Category Archives: Publications

This is for publications.

Infographic

 

ศูนย์วิจัยฯ ประสงค์ที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสีเขียวให้เข้าใจง่ายและเป็นที่แพร่หลายสู่สาธารณชน จึงนำเอาองค์ความรู้และประเด็นต่างๆ เพื่อจะจัดทำเป็น Infographic จำนวน 12 หัวข้อ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1) ทำไมถึงต้องมีการควบคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์2) การกำหนดราคาคาร์บอน (carbon pricing) คืออะไร

3) ระบบภาษีคาร์บอน (carbon tax)

4) ระบบตลาดคาร์บอน (ETS)

5) ความแตกต่างระหว่างระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

6) ข้อมูลแระเทศที่มีการใช้ระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

หัวข้อ 1-6 PRO-Green Infographic : GHG Series

7) อัตราภาษีคาร์บอนของประเทศต่างๆ กับเป้าหมายการพัฒนายั่งยืนที่ 13 (Climate Action)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 13)

8) การส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (sustainable consumption and production) กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 (Responsible Consumption and Production)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 12)

9) ทบทวนแนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest concept)

10) แนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest promotion)
PRO-Green Infographic : Urban Forest

11) Water Intensity
PRO-Green Infographic : Water Intensity

12) การจัดการพื้นที่สวนสาธารณะในประเทศอังกฤษ (Park Management in United Kingdom)
PRO-Green Infographic : Park Managemet

การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวโดยคำนึงถึงผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน

ศรัณย์ ประวิตรางกูร
นักวิชาการประจำ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  1. บทนำ

หากจะกล่าวถึงการพัฒนาประเทศโดยการใช้มุมมองของเศรษฐกิจสีเขียวนั้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถละเลยได้ เนื่องจากสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว ที่ต้องการให้การเติบโตทางเศรษฐกิจหรือความอยู่ดีกินดีของมนุษย์เป็นไปโดยควบคู่กับการทำสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาสิ่งแวดล้อม และต้องมีความเท่าเทียมกันในสังคม (UNEP, 2011)

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญและเริ่มตระหนักถึงภัยคุกคามประการหนึ่งนั้น คือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าปัญหาโลกร้อน สาเหตุนั้นเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศส่งผลให้โลกดูดซับรังสีความร้อนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภายของภูมิอากาศโลกหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงในปริมาณฝน อุณหภูมิน้ำทะเล การเพิ่มขึ้นของพายุ ความสูงของน้ำทะเล ความเค็มและความเป็นกรดของน้ำทะเล และ การไหลของกระแสน้ำอุ่นน้ำเย็น เป็นต้น (IPCC, 2007) ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่ต่างก็อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภาพของโลก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย อาทิ ปริมาณน้ำฝนและความชื้นย่อมส่งผลของผลิตภาพการผลิตของสินค้าเกษตร การที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่งและระบบนิเวศชายฝั่ง อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอนามัยและผลิตภาพแรงงาน เป็นต้น โดยเฉพาะในกรณีของประเทศกำลังพัฒนาที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าด้านอื่น ผลเสียหายนั้นย่อมมีมูลค่าสูงมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของขนาดเศรษฐกิจ และมักจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในด้านอื่น เช่น การเสียชีวิตที่เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เป็นต้น (IPCC, 2012)

 

  1. ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเด็นเรื่องความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่นานาชาติให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในการประชุมรัฐภาคีของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC – COP) อย่างไรก็ดี คณะทำงานภายใต้ที่ประชุม COP ยังไม่มีการกำหนดคำนิยามของ ความสูญเสีย (Loss) และ ความเสียหาย (Damage) ไว้อย่างเป็นทางการ (Official Definition) มีเพียงการกำหนดกรอบกว้าง ๆ เท่านั้น

งานศึกษาวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงจำเป็นต้องกำหนดนิยามเองในลักษณะ “Working Definition” ขึ้น อาทิ เอกสารเพื่อการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องความสูญเสียและความเสียหายของคณะทำงานภายใต้ UNFCCC นิยามความหมายของ “Loss and Damage” เพื่อใช้เฉพาะในเอกสารดังกล่าวว่า “เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริง หรือมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น และส่งผลกระทบเชิงลบต่อมนุษย์ และระบบธรรมชาติ” (UNFCCC, 2012a) โดยไม่ได้มีการกำหนดความหมายเฉพาะสำหรับคำว่า “Loss” และ คำว่า “Damage” ในขณะที่รายงานด้านเทคนิคของ UNFCCC เรื่องเกี่ยวกับ Non-economic Loss ภายใต้บริบทของคณะทำงานชุดเดียวกัน ให้นิยามว่า “ความสูญเสียและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความสัมพันธ์กับการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) กล่าวคือ หากต้นทุนด้าน Mitigation และ Adaptation เพิ่มขึ้น ย่อมจะส่งผลให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากความเสียหายและความสูญเสียมีค่าน้อยลง” (UNFCCC, 2013a) หรืออย่างกรณีของเอกสารเชิงเทคนิคเรื่อง Slow Onset Event ซึ่งไม่มีการกำหนด Working Definition (UNFCCC, 2012c) ไว้ แต่ในเอกสารมีการอ้างงานศึกษาของ Hoffmaister, Stabinsky, & Thanki  (2012) และ Stabinsky & Hoffmaister (2012) รวมถึงงานวิจัยอื่น ๆ ซึ่งใช้คำนิยามเรื่อง Loss and Damage ในลักษณะเดียวกันกับคำนิยามข้างต้น

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาของ Verheyen (2012)  และ Durand and Huq (2015) หากพิจารณาความหมายของคำศัพท์ “Loss” และ “Damage” แยกกัน จะพบว่างานศึกษาส่วนใหญ่จะตีความ “Loss” คือ ความสูญเสียซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก ในขณะที่ “Damage” คือความเสียหายที่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนเดิมได้ อีกทั้งการศึกษาส่วนมากกำหนด Working Definition ของ Loss and Damage ไว้ในลักษณะเดียวกันกับ UNFCCC ที่กล่าวว่า ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ ส่วนที่เหลือ (residual) จากความพยายามทำ Mitigation และ Adaptation ดังเช่น งานศึกษาของ Warner and Van der Geest (2013) ซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลวิจัยจาก 9 ประเทศ เพื่อหาแนวทางรับมือความเสียหายที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ใช้นิยามในลักษณะเดียวกัน เพื่อหาสาเหตุว่าเหตุใดความเสี่ยงและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเกิดขึ้น และเหตุใดกลไกการทำ Mitigation และ Adaptation ยังไม่เพียงพอที่จะกำจัดความเสียหายให้หมดไปได้ คำนิยามในลักษณะนี้มีความสมเหตุสมผล เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่ต้องการประเมินความเสี่ยงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และต้องการหามาตรการเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว จึงต้องนิยามให้ Loss and Damage, Mitigation และ Adaptation นั้นมีความสัมพันธ์กันและเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขไปพร้อมกัน

