Category Archives: Publications

This is for publications.

การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม: บทเรียนของการลดโลกร้อนจากประเทศเยอรมนี และข้อคิดสำหรับประเทศไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.กิริยา กุลกลการ
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นร่วมสมัยที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก นานาประเทศต่างเห็นพ้องกันว่า จะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาวิกฤตโลกร้อน โดยกำหนดไว้ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติปีพ.ศ. 2558 และข้อตกลงปารีสว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ ปีพ.ศ. 2558 และในส่วนของประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนข้อตกลงทั้งสอง และให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) และมีแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ศ. 2558-2593)

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ ได้ออกรายงานสำคัญว่า สังคมทั่วโลกจะต้องยอมเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ทั้งในวิธีการใช้พลังงาน การคมนาคมขนส่ง และการก่อสร้าง เพื่อหลีกหนีให้พ้นผลอันเลวร้ายที่สุดของภาวะโลกร้อน โดยเตือนให้ทั่วโลกช่วยกันปกป้องไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จากเดิมที่กำหนดไว้ 2 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง มีการประกาศรางวัลโนโบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีพ.ศ. 2561 ผลปรากฎว่า วิลเลียม นอร์ดเฮาส์ (William Nordhaus) นักเศรษฐศาสตร์ที่มีผลงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นหนึ่งในสองของผู้ได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลดังกล่าว จึงเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องสำคัญอย่างแท้จริง

ในส่วนของขบวนการแรงงานในระดับสากลได้ตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาโลกร้อน แต่มีความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ทั้งในวิธีการใช้พลังงาน การคมนาคมขนส่ง และการก่อสร้าง เพื่อหลีกหนีปัญหาโลกร้อนดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน จึงได้ร่วมกันพัฒนากรอบแนวคิด “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” หรือ Just transition ขึ้น และประสบความสำเร็จเบื้องต้นในการรณรงค์ให้ข้อตกลงปารีสว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ ยอมรับว่า จะต้องคำนึงถึงประเด็นนี้

บทความนี้จึงจะพยายามอธิบายถึงกรอบแนวคิด “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” โดยในส่วนแรกจะได้กล่าวถึงความหมายของแนวคิดดังกล่าว และเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ในส่วนที่สองจะได้กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนีในประเด็นดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการไปดูงานที่ประเทศเยอรมนีในระหว่างวันที่ 7-13 ตุลาคม พ.ศ. 2561[1] และในส่วนสุดท้ายจะได้นำเสนอข้อคิดในประเด็นดังกล่าวสำหรับประเทศไทย

 

ส่วนที่ 1: การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just transition) คืออะไร

 

การเปลี่ยนผ่าน (Transition) ในที่นี้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง (Structural change) ทางเศรษฐกิจและสังคม จากโครงสร้างปัจจุบันไปสู่โครงสร้างใหม่ โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือจากนโยบายของภาครัฐ เช่น การเปลี่ยนผ่านจากประเทศเกษตรกรรมไปเป็นประเทศอุตสาหกรรม การค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศเนเธอแลนด์เมื่อปีพ.ศ. 2502 ส่งผลให้ภาคพลังงานขยายตัว ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆได้หดตัวลงอย่างมาก หรือนโยบายเปิดเสรีทางการค้าหรือโลกาภิวัตน์ทำให้การค้าขายระหว่างประเทศง่ายขึ้น การนำเข้าส่งออกระหว่างประเทศส่งผลให้ภาคการผลิตที่สามารถผลิตสินค้าได้ถูกกว่าคู่แข่งต่างชาติสามารถขยายขนาดการผลิต ในขณะที่ภาคการผลิตที่มีต้นทุนสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งต่างชาติมีขนาดเล็กลง

โดยการเปลี่ยนผ่านในบทความนี้ จะหมายถึง การเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนเข้มข้นมาเป็นคาร์บอนต่ำ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน สืบเนื่องมาจากการตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของนานาประเทศส่งผลให้ประเทศต่างๆคำนึงถึงผลกระทบของการผลิตและการบริโภคต่อสิ่งแวดล้อม และกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นในสินค้าที่ถูกผลิตและส่งออก

วิธีการเปลี่ยนผ่านเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การลดการพึ่งพิงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านหินลิกไนต์มาเป็นพลังงงานหมุนเวียน เช่น พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้เหมืองและโรงงานไฟฟ้าถ่านหินต้องปิดตัวลง แรงงานในเหมือง โรงงานไฟฟ้า และอุตสาหกรรมต่อเนื่องต้องตกงานหรือหางานทำใหม่ ในขณะเดียวกันก็จะเกิดโอกาสทางธุรกิจและการจ้างงานขึ้นในภาคพลังงานหมุนเวียน หรือการเปลี่ยนแปลงในภาคการคมนาคมขนส่งมวลชนและรถยนต์ส่วนบุคคลจากที่ใช้น้ำมันมาเป็นรถไฟฟ้า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะส่งผลต่อผู้ผลิตและแรงงานที่ผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน แต่ก็เป็นโอกาสของธุรกิจและการจ้างงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า

จะเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนเข้มข้นมาเป็นคาร์บอนต่ำเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนดังกล่าว มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้ แต่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมเกิดขึ้นด้วย โดยจะมีผู้เสียประโยชน์และผู้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งส่งผลต่อการกระจายรายได้ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของคนในสังคม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ในด้านหนึ่งจึงส่งผลดีในแง่สิ่งแวดล้อม เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆและเป็นโอกาสสำหรับการจ้างงาน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมจำนวนมากที่ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนเข้มข้น และเป็นแหล่งจ้างงานของแรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะสถานประกอบการขนาดเล็กและกลางและแรงงานที่ยังไม่มีความพร้อมในด้านทักษะแรงงานและการเงินในการพัฒนาไปสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะมีความเสี่ยงที่จะว่างงานหรือมีรายได้น้อยลง

 

ความเป็นธรรม (Justice)

อมาตยา เซน (2011) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีพ.ศ. 2541 กล่าวว่า การค้นหาความเป็นธรรมที่สมบูรณ์เป็นเรื่องลำบาก ความไม่เป็นธรรมเป็นสิ่งที่ชัดเจนกว่า เราจึงควรค้นหาความไม่เป็นธรรมที่รุนแรง แล้วไปแก้ไขเสีย

คึกฤทธิ์ ปราโมช[2]  กล่าวว่า ความเป็นธรรมนั้นเกิดขึ้นได้ยาก หรือเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะความเป็นธรรมเป็นความเห็นในเรื่องประโยชน์ของตนเอง เป็นประโยชน์ที่เห็นว่าตนพึงมีพึงได้ ซึ่งไม่ตรงกับของคนอื่น เพราะคนอื่นก็ย่อมมีความเห็นในเรื่องประโยชน์ของเขา และเมื่อเกิดความเป็นธรรมสำหรับคนใดคนหนึ่งแล้ว คนอื่นก็อาจต้องเสียประโยชน์ จึงไม่เป็นธรรมสำหรับคนอื่น เมื่อคนมารวมกันอยู่เป็นสังคม และต่างคนต่างถือเอาประโยชน์ของตนเป็นมาตรวัดความเที่ยงธรรมแล้ว ก็จะเกิดกรณีพิพาทระหว่างบุคคล หรือระหว่างกลุ่มขึ้นเสมอ ไม่มีทางจะตกลงกันได้ เช่น นายจ้างก็มีความเห็นอย่างหนึ่ง ลูกจ้างก็มีความเห็นอีกอย่างหนึ่ง จึงต้องหาทางระงับหรือยุติข้อพิพาทให้ได้ จึงเกิดยุติธรรมขึ้น ซึ่งเป็นความเป็นธรรมที่ทำให้ยุติกรณีพิพาท ไม่ใช่ความเป็นธรรมดั่งตราชั่ง ด้วยเหตุนี้ความยุติธรรมจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับใจแต่ละคน แต่ขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมายทั้งปวงที่กำหนดประโยชน์ที่แต่ละคนพึงมีพึงได้

ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม[3] กล่าวว่า ความเป็นธรรมที่แท้จริงไม่มีในโลกนี้ ความเป็นธรรมเป็นนามธรรม ส่วนความเป็นธรรมที่เป็นรูปธรรมนั้นไม่มีใครตอบได้ สิ่งที่ตอบได้เป็นความเห็นของคนๆหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะไม่ตรงกับความเห็นของคนอื่น ฉะนั้น ความเป็นธรรมจึงเป็นความเห็น ไม่ใช่ความจริง การค้นหาความเป็นธรรมนั้นยากมาก เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ มีความเป็นธรรมหรือไม่ ลูกจ้างอาจจะเห็นว่าต่ำไปไม่พอกับการยังชีพ ในขณะที่นายจ้างอาจจะเห็นว่าหากสูงกว่านี้ จะมีกำไรลดลงและแข่งขันกับคู่แข่งไม่ได้ ซึ่งไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม มองว่า ความเป็นธรรมหากเกิดขึ้นได้มีหนทางเดียว คือ ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มาเจรจาหารือ ศึกษาพิจารณารร่วมกัน ในรูปแบบของการสานเสวนา (Dialogue) ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของระบอบประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรอง ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมจัดการ หากคนที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาศึกษาพิจารณา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปรึกษาหารือกัน จนได้ความคิดเห็นร่วมกันในการกำหนดทิศทาง นโยบาย มาตรการ วิธีการ ระยะเวลา และกลไกกำกับดูแลเพื่อให้เกิดผลจริง จึงจะใกล้เคียงกับความเป็นธรรมที่สุด เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมทั่วถึง ทุกภาคส่วนเห็นว่าทำแบบนี้จึงจะดี ซึ่งไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม  เห็นว่า นอกจากเศรษฐกิจแล้ว ยังมีเรื่องของสังคม เช่น  วัฒนธรรม ความเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเรื่องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ด้วย โดยการมีส่วนร่วมต้องมีเทคนิค มีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาล จึงจะสามารถหาความเห็นร่วมกันได้ว่า ประเทศที่พึงปรารถนาควรเป็นอย่างไร แล้วจึงมาร่วมกันคิดว่ายุทธศาสตร์อันจะนำไปสู่ประเทศที่พึงปรารถนาจะเป็นอย่างไร

 

ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม จึงหมายถึง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ทุกฝ่าย ทั้งนายจ้าง แรงงาน ผู้บริโภค ประชาชนทั่วไป และภาครัฐ ได้มีส่วนร่วมในการคัดสรรเทคโนโลยี และเจรจาจัดสรรผลประโยชน์ร่วมกัน

 

ส่วนที่ 2: บทเรียนจากประเทศเยอรมนี

            จากการศึกษาดูงานในประเทศเยอรมนี ทั้งในส่วนภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ภาคการเมือง ได้แก่ สมาชิกรัฐสภาของพรรคประชาธิปไตยสังคมแห่งเยอรมนี (Social Democratic Party of Germany: SDP) สถาบันคลังสมอง (Think tank)จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (FES), Spree Academy, Future Lab Lausitz, สถาบัน E3G (สถาบันอิสระด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ), องค์กร Bread for the World, Dena (สำนักงานพลังงานเยอรมัน), Wuppertal Institute for Climate, Environment and Energy สหภาพแรงงาน 3 แห่ง ได้แก่ Ver.di (สหภาพแรงงานด้านบริการ), สมาพันธ์สหภาพแรงงานเยอรมัน (DGB), IG Metal (สหภาพแรงงานคนงานในอุตสาหกรรมโลหะ) และภาคประชาสังคม 2 แห่ง ได้แก่ Lausitzer Perspectives และ หมู่บ้านพลังงานหมุนเวียน Feldheim สรุปสาระสำคัญของการดูงานไว้ 4 ข้อ ดังนี้

