายฝั่งทะเลของไทยเพื่อเข้าสู้สู่เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ โดยการสนับสนุนของสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ประเด็นการท่องเที่ยวจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสีน้ำเงินขนาดใหญ่ ที่เราควรตระหนักว่า เที่ยวอย่างไรให้รู้ว่าทรัพยากรมีวันหมด

The MATTER : ก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินชื่อ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ทำไมในระยะหลังเราได้ยินคำว่า เศรษฐกิจสีน้ำเงิน หรือ Blue Economy บ่อยขึ้น

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : Blue Economy หรือ เศรษฐกิจสีน้ำเงิน เป็นส่วนหนึ่งของ Green Economy แต่มีพื้นที่ส่วนหนึ่งมันอยู่ในทะเล ประเทศที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลเริ่มตระหนักแล้วว่า ปัจจุบันมีภาระหน้าที่ ‘เกินกว่า’ คนชายฝั่งทะเลจะรับมือได้หมด มีการทำประมงผิดกฎหมาย การรุกล้ำน่านน้ำ เรือขนาดใหญ่เดินเรือแกล้งเรือขนาดเล็ก มันเกิดการเบียดเบียนกันเองระหว่างมนุษย์ อีกทั้งยังเบียดเบียนธรรมชาติ ทั่วโลกจึงมีความเห็นว่า เราควรมี Blue Economy เศรษฐกิจทางทะเลชายฝั่งอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และมีความเป็นสีน้ำเงินเพื่อให้เกิดความอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้นควบคู่กัน

ถ้าให้คุณมองจากนอกโลก โลกเราเป็นสีน้ำเงิน มีปริมาณน้ำถึง 3 ใน 4 ส่วนของพื้นที่โลก ภาพของเศรษฐกิจสีน้ำเงินจึงถูกทำให้ชัดขึ้น พอพูดปุ๊บคนเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญ ขณะนี้เรามีแรงกดดันพื้นที่บนบกเยอะ ทั้งการใช้ที่ดิน อาหารที่ไม่พอ ดังนั้นการที่เราหวนกลับมาดูแลทรัพยากรทางทะเลด้วย เราจะสามารถช่วยเยียวยาความหิวโหยของประชากรบนโลกได้

The MATTER : เราเคยเชื่อว่าธรรมชาติจะเยียวยาตัวเอง มหาสมุทรเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราปล่อยมันไปตามธรรมชาติให้สร้างสมดุลเอง เราสามารถรอได้ไหม

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : กลไกทางธรรมชาติเป็นของมันเช่นนั้นอยู่แล้ว มีมานานกว่าสิ่งมีชีวิตในโลก แต่ในยุคแรกๆ ประชากรมนุษย์ยังไม่เยอะ เราผลิตขยะน้อยแล้วก็ปล่อยไหลไปตามน้ำเป็นเรื่องปกติ น้ำเสียลงมาผสมกับน้ำจืดและน้ำเค็ม ธรรมชาติก็บำบัดน้ำไปตามกลไก แต่ตอนนี้ขยะมันมากขึ้น ธรรมชาติเองแก้ไม่ทัน ปัจจุบันเราเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า ‘คนทำร้ายทะเล’ เพราะพวกเราอยู่ห่างไกลจากทะเลมากขึ้น ระยะทางเป็นปัจจัย เราก็ไม่เคยรับรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำส่งผลต่อทะเลอย่างไร เราไม่ได้สนใจทะเลเหมือนแต่ก่อน เพราะเราไม่เคยต้องใช้ชีวิตใกล้ชิด คุณทิ้งขยะที่จังหวัดหนึ่งมันลอยไปปากแม่น้ำ จนไหลไปกองรวมกันที่มหาสมุทร เราแทบไม่เห็นความเชื่อมโยงกับมันเลย

วิถีธรรมชาติบำบัดจัดการยาก ประกอบกับเราสร้างสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ ธรรมชาติที่มีมันเปลี่ยนทิศเปลี่ยนทาง มนุษย์เราเกิดเยอะกว่าธรรมชาติ ปัญหาเหล่านี้เลยไม่ง่ายที่ต้องบริหารจัดการซึ่งแตกต่างจากวิธีการที่เราทำบนบก

The MATTER : ความท้าทายของการจัดการในทะเลที่ต่างจากบนบกอย่างชัดเจนคืออะไรบ้าง

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : แผ่นดินมีขอบเขตขัณฑสีมาชัดเจน แต่ทะเลไม่มี  ทั้งที่ทะเลเองมีความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านมากมายไปหมด และยังเป็นสมบัติร่วมของมวลมนุษยชาติที่เรียกว่า ‘ทะเลหลวง’  ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นพื้นที่อยู่นอกเขตของแต่ละประเทศอีก ซึ่งสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้มีขยะจากทุกประเทศไปกองรวมกันอยู่ที่ทะเลหลวง บางคนใช้โอกาสที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของนี้เอากากของเสียอันตรายไปทิ้ง

ทรัพยากรทางทะเลไม่ได้เป็นของประเทศใดประเทศหนึ่ง ขอบเขตของทะเลก็ไม่ชัดเจน และทรัพยากรอย่าง ปลา มันสามารถว่ายเปลี่ยนถิ่นอาศัยไปเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นของผู้ใดคนหนึ่ง มันจึงเป็นส่วนที่ท้าทายว่าเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

The MATTER : ในประเทศไทยเราเองจัดการเรื่องนี้อย่างไร

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : ประเทศไทยเราก็มีขอบเขตที่ไม่ชัดเจน ไทยมี 24 จังหวัดติดชายฝั่งทะเล คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเขาข้ามไปทะเลจังหวัดไหน ซึ่งทะเลไม่มีการลากเส้นชัดเจน  แผนที่ทะเลจึงต้องมีความชัดเจนมากขึ้น อำเภอแต่ละอำเภอมีความรับผิดชอบแค่ไหน นับว่าเป็นความท้าทายพอสมควร

ทะเลมีความเป็นทรัพยากรส่วนร่วมเยอะ ทุกคนวิ่งไปใช้ประโยชน์  แต่การพังทลายเกิดขึ้น ความเสียหายนี้ใครจะรับผิดชอบ ก็ยังหาคนดูแลไม่ได้ จะหาหน่วยงานชายฝั่งหน่วยเดียวที่รับผิดชอบพื้นที่เป็นพันกว่ากิโลเมตรก็ยากลำบาก จังหวัดก็จะไม่รู้จักความเป็นเจ้าของ กฎหมายที่ดูแลดันมีหลายฉบับและไม่สอดคล้องกัน กฎมายท่าเรืออย่างหนึ่ง กรมเจ้าท่าอีกอย่างหนึ่ง  พอจะดูแลป่าชายเลนก็อีกกฎหมายหนึ่ง  ทั้งๆ ที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน หาคนรับผิดชอบไม่ได้ แต่พอหาได้ คนก็อาจจะเกี่ยงกันนิดนึง

The MATTER : การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งใน ‘มูลค่า’ ที่ประเทศเราตักตวงจากทะเลได้อย่างมหาศาล อาจารย์มองว่าการท่องเที่ยวของเราเป็นแบบไหน

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : เราเห็นมูลค่าชัดเจนนะ  แต่ไม่ได้เห็นจากทะเลล้วนๆ ต้องผ่านกรอบการท่องเที่ยวทะเล เราไปเที่ยวแล้วไม่มีความรู้สึกไปทำความสะอาดชายหาด เราไม่รู้สึกว่าการที่เราลงเรือสกู๊ตเตอร์ไปมาก่อคลื่นที่เปลี่ยนทิศทางสามารถทำลายชายหาดได้  บัดนี้มันเห็นผลแล้วถ้าคุณไปดูกรณีของพัทยาหรือบางแสน คำถามคือ นักท่องเที่ยวอย่างเกาะพะงันที่ไปฟูลมูนปาร์ตี้ได้ลงเก็บขยะหรือเปล่าหลังจากงานเลิก ตอนนี้ใช้ระบบรณรงค์มากกว่าที่จะสร้างจิตสำนึก ทุกคนตระหนัก แต่ไม่ยอมปฏิบัติ

การโปรโมตการท่องเที่ยวเราไม่เคยใช้โอกาสแบบนี้ เรากินข้าวเสร็จเราลุกจากโต๊ะอาหารทันที พูดรุนแรงหน่อยคือ สะบัดก้นออกไปเลย เราไม่ได้ใส่ใจว่าคนที่อยู่ตรงนั้นเขาทำอะไรต่อ

The MATTER : มันเป็นหน้าที่ของเราเท่านั้นหรือเปล่า

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : ทำไมผู้บริโภคต้องใส่ใจ? ต้องไปตามดูทุกครั้งหรือว่าขยะร้านนี้ทิ้งอย่างไร มันคงไม่ใช่หน้าที่ของเราซะทีเดียว แต่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน เรายังไม่เคยเห็นการบริหารน้ำจืดน้ำเค็มจากแหล่งท่องเที่ยวที่เราไป เราเรียกร้องที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ไหม เวลาพูดถึงน้ำเสีย ประเทศเราจะไม่ยอมให้ใครเห็น จะเอาไปแอบๆ ซะ ในขณะบางประเทศจะเปิดให้เห็นทิศทางการไหลของน้ำว่าลงทะเลอย่างไร พอคนได้เห็นความเป็นจริง พวกเขาจะรับรู้สถานการณ์ที่คนริมฝั่งกำลังเผชิญอยู่  การท่องเที่ยวของเราลูบหน้าปะจมูกเกินไป กลัวคนเห็นสิ่งไม่ดี

The MATTER : การโปรโมตการท่องเที่ยวของประเทศไทยมีปัญหา?