ทั้งนี้มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่หยิบยกประเด็นเรื่องคำนิยามมาตั้งข้อสังเกตว่า การไม่สามารถกำหนดนิยามอย่างเป็นทางการในการประชุม UNFCCC นั้น เป็นประเด็นทางการเมืองมากกว่าประเด็นทางเศรษฐศาสตร์หรือประเด็นทางวิทยาศาสตร์  เนื่องจากการกำหนดนิยามชัดเจนอาจจะส่งผลให้การเจรจาเรื่องดังกล่าวคืบหน้าต่อไปได้ยาก เพราะประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนามีความเห็นที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะข้อกังวลของประเทศพัฒนาแล้วที่เกรงว่าคำนิยามที่ชัดเจนอาจจะสามารถนำไปสู่การเรียกร้องความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศหมู่เกาะ จากประเทศพัฒนาแล้วได้ (Durand & Huq, 2015; Johnson, 2016;  Stockholm Environment Institute, 2016; และ Vanhala & Hestbaek, 2016) จึงทำให้การเจรจาไม่เน้นหนักในเรื่องการกำหนดนิยาม แต่เน้นเรื่องการสร้างกลไกการรับมือกับผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

  1. การประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น คือการประเมินผลกระทบของเหตุการณ์ (Events) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเหตุการณ์อาจจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง การระบาดของโรค เป็นต้น หรือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช้าๆ แต่เกิดต่อเนื่องกัน เช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล อุณหภูมิ การที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายไป ฯลฯ (UNFCCC, 2012c) ทั้งนี้สามารถแบ่งการประเมินออกได้เป็นหลายรูปแบบ เช่น การประเมินแยกตามลักษณะของความสามารถในการฟื้นคืนของสิ่งที่ถูกกระทบ (แยกความสูญเสียและความเสียหายออกจากกัน) หรืออาจแยกตามลักษณะของความเสียหายที่คิดมูลค่าเป็นตัวเงินได้กับไม่สามารถคิดมูลค่าได้ (มีตลาดหรือไม่มีตลาดสำหรับสิ่งที่สูญเสียและเสียหาย) ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเรื่องหนึ่งอาจจะมองให้อยู่ในรูปของทั้งความสูญเสียและความเสียได้ในคราวเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การที่เกิดภาวะน้ำท่วมทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย (ความเสียหายที่เป็นตัวเงิน) ซึ่งในคราวเดียวกันอาจจะทำให้หน้าดินถูกชะล้างไปจนพื้นดินไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก (ความสูญเสียที่เป็นตัวเงิน) และประชาชนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานเนื่องจากพื้นที่ไม่เหมาะแก่การทำอาชีพเพาะปลูกอีกต่อไป (ความสูญเสียที่ไม่เป็นตัวเงิน) เป็นต้น

 

  1. บทสรุป

การพิจารณาความสูญเสียและความเสียหายให้ครอบคลุมรอบด้านนั้นมีความสำคัญมากต่อการเตรียมตัวรับมือกับปัญหา หากพิจารณาต้นทุนต่าง ๆ ได้ไม่ครบถ้วนย่อมส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างไม่ยั่งยืน เพราะความเสี่ยงจากปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ทั้งนี้การตัดสินใจกำหนดนโยบายที่ต้องการลงทุนหรือจำกัดการเจริญเติบโตของประเทศนั้นเป็นสิ่งที่หลายประเทศไม่อยากทำ เนื่องจากเห็นว่าส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ทว่า หากทุกคนมองเพียงเสียความเสียหายที่เป็นตัวเงินอย่างเดียว ไม่ได้มองถึงความสูญเสียอื่นๆ ที่ไม่เป็นตัวเงิน หรือต้นทุนค่าเสียโอกาสที่จะเกิดขึ้น ย่อมจะทำให้การประเมินมูลค่าของผลกระทบที่เกิดขึ้นต่ำกว่าความเป็นจริง และจะส่งผลให้การกำหนดนโยบายเพื่อรับมือกับผลกระทบ (Adaptation) หรือแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Mitigation) เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การตัดสินใจกำหนดกรอบวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจจะน้อยเกินไป หรือมาตรการทางการคลังเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วผลเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจของประเทศอยู่ดี ดังที่งานวิจัยของ Stern (2007) ระบุว่า หากแต่ละประเทศในโลกไม่ร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง จะส่งผลเสียต่อมนุษย์รุนแรง โดยหากเทียบเป็นระดับของสวัสดิการที่เกิดขึ้นจากการบริโภค จะประมาณการเทียบได้กับการบริโภคเฉลี่ยของแต่ละคนลดลงมากถึงระดับร้อยละ 5 – 20 แต่หากโลกใช้มาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้ขึ้นโดยลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้นทุนต่อระบบเศรษฐกิจของโลกจะมีมูลค่าประมาณร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมเท่านั้น

ในอนาคตข้างหน้า หากมนุษย์ไม่ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ผลกระทบดังกล่าวจะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้ และความรุนแรงของผลกระทบนั้นจะมีมูลค่ามาก และส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศที่มีรายได้น้อย อย่างไรก็ดี นักวิจัยชั้นนำยังเชื่อว่า มนุษย์ยังพอมีเวลาให้ปรับตัว เช่น การพัฒนาเทคโนโยลีสะอาด การใช้พลังงานทางเลือก การสร้างสิ่งปลูกสร้างและระบบเตือนภัยธรรมชาติล่วงหน้า (early warning system) รวมถึงการลงทุนในงานศึกษาวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอื่นๆ โดยควรจะเริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นการลดความรุนแรงของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อลดความเสี่ยง เตรียมการรับมือ และพยายามปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อช่วยให้ความเสียหายที่จะเกิดจากผลกระทบนั้นบรรเทาลงบ้าง ถึงแม้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเตรียมพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องมีต้นทุนเกิดขึ้น และอาจมีมูลค่าสูงหรือกระทบกับราคาสินค้า หรือความสามารถในการบริโภคของแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญที่เราทุกคนควรตระหนักคือ เราควรพิจารณาเรื่องการเตรียมการดังกล่าวเปรียบเสมือนการลงทุน ให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจไปในแนวทางสีเขียวและยั่งยืน เพื่อให้คนในรุ่นหลังได้อยู่บนโลกใบนี้อย่างไม่ลำบากมากนัก

 

เอกสารอ้างอิง

Durand, A., & Huq, S. (2015). Defining loss and damage: Key challenges and considerations for developing an operational definition. Dhaka, Bangladesh: ICCCAD: International Centre for Climate Change and Development.