 

            2.1 การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศเยอรมนี

ประเทศเยอรมนีให้ความสำคัญในเรื่องพลังงานมาตั้งแต่ยุควิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้นในปีค.ศ. 1977 ซึ่งในขณะนั้นเป็นเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจที่ต้องการลดภาระการพึ่งพิงน้ำมันที่มีราคาแพง ไม่ใช่เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ต่อมาในปีค.ศ. 2011 เกิดโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมะในประเทศญี่ปุ่นระเบิดขึ้น  ประเทศเยอรมนีจึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยปิดโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ภายในปีค.ศ. 2020 ในขณะที่อุตสาหกรรมเหมืองแร่ถ่านหินมีขนาดและความสำคัญต่อประเทศลดลงมาโดยตลอด เพราะไม่สามารถแข่งขันราคากับต่างประเทศได้ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ในช่วงเริ่มต้นรัฐบาลจะยังพยายามให้การอุดหนุนและมีความหวังว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่ของเยอรมนีจะสามารถกลับมาเจริญเฟื่องฟูได้อีกก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในภาคพลังงานถ่านหินจึงเกิดขึ้นจากปัจจัยด้านโลกาภิวัตน์

ต่อมาเมื่อประเทศเยอรมนีได้ตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนมากขึ้น จึงได้ดำเนินการตามข้อตกลงปารีสว่าด้วยเรื่องการแก้ไขปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงที่ได้กำหนดเป้าหมายว่าทั่วโลกจะต้องช่วยกันควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้ายุติการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ และยุติการใช้พลังงานถ่านหินลงในที่สุดภายในปีค.ศ. 2050 โดยหันไปผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และเพิ่มพื้นที่การทำสวนพลังงานหมุนเวียน ปัจจุบันสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นร้อยละ 35 และมีเป้าหมายจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 80 ภายในปี 2050 รองลงมาเป็นพลังงานจากถ่านหินลิกไนต์ ร้อยละ 23 โดยลิกไนต์มีปริมาณคงเหลือในปัจจุบัน 6.1 พ้นล้านตัน ซึ่งจะมีพอใช้ไปได้อีกประมาณ 30 ปี

ทั้งนี้ ทัศนคติด้านสิ่งแวดล้อมของคนเยอรมัน มีวิวัฒนาการแบ่งได้เป็น 4 ลำดับ ดังนี้ 1. ไม่ยอมรับว่า สิ่งแวดล้อมเป็นปัญหา 2. สิ่งแวดล้อมไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะต้องให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจก่อน 3. ยอมรับว่า เป็นปัญหา แต่แก้ไขอะไรไม่ได้ และ 4. เห็นพ้องกันว่า เป็นปัญหาที่จำเป็นต้องแก้ไข โดยการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำนั้นเกี่ยวข้องกับทั้งภาคพลังงาน การคมนาคมขนส่ง เกษตรกรรม และก่อสร้าง แต่ภาคที่ประสบความสำเร็จและโดดเด่นมากที่สุดในเยอรมนี ได้แก่ ภาคพลังงาน ในขณะที่ภาคอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคมนาคมขนส่งยังพัฒนาช้ามากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ รถยนต์ที่ใช้ในประเทศเยอรมนียังคงใช้น้ำมันในการขับเคลื่อนเป็นหลัก

 

2.2  ประเด็นถกเถียงในเรื่องการคุ้มครองภูมิอากาศและความเป็นธรรม

เมื่อ 5 ปีก่อน ประเด็นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้สร้างความกังวลใจเป็นอย่างมากว่าจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง ทั้งในเรื่องราคาพลังงานที่จะเพิ่มสูงขึ้น พลังงานจะมีไม่เพียงพอและไม่เสถียร และการจ้างงานจะลดลง แต่ปัจจุบันความกังวลดังกล่าวได้คลี่คลายลงไปอย่างมาก ประเทศเยอรมนีสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 28 จากเป้าที่ตั้งไว้ร้อยละ 50-95% ภายในปีค.ศ. 2050 ในขณะที่ต้นทุนค่าพลังงานไม่ได้แพงขึ้น เยอรมนีสามารถผลิตพลังงานไว้ใช้ในประเทศได้เพียงพอ และมีเหลือสำหรับส่งออกด้วย จากเดิมที่เคยเป็นประเทศผู้นำเข้า นอกจากนี้ ได้แก้ไขปัญหาความไม่สม่ำเสมอของพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ด้วยการใช้แบตตารี่เก็บกักพลังงานไฟฟ้า ซึ่งแม้แบตตารี่จะมีราคาแพง แต่ก็มีความคุ้มค่า การจ้างงานในภาคพลังงานหมุนเวียนได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 330,000 งานในปีค.ศ. 2015 ยกเว้น พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่ยังไม่สามารถแข่งขันราคากับต่างประเทศได้ โดยเฉพาะประเทศจีน นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียนยังทำให้เกิดนวัตกรรม และทำให้จำนวนการจดสิทธิบัตรของเยอรมนีเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย

ภาคพลังงานถ่านหินได้มีบทบาทน้อยลงในภาพรวมระดับประเทศ ทั้งในแง่การเป็นแหล่งรายได้และการจ้างงาน กล่าวคือ แรงงานที่ทำงานอยู่ในโรงงานไฟฟ้าถ่านหินมีจำนวนประมาณ 20,000 คน และในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอีกประมาณ 36,000 คน รวมเป็น 56,000 คน คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.2 ของผู้มีงานทำและอยู่ในระบบประกันสังคม แต่อุตสาหกรรมนี้มีความสำคัญกับภูมิภาคที่เป็นแหล่งผลิตอยู่มากพอควร เพราะเหมืองถ่านหินลิกไนต์ในประเทศเยอรมนีกระจุกตัวอยู่ใน 3 ภูมิภาคเท่านั้น ได้แก่ เลาซิทซ์ ซึ่งมีแรงงานอยู่ในโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน 8,300 คน และในกิจกรรมเกี่ยวข้อง 13,000 คน รวมคิดเป็นร้อยละ 17.5 ของผู้มีงานทำในอุตสาหกรรมการผลิตของภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำไรน์ ซึ่งมีแรงงานอยู่ในโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน 9,300 คน และในกิจกรรมเกี่ยวข้อง 14,000 คน รวมคิดเป็นร้อยละ 10.2 ของผู้มีงานทำในอุตสาหกรรมการผลิตของภูมิภาค และ โคโลญจน์ ซึ่งมีแรงงานอยู่ในโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน 2,400 คน และในกิจกรรมเกี่ยวข้อง 4,000 คน รวมคิดเป็นร้อยละ 3.5 ของผู้มีงานทำในอุตสาหกรรมการผลิตของภูมิภาค นอกจากนี้ ภูมิภาคที่ผลิตถ่านหิน 3 แห่งนี้ ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่เหมือนกัน เช่น บางภูมิภาคอาจสามารถปรับตัวได้ง่ายกว่า เพราะมีภาคการผลิตอื่นรองรับ หรืออยู่ใกล้กับเมืองใหญ่ จึงจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า

การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศเยอรมนีที่ผ่านมาได้ค่อยๆเกิดขึ้นโดยเริ่มต้นจากเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน และเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจของเยอรมนีเข้มแข็ง ส่งผลให้ประชาชนปรับตัวได้ง่ายขึ้นและมีระยะเวลาเพียงพอ อย่างไรก็ดี สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมครั้งนี้ แม้ว่าประชาชนเกือบทั้งประเทศจะเห็นพ้องต้องกันแล้วว่า พลังงานหมุนเวียนเป็นสิ่งจำเป็น และแม้ไม่มีผลต่อการจ้างงานในเชิงปริมาณ แต่มีผลเชิงคุณภาพของการจ้างงาน และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสิ่งแวดล้อมที่ตั้งไว้สูงมาก การเปลี่ยนผ่านจะต้องครอบคลุมในทุกส่วน ทั้งการคมนาคมขนส่ง การเกษตรและก่อสร้าง  ซึ่งจะกระทบคนจำนวนมาก เช่น หากเปลี่ยนจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นรถยนต์ไฟฟ้า จะกระทบแรงงานจำนวน 1 ใน 7 ของแรงงานทั้งประเทศ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านนี้จำเป็นต้องนำเรื่องความยุติธรรม ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เข้ามาร่วมพิจารณาด้วย ซึ่งเครื่องมือสำคัญที่ใช้เพื่อได้มาซึ่งความเป็นธรรมคือ ทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมถกเถียงแสดงความคิดเห็นกัน ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องยากที่จะเอาทุกฝ่ายมาพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน แต่จำเป็นต้องทำ เพราะถ้าหากไม่ทำอะไรเลย จะเกิดหายนะขึ้นกับโลกได้ และไม่ว่าจะสามารถคิดหานโยบายที่ดีมากเพียงไรก็ตาม ย่อมต้องมีผู้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จึงจำเป็นต้องมีสวัสดิการมารองรับ

ประเทศเยอรมนีได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการว่าด้วยการเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและการจ้างงาน (Growth, Structural Change and Employment)หรือที่เรียกกันว่า คณะกรรมการถ่านหิน ประกอบด้วย กรรมการจากหลายๆฝ่ายจำนวน 28 คน ในจำนวนนี้มีตัวแทนจาก 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเศรษฐกิจและพลังงาน กระทรวงสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม นักวิชาการด้านต่างๆ และตัวแทนสหภาพแรงงาน 3 คน เป็นคณะกรรมการที่เป็นอิสระจากรัฐบาล มีการถกเถียงกันในประเด็นเรื่องเป้าหมายที่จะลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงในแต่ละปี ราคาพลังงานที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร ภาคเศรษฐกิจใหม่จะมีลักษณะอย่างไรในแต่ภูมิภาค ประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างไร จะมีมาตรการหรือสวัสดิการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบทางลบและครอบครัวอย่างไรบ้าง ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้เริ่มทำงานตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปีค.ศ. 2018 และจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนตุลาคม ปีค.ศ. 2018 นี้ นอกจากการจัดตั้งคณะกรรมการถ่านหินแล้ว ยังมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายพันธมิตรภาคประชาสังคมด้านภูมิอากาศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ข้อมูลข่าวสารความคิดเห็น และตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ และมีองค์กรคลังสมองหลายแห่งมาช่วยกันศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงอีกด้วย