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : การท่องเที่ยวของเราละเลยการทำผังเมือง เราอยากส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมธุรกิจโฮมสเตย์ ร้านอาหาร การพักผ่อน แต่ขาดการวางแผนว่าโซนไหนเหมาะสม  มีน้ำประปาเข้าถึงหรือยัง มีระบบถ่ายเทน้ำเสียไหม ระบบการดูแลขยะจัดการอย่างไร คือเราส่งเสริมอย่างเดียวจน ‘ลืม’ ความสะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกด้วย จากนั้นผู้ประกอบการจะดิ้นรนกันเอง เพราะเราไม่มีสิ่งรองรับเขาไว้ เขาก็จะไปเบียดเบียนกันเอง เบียดเบียนคนอื่น หากการท่องเที่ยวมีการวางแผนไว้สำหรับผู้ประกอบการ  คนเที่ยวก็สบายใจ คนจัดการก็สบายใจ

เวลาไปเที่ยวเราทิ้ง ‘รอยเท้า’ ไว้เสมอ มีใครคนจัดการไหม เศษขยะที่เราทิ้งมีใครจัดการต่อหรือเปล่า อาบน้ำในโรงแรง น้ำสะอาดมาจากไหน คนเราไม่เคยตั้งคำถาม แต่ถ้าเมื่อไหร่น้ำไม่ไหลไฟดับ โกรธเชียว ไปรีวิวว่าโรงแรมนี้ไม่ดี อย่าไป  แต่ในความเป็นจริงเราไปแย่งน้ำแย่งไฟเขาใช่ไหม เราเป็นคนนอกต่างหาก ไม่ใช่คนในพื้นที่

เราลืมนึกถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม การจัดการบางอย่างเราใช้ระบบ top down คิดว่าตรงนี้เหมาะสม เกิดจากการที่กลุ่มคนชุดหนึ่งบอกว่าพื้นที่ตรงนี้ดี โปรโมตการท่องเที่ยวเลย ปรากฏว่าคนส่งเสริมเป็นคนนอกพื้นที่ คนในพื้นที่ถูกละเลย ไม่ดึงเข้ามามีส่วน

ถ้าจะให้เจาะลึกไปก็คือ หัวหินและชะอำมีปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรง ภูเก็ตเองเริ่มมีปัญหาไฟฟ้าและน้ำจืด โชคดีจังหวัดในภาคใต้เป็นจังหวัดที่มีฝนตกชุก น้ำประปาจึงจะไม่เดือดร้อนเท่ากับไฟฟ้าที่กระชากดับเป็นพักๆ ภาคใต้ฝั่งตะวันออกไฟฟ้ายังไม่น่าเป็นห่วง แต่เปราะบางเรื่องน้ำจืด น้ำประปา เพราะเขาไม่มีแม่น้ำ แล้วจะเอาน้ำจากไหน ตอนนี้มีการผันน้ำข้ามจังหวัด จากเขื่อนเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจาน ผันไปที่หัวหินเพราะน้ำไม่พอใช้  แต่ตอนนี้กลับมีโรงแรมใหม่เกิดขึ้นมากมาย เรื่องเหล่านี้ต้องวิเคราะห์ให้รอบด้านเพื่อให้คนในพื้นที่ได้รับรู้ นักท่องเที่ยวต้องรู้ด้วย ไม่ใช่นักท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย

The MATTER : พฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบไหนที่ยั่งยืนและอาจารย์อยากให้เปลี่ยนมุมมอง

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : อยากให้ลองเปลี่ยนไปเที่ยวหลังฤดูท่องเที่ยว คือหมดซีซั่นท่องเที่ยวในวันสุดท้าย จังหวะนั้นให้ลองไปเที่ยวดู ท่านจะเห็นความเสื่อมโทรมของพื้นที่ สนามหญ้าถูกเหยียบไปหมด หาดทรายเละ ขยะเป็นกองๆ ชักโครกก็ไม่ลง ร้านอาหารสั่งอะไรไปก็หมด ถ้าเราเห็นแบบนี้จะรู้สึกอย่างไร?

คุณอาจโวยไม่มาแล้ว จะไปเที่ยวช่วงต้นฤดูแทน ไอ้แบบนี้ก็กลับมาอีกเป็นลูปเดิม พฤติกรรมการเที่ยวของเราไม่จำเป็นต้องเฮโลไปตามแฟชั่น ต้องเที่ยวแบบ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’

รัฐบาลพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง อำเภอรอง อันนี้ก็เป็นทางออกประเภทหนึ่ง แต่หากพื้นที่ไม่รองรับก็เป็นปัญหาเดิมอีก อยากให้ทุกท่านกระจายเวลาเที่ยว หลีกเลี่ยงความแออัด อย่าคาดหวังว่าจะต้องตามกระแสเฟซบุ๊ก ใครลงก่อนเก๋ก่อน  เราต้องเข้าใจว่าทรัพยากรของเรามีจำกัด ประมงมีฤดูกาล ปลา กุ้ง ปลาหมึกมีฤดูพักอาศัย บางฤดูไม่ควรกินก็ต้องเข้าใจ ถ้ากระจายเวลาเที่ยวก็จะเป็นการกระจายการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

กลับมาสู่ความคิดตั้งต้นว่า คุณไปเที่ยวเพื่ออะไร ‘กระจายรายได้’ หรือ ‘ไปใช้ทรัพยากรบ้านเขา’ ถามตัวเองเช่นนี้ทุกครั้งก่อนเดินทาง และทะเลไทยจะยังเป็นสถานที่มอบความทรงจำที่ดีได้อีกสักระยะ

 

ที่มา : The MATTER
Link :https://thematter.co/byte/travel-with-blue-economy-mind/62125

Infographic

 

ศูนย์วิจัยฯ ประสงค์ที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสีเขียวให้เข้าใจง่ายและเป็นที่แพร่หลายสู่สาธารณชน จึงนำเอาองค์ความรู้และประเด็นต่างๆ เพื่อจะจัดทำเป็น Infographic จำนวน 12 หัวข้อ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1) ทำไมถึงต้องมีการควบคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์2) การกำหนดราคาคาร์บอน (carbon pricing) คืออะไร

3) ระบบภาษีคาร์บอน (carbon tax)

4) ระบบตลาดคาร์บอน (ETS)

5) ความแตกต่างระหว่างระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

6) ข้อมูลแระเทศที่มีการใช้ระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

หัวข้อ 1-6 PRO-Green Infographic : GHG Series

7) อัตราภาษีคาร์บอนของประเทศต่างๆ กับเป้าหมายการพัฒนายั่งยืนที่ 13 (Climate Action)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 13)

8) การส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (sustainable consumption and production) กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 (Responsible Consumption and Production)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 12)

9) ทบทวนแนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest concept)

10) แนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest promotion)
PRO-Green Infographic : Urban Forest

11) Water Intensity
PRO-Green Infographic : Water Intensity

12) การจัดการพื้นที่สวนสาธารณะในประเทศอังกฤษ (Park Management in United Kingdom)
PRO-Green Infographic : Park Managemet

การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวโดยคำนึงถึงผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน

ศรัณย์ ประวิตรางกูร
นักวิชาการประจำ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  1. บทนำ