Hoffmaister, J. P., Stabinsky, D., & Thanki, N. (2012). Loss and damage: key issues and considerations for the Bangkok regional expert meeting. Briefing Paper on Loss and Damage, Third World Network, Asia and Eastern Europe Regional Meeting 27-29 August 2012, Bangkok.

IPCC. (2007). Climate Change 2007: Synthesis Report. Contribution of Working Groups I, II and III to the Fourth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change. Geneva, Switzerland: IPCC.

IPCC. (2012). Managing the Risks of Extreme Events and Disasters to Advance Climate Change Adaptation. A Special Report of Working Groups I and II of the Intergovernmental Panel on Climate Change. Cambridge, UK, and New York, NY, USA: Cambridge University Press.

Johnson, C. A. (2016, November). Holding Polluting Countries to Account for Climate Change: Is “Loss and Damage” Up to the Task?: Loss and Damage. Review if Policy Research, 50-66. doi:10.1111/ropr.12216

Stabinsky, D., & Hoffmaister, J. P. (2012). Loss and Damage: Some key issues and considerations. Briefing Paper on Loss and Damage, Third World Network, Latin America Regional Meeting 23- 25 July 2012, Mexico City.

Stern, N. (2007). The Economics of Climate Change: The Stern Review. Cambridge, UK: Cambridge University Press.

Stockholm Environment Institute. (2016). Defining loss and damage: The science and politics around one of the most contested issues within the UNFCCC. Stockholm: Stockholm Environment Institute.

UNEP. (2011). Towards a Green Economy: Pathways to Sustainable Development and Poverty Eradication – A Synthesis for Policy Makers. St-Martin-Bellevue, France: 100 Watt. Retrieved from http://www.unep.org/greeneconomy

UNFCCC. (2012a). A literature review on the topics in the context of thematic area 2 of the work programme on loss and damage: a range of approaches to address loss and damage associated with the adverse effects of climate change. Subsidiary Body for Implementation, Thirty-seventh session. Doha: FCCC/SBI/2012/INF.14.

UNFCCC. (2012c). Slow onset events. Technical Paper. FCCC/TP/2012/7.

UNFCCC. (2013). Non-economic losses in the context of the work programme on loss and damage. Technical Paper. FCCC/TP/2013/2.

Vanhala, L., & Hestbaek, C. (2016, November). Framing Climate Change Loss and Damage in UNFCCC Negotiations. Global Environmental Politics, 16(4), 111-129.

Verheyen, R. (2012). Tackling Loss & Damage – A new role for the climate regime? The Loss and Damage in Vulnerable Countries Initiative. Bonn: Germanwatch.

Warner, K., & van der Geest, K. (2013, October). Loss and damage from climate change: local-level evidence from nine vulnerable countries. International Journal of Global Warming, 5(4), 367-386.

 

Green Roof: หลังคาเขียวกับหลังคาไทย

หิริพงศ์ เทพศิริอำนวย
นักศึกษาปริญญาเอก คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยหิดล

หลังคาเขียวคืออะไร?  

ไม่ว่าจะเป็น Green Roof, Roof Garden, Vegetated Roof หรือ Eco Roof ถือเป็นคำที่แสดงถึงลักษณะที่คล้ายคลึงกันและเป็นตัวแทนที่สำคัญของการจัดการหลังคาที่เรียกว่า “หลังคาเขียว” จากการศึกษาของนักวิจัยในสถาบัน Stormwater Institute, Lawrence Technological University (2006) ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า การจัดการหลังคาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ “หลังคาเขียว” มีกำเนิดมากว่า 1,000 ปี (500 ก่อนคริสตกาล) ใน “สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน” ซึ่งถือเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก โดยใช้การปลูกหญ้ากกและพรรณไม้หลายชนิดบนหลังคาเพื่อทำหน้าที่เป็น “ฉนวนกันความร้อน” ทำให้บ้านมีอุณหภูมิที่อบอุ่นในฤดูหนาว และเย็นในฤดูร้อน

ในปัจจุบันมีหลากหลายประเทศที่ดำเนินการด้าน “หลังคาเขียว” มามากกว่า 1 ทศวรรษ โดยสถาปนิกและวิศวกรในประเทศเยอรมนีได้ริเริ่มพัฒนาขึ้นใน ค.ศ. 1960 แล้วจึงแพร่หลายไปยังประเทศอื่น อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สิงคโปร์ แคนาดา ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น โดยมีการพัฒนาโครงสร้างที่มีความซับซ้อนและเป็นระบบมากขึ้นทั้งแผ่นชั้นกันราก ระบบระบายน้ำ ฉนวนกันความร้อน ชั้นกั้นไอน้ำ ชั้นโรงรับโครงสร้าง และ/หรืออื่นๆ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของหลังคาเขียว

หลังคาเขียวแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบคือ หลังคาเขียวใช้สอย (Intensive Green Roof หรือ Roof Garden) คือ หลังคาเขียวที่มุ่งประโยชน์ใช้สอย เช่น ใช้เป็นสวนหลังคา หรือ พื้นที่นันทนาการของอาคาร และหลังคาเขียวไม่ใช้สอย (Extensive Green Roof) คือ หลังคาเขียวที่เน้นประโยชน์ทางด้านสิ่งแวดล้อม (รูปที่ 1) โดยหลังคาเขียวใช้สอยมีน้ำหนักประมาณ 180 – 500 กิโลกรัม/ตารางเมตร ความลึกดิน 4-8 นิ้ว มีต้นทุนในการสร้างและบำรุงรักษาค่อนข้างสูง เนื่องจากพืชพรรณที่ปกคลุมจะมีความหลากหลาย (หญ้า ไม้พุ่ม) และจำเป็นต้องมีระบบรดน้ำ ขณะที่หลังคาเขียวไม่ใช้สอยมีน้ำหนักอยู่ที่ 60 – 150 กิโลกรัม/ตารางเมตร ความลึกดิน 3-7 นิ้ว และใช้ต้นทุนในการสร้างและบำรุงรักษาต่ำ เพราะประกอบด้วยหญ้าและไม้ขนาดเล็กเป็นหลัก และไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบรดน้ำ

GR 1

รูปที่ 1 โครงสร้างและตัวอย่างของหลังคาเขียวใช้สอย (บน) และหลังคาเขียวไม่ใช้สอย (ล่าง)

ที่มา: ปรับปรุงจาก The Benefits and Challenges of Green Roofs on Public and Commercial Buildings A Report of the United States General Services Administration (2011) และ Green Roof Types (2018)

ข้อดี (ผลประโยชน์) และข้อเสีย (ต้นทุน) ของหลังคาเขียว

ข้อดีและข้อเสียของการปรับเปลี่ยนจากหลังคาแบบ “ทั่วไป” มาเป็น “หลังคาเขียว” โดยข้อดีหรือผลประโยชน์ของหลังคาเขียวแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก (International Green Roof Association, 2018B) คือ