สำหรับสวัสดิการรองรับกรณีว่างงานเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานนั้น คาดว่า จะประกอบด้วย เงินจากประกันการว่างงานที่จ่ายร้อยละ 80 ของเงินเดือนที่เคยได้รับเป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นเงินที่ได้จากระบบประกันสังคม หลังจาก 1 ปีจะได้รับเงินสงเคราะห์ค่าครองชีพ นอกจากนี้ จะยังมีเงินจากกองทุนที่ได้รับจากสหภาพยุโรป (EU) เงินช่วยเหลือจากภาครัฐกรณีปิดกิจการที่ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของบริษัทและลูกจ้าง และเงินชดเชยกรณีถูกลดชั่วโมงทำงานลง โดยต้องเพิ่มชั่วโมงฝึกอบรมทดแทน ซึ่งน่าจะมีการจัดตั้งกองทุนใหม่เพื่อใช้สำหรับเรื่องนี้เป็นการเฉพาะต่อไป นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจะแจกเงิน 20,000 ยูโรให้ประชาชนทุกคนได้เอาไปใช้ปรับทักษะและคุณวุฒิด้านการศึกษาเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอีกด้วย

 

2.3        บทบาทของสหภาพแรงงานในช่วงการเปลี่ยนผ่าน

สหภาพแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศมีความเห็นตรงกันว่า การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องจำเป็น เพราะ  “จะไม่มีการจ้างงานบนโลกที่ตายแล้ว”(จูดี้ บอนด์ส) โดยสิ่งแวดล้อมและการจ้างงานไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน แต่สามารถไปด้วยกันได้ สหภาพแรงงานไม่ได้มองการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในด้านลบ แต่มองเห็นถึงโอกาสที่จะมีการจ้างงานใหม่ๆเกิดขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในยุคที่มีการนำเครื่องจักรและคอมพิวเตอร์มาใช้มากขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้การจ้างงานลดลง เพียงแต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน มีคนเข้าไปนั่งทำงานในสำนักงานมากขึ้นและมีเครื่องทุ่นแรงช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภาคแรงงานได้เรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม กล่าวคือ ในขณะที่ต้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ก็ต้องลดความเสี่ยงที่จะเกิดกับภาคแรงงานด้วย โดยได้มีการเสนอข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ดังนี้

  1. เงื่อนไขการจ้างงานในภาคพลังงงานหมุนเวียนจะต้องดีเหมือนภาคพลังงานถ่านหิน
  2. ต้องมีการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก่อน
  3. ต้องมีการสนทนาระหว่างภาครัฐ ภาคส่วนอื่นๆ และจะละเลยภาคแรงงานไม่ได้
  4. ต้องมีการอบรมทักษะใหม่ให้กับแรงงาน
  5. ต้องดูแลสวัสดิการให้กับแรงงานที่ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้ เช่น แรงงานที่มีอายุมาก

 

ซึ่งแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมนี้ได้รับการตอบรับโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)ที่ได้มีการกำหนดเป็นข้อแนะนำออกมา และในข้อตกลงปารีสก็ได้มีการนำเอาแนวคิดนี้ไปเป็นประเด็นพูดคุย แนวความคิดเรื่องการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ และร่วมกันเป็นพันธมิตร

สิ่งที่สหภาพแรงงานกำลังประสบในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของการเปลี่ยนผ่านคือ แม้ว่าอัตราการว่างงานจะลดลง แต่สมาชิกสหภาพแรงงานมีจำนวนลดลงตั้งแต่ปีค.ศ. 2000 เป็นต้นมา โดยในปัจจุบันมีจำนวน 6 ล้านคนทั่วประเทศ (คิดเป็นร้อยละ 14 ของแรงงานทั้งหมด) แรงงานในภาคพลังงานหมุนเวียนยังมีสัดส่วนในสหภาพแรงงานน้อยเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น นอกจากนี้ แม้จำนวนงานในภาคพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพการจ้างงานไม่ดีเท่ากับในภาคเศรษฐกิจเดิม ทั้งในแง่รายได้ การลาพักผ่อน ความมั่นคง สวัสดิการ และการมีส่วนร่วมของแรงงาน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะเป็นภาคเศรษฐกิจใหม่ บริษัทพลังงานหมุนเวียนจำนวนมากมีขนาดเล็กและยังไม่มั่นคง อีกทั้งความรู้ความเข้าใจในเรื่องสหภาพแรงงานของแรงงานยังมีไม่มาก สัญญาการจ้างงานจึงอาจยังไม่ได้มาตรฐาน และการที่แรงงานในภาคพลังงานหมุนเวียนยังมีสัดส่วนในสหภาพแรงงานน้อย ทำให้อำนาจการต่อรองต่ำ ดังจะเห็นว่า แรงงานในภาคถ่านหินที่เลาซิทส์มีอำนาจการต่อรองสูง ปัญหาการปิดเหมืองจึงได้รับความสนใจมาก ในขณะที่แรงงานในกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์ แม้ได้รับผลกระทบที่อุตสาหกรรมไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศจีนได้ กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าไรนัก

 

2.4 กรณีศึกษา

ภูมิภาคเขตเลาซิทซ์ (Lausitz)

เลาซิทซ์ เป็นภูมิภาคเขตตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเบอร์ลิน อยู่ติดกับประเทศโปแลนด์ ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 2 ชั่วโมง ปัจจุบันเลาซิทซ์มีประชากรอาศัยอยู่จำนวน 1.3 ล้านคน เดิมทีเคยเป็นเขตเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในเยอรมนีตะวันออก ในราวปีค.ศ. 1850 มีการใช้พลังงานไอน้ำเป็นครั้งแรก ลิกไนต์ในสมัยนั้นจึงเป็นเครื่องหมายของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ในช่วงปีค.ศ. 1920-1930 อุตสาหกรรมถ่านหินลิกไนต์จึงได้พัฒนาเฟื่องฟูขึ้นอย่างมาก จนกระทั่งเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมืองลิกไนต์จึงได้ซบเซาลง ต่อมาเมื่อมีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (เยอรมนีตะวันออก) ขึ้น อุตสาหกรรมถ่านหินลิกไนต์จึงกลับมาเฟื่องฟูขึ้นอีกครั้ง เพราะต้องใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อพัฒนาประเทศ เลาซิทซ์จึงกลายเป็นภูมิภาคที่ภาครัฐให้ความสำคัญ มีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่เป็นจำนวนมาก เศรษฐกิจของภูมิภาคนี้จึงพึ่งพิงอุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นหลัก และละเลยการพัฒนาภาคการผลิตอื่นๆ

ต่อมาเมื่อเยอรมนีตะวันตกและตะวันออกรวมเป็นประเทศเดียวกันในปีค.ศ. 1990 ส่งผลให้ภูมิภาคเขตเลาซิทซ์สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ด้วยเทคโนโลยีที่ล้าสมัยเทียบไม่ได้กับภูมิภาคเขตอื่นในเยอรมนีตะวันตก ทำให้เหมืองแร่เลาซิทซ์ต้องลดขนาดการผลิตลงอย่างมาก ผู้คนอพยพออกจากพื้นที่เพื่อไปหางานทำที่อื่น เลาซิทซ์จึงมีสภาพเป็นชนบทที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประชาชนที่นี่ซึ่งมีภาษาเป็นของตนเอง จึงมีความรู้สึกว่าเป็นพลเมืองชั้นสองที่ไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการรวมประเทศ การเปลี่ยนผ่านเพื่อควบรวมประเทศในครั้งนี้ไม่ได้การเตรียมการรองรับในเรื่องความเป็นธรรม

นโยบายด้านพลังงานของภาครัฐในปัจจุบันที่ต้องการลดการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินลง จึงจะยิ่งส่งผลซ้ำเติมภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานที่ทำงานในโรงงานไฟฟ้าลิกไนต์ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 7,000-8,000 คน ซึ่งในปัจจุบันผลิตไฟฟ้าร้อยละ 10 ของประเทศ อย่างไรก็ดี มีการประเมินว่า ในปีค.ศ. 2030 จำนวนแรงงานกว่า 2 ใน 3 จะเกษียณอายุ จึงจะเหลือแรงงานที่จะได้รับผลกระทบเพียง  2,000-2,500 คน ที่จำเป็นจะต้องปรับทักษะเพื่อไปทำงานอื่น และมีความพยายามจะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาคนี้ เช่น พลังงานหมุนเวียน การวิจัยและการพัฒนา และการท่องเที่ยว แต่ก็ประสบปัญหาที่สำคัญคือ การขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ หรือ ปัญหาสมองไหล ปัญหาของภูมิภาคเลาซิทซ์จึงไม่ใช่ปัญหาเรื่องไม่มีการจ้างงาน แต่เป็นปัญหาที่ไม่สามารถรักษาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพไว้ในภูมิภาคได้ ทั้งนี้ สถาบันคลังสมอง Future Lab Lausitz กำลังพยายามค้นหาอัตลักษณ์และนำเสนอสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับภูมิภาคนี้ ทั้งในเรื่องความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรม ประสิทธิภาพพลังงาน การคมนาคมและดิจิตัล สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว และอนาคตของการพัฒนาภูมิภาคนี้ ในขณะที่ภาคประชาสังคม Lausitzer Perspectives เป็นเวทีให้ประชาชน รวมถึงเด็กและเยาวชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมตอบโจทย์ว่า อนาคตของเลาซิทซ์จะเป็นอย่างไร และพิจารณาว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้าง โดยประชาชนส่วนใหญ่ของภูมิภาคเห็นด้วยกับการปิดเหมือง แม้สมาชิกบางส่วนของสหภาพแรงงานในภูมิภาคจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ซึ่งสัดส่วนของแรงงานที่จะได้รับผลกระทบจากการปิดเหมืองคิดเป็นเพียงร้อยละ 3.84 ของแรงงานทั้งหมดในเลาซิทส์เท่านั้น

 

หมู่บ้านพลังงานหมุนเวียนเฟลด์ไฮม (Feldheim)         

            เฟลด์ไฮม เป็นหมู่บ้านเล็กๆมีประชากรเพียง 130 คน ตั้งอยู่ห่างจากเบอร์ลิน 83 กิโลเมตรทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นหมู่บ้านที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใช้ได้อย่างเพียงพอภายในหมู่บ้านตั้งแต่ปีค.ศ. 2010 โดยพลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่เป็นพลังงานลม หมู่บ้านมีสวนพลังลมที่มีกังหันลมจำนวน 55 ตัว กังหันลมตัวแรกถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1995 นอกจากนี้ ยังมีสวนพลังงานแสงอาทิตย์อีกด้วย โดยชาวบ้าน สหกรณ์การเกษตร บริษัทพลังงานของเอกชน และภาครัฐได้ร่วมกันลงทุนตั้งโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทั้งลมและแสงอาทิตย์ ภายในหมู่บ้าน นอกจากนี้ ยังมีพลังงานชีวมวล (biogass) ที่ใช้ผลิตความอุ่นเพื่อใช้ในอาคารบ้านเรือน โดยในช่วงปีค.ศ. 2003-2004 ที่ราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะพืชไร่ตกต่ำ ในขณะที่ราคาไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างมาก สหกรณ์การเกษตรได้อาศัยวิกฤตนี้ หันมาผลิตพลังงานชีวมวล จากผลิตผลทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด ธัญพืช กิ่งไม้ และมูลสัตว์ โดยร่วมลงทุนกับบริษัทพลังงานของเอกชน ทั้งนี้ การที่หมู่บ้านเฟลด์ไฮมหันมาผลิตไฟฟ้าและความอุ่นด้วยพลังงานหมุนเวียนนี้ ทำให้หมู่บ้านไม่ต้องพึ่งพิงรายได้จากสินค้าเกษตรแต่เพียงอย่างเดียว เกิดการสร้างงานเพิ่มมากขึ้นในหมู่บ้าน สิ่งแวดล้อมสะอาดขึ้น ลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและความอุ่นลงมาก และการที่มีบริษัทเอกชนเข้ามาตั้ง ทำให้มีเงินที่ได้จากการจัดเก็บภาษี นำมาใช้สร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานภายในหมู่บ้าน