หากจะกล่าวถึงการพัฒนาประเทศโดยการใช้มุมมองของเศรษฐกิจสีเขียวนั้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถละเลยได้ เนื่องจากสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว ที่ต้องการให้การเติบโตทางเศรษฐกิจหรือความอยู่ดีกินดีของมนุษย์เป็นไปโดยควบคู่กับการทำสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาสิ่งแวดล้อม และต้องมีความเท่าเทียมกันในสังคม (UNEP, 2011)

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญและเริ่มตระหนักถึงภัยคุกคามประการหนึ่งนั้น คือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าปัญหาโลกร้อน สาเหตุนั้นเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศส่งผลให้โลกดูดซับรังสีความร้อนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภายของภูมิอากาศโลกหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงในปริมาณฝน อุณหภูมิน้ำทะเล การเพิ่มขึ้นของพายุ ความสูงของน้ำทะเล ความเค็มและความเป็นกรดของน้ำทะเล และ การไหลของกระแสน้ำอุ่นน้ำเย็น เป็นต้น (IPCC, 2007) ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่ต่างก็อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภาพของโลก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย อาทิ ปริมาณน้ำฝนและความชื้นย่อมส่งผลของผลิตภาพการผลิตของสินค้าเกษตร การที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่งและระบบนิเวศชายฝั่ง อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอนามัยและผลิตภาพแรงงาน เป็นต้น โดยเฉพาะในกรณีของประเทศกำลังพัฒนาที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าด้านอื่น ผลเสียหายนั้นย่อมมีมูลค่าสูงมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของขนาดเศรษฐกิจ และมักจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในด้านอื่น เช่น การเสียชีวิตที่เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เป็นต้น (IPCC, 2012)

 

  1. ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเด็นเรื่องความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่นานาชาติให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในการประชุมรัฐภาคีของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC – COP) อย่างไรก็ดี คณะทำงานภายใต้ที่ประชุม COP ยังไม่มีการกำหนดคำนิยามของ ความสูญเสีย (Loss) และ ความเสียหาย (Damage) ไว้อย่างเป็นทางการ (Official Definition) มีเพียงการกำหนดกรอบกว้าง ๆ เท่านั้น

งานศึกษาวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงจำเป็นต้องกำหนดนิยามเองในลักษณะ “Working Definition” ขึ้น อาทิ เอกสารเพื่อการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องความสูญเสียและความเสียหายของคณะทำงานภายใต้ UNFCCC นิยามความหมายของ “Loss and Damage” เพื่อใช้เฉพาะในเอกสารดังกล่าวว่า “เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริง หรือมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น และส่งผลกระทบเชิงลบต่อมนุษย์ และระบบธรรมชาติ” (UNFCCC, 2012a) โดยไม่ได้มีการกำหนดความหมายเฉพาะสำหรับคำว่า “Loss” และ คำว่า “Damage” ในขณะที่รายงานด้านเทคนิคของ UNFCCC เรื่องเกี่ยวกับ Non-economic Loss ภายใต้บริบทของคณะทำงานชุดเดียวกัน ให้นิยามว่า “ความสูญเสียและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความสัมพันธ์กับการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) กล่าวคือ หากต้นทุนด้าน Mitigation และ Adaptation เพิ่มขึ้น ย่อมจะส่งผลให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากความเสียหายและความสูญเสียมีค่าน้อยลง” (UNFCCC, 2013a) หรืออย่างกรณีของเอกสารเชิงเทคนิคเรื่อง Slow Onset Event ซึ่งไม่มีการกำหนด Working Definition (UNFCCC, 2012c) ไว้ แต่ในเอกสารมีการอ้างงานศึกษาของ Hoffmaister, Stabinsky, & Thanki  (2012) และ Stabinsky & Hoffmaister (2012) รวมถึงงานวิจัยอื่น ๆ ซึ่งใช้คำนิยามเรื่อง Loss and Damage ในลักษณะเดียวกันกับคำนิยามข้างต้น

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาของ Verheyen (2012)  และ Durand and Huq (2015) หากพิจารณาความหมายของคำศัพท์ “Loss” และ “Damage” แยกกัน จะพบว่างานศึกษาส่วนใหญ่จะตีความ “Loss” คือ ความสูญเสียซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก ในขณะที่ “Damage” คือความเสียหายที่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนเดิมได้ อีกทั้งการศึกษาส่วนมากกำหนด Working Definition ของ Loss and Damage ไว้ในลักษณะเดียวกันกับ UNFCCC ที่กล่าวว่า ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ ส่วนที่เหลือ (residual) จากความพยายามทำ Mitigation และ Adaptation ดังเช่น งานศึกษาของ Warner and Van der Geest (2013) ซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลวิจัยจาก 9 ประเทศ เพื่อหาแนวทางรับมือความเสียหายที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ใช้นิยามในลักษณะเดียวกัน เพื่อหาสาเหตุว่าเหตุใดความเสี่ยงและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเกิดขึ้น และเหตุใดกลไกการทำ Mitigation และ Adaptation ยังไม่เพียงพอที่จะกำจัดความเสียหายให้หมดไปได้ คำนิยามในลักษณะนี้มีความสมเหตุสมผล เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่ต้องการประเมินความเสี่ยงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และต้องการหามาตรการเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว จึงต้องนิยามให้ Loss and Damage, Mitigation และ Adaptation นั้นมีความสัมพันธ์กันและเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขไปพร้อมกัน

ทั้งนี้มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่หยิบยกประเด็นเรื่องคำนิยามมาตั้งข้อสังเกตว่า การไม่สามารถกำหนดนิยามอย่างเป็นทางการในการประชุม UNFCCC นั้น เป็นประเด็นทางการเมืองมากกว่าประเด็นทางเศรษฐศาสตร์หรือประเด็นทางวิทยาศาสตร์  เนื่องจากการกำหนดนิยามชัดเจนอาจจะส่งผลให้การเจรจาเรื่องดังกล่าวคืบหน้าต่อไปได้ยาก เพราะประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนามีความเห็นที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะข้อกังวลของประเทศพัฒนาแล้วที่เกรงว่าคำนิยามที่ชัดเจนอาจจะสามารถนำไปสู่การเรียกร้องความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศหมู่เกาะ จากประเทศพัฒนาแล้วได้ (Durand & Huq, 2015; Johnson, 2016;  Stockholm Environment Institute, 2016; และ Vanhala & Hestbaek, 2016) จึงทำให้การเจรจาไม่เน้นหนักในเรื่องการกำหนดนิยาม แต่เน้นเรื่องการสร้างกลไกการรับมือกับผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

  1. การประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น คือการประเมินผลกระทบของเหตุการณ์ (Events) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเหตุการณ์อาจจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง การระบาดของโรค เป็นต้น หรือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช้าๆ แต่เกิดต่อเนื่องกัน เช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล อุณหภูมิ การที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายไป ฯลฯ (UNFCCC, 2012c) ทั้งนี้สามารถแบ่งการประเมินออกได้เป็นหลายรูปแบบ เช่น การประเมินแยกตามลักษณะของความสามารถในการฟื้นคืนของสิ่งที่ถูกกระทบ (แยกความสูญเสียและความเสียหายออกจากกัน) หรืออาจแยกตามลักษณะของความเสียหายที่คิดมูลค่าเป็นตัวเงินได้กับไม่สามารถคิดมูลค่าได้ (มีตลาดหรือไม่มีตลาดสำหรับสิ่งที่สูญเสียและเสียหาย) ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเรื่องหนึ่งอาจจะมองให้อยู่ในรูปของทั้งความสูญเสียและความเสียได้ในคราวเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การที่เกิดภาวะน้ำท่วมทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย (ความเสียหายที่เป็นตัวเงิน) ซึ่งในคราวเดียวกันอาจจะทำให้หน้าดินถูกชะล้างไปจนพื้นดินไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก (ความสูญเสียที่เป็นตัวเงิน) และประชาชนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานเนื่องจากพื้นที่ไม่เหมาะแก่การทำอาชีพเพาะปลูกอีกต่อไป (ความสูญเสียที่ไม่เป็นตัวเงิน) เป็นต้น

 