(1) ผลประโยชน์ส่วนบุคคล

(1.1) เพิ่มอายุการใช้งานของหลังคา พบว่า โดยเฉลี่ยหลังคาที่ไม่มีพรรณไม้ปกคลุมจะมีอายุการใช้งานประมาณ 15-25 ปี เนื่องด้วยแรงกดดันจากปัจจัยทางชีวเคมี เช่น ความร้อน ฝน และรังสียูวี เป็นต้น “หลังคาเขียว” จะช่วยป้องกันระบบกันน้ำฝนและยืดอายุของการใช้งานของหลังคาให้ยาวนานขึ้นด้วยการทำหน้าที่เป็นแนวกันชนไม่ให้ลม ฝน และอุณหภูมิทำร้ายโครงสร้างของหลังคา

(1.2) ลดเสียงรบกวน พบว่า หลังคาเขียวช่วยป้องกันเสียงรบกวนได้ 3-8 เดซิเบลบี (dB) และมีประโยชน์ต่อประชาชนที่พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ที่มีเสียงดัง เช่น สนามบิน สถานบันเทิง และโรงงานอุตสาหกรรม

(1.3) เป็นฉนวนป้องกันความร้อน จากการศึกษาของ German Institute for Construction Engineering พบว่า หลังคาเขียวจะช่วยลดอุณภูมิของอาคารลงผ่านการพิจารณา Thermal Resistance Values (R-Values) และจะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันในการผลิตพลังงานสำหรับอาคารลงได้ 1-2 ลิตร/ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสำหรับผู้ดำเนินการ

(2) ผลประโยชน์สาธารณะ

(2.1) เป็นระบบนิเวศและที่อยู่อาศัยสำหรับสัตว์และพืช พบว่า หลังคาเขียวสามารถ “ชดเชย” การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของมนุษย์ที่เปลี่ยนพื้นที่ธรรมชาติมาเป็นตึกอาคาร โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของแมลงและนกหลายชนิด และทำหน้าที่เชื่อมโยงระบบนิเวศและวงจรทางธรรมชาติที่ถูกแบ่งแยกออกจากกัน นอกจากนี้ยังช่วยปรับภูมิทัศน์และระบบนิเวศเมือง (Urban Ecology) ให้ดีขึ้น

(2.2) ลดปริมาณน้ำฝนที่ไหลลงสู่ระบบท่อระบายน้ำ พบว่า หลังคาเขียวสามารถลด ดูดซับ และชะลอน้ำฝนที่จะลงสู่ท่อระบายน้ำได้ร้อยละ 50-90 ซึ่งมีความสำคัญต่อการจัดการน้ำในเมืองและการจัดการน้ำท่วม

(2.3) ลดมลพิษในอากาศและอุณหภูมิของเมือง พบว่า หลังคาเขียวสามารถดูดซับ/กรองสารพิษในอากาศในหลายประเภท เช่น ไนตรัสออกไซด์ คาร์บอนมอนออกไซด์ สารระเหยง่าย และฝุ่น ซึ่งใน 1 ตารางเมตรจะสามารถดูดซับได้สารพิษได้ 0.2 กิโลกรัม โดยต้นไม้แต่ละประเภทก็มีความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในตัวมันเอง (แตกต่างกันตามชนิดพันธุ์และอายุ) ซึ่งส่งผลต่อการลดปัญหาโลกร้อน อย่างไรก็ตามยังพบว่า หลังคาเขียวจะช่วยลดความแตกต่างของอุณหภูมิในเมืองและชานเมืองลง (ปรากฏการณ์เกาะความร้อนหรือ Urban Heat Island Effect) โดยหลังคาเขียวสามารถดูดซับพลังงานคามร้อนที่ปล่อยออกมาจากอาคารได้ร้อยละ 80

หลังคาเขียวมีข้อเสียหรือต้นทุนที่แตกต่างกันไปตามประเภท/รูปแบบ และอาจเป็น 2 เท่าของต้นทุนในการสร้างหลังคาทั่วไป ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายของโครงสร้างที่มากขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการปลูกและบำรุงรักษาพืชพันธุ์บนหลังคา

จากการศึกษาของนักวิจัยในหน่วยงาน United States General Services Administration พบว่า หลังคาเขียวมีอายุการใช้งานประมาณ 40 ปี มีระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ 6.2 ปี สำหรับค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ (อัตราผลตอบแทนภายในเท่ากับร้อยละ 5.2) และ 6.6 ปี สำหรับค่าเฉลี่ยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (อัตราผลตอบแทนภายในเท่ากับร้อยละ 4.2)

อย่างไรก็ตามพบว่า การสร้างหลังคาเขียวมีแนวโน้มที่จะให้ผลประโยชน์มากกว่าต้นทุน โดยผลจากการวิเคราะห์ต้นทุนผลประโยชน์จากหน่วยงานเดียวกัน พบว่า มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ของต้นทุนอยู่ที่ 22.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 0.42 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตารางฟุต และมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ของผลประโยชน์เท่ากับ 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 3.3 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตารางฟุต

 

หลังสีเขียวในบริบทของประเทศไทย

คำถามคือ แล้วประเทศไทยดำเนินการด้านนี้ (หลังคาสีเขียว) มากน้อยแค่ไหน อย่างไร? หากพิจารณาในรูปแบบของ “การปลูกต้นไม้” บนหลังคา พบว่า มีมานานกว่า 30 ปี โดยในช่วงแรกเป็นเพียงการตกแต่งหลังคาให้สวยงามและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ใช้สอยเหลือใช้บนหลังคาหรือดาดฟ้าเท่านั้น แต่ต่อมาได้มีการดำเนินการที่เป็นระบบมากขึ้น เช่น การรับน้ำหนัก และการกันน้ำซึม โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ หลังคาเขียวอาคารชุดพักผ่อนการ์เดนคลิฟ 2 จังหวัดชลบุรี (สร้างในพ.ศ. 2524) และสวนหลังคาอาคารชุดพักอาศัยอาคารตรีทศมารีนา กรุงเทพมหานคร (สร้างในพ.ศ. 2536) ดังแสดงในรูปที่ 2

GR 2

รูปที่ 2 หลังคาเขียวอาคารชุดพักผ่อนการ์เดนคลิฟ 2 (ซ้าย) และสวนหลังคาอาคารชุดพักอาศัยอาคารตรีทศมารีนา (ขวา)

ที่มา: ปรับปรุงจากหลังคาเขียวกับภาวะโลกร้อน (2556)

 