 

ส่วนที่ 3: ข้อคิดสำหรับประเทศไทย 9 ประการ

  1. คนไทยต้องตระหนักว่าโลกร้อนเป็นปัญหา และเป็นปัญหาใหญ่ ไม่แก้ไขไม่ได้ และต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน รอช้าไม่ได้ ต้องไม่ห่วงแต่ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ต้องตระหนักถึงการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย และโลกร้อนเป็นภัยคุกคามของโลก ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยต้องเข้าไปรับผิดชอบและร่วมกันแก้ไข โดยอาศัยโอกาสทางเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้ภารกิจกอบกู้รักษาโลกสำเร็จได้อย่างทันเวลา
  2. ภาครัฐต้องแสดงเจตจำนงอันแน่วแน่ ภาครัฐต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองที่จะออกนโยบายเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมา ภาครัฐไทยทำเพียงแค่ส่งเสริมรณรงค์ ยังไม่ได้มีนโยบายที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆในเชิงโครงสร้าง เช่น มีการรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการลดการใช้ถุงพลาสติก ก็กระทำกันอย่างจำกัด ไม่แพร่หลายในสังคมไทยโดยทั่วไป ยังไม่มีการเก็บภาษีคาร์บอน แม้จะมีการผลิตพลังหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น แต่ยังไม่มีการลดการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ซ้ำร้ายยังอาจมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ขึ้นอีก
  3. การเปลี่ยนผ่านต้องเป็นไปอย่างเป็นธรรม เมื่อภาครัฐมีนโยบายลดโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแล้ว ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดวิธีการเปลี่ยนผ่าน และเจรจาประสานประโยชน์ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมขึ้นในสังคม
  4. การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสื่อสารให้สังคมได้มั่นใจ ไม่หวาดกลัว และเห็นภาพตรงกันว่า การเปลี่ยนผ่านจะนำมาซึ่งเศรษฐกิจใหม่ที่มีลักษณะเป็นอย่างไร ชีวิตของคนในสังคมจะเป็นอย่างไร จะต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง และจะได้รับการชดเชยเยียวยาอย่างไรหากต้องได้รับผลกระทบทางลบ
  5. ข้อมูลและงานวิจัยมีความจำเป็น การเปลี่ยนผ่านจะมีผลกระทบแตกต่างกันไปตามพื้นที่ จึงจำเป็นต้องศึกษาหาข้อมูลเฉพาะของแต่ละพื้นที่ เพื่อหาทางออกที่เป็นไปได้และเหมาะสมกับพื้นที่หนึ่งๆ
  6. ภาคประชาสังคมต้องคิดก่อนการณ์ ประชาชนต้องรวมตัวกันสร้างเป็นเครือข่ายด้านภูมิอากาศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ คิดนำคนอื่น คอยตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ และประสานผลประโยชน์ของฝ่ายต่างๆ
  7. ความมั่นคงในการจ้างงานและสวัสดิการมีแนวโน้มลดลง มีความเป็นไปได้ว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ใช้พลังงานหมุนเวียนเข้มข้น จะส่งผลให้การแข่งขันในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ผู้ประกอบการในตลาดอาจไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่รายเหมือนก่อน แต่จะมีผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีขนาดเล็กลงและจำนวนมากขึ้นเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาด ซึ่งส่งผลดีในแง่การกระจายรายได้ แต่ในขณะเดียวกัน การจ้างงานจะมีความมั่นคงและสวัสดิการน้อยลง โดยเฉพาะในบริษัทใหม่ที่มีขนาดเล็กหรือเป็นบริษัทสตาร์ทอัพ จำนวนสมาชิกของสหภาพแรงงานก็มีแนวโน้มจะลดลงด้วยเช่นกัน
  8. พลังงานหมุนเวียนช่วยลดความจำกัดด้านพลังงาน ในบางพื้นที่ในประเทศไทยที่ไฟฟ้ายังมีไม่พอใช้ เช่น ทางภาคใต้ของไทย หรือยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เช่น พื้นที่ห่างไกลบนดอยสูง ถือเป็นโอกาสอันดีที่พลังงานหมุนเวียนจะเข้าไปช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้นด้วยการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน แทนที่จะลงทุนสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่
  9. แนวคิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี 4.0 รวมถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างๆของรัฐที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)เป็นต้น ที่จะมีผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ ซึ่งต้องมาร่วมพูดคุยประสานประโยชน์กันทุกฝ่าย เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไม่มีใครต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

เอกสารอ้างอิง

นิรมล สุธรรมกิจ และ กิริยา กุลกลการ (2560)การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม: การศึกษาเบื้องต้นถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อแรงงานในประเทศไทย. มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท.

Sen Amartya (2011)The Idea of Justice. Belknap Press. United States.

[1] การศึกษดูงานที่ประเทศเยอรมนีได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ทั้งนี้ บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2] วิวาทะระหว่าง พุทธทาสภิกขุ และ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เรียบเรียงโดย วรทัศน์ วัชรวสี ในหนังสือ คึกฤทธิ์ กับ ศาสนา (2012)

[3] งานสัมมนาประจำปี 2554 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

The MATTER : มองการท่องเที่ยวแบบเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม กับ รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

Tha Matter

เริ่มเข้าใกล้ช่วง high season ของการท่องเที่ยวไทย หลายคนอั้นวันหยุดไว้เพื่อมาปล่อยเอาเต็มที่ปลายปี คุณคงนั่งอ่านรีวิว เปิดดูวิวในอินสตราแกรม อ่านโฆษณานู่นนี่จนจิตใจเตลิด หรือจองทริปสุดรื่นเริงต่างจังหวัดราวกับร่างกายเรียกร้องให้กลับไปใกล้ชิดธรรมชาติอีกครั้ง สถานที่เที่ยวสุดฮิตในโลกออนไลน์ตามเก็บครบหรือยัง?

นักท่องเที่ยวเองอาจจะมีเส้นบางๆ เส้นหนึ่งที่แยกความแตกต่างระหว่างเที่ยวเพื่อ ‘กระจายรายได้’ กับเที่ยวเพื่อ ‘ไปใช้ทรัพยากรบ้านเขา’ ซึ่งให้ผลลัพธ์ระยะยาวต่อทรัพยากรประเทศต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณจังหวัดแนวชายฝั่งซึ่งเป็นพื้นที่มูลค่าสูง และถูกตักตวงทรัพยากรไปใช้ประโยชน์จนเสื่อมโทรม ทะเลไม่ได้มีแค่ชายหาดและคลื่นสวย ธรรมชาติถักทอพันเกี่ยวมากกว่านั้นระหว่างวิถีชีวิตมนุษย์และทรัพยากร

007
ที่มา : The MATTER

“ถ้าคุณอยากเห็นการท่องเที่ยวไทยที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไร ให้คุณลองไปเที่ยวหลังช่วง high season ดูสิ คุณจะเห็นทุกอย่างเละไปหมด คุณจะเห็นการท่องเที่ยวชนิดตักตวงทรัพยากรจนสถานที่เสื่อมโทรม คุณจะเห็นขยะที่คนก่อนหน้าทิ้งไว้ น้ำในโรงแรมคุณจะไม่ไหล อาหารที่คุณอยากกินจะไม่มี  นี่เป็นเพียงสิ่งที่คุณต้องเผชิญแค่ช่วงเวลาวันหยุด แต่กลับเป็นสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญตลอดทั้งชีวิต”

“สิ่งที่คุณทำเพียงเขียนรีวิวตำหนิสถานที่นั่นว่า แย่ ไม่ประทับใจ เสียความรู้สึก แต่คุณกลับไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของการรับผิดชอบนั้นเลย”

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิจัย ชวนเราคิดถึงความหมายของการท่องเที่ยวในนิยามใหม่ ที่มองลึกไปถึงทรัพยากรการท่องเที่ยวว่าทุกอย่างที่คุณใช้ ‘ล้วนมีที่มาที่ไป’ ไม่ได้เสกขึ้นมา เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง และเงินซ่อมทุกอย่างไม่ได้ หากนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่มองด้วยสายตาแบบ ‘เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม’ คุณอาจจะขนลุกกับการท่องเที่ยวครั้งที่ผ่านๆ มา …เราโยนความรับผิดชอบไว้ให้คนอื่นเสมอ

“คำถามก็คือ เราจะเรียกการท่องเที่ยวเช่นนี้ว่า การกระจายรายได้สู่สังคม หรือไปตักตวงใช้ทรัพยากรของเขามา?

“อย่าคาดหวังการท่องเที่ยวที่ได้ตามอย่างโฆษณา เพราะคุณจะไม่ได้สิ่งนั้น”

002
ที่มา : The MATTER

อาจารย์นิรมลเป็นหนึ่งในนักวิจัยที่สนใจศึกษา ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ หรือ Blue Economy คำที่เริ่มคุ้นหูในช่วง 5-6ปีที่ผ่านมา ว่าด้วยฐานเศรษฐกิจทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่กำลังมีความเปราะบางอ่อนไหว จากการที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรบนบกจนร่อยหรอลงเรื่อยๆ ผลกระทบของ climate change อันรุนแรงเห็นเป็นประจักษ์ และการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำหรือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศจากการขยายตัวของเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจนำมาสู่งานวิจัยขนาดใหญ่ชื่อว่า ‘โครงการศึกษาแนวโน้มของการพัฒนาจังหวัดชายฝั่งทะเลของไทยเพื่อเข้าสู้สู่เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ โดยการสนับสนุนของสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ประเด็นการท่องเที่ยวจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสีน้ำเงินขนาดใหญ่ ที่เราควรตระหนักว่า เที่ยวอย่างไรให้รู้ว่าทรัพยากรมีวันหมด

The MATTER : ก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินชื่อ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ทำไมในระยะหลังเราได้ยินคำว่า เศรษฐกิจสีน้ำเงิน หรือ Blue Economy บ่อยขึ้น

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : Blue Economy หรือ เศรษฐกิจสีน้ำเงิน เป็นส่วนหนึ่งของ Green Economy แต่มีพื้นที่ส่วนหนึ่งมันอยู่ในทะเล ประเทศที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลเริ่มตระหนักแล้วว่า ปัจจุบันมีภาระหน้าที่ ‘เกินกว่า’ คนชายฝั่งทะเลจะรับมือได้หมด มีการทำประมงผิดกฎหมาย การรุกล้ำน่านน้ำ เรือขนาดใหญ่เดินเรือแกล้งเรือขนาดเล็ก มันเกิดการเบียดเบียนกันเองระหว่างมนุษย์ อีกทั้งยังเบียดเบียนธรรมชาติ ทั่วโลกจึงมีความเห็นว่า เราควรมี Blue Economy เศรษฐกิจทางทะเลชายฝั่งอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และมีความเป็นสีน้ำเงินเพื่อให้เกิดความอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้นควบคู่กัน