  1. บทสรุป

การพิจารณาความสูญเสียและความเสียหายให้ครอบคลุมรอบด้านนั้นมีความสำคัญมากต่อการเตรียมตัวรับมือกับปัญหา หากพิจารณาต้นทุนต่าง ๆ ได้ไม่ครบถ้วนย่อมส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างไม่ยั่งยืน เพราะความเสี่ยงจากปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ทั้งนี้การตัดสินใจกำหนดนโยบายที่ต้องการลงทุนหรือจำกัดการเจริญเติบโตของประเทศนั้นเป็นสิ่งที่หลายประเทศไม่อยากทำ เนื่องจากเห็นว่าส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ทว่า หากทุกคนมองเพียงเสียความเสียหายที่เป็นตัวเงินอย่างเดียว ไม่ได้มองถึงความสูญเสียอื่นๆ ที่ไม่เป็นตัวเงิน หรือต้นทุนค่าเสียโอกาสที่จะเกิดขึ้น ย่อมจะทำให้การประเมินมูลค่าของผลกระทบที่เกิดขึ้นต่ำกว่าความเป็นจริง และจะส่งผลให้การกำหนดนโยบายเพื่อรับมือกับผลกระทบ (Adaptation) หรือแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Mitigation) เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การตัดสินใจกำหนดกรอบวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจจะน้อยเกินไป หรือมาตรการทางการคลังเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วผลเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจของประเทศอยู่ดี ดังที่งานวิจัยของ Stern (2007) ระบุว่า หากแต่ละประเทศในโลกไม่ร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง จะส่งผลเสียต่อมนุษย์รุนแรง โดยหากเทียบเป็นระดับของสวัสดิการที่เกิดขึ้นจากการบริโภค จะประมาณการเทียบได้กับการบริโภคเฉลี่ยของแต่ละคนลดลงมากถึงระดับร้อยละ 5 – 20 แต่หากโลกใช้มาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้ขึ้นโดยลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้นทุนต่อระบบเศรษฐกิจของโลกจะมีมูลค่าประมาณร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมเท่านั้น

ในอนาคตข้างหน้า หากมนุษย์ไม่ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ผลกระทบดังกล่าวจะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้ และความรุนแรงของผลกระทบนั้นจะมีมูลค่ามาก และส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศที่มีรายได้น้อย อย่างไรก็ดี นักวิจัยชั้นนำยังเชื่อว่า มนุษย์ยังพอมีเวลาให้ปรับตัว เช่น การพัฒนาเทคโนโยลีสะอาด การใช้พลังงานทางเลือก การสร้างสิ่งปลูกสร้างและระบบเตือนภัยธรรมชาติล่วงหน้า (early warning system) รวมถึงการลงทุนในงานศึกษาวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอื่นๆ โดยควรจะเริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นการลดความรุนแรงของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อลดความเสี่ยง เตรียมการรับมือ และพยายามปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อช่วยให้ความเสียหายที่จะเกิดจากผลกระทบนั้นบรรเทาลงบ้าง ถึงแม้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเตรียมพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องมีต้นทุนเกิดขึ้น และอาจมีมูลค่าสูงหรือกระทบกับราคาสินค้า หรือความสามารถในการบริโภคของแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญที่เราทุกคนควรตระหนักคือ เราควรพิจารณาเรื่องการเตรียมการดังกล่าวเปรียบเสมือนการลงทุน ให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจไปในแนวทางสีเขียวและยั่งยืน เพื่อให้คนในรุ่นหลังได้อยู่บนโลกใบนี้อย่างไม่ลำบากมากนัก

 

เอกสารอ้างอิง

Durand, A., & Huq, S. (2015). Defining loss and damage: Key challenges and considerations for developing an operational definition. Dhaka, Bangladesh: ICCCAD: International Centre for Climate Change and Development.

Hoffmaister, J. P., Stabinsky, D., & Thanki, N. (2012). Loss and damage: key issues and considerations for the Bangkok regional expert meeting. Briefing Paper on Loss and Damage, Third World Network, Asia and Eastern Europe Regional Meeting 27-29 August 2012, Bangkok.

IPCC. (2007). Climate Change 2007: Synthesis Report. Contribution of Working Groups I, II and III to the Fourth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change. Geneva, Switzerland: IPCC.

IPCC. (2012). Managing the Risks of Extreme Events and Disasters to Advance Climate Change Adaptation. A Special Report of Working Groups I and II of the Intergovernmental Panel on Climate Change. Cambridge, UK, and New York, NY, USA: Cambridge University Press.

Johnson, C. A. (2016, November). Holding Polluting Countries to Account for Climate Change: Is “Loss and Damage” Up to the Task?: Loss and Damage. Review if Policy Research, 50-66. doi:10.1111/ropr.12216

Stabinsky, D., & Hoffmaister, J. P. (2012). Loss and Damage: Some key issues and considerations. Briefing Paper on Loss and Damage, Third World Network, Latin America Regional Meeting 23- 25 July 2012, Mexico City.

Stern, N. (2007). The Economics of Climate Change: The Stern Review. Cambridge, UK: Cambridge University Press.

Stockholm Environment Institute. (2016). Defining loss and damage: The science and politics around one of the most contested issues within the UNFCCC. Stockholm: Stockholm Environment Institute.

UNEP. (2011). Towards a Green Economy: Pathways to Sustainable Development and Poverty Eradication – A Synthesis for Policy Makers. St-Martin-Bellevue, France: 100 Watt. Retrieved from http://www.unep.org/greeneconomy

UNFCCC. (2012a). A literature review on the topics in the context of thematic area 2 of the work programme on loss and damage: a range of approaches to address loss and damage associated with the adverse effects of climate change. Subsidiary Body for Implementation, Thirty-seventh session. Doha: FCCC/SBI/2012/INF.14.

UNFCCC. (2012c). Slow onset events. Technical Paper. FCCC/TP/2012/7.

UNFCCC. (2013). Non-economic losses in the context of the work programme on loss and damage. Technical Paper. FCCC/TP/2013/2.

Vanhala, L., & Hestbaek, C. (2016, November). Framing Climate Change Loss and Damage in UNFCCC Negotiations. Global Environmental Politics, 16(4), 111-129.

Verheyen, R. (2012). Tackling Loss & Damage – A new role for the climate regime? The Loss and Damage in Vulnerable Countries Initiative. Bonn: Germanwatch.

Warner, K., & van der Geest, K. (2013, October). Loss and damage from climate change: local-level evidence from nine vulnerable countries. International Journal of Global Warming, 5(4), 367-386.

 

Green Roof: หลังคาเขียวกับหลังคาไทย

หิริพงศ์ เทพศิริอำนวย
นักศึกษาปริญญาเอก คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยหิดล

หลังคาเขียวคืออะไร?  

ไม่ว่าจะเป็น Green Roof, Roof Garden, Vegetated Roof หรือ Eco Roof ถือเป็นคำที่แสดงถึงลักษณะที่คล้ายคลึงกันและเป็นตัวแทนที่สำคัญของการจัดการหลังคาที่เรียกว่า “หลังคาเขียว” จากการศึกษาของนักวิจัยในสถาบัน Stormwater Institute, Lawrence Technological University (2006) ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า การจัดการหลังคาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ “หลังคาเขียว” มีกำเนิดมากว่า 1,000 ปี (500 ก่อนคริสตกาล) ใน “สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน” ซึ่งถือเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก โดยใช้การปลูกหญ้ากกและพรรณไม้หลายชนิดบนหลังคาเพื่อทำหน้าที่เป็น “ฉนวนกันความร้อน” ทำให้บ้านมีอุณหภูมิที่อบอุ่นในฤดูหนาว และเย็นในฤดูร้อน

ในปัจจุบันมีหลากหลายประเทศที่ดำเนินการด้าน “หลังคาเขียว” มามากกว่า 1 ทศวรรษ โดยสถาปนิกและวิศวกรในประเทศเยอรมนีได้ริเริ่มพัฒนาขึ้นใน ค.ศ. 1960 แล้วจึงแพร่หลายไปยังประเทศอื่น อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สิงคโปร์ แคนาดา ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น โดยมีการพัฒนาโครงสร้างที่มีความซับซ้อนและเป็นระบบมากขึ้นทั้งแผ่นชั้นกันราก ระบบระบายน้ำ ฉนวนกันความร้อน ชั้นกั้นไอน้ำ ชั้นโรงรับโครงสร้าง และ/หรืออื่นๆ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของหลังคาเขียว

หลังคาเขียวแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบคือ หลังคาเขียวใช้สอย (Intensive Green Roof หรือ Roof Garden) คือ หลังคาเขียวที่มุ่งประโยชน์ใช้สอย เช่น ใช้เป็นสวนหลังคา หรือ พื้นที่นันทนาการของอาคาร และหลังคาเขียวไม่ใช้สอย (Extensive Green Roof) คือ หลังคาเขียวที่เน้นประโยชน์ทางด้านสิ่งแวดล้อม (รูปที่ 1) โดยหลังคาเขียวใช้สอยมีน้ำหนักประมาณ 180 – 500 กิโลกรัม/ตารางเมตร ความลึกดิน 4-8 นิ้ว มีต้นทุนในการสร้างและบำรุงรักษาค่อนข้างสูง เนื่องจากพืชพรรณที่ปกคลุมจะมีความหลากหลาย (หญ้า ไม้พุ่ม) และจำเป็นต้องมีระบบรดน้ำ ขณะที่หลังคาเขียวไม่ใช้สอยมีน้ำหนักอยู่ที่ 60 – 150 กิโลกรัม/ตารางเมตร ความลึกดิน 3-7 นิ้ว และใช้ต้นทุนในการสร้างและบำรุงรักษาต่ำ เพราะประกอบด้วยหญ้าและไม้ขนาดเล็กเป็นหลัก และไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบรดน้ำ

GR 1

รูปที่ 1 โครงสร้างและตัวอย่างของหลังคาเขียวใช้สอย (บน) และหลังคาเขียวไม่ใช้สอย (ล่าง)

ที่มา: ปรับปรุงจาก The Benefits and Challenges of Green Roofs on Public and Commercial Buildings A Report of the United States General Services Administration (2011) และ Green Roof Types (2018)

ข้อดี (ผลประโยชน์) และข้อเสีย (ต้นทุน) ของหลังคาเขียว

ข้อดีและข้อเสียของการปรับเปลี่ยนจากหลังคาแบบ “ทั่วไป” มาเป็น “หลังคาเขียว” โดยข้อดีหรือผลประโยชน์ของหลังคาเขียวแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก (International Green Roof Association, 2018B) คือ

(1) ผลประโยชน์ส่วนบุคคล

(1.1) เพิ่มอายุการใช้งานของหลังคา พบว่า โดยเฉลี่ยหลังคาที่ไม่มีพรรณไม้ปกคลุมจะมีอายุการใช้งานประมาณ 15-25 ปี เนื่องด้วยแรงกดดันจากปัจจัยทางชีวเคมี เช่น ความร้อน ฝน และรังสียูวี เป็นต้น “หลังคาเขียว” จะช่วยป้องกันระบบกันน้ำฝนและยืดอายุของการใช้งานของหลังคาให้ยาวนานขึ้นด้วยการทำหน้าที่เป็นแนวกันชนไม่ให้ลม ฝน และอุณหภูมิทำร้ายโครงสร้างของหลังคา

(1.2) ลดเสียงรบกวน พบว่า หลังคาเขียวช่วยป้องกันเสียงรบกวนได้ 3-8 เดซิเบลบี (dB) และมีประโยชน์ต่อประชาชนที่พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ที่มีเสียงดัง เช่น สนามบิน สถานบันเทิง และโรงงานอุตสาหกรรม

(1.3) เป็นฉนวนป้องกันความร้อน จากการศึกษาของ German Institute for Construction Engineering พบว่า หลังคาเขียวจะช่วยลดอุณภูมิของอาคารลงผ่านการพิจารณา Thermal Resistance Values (R-Values) และจะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันในการผลิตพลังงานสำหรับอาคารลงได้ 1-2 ลิตร/ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสำหรับผู้ดำเนินการ

(2) ผลประโยชน์สาธารณะ

(2.1) เป็นระบบนิเวศและที่อยู่อาศัยสำหรับสัตว์และพืช พบว่า หลังคาเขียวสามารถ “ชดเชย” การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของมนุษย์ที่เปลี่ยนพื้นที่ธรรมชาติมาเป็นตึกอาคาร โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของแมลงและนกหลายชนิด และทำหน้าที่เชื่อมโยงระบบนิเวศและวงจรทางธรรมชาติที่ถูกแบ่งแยกออกจากกัน นอกจากนี้ยังช่วยปรับภูมิทัศน์และระบบนิเวศเมือง (Urban Ecology) ให้ดีขึ้น

(2.2) ลดปริมาณน้ำฝนที่ไหลลงสู่ระบบท่อระบายน้ำ พบว่า หลังคาเขียวสามารถลด ดูดซับ และชะลอน้ำฝนที่จะลงสู่ท่อระบายน้ำได้ร้อยละ 50-90 ซึ่งมีความสำคัญต่อการจัดการน้ำในเมืองและการจัดการน้ำท่วม

(2.3) ลดมลพิษในอากาศและอุณหภูมิของเมือง พบว่า หลังคาเขียวสามารถดูดซับ/กรองสารพิษในอากาศในหลายประเภท เช่น ไนตรัสออกไซด์ คาร์บอนมอนออกไซด์ สารระเหยง่าย และฝุ่น ซึ่งใน 1 ตารางเมตรจะสามารถดูดซับได้สารพิษได้ 0.2 กิโลกรัม โดยต้นไม้แต่ละประเภทก็มีความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในตัวมันเอง (แตกต่างกันตามชนิดพันธุ์และอายุ) ซึ่งส่งผลต่อการลดปัญหาโลกร้อน อย่างไรก็ตามยังพบว่า หลังคาเขียวจะช่วยลดความแตกต่างของอุณหภูมิในเมืองและชานเมืองลง (ปรากฏการณ์เกาะความร้อนหรือ Urban Heat Island Effect) โดยหลังคาเขียวสามารถดูดซับพลังงานคามร้อนที่ปล่อยออกมาจากอาคารได้ร้อยละ 80

หลังคาเขียวมีข้อเสียหรือต้นทุนที่แตกต่างกันไปตามประเภท/รูปแบบ และอาจเป็น 2 เท่าของต้นทุนในการสร้างหลังคาทั่วไป ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายของโครงสร้างที่มากขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการปลูกและบำรุงรักษาพืชพันธุ์บนหลังคา

จากการศึกษาของนักวิจัยในหน่วยงาน United States General Services Administration พบว่า หลังคาเขียวมีอายุการใช้งานประมาณ 40 ปี มีระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ 6.2 ปี สำหรับค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ (อัตราผลตอบแทนภายในเท่ากับร้อยละ 5.2) และ 6.6 ปี สำหรับค่าเฉลี่ยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (อัตราผลตอบแทนภายในเท่ากับร้อยละ 4.2)

อย่างไรก็ตามพบว่า การสร้างหลังคาเขียวมีแนวโน้มที่จะให้ผลประโยชน์มากกว่าต้นทุน โดยผลจากการวิเคราะห์ต้นทุนผลประโยชน์จากหน่วยงานเดียวกัน พบว่า มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ของต้นทุนอยู่ที่ 22.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 0.42 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตารางฟุต และมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ของผลประโยชน์เท่ากับ 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 3.3 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตารางฟุต

 

หลังสีเขียวในบริบทของประเทศไทย

คำถามคือ แล้วประเทศไทยดำเนินการด้านนี้ (หลังคาสีเขียว) มากน้อยแค่ไหน อย่างไร? หากพิจารณาในรูปแบบของ “การปลูกต้นไม้” บนหลังคา พบว่า มีมานานกว่า 30 ปี โดยในช่วงแรกเป็นเพียงการตกแต่งหลังคาให้สวยงามและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ใช้สอยเหลือใช้บนหลังคาหรือดาดฟ้าเท่านั้น แต่ต่อมาได้มีการดำเนินการที่เป็นระบบมากขึ้น เช่น การรับน้ำหนัก และการกันน้ำซึม โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ หลังคาเขียวอาคารชุดพักผ่อนการ์เดนคลิฟ 2 จังหวัดชลบุรี (สร้างในพ.ศ. 2524) และสวนหลังคาอาคารชุดพักอาศัยอาคารตรีทศมารีนา กรุงเทพมหานคร (สร้างในพ.ศ. 2536) ดังแสดงในรูปที่ 2

GR 2

รูปที่ 2 หลังคาเขียวอาคารชุดพักผ่อนการ์เดนคลิฟ 2 (ซ้าย) และสวนหลังคาอาคารชุดพักอาศัยอาคารตรีทศมารีนา (ขวา)

ที่มา: ปรับปรุงจากหลังคาเขียวกับภาวะโลกร้อน (2556)

 