ทั้งนี้พบว่า หลังคาเขียวเชื่อมโยงกับการให้คะแนนตามเกณฑ์การประเมินอาคารเขียวไทย (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability; TREES) ของสถาบันอาคารเขียวไทย (Thai Green Building Institute (TGBI), 2017) โดยเกี่ยวข้องกับเกณฑ์การประเมินด้านผังบริเวณและภูมิทัศน์ (Site and Landscape; SL) เช่น มีพื้นที่เปิดโล่งเชิงนิเวศไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของพื้นที่ฐานอาคารหรือร้อยละ 20 ของพื้นที่โครงการ มีการจัดการการซึมน้ำและลดปัญหาน้ำท่วม มีการจัดสวนบนหลังคาหรือสวนแนวตั้ง และมีพื้นที่ดาดฟ้าที่รับรังสีตรงจากดวงอาทิตย์ไม่เกินร้อยละ 50 ของพื้นที่โครงการ และเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การประเมินด้านพลังงานและบรรยากาศ (Energy and Atmosphere; EA) เช่น ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการผลิตพลังงานหมุนเวียน (กรณีมีการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์หรือ Solar Cell) รวมถึงอาจมีความเกี่ยวข้องกับเกณฑ์การประเมินด้านวัสดุและทรัพยากร (Materials and Resources; MR) เช่น การปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection; EP) และเกณฑ์การประเมินด้าน นวัตกรรมสีเขียว (Green Innovations; GI) ในประเด็นด้านการใช้ทรัพยากรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การที่ “หลังคาเขียว” กับ “เกณฑ์การประเมินอาคารเขียวไทย” มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันย่อมเป็นแรงกระตุ้นในทางที่ดี เพราะผู้ประกอบการด้านอาคารน่าจะมีแนวโน้มหันมาสนใจการปรับเปลี่ยนพื้นที่ว่างบนดาดฟ้าหรือหลังคาแบบปกติมาเป็นหลังเขียวมากขึ้น อย่างไรก็ดี การส่งเสริมโดยภาครัฐย่อม/พึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยพบว่า ในหลายประเทศที่ดำเนินการด้านนี้มีการจัดการและจัดตั้งกฏระเบียบที่ดี เช่น เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี เมืองโคเปนฮาเกน ประเทศเดนมาร์ก เมืองพอร์ทแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น โดยเมืองเหล่านี้มีการส่งเสริมผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การสนับสนุนทางการเงิน (ประมาณ 10-20 ยูโร/ตารางเมตร) การลดภาษีน้ำฝน/น้ำประปา (ร้อยละ 50) และการตั้งกฏกติกา/กฏระเบียบให้สอดคล้องแผนการจัดการของท้องถิ่น เป็นต้น

หากประเทศไทยในยุค 4.0 หวังที่ดำเนินการที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น “หลังคาเขียว” ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ อย่างไรก็ดีข้อคำนึงถึงด้านชนิดพันธุ์ของพืช สภาพแวดล้อม/ภูมิอากาศ โครงสร้างทางวิศวกรรม รวมถึงการดูแลรักษาที่ดียังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจดำเนินการที่ขาดเสียไม่ได้ทีเดียว

 

เอกสารอ้างอิง

International Green Roof Association (IGRA). (2018A) Green Roof Types. สืบค้นจาก http://www.igra-world.com/types_of_green_roofs/index.php [เมื่อ 27 มกราคม 2561].

International Green Roof Association (IGRA). (2018B) Benefits of Green Roofs. สืบค้นจาก

http://www.igra-world.com/benefits/index.php [เมื่อ 27 มกราคม 2561].

Stormwater Institute, Lawrence Technological University. (2006) History of Greenroofs. สืบค้นจากhttps://www.ltu.edu/water/greenroofs_history.asp [เมื่อ 26 มกราคม 2561].

Thai Green Building Institute (TGBI). (2017) Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability for Existing Building: Operation and Maintenance. Bangkok, Thailand.

United States General Services Administration. (2011) The Benefits and Challenges of Green Roofs on Public and Commercial Buildings A Report of the United States General Services Administration. Washington, D.C., United             States.

สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร. (2556) หลังคาเขียวกับภาวะโลกร้อน สืบค้นจาก

http://bangkokgreencity.bangkok.go.th/ Knowledge-Based/Article/InterestingArticles/หลังคาเขียวกับภาวะโลกร้อน.aspx [เมื่อ 26 มกราคม 2561]

การสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นาย คมศักดิ์ สว่างไสว
นักวิชาการประจำ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เกริ่นนำ

ภาคธุรกิจถือว่าเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนมิติต่างๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การจ้างงาน การสร้างนวัตกรรม สังคม หรือสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าภาคธุรกิจมีความตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยตัวของตัวเองแล้ว ย่อมจะส่งผลดีต่อทั้งสังคมและประเทศชาติในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การให้ภาคธุรกิจดำเนินงานธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพียงฝ่ายเดียว อาจจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น ถ้าปราศจากการสนับสนุนจากภาครัฐ ที่สามารถมองภาพรวมของเศรษฐกิจสีเขียวและการเติบโตสีเขียวได้ดีกว่า ดังนั้น ในบทความนี้จะนำเสนอการดำเนินงานเพื่อการสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ ที่มีเป้าหมายการสนับสนุนที่เน้นทั้งบริษัทและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

 