ถ้าให้คุณมองจากนอกโลก โลกเราเป็นสีน้ำเงิน มีปริมาณน้ำถึง 3 ใน 4 ส่วนของพื้นที่โลก ภาพของเศรษฐกิจสีน้ำเงินจึงถูกทำให้ชัดขึ้น พอพูดปุ๊บคนเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญ ขณะนี้เรามีแรงกดดันพื้นที่บนบกเยอะ ทั้งการใช้ที่ดิน อาหารที่ไม่พอ ดังนั้นการที่เราหวนกลับมาดูแลทรัพยากรทางทะเลด้วย เราจะสามารถช่วยเยียวยาความหิวโหยของประชากรบนโลกได้

003
ที่มา : The MATTER

The MATTER : เราเคยเชื่อว่าธรรมชาติจะเยียวยาตัวเอง มหาสมุทรเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราปล่อยมันไปตามธรรมชาติให้สร้างสมดุลเอง เราสามารถรอได้ไหม

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : กลไกทางธรรมชาติเป็นของมันเช่นนั้นอยู่แล้ว มีมานานกว่าสิ่งมีชีวิตในโลก แต่ในยุคแรกๆ ประชากรมนุษย์ยังไม่เยอะ เราผลิตขยะน้อยแล้วก็ปล่อยไหลไปตามน้ำเป็นเรื่องปกติ น้ำเสียลงมาผสมกับน้ำจืดและน้ำเค็ม ธรรมชาติก็บำบัดน้ำไปตามกลไก แต่ตอนนี้ขยะมันมากขึ้น ธรรมชาติเองแก้ไม่ทัน ปัจจุบันเราเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า ‘คนทำร้ายทะเล’ เพราะพวกเราอยู่ห่างไกลจากทะเลมากขึ้น ระยะทางเป็นปัจจัย เราก็ไม่เคยรับรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำส่งผลต่อทะเลอย่างไร เราไม่ได้สนใจทะเลเหมือนแต่ก่อน เพราะเราไม่เคยต้องใช้ชีวิตใกล้ชิด คุณทิ้งขยะที่จังหวัดหนึ่งมันลอยไปปากแม่น้ำ จนไหลไปกองรวมกันที่มหาสมุทร เราแทบไม่เห็นความเชื่อมโยงกับมันเลย

วิถีธรรมชาติบำบัดจัดการยาก ประกอบกับเราสร้างสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ ธรรมชาติที่มีมันเปลี่ยนทิศเปลี่ยนทาง มนุษย์เราเกิดเยอะกว่าธรรมชาติ ปัญหาเหล่านี้เลยไม่ง่ายที่ต้องบริหารจัดการซึ่งแตกต่างจากวิธีการที่เราทำบนบก

The MATTER : ความท้าทายของการจัดการในทะเลที่ต่างจากบนบกอย่างชัดเจนคืออะไรบ้าง

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : แผ่นดินมีขอบเขตขัณฑสีมาชัดเจน แต่ทะเลไม่มี  ทั้งที่ทะเลเองมีความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านมากมายไปหมด และยังเป็นสมบัติร่วมของมวลมนุษยชาติที่เรียกว่า ‘ทะเลหลวง’  ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นพื้นที่อยู่นอกเขตของแต่ละประเทศอีก ซึ่งสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้มีขยะจากทุกประเทศไปกองรวมกันอยู่ที่ทะเลหลวง บางคนใช้โอกาสที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของนี้เอากากของเสียอันตรายไปทิ้ง

ทรัพยากรทางทะเลไม่ได้เป็นของประเทศใดประเทศหนึ่ง ขอบเขตของทะเลก็ไม่ชัดเจน และทรัพยากรอย่าง ปลา มันสามารถว่ายเปลี่ยนถิ่นอาศัยไปเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นของผู้ใดคนหนึ่ง มันจึงเป็นส่วนที่ท้าทายว่าเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

004
ที่มา : The MATTER

The MATTER : ในประเทศไทยเราเองจัดการเรื่องนี้อย่างไร

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : ประเทศไทยเราก็มีขอบเขตที่ไม่ชัดเจน ไทยมี 24 จังหวัดติดชายฝั่งทะเล คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเขาข้ามไปทะเลจังหวัดไหน ซึ่งทะเลไม่มีการลากเส้นชัดเจน  แผนที่ทะเลจึงต้องมีความชัดเจนมากขึ้น อำเภอแต่ละอำเภอมีความรับผิดชอบแค่ไหน นับว่าเป็นความท้าทายพอสมควร

ทะเลมีความเป็นทรัพยากรส่วนร่วมเยอะ ทุกคนวิ่งไปใช้ประโยชน์  แต่การพังทลายเกิดขึ้น ความเสียหายนี้ใครจะรับผิดชอบ ก็ยังหาคนดูแลไม่ได้ จะหาหน่วยงานชายฝั่งหน่วยเดียวที่รับผิดชอบพื้นที่เป็นพันกว่ากิโลเมตรก็ยากลำบาก จังหวัดก็จะไม่รู้จักความเป็นเจ้าของ กฎหมายที่ดูแลดันมีหลายฉบับและไม่สอดคล้องกัน กฎมายท่าเรืออย่างหนึ่ง กรมเจ้าท่าอีกอย่างหนึ่ง  พอจะดูแลป่าชายเลนก็อีกกฎหมายหนึ่ง  ทั้งๆ ที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน หาคนรับผิดชอบไม่ได้ แต่พอหาได้ คนก็อาจจะเกี่ยงกันนิดนึง

005
ที่มา : The MATTER

The MATTER : การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งใน ‘มูลค่า’ ที่ประเทศเราตักตวงจากทะเลได้อย่างมหาศาล อาจารย์มองว่าการท่องเที่ยวของเราเป็นแบบไหน

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : เราเห็นมูลค่าชัดเจนนะ  แต่ไม่ได้เห็นจากทะเลล้วนๆ ต้องผ่านกรอบการท่องเที่ยวทะเล เราไปเที่ยวแล้วไม่มีความรู้สึกไปทำความสะอาดชายหาด เราไม่รู้สึกว่าการที่เราลงเรือสกู๊ตเตอร์ไปมาก่อคลื่นที่เปลี่ยนทิศทางสามารถทำลายชายหาดได้  บัดนี้มันเห็นผลแล้วถ้าคุณไปดูกรณีของพัทยาหรือบางแสน คำถามคือ นักท่องเที่ยวอย่างเกาะพะงันที่ไปฟูลมูนปาร์ตี้ได้ลงเก็บขยะหรือเปล่าหลังจากงานเลิก ตอนนี้ใช้ระบบรณรงค์มากกว่าที่จะสร้างจิตสำนึก ทุกคนตระหนัก แต่ไม่ยอมปฏิบัติ

การโปรโมตการท่องเที่ยวเราไม่เคยใช้โอกาสแบบนี้ เรากินข้าวเสร็จเราลุกจากโต๊ะอาหารทันที พูดรุนแรงหน่อยคือ สะบัดก้นออกไปเลย เราไม่ได้ใส่ใจว่าคนที่อยู่ตรงนั้นเขาทำอะไรต่อ

006
ที่มา : The MATTER

The MATTER : มันเป็นหน้าที่ของเราเท่านั้นหรือเปล่า

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : ทำไมผู้บริโภคต้องใส่ใจ? ต้องไปตามดูทุกครั้งหรือว่าขยะร้านนี้ทิ้งอย่างไร มันคงไม่ใช่หน้าที่ของเราซะทีเดียว แต่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน เรายังไม่เคยเห็นการบริหารน้ำจืดน้ำเค็มจากแหล่งท่องเที่ยวที่เราไป เราเรียกร้องที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ไหม เวลาพูดถึงน้ำเสีย ประเทศเราจะไม่ยอมให้ใครเห็น จะเอาไปแอบๆ ซะ ในขณะบางประเทศจะเปิดให้เห็นทิศทางการไหลของน้ำว่าลงทะเลอย่างไร พอคนได้เห็นความเป็นจริง พวกเขาจะรับรู้สถานการณ์ที่คนริมฝั่งกำลังเผชิญอยู่  การท่องเที่ยวของเราลูบหน้าปะจมูกเกินไป กลัวคนเห็นสิ่งไม่ดี

007
ที่มา : The MATTER

The MATTER : การโปรโมตการท่องเที่ยวของประเทศไทยมีปัญหา?

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : การท่องเที่ยวของเราละเลยการทำผังเมือง เราอยากส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมธุรกิจโฮมสเตย์ ร้านอาหาร การพักผ่อน แต่ขาดการวางแผนว่าโซนไหนเหมาะสม  มีน้ำประปาเข้าถึงหรือยัง มีระบบถ่ายเทน้ำเสียไหม ระบบการดูแลขยะจัดการอย่างไร คือเราส่งเสริมอย่างเดียวจน ‘ลืม’ ความสะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกด้วย จากนั้นผู้ประกอบการจะดิ้นรนกันเอง เพราะเราไม่มีสิ่งรองรับเขาไว้ เขาก็จะไปเบียดเบียนกันเอง เบียดเบียนคนอื่น หากการท่องเที่ยวมีการวางแผนไว้สำหรับผู้ประกอบการ  คนเที่ยวก็สบายใจ คนจัดการก็สบายใจ

เวลาไปเที่ยวเราทิ้ง ‘รอยเท้า’ ไว้เสมอ มีใครคนจัดการไหม เศษขยะที่เราทิ้งมีใครจัดการต่อหรือเปล่า อาบน้ำในโรงแรง น้ำสะอาดมาจากไหน คนเราไม่เคยตั้งคำถาม แต่ถ้าเมื่อไหร่น้ำไม่ไหลไฟดับ โกรธเชียว ไปรีวิวว่าโรงแรมนี้ไม่ดี อย่าไป  แต่ในความเป็นจริงเราไปแย่งน้ำแย่งไฟเขาใช่ไหม เราเป็นคนนอกต่างหาก ไม่ใช่คนในพื้นที่

เราลืมนึกถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม การจัดการบางอย่างเราใช้ระบบ top down คิดว่าตรงนี้เหมาะสม เกิดจากการที่กลุ่มคนชุดหนึ่งบอกว่าพื้นที่ตรงนี้ดี โปรโมตการท่องเที่ยวเลย ปรากฏว่าคนส่งเสริมเป็นคนนอกพื้นที่ คนในพื้นที่ถูกละเลย ไม่ดึงเข้ามามีส่วน

ถ้าจะให้เจาะลึกไปก็คือ หัวหินและชะอำมีปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรง ภูเก็ตเองเริ่มมีปัญหาไฟฟ้าและน้ำจืด โชคดีจังหวัดในภาคใต้เป็นจังหวัดที่มีฝนตกชุก น้ำประปาจึงจะไม่เดือดร้อนเท่ากับไฟฟ้าที่กระชากดับเป็นพักๆ ภาคใต้ฝั่งตะวันออกไฟฟ้ายังไม่น่าเป็นห่วง แต่เปราะบางเรื่องน้ำจืด น้ำประปา เพราะเขาไม่มีแม่น้ำ แล้วจะเอาน้ำจากไหน ตอนนี้มีการผันน้ำข้ามจังหวัด จากเขื่อนเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจาน ผันไปที่หัวหินเพราะน้ำไม่พอใช้  แต่ตอนนี้กลับมีโรงแรมใหม่เกิดขึ้นมากมาย เรื่องเหล่านี้ต้องวิเคราะห์ให้รอบด้านเพื่อให้คนในพื้นที่ได้รับรู้ นักท่องเที่ยวต้องรู้ด้วย ไม่ใช่นักท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย

008
ที่มา : The MATTER

The MATTER : พฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบไหนที่ยั่งยืนและอาจารย์อยากให้เปลี่ยนมุมมอง

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ : อยากให้ลองเปลี่ยนไปเที่ยวหลังฤดูท่องเที่ยว คือหมดซีซั่นท่องเที่ยวในวันสุดท้าย จังหวะนั้นให้ลองไปเที่ยวดู ท่านจะเห็นความเสื่อมโทรมของพื้นที่ สนามหญ้าถูกเหยียบไปหมด หาดทรายเละ ขยะเป็นกองๆ ชักโครกก็ไม่ลง ร้านอาหารสั่งอะไรไปก็หมด ถ้าเราเห็นแบบนี้จะรู้สึกอย่างไร?

