Tag Archives: climate change

PRO-Green International Conference 2018

ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเจ้าภาพร่วมจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ กับองค์การบริหารก๊าซเรือนแระจก (องค์การมหาชน) ในหัวข้อ
The 4th CITC Regional Conference 2018 “Accelerating the Paris Agreement Implementation through Climate Finance,
Technology and Capacity Building” 17-19 July 2018.

Panel Session : R&D, technology and capacity building for climate change
mitigation and adaptation

at Pullman Bangkok King Power Hotel, Bangkok, Thailand

 

ดร.วิชสิณี วิบุลผลประเสริฐ

ชวนคิดเรื่องเหตุใดพลังงานทดแทนจึงมีความสำคัญ เนื่องจากกระบวนการผลิตภาคพลังงานปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับต้น ๆ ของทุกภาคเศรษฐกิจ ซึ่งหากเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทนสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตพลังงานลงได้ ซึ่งการใช้ Solar cell มีคุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าการใช้พลังงานแบบเดิม กล่าวคือเมื่อเทียบต้นทุนและผลประโยชน์ในการสร้างกับมลพิษที่สังคมต้องแบกรับ พบว่า Solar cell คุ้มค่าต่อการสร้างมากกว่า และต้นทุนของการใช้ Solar cell ลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้ Solar cell เป็นพลังงานทางเลือกที่นิยมใช้กับอาคารบ้านเรือน การผลิตพลังงานจาก Solar cell ในภาพรวมทั้งโลกเติบโตขึ้นมาก ซึ่งประเทศที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุดคือ จีน และประเทศไทยมีความสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจาก Solar cell 2,697 MW ต่อปี ซึ่งยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ

ข้อจำกัดของการผลิตพลังงานจาก Solar cell คือไม่สามารถผลิตพลังงานได้ตลอดเวลา เนื่องจากข้อจำกัดของแสงอาทิตย์ซึ่งมีเฉพาะเวลากลางวัน ทำให้การจัดการเครือข่ายไฟฟ้า (Grid) ทำได้ยากขึ้น และความไม่เสถียรของพลังงานที่ผลิตจึงทำให้ประสิทธิภาพลดลง ระบบเก็บกักพลังงาน (storage) จึงมีความสำคัญมาก ซึ่งมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้ หากมีระบบเก็บกักพลังงาน (storage) ที่สามารถช่วยลดการสูญเสียของพลังงานลงได้ จะทำให้คุ้มค่าต่อการลงทุนมากขึ้น

 

ผศ.ดร.ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์

นำเสนอแบบจำลองผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (impact of climate change) กล่าวคือศึกษาผลเสียที่เกิดกับเศรษฐกิจ อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการคำนวณด้วยแบบจำลอง ซึ่งแบบจำลองมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ แบบจำลองภูมิอากาศ (climate model) ผลกระทบทางกายภาพ (physical impact) และผลกระทบการเศรษฐกิจ (economic impact) โดยทำการศึกษาใน 4 ภาคเศรษฐกิจ ได้แก่ การเกษตร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และสุขภาพ

เดิมใช้เพียงแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่อมาได้พัฒนาแบบจำลองที่ใช้ข้อมูลดาวเทียมเป็นจุดเริ่มต้น และใช้ข้อมูลจาก NASA เพื่อพัฒนาแบบจำลองให้สมบูรณ์และมีความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งสามารถประเมินผลผลิตข้าวของประเทศไทยได้แม่นยำถึง 88% นอกจากนั้นยังสามารถประเมินการอุบัติของโรค เช่น มาลาเรีย เดงกี่ (Dengue)

 

 

คุณอุกฤษ อุณหเลขกะ

1 ใน 3 ของประชากรไทยอยู่ในภาคเกษตรและส่วนใหญ่เป็นคนจน จึงเปรียบได้ว่าคนจนคือผู้ผลิตอาหาร และการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศทำให้ผลผลิตลดลง จึงยิ่งซ้ำเติมคนจน เกษตรกรใช้วิธีปลูกพืชโดยอาศัยประสบการณ์ และคาดเดาสภาพอากาศจากการดูย้อนหลังประมาณ 5 ปี ร่วมกับการอาศัยข้อมูลพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นข้อมูลในระดับพื้นที่ใหญ่ ไม่เฉพาะเจาะจงเป็นพื้นที่เล็ก นอกจากนั้นการเกษตรไทยยังมีผลผลิตต่อไร่ต่ำ ตัวอย่างเช่น ข้าวโพดมีผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วกว่าครึ่งหนึ่ง