เครื่องมือสำหรับ Green Business Environment Reform ของ DCED

Donor Committee for Enterprise Development (DCED) เป็นฟอรั่มแบ่งปันประสบการณ์ที่ใช้ได้ในทางปฏิบัติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคเอกชน ซึ่งมีผู้เข้าร่วม ได้แก่ ผู้บริจาค มูลนิธิ และหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ เป็นต้น ทั้งนี้ DCED จะมีส่วนช่วยสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตสีเขียว (Green Growth) และการเติบโตอย่างทั่วถึง (inclusive Growth) ในภาคเอกชน โดยการประสานสองแนวคิดที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าด้วยกัน คือ แนวคิดการเติบสีเขียว (Green Growth – GG) ซึ่งหมายถึง แผนงานหรือนโยบายที่มีเป้าหมายประสบความสำเร็จในการเจริบเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน กับแนวคิดการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Business Environment Reform – BER) ซึ่งหมายถึง นโยบาย แผนงาน และกฎระเบียบที่มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนในการทำธุรกิจ ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และสนับสนุนการสร้างและการเปิดตลาด โดยเมื่อแนวคิดทั้งสองได้ประสานกันแล้วจะกลายเป็นแนวคิดการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจสีเขียว (Green Business Environment Reform – GBER) ทั้งนี้ DCED ได้นำเสนอเครื่องมือที่มีศักยภาพในการประสานสองแนวคิดนี้เข้าด้วยกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  1. เงินอุดหนุนสำหรับผลกระทบภายนอกเชิงบวกและสินค้าสาธารณะ เงินอุดหนุนควรสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งผลกระทบภายนอกเชิงบวก เช่น นวัตกรรมของผลิตภัณฑ์สีเขียว เป็นต้น ซึ่งเงินอุดหนุนสามารถมีเป้าหมายที่แตกต่างกันได้ เช่น การสนับสนุนประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือการสนับสนุนการผลิตที่สะอาดในภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น รวมทั้งการให้เงินอุดหนุนจะต้องมีการวางวัตถุประสงค์อย่างละเอียดละออ ตัวอย่างเช่น การให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทที่ผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในขณะที่ การให้สินเชื่อแก่บริษัทในการสนับสนุนการผลิตพลังงานไว้ใช้เอง จะมีประสิทธิภาพในการบรรลุเป้าหมายของการลดการใช้เชื้อเพลิงในบริษัทมากกว่าการให้เงินอุดหนุนแก่บริษัท เนื่องจากการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการดำเนินการงานที่ไม่ได้ส่งผลต่อการลดต้นทุนการผลิต ในขณะที่ การผลิตพลังงานไว้ใช้เองในบริษัทจะเป็นการลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ ด้วยเหตุนี้แรงจูงใจที่มีต่อบริษัทในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของแต่ละประเภทของการสนับสนุนของรัฐจึงไม่เหมือนกัน เป็นต้น
  2. การปฎิรูปเงินอุดหนุนที่ก่อให้เกิดปัญหาทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอหรือที่ลดผลตอบแทนการลงทุนสีเขียว การปฏิรูปเงินอุดหนุนจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลกระทบระยะสั้นกับผลกระทบระยะยาว โดยในระยะสั้นส่วนใหญ่จะเป็นผลกระทบทางลบที่เกิดกับการผลิต การบริโภค และการจ้างงาน ส่วนในระยะยาวส่วนใหญ่จะเป็นผลกระทบทางบวกที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมในการทำธุรกิจ และการลดการกีดกันปัจจัยการผลิตสีเขียวและผลิตภัณฑ์สีเขียว ทั้งนี้ เงินอุดหนุนที่บิดเบือนสามารถก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติที่มากเกินไป ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดการลดผลตอบแทนของการลงทุนสีเขียวด้วย
  3. การออกใบอนุญาต (permit หรือ allowance) แบบบูรณาการ อาที การออกใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถนำไปซื้อขายได้ (tradable GHG emission allowance) จะทำให้ประสบความสำเร็จในการลดก๊าซเรือนกระจกและการปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยใบอนุญาตจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ (3.1) ใบอนุญาตปล่อยมลพิษ (3.2) ใบอนุญาตสำหรับทรัพยากรต่างๆ เช่น การจัดหาน้ำ คุณภาพน้ำ และการประมง เป็นต้น และ (3) ใบอนุญาตการใช้ที่ดิน อาคาร และธุรกิจ เช่น ใบอนุญาตก่อสร้างที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับอาคารเขียว เป็นต้น
  4. ทรัพยสิทธิ (property right) การกำหนดทรัพยสิทธิของทรัพยกรธรรมชาติที่เฉพาะเจาะจงจะทำให้ผู้ถือครองสิทธิมีแรงจูงใจในการรักษาและใช้ทรัพยากรนั้นอย่างยั่งยืน ทรัพยสิทธิถือเป็นหัวใจหลักของการวางโครงสร้างทางสถาบัน (institutional structure) สำหรับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งในที่นี้ทรัพยสิทธิอาจจะอยู่ในรูปของทรัพย์สินส่วนบุคคล ทรัพย์สินสาธารณะ หรือทรัพย์สินของรัฐก็ได้
  5. ระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยมลพิษ (transferable emission permit) และระบบจ่ายค่าตอบแทนนิเวศบริการ (payment for ecological services) ทั้งสองระบบมีเป้าหมายในเรื่องการจัดตั้งและบริหารสิทธิ รวมทั้งการสร้างตลาดเพื่อการค้าขายสิทธิเหล่านี้ อย่างไรก็ตามสำหรับระบบจ่ายค่าตอบแทนนิเวศบริการ ผู้ใช้หรือผู้ได้รับประโยชน์จากนิเวศบริการจะจ่ายค่าตอบแทนทางตรงไปยังปัจเจกบุคคลหรือชุมชน ที่มีการใช้ที่ดินตรงตามข้อกำหนดของนิเวศบริการ ส่วนระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยมลพิษ จะมีการออกใบอนุญาตให้กับผู้ปล่อยมลพิษ ซึ่งสามารถนำไปซื้อขายต่อได้ โดยราคาของใบอนุญาตจะสร้างแรงจูงใจเพื่อลดต้นทุนการลดมลพิษ
  6. การเข้าถึงข้อมูลตลาด เครื่องมือสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลตลาดเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะทำให้สังคมตระหนักรับรู้และมีกิจกรรมที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การจัดการระบบธรรมชาติ และการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อหลักการเศรษฐกิจสีเขียว เป็นต้น ซึ่งเครื่องมือสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลตลาดมีอยู่ 3 เครื่องมือ คือ (1) ระบบการศึกษาและการอบรม เพื่อสร้างทักษะด้านเศรษฐกิจสีเขียว (6.2) การรายงานทางสิ่งแวดล้อมของบริษัทต่างๆ เพื่อให้ทราบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริง และ (6.3) ระบบรับรองมาตรฐานสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อจะช่วยให้ผู้ผลิตสินค้าสีเขียวได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม
  7. ธรรมาภิบาล ธรรมาภิบาลสาธารณะถือว่าเป็นหัวใจหลักในการประสบความสำเร็จของนโยบาย BER หรือ GG ซึ่งธรรมภิบาลสาธารณะประกอบไปด้วย (1) การพัฒนานโยบายที่ปรับปรุงคุณภาพของกฏระเบียบ เช่น ความสามารถในการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม (7.2) ความมีประสิทธิภาพของรัฐบาล เช่น การปรับปรุงศักยภาพของการบังคับใช้นโยบายสิ่งแวดล้อม และ (7.3) สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและภาระรับผิดชอบ เช่น การสร้างความมั่นใจในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น
  8. ภาษีและค่าธรรมเนียมผลกระทบภายนอกทางลบ หมายถึง ภาษีที่เก็บกับปัจเจกบุคคลและบริษัทที่ไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมหรือการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และค่าธรรมเนียมที่เก็บกับปัจเจกบุคคลและบริษัทเพื่อนำมาใช้ในการลดผลกระทบภายนอกทางลบของกิจกรรมของปัจเจกชนหรือบริษัท เช่น การควบคุมมลพิษทางอากาศและทางเสียง การปรับปรุงคุณภาพน้ำในแม่น้ำ เป็นต้น ในทำนองเดียวกันภาษีและค่าธรรมเนียมนี้ก็สามารถถูกเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนการบริการของภาครัฐได้ เช่น การประปา และการจัดการขยะ เป็นต้น