คุณอาจโวยไม่มาแล้ว จะไปเที่ยวช่วงต้นฤดูแทน ไอ้แบบนี้ก็กลับมาอีกเป็นลูปเดิม พฤติกรรมการเที่ยวของเราไม่จำเป็นต้องเฮโลไปตามแฟชั่น ต้องเที่ยวแบบ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’

รัฐบาลพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง อำเภอรอง อันนี้ก็เป็นทางออกประเภทหนึ่ง แต่หากพื้นที่ไม่รองรับก็เป็นปัญหาเดิมอีก อยากให้ทุกท่านกระจายเวลาเที่ยว หลีกเลี่ยงความแออัด อย่าคาดหวังว่าจะต้องตามกระแสเฟซบุ๊ก ใครลงก่อนเก๋ก่อน  เราต้องเข้าใจว่าทรัพยากรของเรามีจำกัด ประมงมีฤดูกาล ปลา กุ้ง ปลาหมึกมีฤดูพักอาศัย บางฤดูไม่ควรกินก็ต้องเข้าใจ ถ้ากระจายเวลาเที่ยวก็จะเป็นการกระจายการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

กลับมาสู่ความคิดตั้งต้นว่า คุณไปเที่ยวเพื่ออะไร ‘กระจายรายได้’ หรือ ‘ไปใช้ทรัพยากรบ้านเขา’ ถามตัวเองเช่นนี้ทุกครั้งก่อนเดินทาง และทะเลไทยจะยังเป็นสถานที่มอบความทรงจำที่ดีได้อีกสักระยะ

009
ที่มา : The MATTER

 

ที่มา : The MATTER
Link :https://thematter.co/byte/travel-with-blue-economy-mind/62125

Infographic

 

ศูนย์วิจัยฯ ประสงค์ที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสีเขียวให้เข้าใจง่ายและเป็นที่แพร่หลายสู่สาธารณชน จึงนำเอาองค์ความรู้และประเด็นต่างๆ เพื่อจะจัดทำเป็น Infographic จำนวน 12 หัวข้อ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1) ทำไมถึงต้องมีการควบคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์2) การกำหนดราคาคาร์บอน (carbon pricing) คืออะไร

3) ระบบภาษีคาร์บอน (carbon tax)

4) ระบบตลาดคาร์บอน (ETS)

5) ความแตกต่างระหว่างระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

6) ข้อมูลแระเทศที่มีการใช้ระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

หัวข้อ 1-6 PRO-Green Infographic : GHG Series

7) อัตราภาษีคาร์บอนของประเทศต่างๆ กับเป้าหมายการพัฒนายั่งยืนที่ 13 (Climate Action)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 13)

8) การส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (sustainable consumption and production) กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 (Responsible Consumption and Production)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 12)

9) ทบทวนแนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest concept)

10) แนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest promotion)
PRO-Green Infographic : Urban Forest

11) Water Intensity
PRO-Green Infographic : Water Intensity

12) การจัดการพื้นที่สวนสาธารณะในประเทศอังกฤษ (Park Management in United Kingdom)
PRO-Green Infographic : Park Managemet

การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวโดยคำนึงถึงผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน

ศรัณย์ ประวิตรางกูร
นักวิชาการประจำ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  1. บทนำ

หากจะกล่าวถึงการพัฒนาประเทศโดยการใช้มุมมองของเศรษฐกิจสีเขียวนั้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถละเลยได้ เนื่องจากสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว ที่ต้องการให้การเติบโตทางเศรษฐกิจหรือความอยู่ดีกินดีของมนุษย์เป็นไปโดยควบคู่กับการทำสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาสิ่งแวดล้อม และต้องมีความเท่าเทียมกันในสังคม (UNEP, 2011)

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญและเริ่มตระหนักถึงภัยคุกคามประการหนึ่งนั้น คือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าปัญหาโลกร้อน สาเหตุนั้นเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศส่งผลให้โลกดูดซับรังสีความร้อนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภายของภูมิอากาศโลกหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงในปริมาณฝน อุณหภูมิน้ำทะเล การเพิ่มขึ้นของพายุ ความสูงของน้ำทะเล ความเค็มและความเป็นกรดของน้ำทะเล และ การไหลของกระแสน้ำอุ่นน้ำเย็น เป็นต้น (IPCC, 2007) ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่ต่างก็อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภาพของโลก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย อาทิ ปริมาณน้ำฝนและความชื้นย่อมส่งผลของผลิตภาพการผลิตของสินค้าเกษตร การที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่งและระบบนิเวศชายฝั่ง อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอนามัยและผลิตภาพแรงงาน เป็นต้น โดยเฉพาะในกรณีของประเทศกำลังพัฒนาที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าด้านอื่น ผลเสียหายนั้นย่อมมีมูลค่าสูงมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของขนาดเศรษฐกิจ และมักจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในด้านอื่น เช่น การเสียชีวิตที่เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เป็นต้น (IPCC, 2012)

 

  1. ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเด็นเรื่องความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่นานาชาติให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในการประชุมรัฐภาคีของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC – COP) อย่างไรก็ดี คณะทำงานภายใต้ที่ประชุม COP ยังไม่มีการกำหนดคำนิยามของ ความสูญเสีย (Loss) และ ความเสียหาย (Damage) ไว้อย่างเป็นทางการ (Official Definition) มีเพียงการกำหนดกรอบกว้าง ๆ เท่านั้น

งานศึกษาวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงจำเป็นต้องกำหนดนิยามเองในลักษณะ “Working Definition” ขึ้น อาทิ เอกสารเพื่อการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องความสูญเสียและความเสียหายของคณะทำงานภายใต้ UNFCCC นิยามความหมายของ “Loss and Damage” เพื่อใช้เฉพาะในเอกสารดังกล่าวว่า “เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริง หรือมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น และส่งผลกระทบเชิงลบต่อมนุษย์ และระบบธรรมชาติ” (UNFCCC, 2012a) โดยไม่ได้มีการกำหนดความหมายเฉพาะสำหรับคำว่า “Loss” และ คำว่า “Damage” ในขณะที่รายงานด้านเทคนิคของ UNFCCC เรื่องเกี่ยวกับ Non-economic Loss ภายใต้บริบทของคณะทำงานชุดเดียวกัน ให้นิยามว่า “ความสูญเสียและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความสัมพันธ์กับการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) กล่าวคือ หากต้นทุนด้าน Mitigation และ Adaptation เพิ่มขึ้น ย่อมจะส่งผลให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากความเสียหายและความสูญเสียมีค่าน้อยลง” (UNFCCC, 2013a) หรืออย่างกรณีของเอกสารเชิงเทคนิคเรื่อง Slow Onset Event ซึ่งไม่มีการกำหนด Working Definition (UNFCCC, 2012c) ไว้ แต่ในเอกสารมีการอ้างงานศึกษาของ Hoffmaister, Stabinsky, & Thanki  (2012) และ Stabinsky & Hoffmaister (2012) รวมถึงงานวิจัยอื่น ๆ ซึ่งใช้คำนิยามเรื่อง Loss and Damage ในลักษณะเดียวกันกับคำนิยามข้างต้น

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาของ Verheyen (2012)  และ Durand and Huq (2015) หากพิจารณาความหมายของคำศัพท์ “Loss” และ “Damage” แยกกัน จะพบว่างานศึกษาส่วนใหญ่จะตีความ “Loss” คือ ความสูญเสียซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก ในขณะที่ “Damage” คือความเสียหายที่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนเดิมได้ อีกทั้งการศึกษาส่วนมากกำหนด Working Definition ของ Loss and Damage ไว้ในลักษณะเดียวกันกับ UNFCCC ที่กล่าวว่า ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ ส่วนที่เหลือ (residual) จากความพยายามทำ Mitigation และ Adaptation ดังเช่น งานศึกษาของ Warner and Van der Geest (2013) ซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลวิจัยจาก 9 ประเทศ เพื่อหาแนวทางรับมือความเสียหายที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ใช้นิยามในลักษณะเดียวกัน เพื่อหาสาเหตุว่าเหตุใดความเสี่ยงและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเกิดขึ้น และเหตุใดกลไกการทำ Mitigation และ Adaptation ยังไม่เพียงพอที่จะกำจัดความเสียหายให้หมดไปได้ คำนิยามในลักษณะนี้มีความสมเหตุสมผล เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่ต้องการประเมินความเสี่ยงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และต้องการหามาตรการเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว จึงต้องนิยามให้ Loss and Damage, Mitigation และ Adaptation นั้นมีความสัมพันธ์กันและเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขไปพร้อมกัน

ทั้งนี้มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่หยิบยกประเด็นเรื่องคำนิยามมาตั้งข้อสังเกตว่า การไม่สามารถกำหนดนิยามอย่างเป็นทางการในการประชุม UNFCCC นั้น เป็นประเด็นทางการเมืองมากกว่าประเด็นทางเศรษฐศาสตร์หรือประเด็นทางวิทยาศาสตร์  เนื่องจากการกำหนดนิยามชัดเจนอาจจะส่งผลให้การเจรจาเรื่องดังกล่าวคืบหน้าต่อไปได้ยาก เพราะประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนามีความเห็นที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะข้อกังวลของประเทศพัฒนาแล้วที่เกรงว่าคำนิยามที่ชัดเจนอาจจะสามารถนำไปสู่การเรียกร้องความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศหมู่เกาะ จากประเทศพัฒนาแล้วได้ (Durand & Huq, 2015; Johnson, 2016;  Stockholm Environment Institute, 2016; และ Vanhala & Hestbaek, 2016) จึงทำให้การเจรจาไม่เน้นหนักในเรื่องการกำหนดนิยาม แต่เน้นเรื่องการสร้างกลไกการรับมือกับผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