ทั้งนี้พบว่า หลังคาเขียวเชื่อมโยงกับการให้คะแนนตามเกณฑ์การประเมินอาคารเขียวไทย (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability; TREES) ของสถาบันอาคารเขียวไทย (Thai Green Building Institute (TGBI), 2017) โดยเกี่ยวข้องกับเกณฑ์การประเมินด้านผังบริเวณและภูมิทัศน์ (Site and Landscape; SL) เช่น มีพื้นที่เปิดโล่งเชิงนิเวศไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของพื้นที่ฐานอาคารหรือร้อยละ 20 ของพื้นที่โครงการ มีการจัดการการซึมน้ำและลดปัญหาน้ำท่วม มีการจัดสวนบนหลังคาหรือสวนแนวตั้ง และมีพื้นที่ดาดฟ้าที่รับรังสีตรงจากดวงอาทิตย์ไม่เกินร้อยละ 50 ของพื้นที่โครงการ และเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การประเมินด้านพลังงานและบรรยากาศ (Energy and Atmosphere; EA) เช่น ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการผลิตพลังงานหมุนเวียน (กรณีมีการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์หรือ Solar Cell) รวมถึงอาจมีความเกี่ยวข้องกับเกณฑ์การประเมินด้านวัสดุและทรัพยากร (Materials and Resources; MR) เช่น การปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection; EP) และเกณฑ์การประเมินด้าน นวัตกรรมสีเขียว (Green Innovations; GI) ในประเด็นด้านการใช้ทรัพยากรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การที่ “หลังคาเขียว” กับ “เกณฑ์การประเมินอาคารเขียวไทย” มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันย่อมเป็นแรงกระตุ้นในทางที่ดี เพราะผู้ประกอบการด้านอาคารน่าจะมีแนวโน้มหันมาสนใจการปรับเปลี่ยนพื้นที่ว่างบนดาดฟ้าหรือหลังคาแบบปกติมาเป็นหลังเขียวมากขึ้น อย่างไรก็ดี การส่งเสริมโดยภาครัฐย่อม/พึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยพบว่า ในหลายประเทศที่ดำเนินการด้านนี้มีการจัดการและจัดตั้งกฏระเบียบที่ดี เช่น เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี เมืองโคเปนฮาเกน ประเทศเดนมาร์ก เมืองพอร์ทแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น โดยเมืองเหล่านี้มีการส่งเสริมผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การสนับสนุนทางการเงิน (ประมาณ 10-20 ยูโร/ตารางเมตร) การลดภาษีน้ำฝน/น้ำประปา (ร้อยละ 50) และการตั้งกฏกติกา/กฏระเบียบให้สอดคล้องแผนการจัดการของท้องถิ่น เป็นต้น

หากประเทศไทยในยุค 4.0 หวังที่ดำเนินการที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น “หลังคาเขียว” ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ อย่างไรก็ดีข้อคำนึงถึงด้านชนิดพันธุ์ของพืช สภาพแวดล้อม/ภูมิอากาศ โครงสร้างทางวิศวกรรม รวมถึงการดูแลรักษาที่ดียังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจดำเนินการที่ขาดเสียไม่ได้ทีเดียว

 

เอกสารอ้างอิง

International Green Roof Association (IGRA). (2018A) Green Roof Types. สืบค้นจาก http://www.igra-world.com/types_of_green_roofs/index.php [เมื่อ 27 มกราคม 2561].

International Green Roof Association (IGRA). (2018B) Benefits of Green Roofs. สืบค้นจาก

http://www.igra-world.com/benefits/index.php [เมื่อ 27 มกราคม 2561].

Stormwater Institute, Lawrence Technological University. (2006) History of Greenroofs. สืบค้นจากhttps://www.ltu.edu/water/greenroofs_history.asp [เมื่อ 26 มกราคม 2561].

Thai Green Building Institute (TGBI). (2017) Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability for Existing Building: Operation and Maintenance. Bangkok, Thailand.

United States General Services Administration. (2011) The Benefits and Challenges of Green Roofs on Public and Commercial Buildings A Report of the United States General Services Administration. Washington, D.C., United             States.

สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร. (2556) หลังคาเขียวกับภาวะโลกร้อน สืบค้นจาก

http://bangkokgreencity.bangkok.go.th/ Knowledge-Based/Article/InterestingArticles/หลังคาเขียวกับภาวะโลกร้อน.aspx [เมื่อ 26 มกราคม 2561]

การสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นาย คมศักดิ์ สว่างไสว
นักวิชาการประจำ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เกริ่นนำ

ภาคธุรกิจถือว่าเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนมิติต่างๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การจ้างงาน การสร้างนวัตกรรม สังคม หรือสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าภาคธุรกิจมีความตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยตัวของตัวเองแล้ว ย่อมจะส่งผลดีต่อทั้งสังคมและประเทศชาติในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การให้ภาคธุรกิจดำเนินงานธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพียงฝ่ายเดียว อาจจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น ถ้าปราศจากการสนับสนุนจากภาครัฐ ที่สามารถมองภาพรวมของเศรษฐกิจสีเขียวและการเติบโตสีเขียวได้ดีกว่า ดังนั้น ในบทความนี้จะนำเสนอการดำเนินงานเพื่อการสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ ที่มีเป้าหมายการสนับสนุนที่เน้นทั้งบริษัทและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

 