 

การสนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืนของรัฐบาลสวีเดน

รัฐบาลสวีเดนได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืนเป็นอย่างมาก อันจะเห็นได้จากการมีนโยบายสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การลดก๊าซเรือนกระจก การลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมและการใช้สารเคมีอันตราย การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การสนับสนุนการบริโภคที่ยั่งยืน และระบบการเงินที่คำนึงการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่มุ่งตรงไปยังภาคธุรกิจและนโยบายที่เน้นการเติบโตระดับภูมิภาค เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมเพื่อสังคม ความเป็นผู้ประกอบการสังคม และการยกระดับไปสู่เศรษฐกิจวงรอบ (Circular Economy) เป็นต้น ทั้งนี้รัฐบาลสวีเดนมีหน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่สนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืน ดังนี้

  • Vinnova เป็นหน่วยงานด้านนวัตกรรมของสวีเดน มีหน้าที่ในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการให้ทุนกับการวิจัยและการพัฒนาระบบนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ
  • Almi Företagspartner AB มีหน้าที่ให้เงินกู้แก่ SMEs ที่มีศักยภาพในการเติบโตและสามารถทำกำไรได้ โดยการให้สินเชื่อจะมีเงื่อนไขว่า บริษัทจะต้องมีแนวคิดธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ให้คำแนะนำด้านโอกาสทางธุรกิจและความเสี่ยงของธุรกิจที่ยั่งยืนให้กับบริษัทต่างๆ ด้วย
  • The Swedish Agency for Economic and Regional Growth มีหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืน และการเติบโตของภูมิภาคที่ยั่งยืน โดยหน่วยงานจะแสวงหาทางเลือกของธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปพัฒนาธุรกิจทั่วทั้งประเทศ
  • The National Agency for Public Procurement มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ส่งสินค้าในเรื่องกฎเกณฑ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของการจัดซื้อ
  • Business Sweden มีหน้าที่ในการสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินงานธุรกิจที่ยั่งยืนและการสนับสนุน SMEs โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมสินค้าส่งออกที่ยั่งยืน
  • EKN มีหน้าที่ออกใบรับรอง (guarantee) สำหรับสินค้าส่งออก โดยการรับรองจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชนและสภาพการจ้างงาน การต่อต้านคอรัปชั่น และการสนับสนุนการให้กู้ยืมที่ยั่งยืนแแก่ประเทศที่ยากจน
  • AB Svensk Exportkredit (SEK) มีหน้าที่สนับสนุนอุตสาหกรรมส่งออกของสวีเดนในด้านการเงิน โดยมีเครื่องมือเงินกู้สีเขียว ที่สนับสนุนโครงการการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ชาญฉลาดต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate-Smart Economy) ซึ่งโครงการเหล่านี้จะถูกประเมินในเรื่องจริยธรรมทางธุรกิจ และมุมมองด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุน TBL SMMEs ในประเทศแอฟริกาใต้ ของ SEED

SEED เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2012 โดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme – UNEP) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme – UNDP) และสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature – IUCN) ทั้งนี้ SEED มีหน้าที่เสริมสร้างศักยภาพให้กับวิสาหกิจระดับรากหญ้าในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อที่จะเพิ่มพูนผลประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และสร้างสะพานเชื่อมโยงกันระหว่างผู้ประกอบการกับผู้วางนโยบายของรัฐ รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนและความเป็นหุ้นส่วนซึ่งกันและกัน

สำหรับในประเทศแอฟริกาใต้นั้น SEED ได้มุ่งมั่นที่จะให้วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดจิ๋ว (Small, Medium and Micro Enterprises – SMMEs) ประสบความสำเร็จในการเติบโตสีเขียว (GG) และการเติบโตอย่างทั่วถึง (inclusive Growth) โดยการรับเอาแนวคิด “ไตรกำไรสุทธิ” (Triple Bottom Line – TBL) ได้แก่ ผลกระทบทางสังคม (คน) ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (โลก) และความสำเร็จด้านการเงิน (กำไร) เป็นต้น เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโมเดลธุรกิจตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัย SMMEs ในประเทศแอฟริกาใต้ของ SEED ทำให้ได้ทราบถึงปัญหาต่างๆ ของ SMMEs จึงได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อปัญหาต่างๆ ดังแสดงในตารางข้างล่างนี้

 

ตารางที่ 1 ปัญหาที่ค้นพบและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุน TBL SMMEs ในประเทศแอฟริกาใต้

 

ปัญหาที่ค้นพบ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1. ปัญหาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างและสามารถแข่งขันได้ และปัญหาด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ของ SMMEs 1. สนับสนุนการประสานงานและการตั้งเป้าหมาย ในการสร้างทักษะด้านนวัตกรรมและการตลาด ตั้งแต่ยังเป็นเพียงความคิดเริ่มต้นให้กับผู้ประกอบการ
2. SMMEs มีความยากลำบากในการเข้าถึงตลาดในวงกว้างผ่านทางหุ้นส่วนทางธุรกิจ เช่น เครือข่ายค้าปลีก เป็นต้น 2. บริการนายหน้าเพื่อหาหุ้นส่วนทางธุรกิจ

3. สิ่งจูงใจที่มากกว่าการทำ CSR ของหุ้นส่วนทางธุรกิจ และ SMMEs มีส่วนร่วมและเข้าใจกฎระเบียบใหม่ รวมทั้งการมีส่วนร่วมกับหุ้นส่วนทางธุรกิจ

4. จัดหาบริการข้อมูลตลาดที่อยู่บนฐานของเทคโนโลยี

3. เสถียรภาพทางการเงินมาจากทุนให้เปล่าของรัฐบาล หรือการบริจาคจากต่างประเทศ มากกว่าการพัฒนาตลาดและรายรับ 5. ปรับปรุงบริการนายหน้าให้สามารถเข้าถึงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายและพันธมิตร รวมทั้งสามารถเข้าถึงเงินทุนต่างๆได้

6. สนับสนุนแผนงานการเติบโตของวิสาหกิจ เพื่อเปลี่ยนจากการได้รับเงินทุนให้เปล่าเป็นจากรายรับแทน

7. ปรับปรุงแผนงานนักลงทุนและการร่วมทุน

8. แผนงานพัฒนาความคิดและนวัตกรรมตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น เพื่อให้เกิดการสร้างตลาดและเสถียรภาพทางการเงิน

4. การลงทุนในทรัพย์สินประเภททุนมีความสำคัญเป็นอันดับแรกสำหรับ SMMEs และการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การประปา และชลประทาน