Ricult จึงได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยแก้ไขปัญหานี้ โดยเปิดตัวไปแล้วในไทยและปากีสถาน Ricult ได้สร้างแบบจำลองเพื่อพยากรณ์อากาศระดับพื้นที่ย่อย (ระดับฟาร์ม) ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจปลูกทำได้ดีขึ้น และได้ผลผลิตมากขึ้น มีการใช้แอปพลิเคชันเพื่อช่วยแนะนำเกษตรกรเป็นรายวัน โดยใช้ดัชนีพืชพรรณ (NDVI: Normalized Difference Vegetation Index: หรือการนำค่าความแตกต่างของการสะท้อนของพื้นผิว ระหว่างช่วงคลื่นใกล้อินฟราเรดกับช่วงคลื่นตามองเห็นสีแดง มาทำสัดส่วนกับค่าผลบวกของทั้งสองช่วงคลื่นเพื่อปรับให้เป็นลักษณะการกระจายแบบปกติ) เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ และยังสามารถช่วยให้ธนาคารประเมินความเสี่ยงของเกษตรกรที่ส่งผลต่อการชำระหนี้

 

รศ.ดร.ชนาธิป ผาริโน

บทบาทหน้าที่หลักของกองทุนสนับสนุนการวิจัย (TRF) คือ สร้างคน สร้างองค์ความรู้ ผ่านกระบวนการสนับสนุนทุนวิจัย และบริหารจัดการงานวิจัย รวมไปถึงกิจกรรม การจัดงานสัมมนา การประชุม เป็นต้น กล่าวคือเน้นการบริหารจัดการแบบครบวงจรผ่านเครือข่ายการทำงานที่มีอยู่ทั่วประเทศ สนับสนุนการสร้างและพัฒนากำลังคนและนักวิจัยมืออาชีพ สู่สังคมที่อาศัยความรู้ในการแก้ปัญหา ผลักดันการใช้ประโยชน์จากการวิจัยด้านเกษตร อุตสาหกรรม บริการ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น รวมถึงผลักดันให้เกิดการร่วมทุนกับภาคเอกชน หน่วยงานในประเทศ และต่างประเทศ

ค่านิยมของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (TRF) ได้แก่

T  =  Think Globally คือ คิดและมองประโยชน์ในภาพรวม

R  =  Research Management Excellence คือ มีความเป็นเลิศด้านการจัดการงานวิจัย

F  =  Force for Changes คือ เป็นพลังที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ (Public Well-Being Division) มีภารกิจ คือ การสนับสนุนการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่นำไปสู่การใช้ประโยชน์ ด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร ธรรมชาติและสวัสดิภาพสังคม เพื่อสร้างฐานความรู้ ความสามารถ ในการแก้ปัญหา การป้องกัน และตอบปัญหาในอนาคต

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อเริ่มจัดตั้งฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ การหานักวิจัยเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนยังยากและยังมีข้อจำกัด ต่อมาได้ผลิตเผยแพร่ความรู้ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศเป็นกลุ่มหลัก จึงมอบอำนาจให้นักวิจัยมีอิสระในการทำวิจัยมากขึ้น ต่อมาเน้นส่งเสริมงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้อย่างคุ้มค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในระยะหลังไม่ได้สนับสนุนเพียงแค่นักวิจัยรายบุคคล แต่ยังได้สนับสนุนศูนย์วิจัย เช่น ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสนับสนุนศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (ProGreen) เป็นต้น กล่าวคือสนับสนุนความรู้และเครื่องมือ แนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการวิจัยที่นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

 

ช่วงถามตอบข้อสงสัย

ถาม อ.ณัฐพงษ์ มีวิธีประเมินอัตราการว่างงาน (unemployment) อย่างไร

ตอบ การสูญเสียที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อรายได้ครัวเรือน (household income) จึงส่งผลให้การบริโภคลดลง (Consumption loss) นำมาซึ่งการว่างงาน (unemployment) ในที่สุด

 

ถาม อ.ณัฐพงษ์ วิธีการทำแบบจำลองในลักษณะนี้มีข้อจำกัดอย่างไร และเราจะสามารถขยายการใช้เครื่องมือนี้ได้อย่างไร

ตอบ ข้อจำกัดคือในประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้น้อยมาก และไม่มีการบูรณาการ (integration) ร่วมกันในหลายศาสตร์อย่างจริงจัง สำหรับประเด็นเรื่องการขยายการใช้เครื่องมือในวงกว้าง ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคการเงิน

 

ถาม อ.วิชสิณี เหตุใดการใช้ Solar cell ในประเทศไทยยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และคาดหวังได้แค่ไหน

ตอบ อุปสรรค คือความไม่ต่อเนื่องและไม่แน่นอนของนโยบายและกฎระเบียบ รวมไปถึงต้นทุนและความเสี่ยงทางเทคโนโลยี เราคงใช้พลังงานจาก Solar cell ทั้งหมดไม่ได้ แต่เราต้องหาจุดสมดุลระหว่างพลังงานที่ใช้อยู่ (conventional) กับพลังงานทางเลือก (renewable) ส่วนประเด็นความคาดหวังอยู่ที่ความชัดเจนจากรัฐและความต้องการของเอกชน

 

ถาม คุณอุกฤษ ข้อจำกัดของงานลักษณะนี้คืออะไร และจะทำให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้อย่างไร

ตอบ ข้อจำกัดคือภาคเอกชนยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของภาครัฐได้เท่าที่ควร จึงทำให้การปรับแก้แบบจำลองจึงทำได้ยากขึ้น สำหรับประเด็นเรื่องการเข้าถึงผู้ใช้ Ricult ซึ่งเป็นชาวบ้านจะมีวิธีการใช้ชุดข้อมูลไม่เหมือนกับคนในเมือง ดังนั้นการสร้างรูปแบบของชุดข้อมูลที่อยากให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ง่าย จึงต้องใช้การลงพื้นที่เพื่อสอบถามความต้องการจริง

 

คำถาม อ.ชนาธิป จะแก้ปัญหา 4 ประการนี้อย่างไร

ตอบ ประเทศไทยยังมีผู้ที่ไม่เข้าใจหรือไม่เชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate skeptics) ดังนั้นการเผยแพร่ข้อมูลจึงจำเป็น ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันในระดับสหวิทยาการ (inter-disciplinaries) และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน (inter-agencies) นอกจากนั้นได้ชวนคิดประเด็นการกระตุ้นในเกิดการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าวคือต้องส่งเสริมให้มีผู้ปฏิบัติมากขึ้น ได้แก่ คนรุ่นใหม่ กลุ่มใหม่ ๆ รวมไปถึงภาคเอกชนหรือบริษัทที่แสวงหาผลกำไร ให้มีโอกาสได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาโลกร้อน อันจะนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นไปได้จริง

 

อาจารย์ชล สรุปปัญหาประกอบด้วย

  • ปัญหาเชิงสถาบัน (Institution)
  • การเข้าถึงข้อมูล (Accessing to data)
  • การเข้าสู่ตลาด (Market access)
  • การเข้าถึงผู้ใช้ (Delivery to user)
  • การบูรณาการ (Integration)

การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวโดยคำนึงถึงผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน

ศรัณย์ ประวิตรางกูร
นักวิชาการประจำ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  1. บทนำ

หากจะกล่าวถึงการพัฒนาประเทศโดยการใช้มุมมองของเศรษฐกิจสีเขียวนั้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถละเลยได้ เนื่องจากสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว ที่ต้องการให้การเติบโตทางเศรษฐกิจหรือความอยู่ดีกินดีของมนุษย์เป็นไปโดยควบคู่กับการทำสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาสิ่งแวดล้อม และต้องมีความเท่าเทียมกันในสังคม (UNEP, 2011)

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญและเริ่มตระหนักถึงภัยคุกคามประการหนึ่งนั้น คือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าปัญหาโลกร้อน สาเหตุนั้นเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศส่งผลให้โลกดูดซับรังสีความร้อนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภายของภูมิอากาศโลกหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงในปริมาณฝน อุณหภูมิน้ำทะเล การเพิ่มขึ้นของพายุ ความสูงของน้ำทะเล ความเค็มและความเป็นกรดของน้ำทะเล และ การไหลของกระแสน้ำอุ่นน้ำเย็น เป็นต้น (IPCC, 2007) ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่ต่างก็อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภาพของโลก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย อาทิ ปริมาณน้ำฝนและความชื้นย่อมส่งผลของผลิตภาพการผลิตของสินค้าเกษตร การที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่งและระบบนิเวศชายฝั่ง อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอนามัยและผลิตภาพแรงงาน เป็นต้น โดยเฉพาะในกรณีของประเทศกำลังพัฒนาที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าด้านอื่น ผลเสียหายนั้นย่อมมีมูลค่าสูงมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของขนาดเศรษฐกิจ และมักจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในด้านอื่น เช่น การเสียชีวิตที่เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เป็นต้น (IPCC, 2012)