เครื่องมือสำหรับ Green Business Environment Reform ของ DCED

Donor Committee for Enterprise Development (DCED) เป็นฟอรั่มแบ่งปันประสบการณ์ที่ใช้ได้ในทางปฏิบัติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคเอกชน ซึ่งมีผู้เข้าร่วม ได้แก่ ผู้บริจาค มูลนิธิ และหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ เป็นต้น ทั้งนี้ DCED จะมีส่วนช่วยสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตสีเขียว (Green Growth) และการเติบโตอย่างทั่วถึง (inclusive Growth) ในภาคเอกชน โดยการประสานสองแนวคิดที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าด้วยกัน คือ แนวคิดการเติบสีเขียว (Green Growth – GG) ซึ่งหมายถึง แผนงานหรือนโยบายที่มีเป้าหมายประสบความสำเร็จในการเจริบเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน กับแนวคิดการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Business Environment Reform – BER) ซึ่งหมายถึง นโยบาย แผนงาน และกฎระเบียบที่มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนในการทำธุรกิจ ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และสนับสนุนการสร้างและการเปิดตลาด โดยเมื่อแนวคิดทั้งสองได้ประสานกันแล้วจะกลายเป็นแนวคิดการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจสีเขียว (Green Business Environment Reform – GBER) ทั้งนี้ DCED ได้นำเสนอเครื่องมือที่มีศักยภาพในการประสานสองแนวคิดนี้เข้าด้วยกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  1. เงินอุดหนุนสำหรับผลกระทบภายนอกเชิงบวกและสินค้าสาธารณะ เงินอุดหนุนควรสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งผลกระทบภายนอกเชิงบวก เช่น นวัตกรรมของผลิตภัณฑ์สีเขียว เป็นต้น ซึ่งเงินอุดหนุนสามารถมีเป้าหมายที่แตกต่างกันได้ เช่น การสนับสนุนประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือการสนับสนุนการผลิตที่สะอาดในภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น รวมทั้งการให้เงินอุดหนุนจะต้องมีการวางวัตถุประสงค์อย่างละเอียดละออ ตัวอย่างเช่น การให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทที่ผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในขณะที่ การให้สินเชื่อแก่บริษัทในการสนับสนุนการผลิตพลังงานไว้ใช้เอง จะมีประสิทธิภาพในการบรรลุเป้าหมายของการลดการใช้เชื้อเพลิงในบริษัทมากกว่าการให้เงินอุดหนุนแก่บริษัท เนื่องจากการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการดำเนินการงานที่ไม่ได้ส่งผลต่อการลดต้นทุนการผลิต ในขณะที่ การผลิตพลังงานไว้ใช้เองในบริษัทจะเป็นการลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ ด้วยเหตุนี้แรงจูงใจที่มีต่อบริษัทในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของแต่ละประเภทของการสนับสนุนของรัฐจึงไม่เหมือนกัน เป็นต้น
  2. การปฎิรูปเงินอุดหนุนที่ก่อให้เกิดปัญหาทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอหรือที่ลดผลตอบแทนการลงทุนสีเขียว การปฏิรูปเงินอุดหนุนจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลกระทบระยะสั้นกับผลกระทบระยะยาว โดยในระยะสั้นส่วนใหญ่จะเป็นผลกระทบทางลบที่เกิดกับการผลิต การบริโภค และการจ้างงาน ส่วนในระยะยาวส่วนใหญ่จะเป็นผลกระทบทางบวกที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมในการทำธุรกิจ และการลดการกีดกันปัจจัยการผลิตสีเขียวและผลิตภัณฑ์สีเขียว ทั้งนี้ เงินอุดหนุนที่บิดเบือนสามารถก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติที่มากเกินไป ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดการลดผลตอบแทนของการลงทุนสีเขียวด้วย
  3. การออกใบอนุญาต (permit หรือ allowance) แบบบูรณาการ อาที การออกใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถนำไปซื้อขายได้ (tradable GHG emission allowance) จะทำให้ประสบความสำเร็จในการลดก๊าซเรือนกระจกและการปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยใบอนุญาตจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ (3.1) ใบอนุญาตปล่อยมลพิษ (3.2) ใบอนุญาตสำหรับทรัพยากรต่างๆ เช่น การจัดหาน้ำ คุณภาพน้ำ และการประมง เป็นต้น และ (3) ใบอนุญาตการใช้ที่ดิน อาคาร และธุรกิจ เช่น ใบอนุญาตก่อสร้างที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับอาคารเขียว เป็นต้น
  4. ทรัพยสิทธิ (property right) การกำหนดทรัพยสิทธิของทรัพยกรธรรมชาติที่เฉพาะเจาะจงจะทำให้ผู้ถือครองสิทธิมีแรงจูงใจในการรักษาและใช้ทรัพยากรนั้นอย่างยั่งยืน ทรัพยสิทธิถือเป็นหัวใจหลักของการวางโครงสร้างทางสถาบัน (institutional structure) สำหรับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งในที่นี้ทรัพยสิทธิอาจจะอยู่ในรูปของทรัพย์สินส่วนบุคคล ทรัพย์สินสาธารณะ หรือทรัพย์สินของรัฐก็ได้
  5. ระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยมลพิษ (transferable emission permit) และระบบจ่ายค่าตอบแทนนิเวศบริการ (payment for ecological services) ทั้งสองระบบมีเป้าหมายในเรื่องการจัดตั้งและบริหารสิทธิ รวมทั้งการสร้างตลาดเพื่อการค้าขายสิทธิเหล่านี้ อย่างไรก็ตามสำหรับระบบจ่ายค่าตอบแทนนิเวศบริการ ผู้ใช้หรือผู้ได้รับประโยชน์จากนิเวศบริการจะจ่ายค่าตอบแทนทางตรงไปยังปัจเจกบุคคลหรือชุมชน ที่มีการใช้ที่ดินตรงตามข้อกำหนดของนิเวศบริการ ส่วนระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยมลพิษ จะมีการออกใบอนุญาตให้กับผู้ปล่อยมลพิษ ซึ่งสามารถนำไปซื้อขายต่อได้ โดยราคาของใบอนุญาตจะสร้างแรงจูงใจเพื่อลดต้นทุนการลดมลพิษ
  6. การเข้าถึงข้อมูลตลาด เครื่องมือสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลตลาดเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะทำให้สังคมตระหนักรับรู้และมีกิจกรรมที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การจัดการระบบธรรมชาติ และการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อหลักการเศรษฐกิจสีเขียว เป็นต้น ซึ่งเครื่องมือสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลตลาดมีอยู่ 3 เครื่องมือ คือ (1) ระบบการศึกษาและการอบรม เพื่อสร้างทักษะด้านเศรษฐกิจสีเขียว (6.2) การรายงานทางสิ่งแวดล้อมของบริษัทต่างๆ เพื่อให้ทราบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริง และ (6.3) ระบบรับรองมาตรฐานสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อจะช่วยให้ผู้ผลิตสินค้าสีเขียวได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม
  7. ธรรมาภิบาล ธรรมาภิบาลสาธารณะถือว่าเป็นหัวใจหลักในการประสบความสำเร็จของนโยบาย BER หรือ GG ซึ่งธรรมภิบาลสาธารณะประกอบไปด้วย (1) การพัฒนานโยบายที่ปรับปรุงคุณภาพของกฏระเบียบ เช่น ความสามารถในการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม (7.2) ความมีประสิทธิภาพของรัฐบาล เช่น การปรับปรุงศักยภาพของการบังคับใช้นโยบายสิ่งแวดล้อม และ (7.3) สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและภาระรับผิดชอบ เช่น การสร้างความมั่นใจในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น
  8. ภาษีและค่าธรรมเนียมผลกระทบภายนอกทางลบ หมายถึง ภาษีที่เก็บกับปัจเจกบุคคลและบริษัทที่ไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมหรือการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และค่าธรรมเนียมที่เก็บกับปัจเจกบุคคลและบริษัทเพื่อนำมาใช้ในการลดผลกระทบภายนอกทางลบของกิจกรรมของปัจเจกชนหรือบริษัท เช่น การควบคุมมลพิษทางอากาศและทางเสียง การปรับปรุงคุณภาพน้ำในแม่น้ำ เป็นต้น ในทำนองเดียวกันภาษีและค่าธรรมเนียมนี้ก็สามารถถูกเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนการบริการของภาครัฐได้ เช่น การประปา และการจัดการขยะ เป็นต้น

 

การสนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืนของรัฐบาลสวีเดน

รัฐบาลสวีเดนได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืนเป็นอย่างมาก อันจะเห็นได้จากการมีนโยบายสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การลดก๊าซเรือนกระจก การลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมและการใช้สารเคมีอันตราย การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การสนับสนุนการบริโภคที่ยั่งยืน และระบบการเงินที่คำนึงการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่มุ่งตรงไปยังภาคธุรกิจและนโยบายที่เน้นการเติบโตระดับภูมิภาค เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมเพื่อสังคม ความเป็นผู้ประกอบการสังคม และการยกระดับไปสู่เศรษฐกิจวงรอบ (Circular Economy) เป็นต้น ทั้งนี้รัฐบาลสวีเดนมีหน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่สนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืน ดังนี้

  • Vinnova เป็นหน่วยงานด้านนวัตกรรมของสวีเดน มีหน้าที่ในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการให้ทุนกับการวิจัยและการพัฒนาระบบนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ
  • Almi Företagspartner AB มีหน้าที่ให้เงินกู้แก่ SMEs ที่มีศักยภาพในการเติบโตและสามารถทำกำไรได้ โดยการให้สินเชื่อจะมีเงื่อนไขว่า บริษัทจะต้องมีแนวคิดธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ให้คำแนะนำด้านโอกาสทางธุรกิจและความเสี่ยงของธุรกิจที่ยั่งยืนให้กับบริษัทต่างๆ ด้วย
  • The Swedish Agency for Economic and Regional Growth มีหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืน และการเติบโตของภูมิภาคที่ยั่งยืน โดยหน่วยงานจะแสวงหาทางเลือกของธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปพัฒนาธุรกิจทั่วทั้งประเทศ
  • The National Agency for Public Procurement มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ส่งสินค้าในเรื่องกฎเกณฑ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของการจัดซื้อ
  • Business Sweden มีหน้าที่ในการสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินงานธุรกิจที่ยั่งยืนและการสนับสนุน SMEs โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมสินค้าส่งออกที่ยั่งยืน
  • EKN มีหน้าที่ออกใบรับรอง (guarantee) สำหรับสินค้าส่งออก โดยการรับรองจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชนและสภาพการจ้างงาน การต่อต้านคอรัปชั่น และการสนับสนุนการให้กู้ยืมที่ยั่งยืนแแก่ประเทศที่ยากจน
  • AB Svensk Exportkredit (SEK) มีหน้าที่สนับสนุนอุตสาหกรรมส่งออกของสวีเดนในด้านการเงิน โดยมีเครื่องมือเงินกู้สีเขียว ที่สนับสนุนโครงการการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ชาญฉลาดต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate-Smart Economy) ซึ่งโครงการเหล่านี้จะถูกประเมินในเรื่องจริยธรรมทางธุรกิจ และมุมมองด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุน TBL SMMEs ในประเทศแอฟริกาใต้ ของ SEED

SEED เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2012 โดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme – UNEP) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme – UNDP) และสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature – IUCN) ทั้งนี้ SEED มีหน้าที่เสริมสร้างศักยภาพให้กับวิสาหกิจระดับรากหญ้าในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อที่จะเพิ่มพูนผลประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และสร้างสะพานเชื่อมโยงกันระหว่างผู้ประกอบการกับผู้วางนโยบายของรัฐ รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนและความเป็นหุ้นส่วนซึ่งกันและกัน