 

9. สิ่งจูงใจทางภาษี

10. Green SMMEs มักดำเนินงานในพื้นที่ที่ขาดโครงสร้างพื้นฐานของสาธารณูปโภคต่างๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาชนบทและเกษตรกรรม ดังนั้น จึงต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมจากรัฐบาลจังหวัดและท้องถิ่น

5. SMMEs ประสบปัญหาในการเลือกประเภทนิติบุคคล (เช่น สหกรณ์ ทรัสต์ หรือบริษัท) เพื่อที่จะสามารถดำเนินกิจการทั้งแสวงหากำไรและไม่แสวงหากำไรได้อย่างต่อเนื่อง

 

11. ปรับปรุง 2008 Companies Act เพื่อสร้างกรอบกฎหมายสำหรับวิสาหกิจลูกผสม (hybrid enterprise)

12. แผนงานความเป็นผู้ประกอบการที่รวมข้อมูลของ New Companies Act of 2008 เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพ

13. เพื่อให้มั่นใจว่าระบบภาษีจะไม่ส่งผลกระทบทางลบกับกำไรของวิสาหกิจ TBL

6. หน่วยงานและสถาบันวิจัยภาครัฐมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนนวัตกรรม แต่ยังขาดกลไกการมีส่วนร่วมที่ได้ผลดีกับ SMMEs 14. ปรับปรุงกลไกเพื่อที่จะพัฒนาการมีส่วนร่วมและความเป็นหุ้นส่วนกับ SMMEs
7. รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้มีส่วนได้เสียหลักและผู้ได้รับผลประโยชน์ทันทีทันใดของผลกระทบจาก TBL ของ SMMEs

 

15. ให้อำนาจรัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเพื่อบ่มเพาะและสนับสนุนความริเริ่ม TBL

16. การยกเว้นหรือการยืดหยุ่นในด้านกฎหมายและภาษีให้กับท้องถิ่น

8. คุณค่าของ TBL จะต้องถูกปรับให้เข้ากับประเด็นด้านเพศภาวะ เพราะผู้หญิงเป็นตัวแทนที่ดีในการริเริ่ม TBL ทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับผู้นำ 17. ขยายเป้าหมายด้านเพศภาวะ ให้รวมถึงความเสมอภาคด้านเพศภาวะ การมีส่วนร่วมของเยาวชนและความเหนียวแน่นของครอบครัว
9. เนื่องจากมีข้อจำกัดทางด้านการเงิน TBL SMMEs ส่วนใหญ่จึงไม่สามารถจ้างแรงงานแบบถาวร และไม่สามารถให้สวัสดิการได้

 

18. พัฒนากรอบการทำงานของการจ้างงานระยะสั้นและงานนอกเวลา เพื่อให้วิสาหกิจ TBL มีความยืดหยุ่นและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

19. ปรับกฎระเบียบแรงงานสำหรับ SMMEs เพื่อให้เกิดงานที่มีคุณค่า

10. สิ่งจูงใจในการปฏิบัติการด้านการจัดซื้อสีเขียวและการผลิตสีเขียวมีจำนวนน้อย

 

20. สิ่งจูงใจทางภาษีสำหรับธุรกิจจะไม่เป็นเพียงแค่ การรวม SMMEs ในสายโซ่อุปทาน แต่ยังรวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างที่ยั่งยืน และการกำจัดขยะด้วย
11. การเรียนรู้และการอบรมการปฏิบัติการสีเขียวมักจะเกิดขึ้นภายในองค์กรมากกว่าชุมชน 21. สนับสนุนการเรียนรู้ของชุมชนและผู้ด้อยโอกาส

22. การเป็นหุ้นส่วนกับหน่วยงานท้องถิ่นในการสนับสนุนการศึกษาให้กับ SMMEs และชุมชน

12. การได้รับใบรับรองระดับนานาชาติของ SMMEs เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ดังนั้น การได้รับรางวัลหรือใบรับรองระดับท้องถิ่นจึงสิ่งที่มีความสำคัญมาก

 

23. พัฒนาระบบการให้คะแนนสำหรับวิสาหกิจ TBL และผลิตภัณฑ์ของพวกเขา ซึ่งมีความสำคัญในระดับท้องถิ่นและเป็นไปตามมาตรฐานนานาชาติ

24. สมาคมและหน่วยงานต้องมีการจัดประเภท SMMEs ที่มีความยืดหยุ่น และสอนคล้องกับสมาชิกภาพของบริษัท

ที่มา: SEED (2015)

 

 

อ้างอิง

DCED. (2017). The Search for Synergy: Business Environment Reform and Green Growth. สืบค้นจาก https://www.enterprise-development.org/wp-content/uploads/GGWG_BERGuide_Final.pdf

Government Offices of Sweden. (2017). Sustainable Business: the Government’s Policy for Sustainable Business. สืบค้นจาก https://www.government.se/49171b/contentassets/ c2dc5f1cb30b40fb941aa2796c4387ae/sustainable-business_webb.pdf

SEED. (2015). Growing Green and Inclusive Entrepreneurship for Sustainable Development in South Africa. สืบค้นจาก https://www.seed.uno/download/?file=images%2Fdocuments%2F1907%2Fa4 seedpolicyreportsouthafricaweb.pdf&id=1907&att=1

มาตรการราคาคาร์บอนกับความสามารถในการแข่งขันของไทยและประเทศในอาเซียน

รศ.ดร. ชยันต์ ตันติวัสดาการ
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

1. ความจำเป็นในการใช้มาตรการราคาคาร์บอน

มาตรการภาษีคาร์บอน (carbon taxes) และมาตรการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS หรือที่มักนิยมเรียกรวมกัน ว่ามาตรการราคาคาร์บอน (Carbon Pricing)1 ถือเป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญในการบรรเทา (mitigate) ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

จากรายงานของ Word Bank and Ecofys (2015)2 พบว่า ณ สิ้นเดือนสิงหาคม ค.. 2015 ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจำนวน 39 ชาติ และ 23 รัฐ ได้มีการใช้มาตรการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ซึ่งต่อไปนี้จะขอเรียกสั้น ๆ ว่า มาตรการตลาดคาร์บอน) และภาษีคาร์บอน ซึ่งครอบคลุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 7 GtCO2-eq หรือคิดเป็น 12% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปีของโลก โดยที่ก๊าซเรือนกระจก จำนวน 8% ใช้ตลาดคาร์บอน และอีก 4% ใช้ภาษีคาร์บอน มาตรการราคาคาร์บอนดังกล่าวเติมโตเพิ่มขึ้นจาก ค.. 2012 ถึง 90%

Continue reading มาตรการราคาคาร์บอนกับความสามารถในการแข่งขันของไทยและประเทศในอาเซียน