  1. การประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น คือการประเมินผลกระทบของเหตุการณ์ (Events) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเหตุการณ์อาจจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง การระบาดของโรค เป็นต้น หรือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช้าๆ แต่เกิดต่อเนื่องกัน เช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล อุณหภูมิ การที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายไป ฯลฯ (UNFCCC, 2012c) ทั้งนี้สามารถแบ่งการประเมินออกได้เป็นหลายรูปแบบ เช่น การประเมินแยกตามลักษณะของความสามารถในการฟื้นคืนของสิ่งที่ถูกกระทบ (แยกความสูญเสียและความเสียหายออกจากกัน) หรืออาจแยกตามลักษณะของความเสียหายที่คิดมูลค่าเป็นตัวเงินได้กับไม่สามารถคิดมูลค่าได้ (มีตลาดหรือไม่มีตลาดสำหรับสิ่งที่สูญเสียและเสียหาย) ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเรื่องหนึ่งอาจจะมองให้อยู่ในรูปของทั้งความสูญเสียและความเสียได้ในคราวเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การที่เกิดภาวะน้ำท่วมทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย (ความเสียหายที่เป็นตัวเงิน) ซึ่งในคราวเดียวกันอาจจะทำให้หน้าดินถูกชะล้างไปจนพื้นดินไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก (ความสูญเสียที่เป็นตัวเงิน) และประชาชนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานเนื่องจากพื้นที่ไม่เหมาะแก่การทำอาชีพเพาะปลูกอีกต่อไป (ความสูญเสียที่ไม่เป็นตัวเงิน) เป็นต้น

 

  1. บทสรุป

การพิจารณาความสูญเสียและความเสียหายให้ครอบคลุมรอบด้านนั้นมีความสำคัญมากต่อการเตรียมตัวรับมือกับปัญหา หากพิจารณาต้นทุนต่าง ๆ ได้ไม่ครบถ้วนย่อมส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างไม่ยั่งยืน เพราะความเสี่ยงจากปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ทั้งนี้การตัดสินใจกำหนดนโยบายที่ต้องการลงทุนหรือจำกัดการเจริญเติบโตของประเทศนั้นเป็นสิ่งที่หลายประเทศไม่อยากทำ เนื่องจากเห็นว่าส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ทว่า หากทุกคนมองเพียงเสียความเสียหายที่เป็นตัวเงินอย่างเดียว ไม่ได้มองถึงความสูญเสียอื่นๆ ที่ไม่เป็นตัวเงิน หรือต้นทุนค่าเสียโอกาสที่จะเกิดขึ้น ย่อมจะทำให้การประเมินมูลค่าของผลกระทบที่เกิดขึ้นต่ำกว่าความเป็นจริง และจะส่งผลให้การกำหนดนโยบายเพื่อรับมือกับผลกระทบ (Adaptation) หรือแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Mitigation) เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การตัดสินใจกำหนดกรอบวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจจะน้อยเกินไป หรือมาตรการทางการคลังเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วผลเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจของประเทศอยู่ดี ดังที่งานวิจัยของ Stern (2007) ระบุว่า หากแต่ละประเทศในโลกไม่ร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง จะส่งผลเสียต่อมนุษย์รุนแรง โดยหากเทียบเป็นระดับของสวัสดิการที่เกิดขึ้นจากการบริโภค จะประมาณการเทียบได้กับการบริโภคเฉลี่ยของแต่ละคนลดลงมากถึงระดับร้อยละ 5 – 20 แต่หากโลกใช้มาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้ขึ้นโดยลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้นทุนต่อระบบเศรษฐกิจของโลกจะมีมูลค่าประมาณร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมเท่านั้น

ในอนาคตข้างหน้า หากมนุษย์ไม่ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ผลกระทบดังกล่าวจะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้ และความรุนแรงของผลกระทบนั้นจะมีมูลค่ามาก และส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศที่มีรายได้น้อย อย่างไรก็ดี นักวิจัยชั้นนำยังเชื่อว่า มนุษย์ยังพอมีเวลาให้ปรับตัว เช่น การพัฒนาเทคโนโยลีสะอาด การใช้พลังงานทางเลือก การสร้างสิ่งปลูกสร้างและระบบเตือนภัยธรรมชาติล่วงหน้า (early warning system) รวมถึงการลงทุนในงานศึกษาวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอื่นๆ โดยควรจะเริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นการลดความรุนแรงของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อลดความเสี่ยง เตรียมการรับมือ และพยายามปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อช่วยให้ความเสียหายที่จะเกิดจากผลกระทบนั้นบรรเทาลงบ้าง ถึงแม้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเตรียมพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องมีต้นทุนเกิดขึ้น และอาจมีมูลค่าสูงหรือกระทบกับราคาสินค้า หรือความสามารถในการบริโภคของแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญที่เราทุกคนควรตระหนักคือ เราควรพิจารณาเรื่องการเตรียมการดังกล่าวเปรียบเสมือนการลงทุน ให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจไปในแนวทางสีเขียวและยั่งยืน เพื่อให้คนในรุ่นหลังได้อยู่บนโลกใบนี้อย่างไม่ลำบากมากนัก

 

เอกสารอ้างอิง

Durand, A., & Huq, S. (2015). Defining loss and damage: Key challenges and considerations for developing an operational definition. Dhaka, Bangladesh: ICCCAD: International Centre for Climate Change and Development.

Hoffmaister, J. P., Stabinsky, D., & Thanki, N. (2012). Loss and damage: key issues and considerations for the Bangkok regional expert meeting. Briefing Paper on Loss and Damage, Third World Network, Asia and Eastern Europe Regional Meeting 27-29 August 2012, Bangkok.

IPCC. (2007). Climate Change 2007: Synthesis Report. Contribution of Working Groups I, II and III to the Fourth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change. Geneva, Switzerland: IPCC.

IPCC. (2012). Managing the Risks of Extreme Events and Disasters to Advance Climate Change Adaptation. A Special Report of Working Groups I and II of the Intergovernmental Panel on Climate Change. Cambridge, UK, and New York, NY, USA: Cambridge University Press.

Johnson, C. A. (2016, November). Holding Polluting Countries to Account for Climate Change: Is “Loss and Damage” Up to the Task?: Loss and Damage. Review if Policy Research, 50-66. doi:10.1111/ropr.12216

Stabinsky, D., & Hoffmaister, J. P. (2012). Loss and Damage: Some key issues and considerations. Briefing Paper on Loss and Damage, Third World Network, Latin America Regional Meeting 23- 25 July 2012, Mexico City.

Stern, N. (2007). The Economics of Climate Change: The Stern Review. Cambridge, UK: Cambridge University Press.

Stockholm Environment Institute. (2016). Defining loss and damage: The science and politics around one of the most contested issues within the UNFCCC. Stockholm: Stockholm Environment Institute.

UNEP. (2011). Towards a Green Economy: Pathways to Sustainable Development and Poverty Eradication – A Synthesis for Policy Makers. St-Martin-Bellevue, France: 100 Watt. Retrieved from http://www.unep.org/greeneconomy

UNFCCC. (2012a). A literature review on the topics in the context of thematic area 2 of the work programme on loss and damage: a range of approaches to address loss and damage associated with the adverse effects of climate change. Subsidiary Body for Implementation, Thirty-seventh session. Doha: FCCC/SBI/2012/INF.14.

UNFCCC. (2012c). Slow onset events. Technical Paper. FCCC/TP/2012/7.

UNFCCC. (2013). Non-economic losses in the context of the work programme on loss and damage. Technical Paper. FCCC/TP/2013/2.

Vanhala, L., & Hestbaek, C. (2016, November). Framing Climate Change Loss and Damage in UNFCCC Negotiations. Global Environmental Politics, 16(4), 111-129.

Verheyen, R. (2012). Tackling Loss & Damage – A new role for the climate regime? The Loss and Damage in Vulnerable Countries Initiative. Bonn: Germanwatch.

Warner, K., & van der Geest, K. (2013, October). Loss and damage from climate change: local-level evidence from nine vulnerable countries. International Journal of Global Warming, 5(4), 367-386.

 

Green Roof: หลังคาเขียวกับหลังคาไทย

หิริพงศ์ เทพศิริอำนวย
นักศึกษาปริญญาเอก คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยหิดล

หลังคาเขียวคืออะไร?  

ไม่ว่าจะเป็น Green Roof, Roof Garden, Vegetated Roof หรือ Eco Roof ถือเป็นคำที่แสดงถึงลักษณะที่คล้ายคลึงกันและเป็นตัวแทนที่สำคัญของการจัดการหลังคาที่เรียกว่า “หลังคาเขียว” จากการศึกษาของนักวิจัยในสถาบัน Stormwater Institute, Lawrence Technological University (2006) ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า การจัดการหลังคาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ “หลังคาเขียว” มีกำเนิดมากว่า 1,000 ปี (500 ก่อนคริสตกาล) ใน “สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน” ซึ่งถือเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก โดยใช้การปลูกหญ้ากกและพรรณไม้หลายชนิดบนหลังคาเพื่อทำหน้าที่เป็น “ฉนวนกันความร้อน” ทำให้บ้านมีอุณหภูมิที่อบอุ่นในฤดูหนาว และเย็นในฤดูร้อน

ในปัจจุบันมีหลากหลายประเทศที่ดำเนินการด้าน “หลังคาเขียว” มามากกว่า 1 ทศวรรษ โดยสถาปนิกและวิศวกรในประเทศเยอรมนีได้ริเริ่มพัฒนาขึ้นใน ค.ศ. 1960 แล้วจึงแพร่หลายไปยังประเทศอื่น อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สิงคโปร์ แคนาดา ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น โดยมีการพัฒนาโครงสร้างที่มีความซับซ้อนและเป็นระบบมากขึ้นทั้งแผ่นชั้นกันราก ระบบระบายน้ำ ฉนวนกันความร้อน ชั้นกั้นไอน้ำ ชั้นโรงรับโครงสร้าง และ/หรืออื่นๆ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของหลังคาเขียว

หลังคาเขียวแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบคือ หลังคาเขียวใช้สอย (Intensive Green Roof หรือ Roof Garden) คือ หลังคาเขียวที่มุ่งประโยชน์ใช้สอย เช่น ใช้เป็นสวนหลังคา หรือ พื้นที่นันทนาการของอาคาร และหลังคาเขียวไม่ใช้สอย (Extensive Green Roof) คือ หลังคาเขียวที่เน้นประโยชน์ทางด้านสิ่งแวดล้อม (รูปที่ 1) โดยหลังคาเขียวใช้สอยมีน้ำหนักประมาณ 180 – 500 กิโลกรัม/ตารางเมตร ความลึกดิน 4-8 นิ้ว มีต้นทุนในการสร้างและบำรุงรักษาค่อนข้างสูง เนื่องจากพืชพรรณที่ปกคลุมจะมีความหลากหลาย (หญ้า ไม้พุ่ม) และจำเป็นต้องมีระบบรดน้ำ ขณะที่หลังคาเขียวไม่ใช้สอยมีน้ำหนักอยู่ที่ 60 – 150 กิโลกรัม/ตารางเมตร ความลึกดิน 3-7 นิ้ว และใช้ต้นทุนในการสร้างและบำรุงรักษาต่ำ เพราะประกอบด้วยหญ้าและไม้ขนาดเล็กเป็นหลัก และไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบรดน้ำ

GR 1

รูปที่ 1 โครงสร้างและตัวอย่างของหลังคาเขียวใช้สอย (บน) และหลังคาเขียวไม่ใช้สอย (ล่าง)

ที่มา: ปรับปรุงจาก The Benefits and Challenges of Green Roofs on Public and Commercial Buildings A Report of the United States General Services Administration (2011) และ Green Roof Types (2018)