 

  1. ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเด็นเรื่องความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่นานาชาติให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในการประชุมรัฐภาคีของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC – COP) อย่างไรก็ดี คณะทำงานภายใต้ที่ประชุม COP ยังไม่มีการกำหนดคำนิยามของ ความสูญเสีย (Loss) และ ความเสียหาย (Damage) ไว้อย่างเป็นทางการ (Official Definition) มีเพียงการกำหนดกรอบกว้าง ๆ เท่านั้น

งานศึกษาวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงจำเป็นต้องกำหนดนิยามเองในลักษณะ “Working Definition” ขึ้น อาทิ เอกสารเพื่อการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องความสูญเสียและความเสียหายของคณะทำงานภายใต้ UNFCCC นิยามความหมายของ “Loss and Damage” เพื่อใช้เฉพาะในเอกสารดังกล่าวว่า “เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริง หรือมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น และส่งผลกระทบเชิงลบต่อมนุษย์ และระบบธรรมชาติ” (UNFCCC, 2012a) โดยไม่ได้มีการกำหนดความหมายเฉพาะสำหรับคำว่า “Loss” และ คำว่า “Damage” ในขณะที่รายงานด้านเทคนิคของ UNFCCC เรื่องเกี่ยวกับ Non-economic Loss ภายใต้บริบทของคณะทำงานชุดเดียวกัน ให้นิยามว่า “ความสูญเสียและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความสัมพันธ์กับการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) กล่าวคือ หากต้นทุนด้าน Mitigation และ Adaptation เพิ่มขึ้น ย่อมจะส่งผลให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากความเสียหายและความสูญเสียมีค่าน้อยลง” (UNFCCC, 2013a) หรืออย่างกรณีของเอกสารเชิงเทคนิคเรื่อง Slow Onset Event ซึ่งไม่มีการกำหนด Working Definition (UNFCCC, 2012c) ไว้ แต่ในเอกสารมีการอ้างงานศึกษาของ Hoffmaister, Stabinsky, & Thanki  (2012) และ Stabinsky & Hoffmaister (2012) รวมถึงงานวิจัยอื่น ๆ ซึ่งใช้คำนิยามเรื่อง Loss and Damage ในลักษณะเดียวกันกับคำนิยามข้างต้น

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาของ Verheyen (2012)  และ Durand and Huq (2015) หากพิจารณาความหมายของคำศัพท์ “Loss” และ “Damage” แยกกัน จะพบว่างานศึกษาส่วนใหญ่จะตีความ “Loss” คือ ความสูญเสียซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก ในขณะที่ “Damage” คือความเสียหายที่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนเดิมได้ อีกทั้งการศึกษาส่วนมากกำหนด Working Definition ของ Loss and Damage ไว้ในลักษณะเดียวกันกับ UNFCCC ที่กล่าวว่า ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ ส่วนที่เหลือ (residual) จากความพยายามทำ Mitigation และ Adaptation ดังเช่น งานศึกษาของ Warner and Van der Geest (2013) ซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลวิจัยจาก 9 ประเทศ เพื่อหาแนวทางรับมือความเสียหายที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ใช้นิยามในลักษณะเดียวกัน เพื่อหาสาเหตุว่าเหตุใดความเสี่ยงและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเกิดขึ้น และเหตุใดกลไกการทำ Mitigation และ Adaptation ยังไม่เพียงพอที่จะกำจัดความเสียหายให้หมดไปได้ คำนิยามในลักษณะนี้มีความสมเหตุสมผล เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่ต้องการประเมินความเสี่ยงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และต้องการหามาตรการเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว จึงต้องนิยามให้ Loss and Damage, Mitigation และ Adaptation นั้นมีความสัมพันธ์กันและเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขไปพร้อมกัน