สำหรับในประเทศแอฟริกาใต้นั้น SEED ได้มุ่งมั่นที่จะให้วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดจิ๋ว (Small, Medium and Micro Enterprises – SMMEs) ประสบความสำเร็จในการเติบโตสีเขียว (GG) และการเติบโตอย่างทั่วถึง (inclusive Growth) โดยการรับเอาแนวคิด “ไตรกำไรสุทธิ” (Triple Bottom Line – TBL) ได้แก่ ผลกระทบทางสังคม (คน) ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (โลก) และความสำเร็จด้านการเงิน (กำไร) เป็นต้น เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโมเดลธุรกิจตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัย SMMEs ในประเทศแอฟริกาใต้ของ SEED ทำให้ได้ทราบถึงปัญหาต่างๆ ของ SMMEs จึงได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อปัญหาต่างๆ ดังแสดงในตารางข้างล่างนี้

 

ตารางที่ 1 ปัญหาที่ค้นพบและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุน TBL SMMEs ในประเทศแอฟริกาใต้

 

ปัญหาที่ค้นพบ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1. ปัญหาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างและสามารถแข่งขันได้ และปัญหาด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ของ SMMEs 1. สนับสนุนการประสานงานและการตั้งเป้าหมาย ในการสร้างทักษะด้านนวัตกรรมและการตลาด ตั้งแต่ยังเป็นเพียงความคิดเริ่มต้นให้กับผู้ประกอบการ
2. SMMEs มีความยากลำบากในการเข้าถึงตลาดในวงกว้างผ่านทางหุ้นส่วนทางธุรกิจ เช่น เครือข่ายค้าปลีก เป็นต้น 2. บริการนายหน้าเพื่อหาหุ้นส่วนทางธุรกิจ

3. สิ่งจูงใจที่มากกว่าการทำ CSR ของหุ้นส่วนทางธุรกิจ และ SMMEs มีส่วนร่วมและเข้าใจกฎระเบียบใหม่ รวมทั้งการมีส่วนร่วมกับหุ้นส่วนทางธุรกิจ

4. จัดหาบริการข้อมูลตลาดที่อยู่บนฐานของเทคโนโลยี

3. เสถียรภาพทางการเงินมาจากทุนให้เปล่าของรัฐบาล หรือการบริจาคจากต่างประเทศ มากกว่าการพัฒนาตลาดและรายรับ 5. ปรับปรุงบริการนายหน้าให้สามารถเข้าถึงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายและพันธมิตร รวมทั้งสามารถเข้าถึงเงินทุนต่างๆได้

6. สนับสนุนแผนงานการเติบโตของวิสาหกิจ เพื่อเปลี่ยนจากการได้รับเงินทุนให้เปล่าเป็นจากรายรับแทน

7. ปรับปรุงแผนงานนักลงทุนและการร่วมทุน

8. แผนงานพัฒนาความคิดและนวัตกรรมตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น เพื่อให้เกิดการสร้างตลาดและเสถียรภาพทางการเงิน

4. การลงทุนในทรัพย์สินประเภททุนมีความสำคัญเป็นอันดับแรกสำหรับ SMMEs และการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การประปา และชลประทาน

 

9. สิ่งจูงใจทางภาษี

10. Green SMMEs มักดำเนินงานในพื้นที่ที่ขาดโครงสร้างพื้นฐานของสาธารณูปโภคต่างๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาชนบทและเกษตรกรรม ดังนั้น จึงต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมจากรัฐบาลจังหวัดและท้องถิ่น

5. SMMEs ประสบปัญหาในการเลือกประเภทนิติบุคคล (เช่น สหกรณ์ ทรัสต์ หรือบริษัท) เพื่อที่จะสามารถดำเนินกิจการทั้งแสวงหากำไรและไม่แสวงหากำไรได้อย่างต่อเนื่อง

 

11. ปรับปรุง 2008 Companies Act เพื่อสร้างกรอบกฎหมายสำหรับวิสาหกิจลูกผสม (hybrid enterprise)

12. แผนงานความเป็นผู้ประกอบการที่รวมข้อมูลของ New Companies Act of 2008 เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพ

13. เพื่อให้มั่นใจว่าระบบภาษีจะไม่ส่งผลกระทบทางลบกับกำไรของวิสาหกิจ TBL

6. หน่วยงานและสถาบันวิจัยภาครัฐมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนนวัตกรรม แต่ยังขาดกลไกการมีส่วนร่วมที่ได้ผลดีกับ SMMEs 14. ปรับปรุงกลไกเพื่อที่จะพัฒนาการมีส่วนร่วมและความเป็นหุ้นส่วนกับ SMMEs
7. รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้มีส่วนได้เสียหลักและผู้ได้รับผลประโยชน์ทันทีทันใดของผลกระทบจาก TBL ของ SMMEs

 

15. ให้อำนาจรัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเพื่อบ่มเพาะและสนับสนุนความริเริ่ม TBL

16. การยกเว้นหรือการยืดหยุ่นในด้านกฎหมายและภาษีให้กับท้องถิ่น

8. คุณค่าของ TBL จะต้องถูกปรับให้เข้ากับประเด็นด้านเพศภาวะ เพราะผู้หญิงเป็นตัวแทนที่ดีในการริเริ่ม TBL ทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับผู้นำ 17. ขยายเป้าหมายด้านเพศภาวะ ให้รวมถึงความเสมอภาคด้านเพศภาวะ การมีส่วนร่วมของเยาวชนและความเหนียวแน่นของครอบครัว
9. เนื่องจากมีข้อจำกัดทางด้านการเงิน TBL SMMEs ส่วนใหญ่จึงไม่สามารถจ้างแรงงานแบบถาวร และไม่สามารถให้สวัสดิการได้

 

18. พัฒนากรอบการทำงานของการจ้างงานระยะสั้นและงานนอกเวลา เพื่อให้วิสาหกิจ TBL มีความยืดหยุ่นและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

19. ปรับกฎระเบียบแรงงานสำหรับ SMMEs เพื่อให้เกิดงานที่มีคุณค่า

10. สิ่งจูงใจในการปฏิบัติการด้านการจัดซื้อสีเขียวและการผลิตสีเขียวมีจำนวนน้อย

 

20. สิ่งจูงใจทางภาษีสำหรับธุรกิจจะไม่เป็นเพียงแค่ การรวม SMMEs ในสายโซ่อุปทาน แต่ยังรวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างที่ยั่งยืน และการกำจัดขยะด้วย
11. การเรียนรู้และการอบรมการปฏิบัติการสีเขียวมักจะเกิดขึ้นภายในองค์กรมากกว่าชุมชน 21. สนับสนุนการเรียนรู้ของชุมชนและผู้ด้อยโอกาส

22. การเป็นหุ้นส่วนกับหน่วยงานท้องถิ่นในการสนับสนุนการศึกษาให้กับ SMMEs และชุมชน

12. การได้รับใบรับรองระดับนานาชาติของ SMMEs เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ดังนั้น การได้รับรางวัลหรือใบรับรองระดับท้องถิ่นจึงสิ่งที่มีความสำคัญมาก

 

23. พัฒนาระบบการให้คะแนนสำหรับวิสาหกิจ TBL และผลิตภัณฑ์ของพวกเขา ซึ่งมีความสำคัญในระดับท้องถิ่นและเป็นไปตามมาตรฐานนานาชาติ

24. สมาคมและหน่วยงานต้องมีการจัดประเภท SMMEs ที่มีความยืดหยุ่น และสอนคล้องกับสมาชิกภาพของบริษัท

ที่มา: SEED (2015)

 

 

อ้างอิง

DCED. (2017). The Search for Synergy: Business Environment Reform and Green Growth. สืบค้นจาก https://www.enterprise-development.org/wp-content/uploads/GGWG_BERGuide_Final.pdf

Government Offices of Sweden. (2017). Sustainable Business: the Government’s Policy for Sustainable Business. สืบค้นจาก https://www.government.se/49171b/contentassets/ c2dc5f1cb30b40fb941aa2796c4387ae/sustainable-business_webb.pdf

SEED. (2015). Growing Green and Inclusive Entrepreneurship for Sustainable Development in South Africa. สืบค้นจาก https://www.seed.uno/download/?file=images%2Fdocuments%2F1907%2Fa4 seedpolicyreportsouthafricaweb.pdf&id=1907&att=1