ข้อดี (ผลประโยชน์) และข้อเสีย (ต้นทุน) ของหลังคาเขียว

ข้อดีและข้อเสียของการปรับเปลี่ยนจากหลังคาแบบ “ทั่วไป” มาเป็น “หลังคาเขียว” โดยข้อดีหรือผลประโยชน์ของหลังคาเขียวแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก (International Green Roof Association, 2018B) คือ

(1) ผลประโยชน์ส่วนบุคคล

(1.1) เพิ่มอายุการใช้งานของหลังคา พบว่า โดยเฉลี่ยหลังคาที่ไม่มีพรรณไม้ปกคลุมจะมีอายุการใช้งานประมาณ 15-25 ปี เนื่องด้วยแรงกดดันจากปัจจัยทางชีวเคมี เช่น ความร้อน ฝน และรังสียูวี เป็นต้น “หลังคาเขียว” จะช่วยป้องกันระบบกันน้ำฝนและยืดอายุของการใช้งานของหลังคาให้ยาวนานขึ้นด้วยการทำหน้าที่เป็นแนวกันชนไม่ให้ลม ฝน และอุณหภูมิทำร้ายโครงสร้างของหลังคา

(1.2) ลดเสียงรบกวน พบว่า หลังคาเขียวช่วยป้องกันเสียงรบกวนได้ 3-8 เดซิเบลบี (dB) และมีประโยชน์ต่อประชาชนที่พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ที่มีเสียงดัง เช่น สนามบิน สถานบันเทิง และโรงงานอุตสาหกรรม

(1.3) เป็นฉนวนป้องกันความร้อน จากการศึกษาของ German Institute for Construction Engineering พบว่า หลังคาเขียวจะช่วยลดอุณภูมิของอาคารลงผ่านการพิจารณา Thermal Resistance Values (R-Values) และจะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันในการผลิตพลังงานสำหรับอาคารลงได้ 1-2 ลิตร/ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสำหรับผู้ดำเนินการ

(2) ผลประโยชน์สาธารณะ

(2.1) เป็นระบบนิเวศและที่อยู่อาศัยสำหรับสัตว์และพืช พบว่า หลังคาเขียวสามารถ “ชดเชย” การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของมนุษย์ที่เปลี่ยนพื้นที่ธรรมชาติมาเป็นตึกอาคาร โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของแมลงและนกหลายชนิด และทำหน้าที่เชื่อมโยงระบบนิเวศและวงจรทางธรรมชาติที่ถูกแบ่งแยกออกจากกัน นอกจากนี้ยังช่วยปรับภูมิทัศน์และระบบนิเวศเมือง (Urban Ecology) ให้ดีขึ้น

(2.2) ลดปริมาณน้ำฝนที่ไหลลงสู่ระบบท่อระบายน้ำ พบว่า หลังคาเขียวสามารถลด ดูดซับ และชะลอน้ำฝนที่จะลงสู่ท่อระบายน้ำได้ร้อยละ 50-90 ซึ่งมีความสำคัญต่อการจัดการน้ำในเมืองและการจัดการน้ำท่วม

(2.3) ลดมลพิษในอากาศและอุณหภูมิของเมือง พบว่า หลังคาเขียวสามารถดูดซับ/กรองสารพิษในอากาศในหลายประเภท เช่น ไนตรัสออกไซด์ คาร์บอนมอนออกไซด์ สารระเหยง่าย และฝุ่น ซึ่งใน 1 ตารางเมตรจะสามารถดูดซับได้สารพิษได้ 0.2 กิโลกรัม โดยต้นไม้แต่ละประเภทก็มีความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในตัวมันเอง (แตกต่างกันตามชนิดพันธุ์และอายุ) ซึ่งส่งผลต่อการลดปัญหาโลกร้อน อย่างไรก็ตามยังพบว่า หลังคาเขียวจะช่วยลดความแตกต่างของอุณหภูมิในเมืองและชานเมืองลง (ปรากฏการณ์เกาะความร้อนหรือ Urban Heat Island Effect) โดยหลังคาเขียวสามารถดูดซับพลังงานคามร้อนที่ปล่อยออกมาจากอาคารได้ร้อยละ 80

หลังคาเขียวมีข้อเสียหรือต้นทุนที่แตกต่างกันไปตามประเภท/รูปแบบ และอาจเป็น 2 เท่าของต้นทุนในการสร้างหลังคาทั่วไป ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายของโครงสร้างที่มากขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการปลูกและบำรุงรักษาพืชพันธุ์บนหลังคา

จากการศึกษาของนักวิจัยในหน่วยงาน United States General Services Administration พบว่า หลังคาเขียวมีอายุการใช้งานประมาณ 40 ปี มีระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ 6.2 ปี สำหรับค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ (อัตราผลตอบแทนภายในเท่ากับร้อยละ 5.2) และ 6.6 ปี สำหรับค่าเฉลี่ยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (อัตราผลตอบแทนภายในเท่ากับร้อยละ 4.2)

อย่างไรก็ตามพบว่า การสร้างหลังคาเขียวมีแนวโน้มที่จะให้ผลประโยชน์มากกว่าต้นทุน โดยผลจากการวิเคราะห์ต้นทุนผลประโยชน์จากหน่วยงานเดียวกัน พบว่า มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ของต้นทุนอยู่ที่ 22.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 0.42 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตารางฟุต และมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ของผลประโยชน์เท่ากับ 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 3.3 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตารางฟุต

 

หลังสีเขียวในบริบทของประเทศไทย

คำถามคือ แล้วประเทศไทยดำเนินการด้านนี้ (หลังคาสีเขียว) มากน้อยแค่ไหน อย่างไร? หากพิจารณาในรูปแบบของ “การปลูกต้นไม้” บนหลังคา พบว่า มีมานานกว่า 30 ปี โดยในช่วงแรกเป็นเพียงการตกแต่งหลังคาให้สวยงามและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ใช้สอยเหลือใช้บนหลังคาหรือดาดฟ้าเท่านั้น แต่ต่อมาได้มีการดำเนินการที่เป็นระบบมากขึ้น เช่น การรับน้ำหนัก และการกันน้ำซึม โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ หลังคาเขียวอาคารชุดพักผ่อนการ์เดนคลิฟ 2 จังหวัดชลบุรี (สร้างในพ.ศ. 2524) และสวนหลังคาอาคารชุดพักอาศัยอาคารตรีทศมารีนา กรุงเทพมหานคร (สร้างในพ.ศ. 2536) ดังแสดงในรูปที่ 2

GR 2

รูปที่ 2 หลังคาเขียวอาคารชุดพักผ่อนการ์เดนคลิฟ 2 (ซ้าย) และสวนหลังคาอาคารชุดพักอาศัยอาคารตรีทศมารีนา (ขวา)

ที่มา: ปรับปรุงจากหลังคาเขียวกับภาวะโลกร้อน (2556)

 

ทั้งนี้พบว่า หลังคาเขียวเชื่อมโยงกับการให้คะแนนตามเกณฑ์การประเมินอาคารเขียวไทย (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability; TREES) ของสถาบันอาคารเขียวไทย (Thai Green Building Institute (TGBI), 2017) โดยเกี่ยวข้องกับเกณฑ์การประเมินด้านผังบริเวณและภูมิทัศน์ (Site and Landscape; SL) เช่น มีพื้นที่เปิดโล่งเชิงนิเวศไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของพื้นที่ฐานอาคารหรือร้อยละ 20 ของพื้นที่โครงการ มีการจัดการการซึมน้ำและลดปัญหาน้ำท่วม มีการจัดสวนบนหลังคาหรือสวนแนวตั้ง และมีพื้นที่ดาดฟ้าที่รับรังสีตรงจากดวงอาทิตย์ไม่เกินร้อยละ 50 ของพื้นที่โครงการ และเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การประเมินด้านพลังงานและบรรยากาศ (Energy and Atmosphere; EA) เช่น ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการผลิตพลังงานหมุนเวียน (กรณีมีการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์หรือ Solar Cell) รวมถึงอาจมีความเกี่ยวข้องกับเกณฑ์การประเมินด้านวัสดุและทรัพยากร (Materials and Resources; MR) เช่น การปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection; EP) และเกณฑ์การประเมินด้าน นวัตกรรมสีเขียว (Green Innovations; GI) ในประเด็นด้านการใช้ทรัพยากรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การที่ “หลังคาเขียว” กับ “เกณฑ์การประเมินอาคารเขียวไทย” มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันย่อมเป็นแรงกระตุ้นในทางที่ดี เพราะผู้ประกอบการด้านอาคารน่าจะมีแนวโน้มหันมาสนใจการปรับเปลี่ยนพื้นที่ว่างบนดาดฟ้าหรือหลังคาแบบปกติมาเป็นหลังเขียวมากขึ้น อย่างไรก็ดี การส่งเสริมโดยภาครัฐย่อม/พึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยพบว่า ในหลายประเทศที่ดำเนินการด้านนี้มีการจัดการและจัดตั้งกฏระเบียบที่ดี เช่น เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี เมืองโคเปนฮาเกน ประเทศเดนมาร์ก เมืองพอร์ทแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น โดยเมืองเหล่านี้มีการส่งเสริมผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การสนับสนุนทางการเงิน (ประมาณ 10-20 ยูโร/ตารางเมตร) การลดภาษีน้ำฝน/น้ำประปา (ร้อยละ 50) และการตั้งกฏกติกา/กฏระเบียบให้สอดคล้องแผนการจัดการของท้องถิ่น เป็นต้น

หากประเทศไทยในยุค 4.0 หวังที่ดำเนินการที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น “หลังคาเขียว” ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ อย่างไรก็ดีข้อคำนึงถึงด้านชนิดพันธุ์ของพืช สภาพแวดล้อม/ภูมิอากาศ โครงสร้างทางวิศวกรรม รวมถึงการดูแลรักษาที่ดียังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจดำเนินการที่ขาดเสียไม่ได้ทีเดียว

 

เอกสารอ้างอิง

International Green Roof Association (IGRA). (2018A) Green Roof Types. สืบค้นจาก http://www.igra-world.com/types_of_green_roofs/index.php [เมื่อ 27 มกราคม 2561].

International Green Roof Association (IGRA). (2018B) Benefits of Green Roofs. สืบค้นจาก

http://www.igra-world.com/benefits/index.php [เมื่อ 27 มกราคม 2561].

Stormwater Institute, Lawrence Technological University. (2006) History of Greenroofs. สืบค้นจากhttps://www.ltu.edu/water/greenroofs_history.asp [เมื่อ 26 มกราคม 2561].

Thai Green Building Institute (TGBI). (2017) Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability for Existing Building: Operation and Maintenance. Bangkok, Thailand.

United States General Services Administration. (2011) The Benefits and Challenges of Green Roofs on Public and Commercial Buildings A Report of the United States General Services Administration. Washington, D.C., United             States.

สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร. (2556) หลังคาเขียวกับภาวะโลกร้อน สืบค้นจาก

http://bangkokgreencity.bangkok.go.th/ Knowledge-Based/Article/InterestingArticles/หลังคาเขียวกับภาวะโลกร้อน.aspx [เมื่อ 26 มกราคม 2561]