ทั้งนี้มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่หยิบยกประเด็นเรื่องคำนิยามมาตั้งข้อสังเกตว่า การไม่สามารถกำหนดนิยามอย่างเป็นทางการในการประชุม UNFCCC นั้น เป็นประเด็นทางการเมืองมากกว่าประเด็นทางเศรษฐศาสตร์หรือประเด็นทางวิทยาศาสตร์  เนื่องจากการกำหนดนิยามชัดเจนอาจจะส่งผลให้การเจรจาเรื่องดังกล่าวคืบหน้าต่อไปได้ยาก เพราะประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนามีความเห็นที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะข้อกังวลของประเทศพัฒนาแล้วที่เกรงว่าคำนิยามที่ชัดเจนอาจจะสามารถนำไปสู่การเรียกร้องความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศหมู่เกาะ จากประเทศพัฒนาแล้วได้ (Durand & Huq, 2015; Johnson, 2016;  Stockholm Environment Institute, 2016; และ Vanhala & Hestbaek, 2016) จึงทำให้การเจรจาไม่เน้นหนักในเรื่องการกำหนดนิยาม แต่เน้นเรื่องการสร้างกลไกการรับมือกับผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

  1. การประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น คือการประเมินผลกระทบของเหตุการณ์ (Events) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเหตุการณ์อาจจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง การระบาดของโรค เป็นต้น หรือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช้าๆ แต่เกิดต่อเนื่องกัน เช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล อุณหภูมิ การที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายไป ฯลฯ (UNFCCC, 2012c) ทั้งนี้สามารถแบ่งการประเมินออกได้เป็นหลายรูปแบบ เช่น การประเมินแยกตามลักษณะของความสามารถในการฟื้นคืนของสิ่งที่ถูกกระทบ (แยกความสูญเสียและความเสียหายออกจากกัน) หรืออาจแยกตามลักษณะของความเสียหายที่คิดมูลค่าเป็นตัวเงินได้กับไม่สามารถคิดมูลค่าได้ (มีตลาดหรือไม่มีตลาดสำหรับสิ่งที่สูญเสียและเสียหาย) ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเรื่องหนึ่งอาจจะมองให้อยู่ในรูปของทั้งความสูญเสียและความเสียได้ในคราวเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การที่เกิดภาวะน้ำท่วมทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย (ความเสียหายที่เป็นตัวเงิน) ซึ่งในคราวเดียวกันอาจจะทำให้หน้าดินถูกชะล้างไปจนพื้นดินไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก (ความสูญเสียที่เป็นตัวเงิน) และประชาชนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานเนื่องจากพื้นที่ไม่เหมาะแก่การทำอาชีพเพาะปลูกอีกต่อไป (ความสูญเสียที่ไม่เป็นตัวเงิน) เป็นต้น

 

  1. บทสรุป

การพิจารณาความสูญเสียและความเสียหายให้ครอบคลุมรอบด้านนั้นมีความสำคัญมากต่อการเตรียมตัวรับมือกับปัญหา หากพิจารณาต้นทุนต่าง ๆ ได้ไม่ครบถ้วนย่อมส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างไม่ยั่งยืน เพราะความเสี่ยงจากปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ทั้งนี้การตัดสินใจกำหนดนโยบายที่ต้องการลงทุนหรือจำกัดการเจริญเติบโตของประเทศนั้นเป็นสิ่งที่หลายประเทศไม่อยากทำ เนื่องจากเห็นว่าส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ทว่า หากทุกคนมองเพียงเสียความเสียหายที่เป็นตัวเงินอย่างเดียว ไม่ได้มองถึงความสูญเสียอื่นๆ ที่ไม่เป็นตัวเงิน หรือต้นทุนค่าเสียโอกาสที่จะเกิดขึ้น ย่อมจะทำให้การประเมินมูลค่าของผลกระทบที่เกิดขึ้นต่ำกว่าความเป็นจริง และจะส่งผลให้การกำหนดนโยบายเพื่อรับมือกับผลกระทบ (Adaptation) หรือแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Mitigation) เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การตัดสินใจกำหนดกรอบวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจจะน้อยเกินไป หรือมาตรการทางการคลังเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วผลเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจของประเทศอยู่ดี ดังที่งานวิจัยของ Stern (2007) ระบุว่า หากแต่ละประเทศในโลกไม่ร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง จะส่งผลเสียต่อมนุษย์รุนแรง โดยหากเทียบเป็นระดับของสวัสดิการที่เกิดขึ้นจากการบริโภค จะประมาณการเทียบได้กับการบริโภคเฉลี่ยของแต่ละคนลดลงมากถึงระดับร้อยละ 5 – 20 แต่หากโลกใช้มาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้ขึ้นโดยลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้นทุนต่อระบบเศรษฐกิจของโลกจะมีมูลค่าประมาณร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมเท่านั้น

ในอนาคตข้างหน้า หากมนุษย์ไม่ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ผลกระทบดังกล่าวจะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้ และความรุนแรงของผลกระทบนั้นจะมีมูลค่ามาก และส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศที่มีรายได้น้อย อย่างไรก็ดี นักวิจัยชั้นนำยังเชื่อว่า มนุษย์ยังพอมีเวลาให้ปรับตัว เช่น การพัฒนาเทคโนโยลีสะอาด การใช้พลังงานทางเลือก การสร้างสิ่งปลูกสร้างและระบบเตือนภัยธรรมชาติล่วงหน้า (early warning system) รวมถึงการลงทุนในงานศึกษาวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอื่นๆ โดยควรจะเริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นการลดความรุนแรงของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อลดความเสี่ยง เตรียมการรับมือ และพยายามปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อช่วยให้ความเสียหายที่จะเกิดจากผลกระทบนั้นบรรเทาลงบ้าง ถึงแม้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเตรียมพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องมีต้นทุนเกิดขึ้น และอาจมีมูลค่าสูงหรือกระทบกับราคาสินค้า หรือความสามารถในการบริโภคของแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญที่เราทุกคนควรตระหนักคือ เราควรพิจารณาเรื่องการเตรียมการดังกล่าวเปรียบเสมือนการลงทุน ให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจไปในแนวทางสีเขียวและยั่งยืน เพื่อให้คนในรุ่นหลังได้อยู่บนโลกใบนี้อย่างไม่ลำบากมากนัก

 

เอกสารอ้างอิง

Durand, A., & Huq, S. (2015). Defining loss and damage: Key challenges and considerations for developing an operational definition. Dhaka, Bangladesh: ICCCAD: International Centre for Climate Change and Development.

Hoffmaister, J. P., Stabinsky, D., & Thanki, N. (2012). Loss and damage: key issues and considerations for the Bangkok regional expert meeting. Briefing Paper on Loss and Damage, Third World Network, Asia and Eastern Europe Regional Meeting 27-29 August 2012, Bangkok.

IPCC. (2007). Climate Change 2007: Synthesis Report. Contribution of Working Groups I, II and III to the Fourth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change. Geneva, Switzerland: IPCC.

IPCC. (2012). Managing the Risks of Extreme Events and Disasters to Advance Climate Change Adaptation. A Special Report of Working Groups I and II of the Intergovernmental Panel on Climate Change. Cambridge, UK, and New York, NY, USA: Cambridge University Press.

Johnson, C. A. (2016, November). Holding Polluting Countries to Account for Climate Change: Is “Loss and Damage” Up to the Task?: Loss and Damage. Review if Policy Research, 50-66. doi:10.1111/ropr.12216

Stabinsky, D., & Hoffmaister, J. P. (2012). Loss and Damage: Some key issues and considerations. Briefing Paper on Loss and Damage, Third World Network, Latin America Regional Meeting 23- 25 July 2012, Mexico City.

Stern, N. (2007). The Economics of Climate Change: The Stern Review. Cambridge, UK: Cambridge University Press.

Stockholm Environment Institute. (2016). Defining loss and damage: The science and politics around one of the most contested issues within the UNFCCC. Stockholm: Stockholm Environment Institute.

UNEP. (2011). Towards a Green Economy: Pathways to Sustainable Development and Poverty Eradication – A Synthesis for Policy Makers. St-Martin-Bellevue, France: 100 Watt. Retrieved from http://www.unep.org/greeneconomy

UNFCCC. (2012a). A literature review on the topics in the context of thematic area 2 of the work programme on loss and damage: a range of approaches to address loss and damage associated with the adverse effects of climate change. Subsidiary Body for Implementation, Thirty-seventh session. Doha: FCCC/SBI/2012/INF.14.

UNFCCC. (2012c). Slow onset events. Technical Paper. FCCC/TP/2012/7.

UNFCCC. (2013). Non-economic losses in the context of the work programme on loss and damage. Technical Paper. FCCC/TP/2013/2.

Vanhala, L., & Hestbaek, C. (2016, November). Framing Climate Change Loss and Damage in UNFCCC Negotiations. Global Environmental Politics, 16(4), 111-129.

Verheyen, R. (2012). Tackling Loss & Damage – A new role for the climate regime? The Loss and Damage in Vulnerable Countries Initiative. Bonn: Germanwatch.

Warner, K., & van der Geest, K. (2013, October). Loss and damage from climate change: local-level evidence from nine vulnerable countries. International Journal of Global Warming, 5(4), 367-386.