Tag Archives: Green Economy

PRO-Green Meeting The Center for Green Economy (CGE), Taiwan

วันที่ 19 กรกฏาคม 2561, PRO-Green ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับ The Center for Green Economy (CGE) ในสังกัด Chung-Hua Institution for Economic Research (CIER) จากประเทศไต้หวัน เรื่องนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวในประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหาแนวทางในการสร้างความร่วมมือทางด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศไทยและประเทศไต้หวัน

PRO-GREEN และ Global Green Growth Institute (GGGI) ร่วมหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาโครงการด้านเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต

 

ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว (Pro-Green) ได้ร่วมหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาโครงการด้านเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคตกับสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ Global Green Growth Institute (GGGI) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมการพัฒนาสีเขียว (Green Growth) และส่งเสริมให้ประเทศต่าง ๆ มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อส่งแวดล้อม

Infographic

 

ศูนย์วิจัยฯ ประสงค์ที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสีเขียวให้เข้าใจง่ายและเป็นที่แพร่หลายสู่สาธารณชน จึงนำเอาองค์ความรู้และประเด็นต่างๆ เพื่อจะจัดทำเป็น Infographic จำนวน 12 หัวข้อ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1) ทำไมถึงต้องมีการควบคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์2) การกำหนดราคาคาร์บอน (carbon pricing) คืออะไร

3) ระบบภาษีคาร์บอน (carbon tax)

4) ระบบตลาดคาร์บอน (ETS)

5) ความแตกต่างระหว่างระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

6) ข้อมูลแระเทศที่มีการใช้ระบบภาษีคาร์บอน และระบบตลาดคาร์บอน

หัวข้อ 1-6 PRO-Green Infographic : GHG Series

7) อัตราภาษีคาร์บอนของประเทศต่างๆ กับเป้าหมายการพัฒนายั่งยืนที่ 13 (Climate Action)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 13)

8) การส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (sustainable consumption and production) กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 (Responsible Consumption and Production)
PRO-Green Infographic : SDGs (Goal 12)

9) ทบทวนแนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest concept)

10) แนวคิดการสร้างป่าไม้ในเมือง (urban forest promotion)
PRO-Green Infographic : Urban Forest

11) Water Intensity
PRO-Green Infographic : Water Intensity

12) การจัดการพื้นที่สวนสาธารณะในประเทศอังกฤษ (Park Management in United Kingdom)
PRO-Green Infographic : Park Managemet

การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวโดยคำนึงถึงผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน

ศรัณย์ ประวิตรางกูร
นักวิชาการประจำ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  1. บทนำ

หากจะกล่าวถึงการพัฒนาประเทศโดยการใช้มุมมองของเศรษฐกิจสีเขียวนั้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถละเลยได้ เนื่องจากสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว ที่ต้องการให้การเติบโตทางเศรษฐกิจหรือความอยู่ดีกินดีของมนุษย์เป็นไปโดยควบคู่กับการทำสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาสิ่งแวดล้อม และต้องมีความเท่าเทียมกันในสังคม (UNEP, 2011)

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญและเริ่มตระหนักถึงภัยคุกคามประการหนึ่งนั้น คือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าปัญหาโลกร้อน สาเหตุนั้นเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศส่งผลให้โลกดูดซับรังสีความร้อนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภายของภูมิอากาศโลกหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงในปริมาณฝน อุณหภูมิน้ำทะเล การเพิ่มขึ้นของพายุ ความสูงของน้ำทะเล ความเค็มและความเป็นกรดของน้ำทะเล และ การไหลของกระแสน้ำอุ่นน้ำเย็น เป็นต้น (IPCC, 2007) ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่ต่างก็อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภาพของโลก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย อาทิ ปริมาณน้ำฝนและความชื้นย่อมส่งผลของผลิตภาพการผลิตของสินค้าเกษตร การที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่งและระบบนิเวศชายฝั่ง อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอนามัยและผลิตภาพแรงงาน เป็นต้น โดยเฉพาะในกรณีของประเทศกำลังพัฒนาที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าด้านอื่น ผลเสียหายนั้นย่อมมีมูลค่าสูงมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของขนาดเศรษฐกิจ และมักจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในด้านอื่น เช่น การเสียชีวิตที่เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เป็นต้น (IPCC, 2012)

 

  1. ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเด็นเรื่องความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่นานาชาติให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในการประชุมรัฐภาคีของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC – COP) อย่างไรก็ดี คณะทำงานภายใต้ที่ประชุม COP ยังไม่มีการกำหนดคำนิยามของ ความสูญเสีย (Loss) และ ความเสียหาย (Damage) ไว้อย่างเป็นทางการ (Official Definition) มีเพียงการกำหนดกรอบกว้าง ๆ เท่านั้น

งานศึกษาวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงจำเป็นต้องกำหนดนิยามเองในลักษณะ “Working Definition” ขึ้น อาทิ เอกสารเพื่อการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องความสูญเสียและความเสียหายของคณะทำงานภายใต้ UNFCCC นิยามความหมายของ “Loss and Damage” เพื่อใช้เฉพาะในเอกสารดังกล่าวว่า “เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริง หรือมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น และส่งผลกระทบเชิงลบต่อมนุษย์ และระบบธรรมชาติ” (UNFCCC, 2012a) โดยไม่ได้มีการกำหนดความหมายเฉพาะสำหรับคำว่า “Loss” และ คำว่า “Damage” ในขณะที่รายงานด้านเทคนิคของ UNFCCC เรื่องเกี่ยวกับ Non-economic Loss ภายใต้บริบทของคณะทำงานชุดเดียวกัน ให้นิยามว่า “ความสูญเสียและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความสัมพันธ์กับการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) กล่าวคือ หากต้นทุนด้าน Mitigation และ Adaptation เพิ่มขึ้น ย่อมจะส่งผลให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากความเสียหายและความสูญเสียมีค่าน้อยลง” (UNFCCC, 2013a) หรืออย่างกรณีของเอกสารเชิงเทคนิคเรื่อง Slow Onset Event ซึ่งไม่มีการกำหนด Working Definition (UNFCCC, 2012c) ไว้ แต่ในเอกสารมีการอ้างงานศึกษาของ Hoffmaister, Stabinsky, & Thanki  (2012) และ Stabinsky & Hoffmaister (2012) รวมถึงงานวิจัยอื่น ๆ ซึ่งใช้คำนิยามเรื่อง Loss and Damage ในลักษณะเดียวกันกับคำนิยามข้างต้น

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาของ Verheyen (2012)  และ Durand and Huq (2015) หากพิจารณาความหมายของคำศัพท์ “Loss” และ “Damage” แยกกัน จะพบว่างานศึกษาส่วนใหญ่จะตีความ “Loss” คือ ความสูญเสียซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก ในขณะที่ “Damage” คือความเสียหายที่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนเดิมได้ อีกทั้งการศึกษาส่วนมากกำหนด Working Definition ของ Loss and Damage ไว้ในลักษณะเดียวกันกับ UNFCCC ที่กล่าวว่า ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ ส่วนที่เหลือ (residual) จากความพยายามทำ Mitigation และ Adaptation ดังเช่น งานศึกษาของ Warner and Van der Geest (2013) ซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลวิจัยจาก 9 ประเทศ เพื่อหาแนวทางรับมือความเสียหายที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ใช้นิยามในลักษณะเดียวกัน เพื่อหาสาเหตุว่าเหตุใดความเสี่ยงและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเกิดขึ้น และเหตุใดกลไกการทำ Mitigation และ Adaptation ยังไม่เพียงพอที่จะกำจัดความเสียหายให้หมดไปได้ คำนิยามในลักษณะนี้มีความสมเหตุสมผล เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่ต้องการประเมินความเสี่ยงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และต้องการหามาตรการเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว จึงต้องนิยามให้ Loss and Damage, Mitigation และ Adaptation นั้นมีความสัมพันธ์กันและเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขไปพร้อมกัน

ทั้งนี้มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่หยิบยกประเด็นเรื่องคำนิยามมาตั้งข้อสังเกตว่า การไม่สามารถกำหนดนิยามอย่างเป็นทางการในการประชุม UNFCCC นั้น เป็นประเด็นทางการเมืองมากกว่าประเด็นทางเศรษฐศาสตร์หรือประเด็นทางวิทยาศาสตร์  เนื่องจากการกำหนดนิยามชัดเจนอาจจะส่งผลให้การเจรจาเรื่องดังกล่าวคืบหน้าต่อไปได้ยาก เพราะประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนามีความเห็นที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะข้อกังวลของประเทศพัฒนาแล้วที่เกรงว่าคำนิยามที่ชัดเจนอาจจะสามารถนำไปสู่การเรียกร้องความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศหมู่เกาะ จากประเทศพัฒนาแล้วได้ (Durand & Huq, 2015; Johnson, 2016;  Stockholm Environment Institute, 2016; และ Vanhala & Hestbaek, 2016) จึงทำให้การเจรจาไม่เน้นหนักในเรื่องการกำหนดนิยาม แต่เน้นเรื่องการสร้างกลไกการรับมือกับผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

  1. การประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การประเมินความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น คือการประเมินผลกระทบของเหตุการณ์ (Events) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเหตุการณ์อาจจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง การระบาดของโรค เป็นต้น หรือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช้าๆ แต่เกิดต่อเนื่องกัน เช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล อุณหภูมิ การที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายไป ฯลฯ (UNFCCC, 2012c) ทั้งนี้สามารถแบ่งการประเมินออกได้เป็นหลายรูปแบบ เช่น การประเมินแยกตามลักษณะของความสามารถในการฟื้นคืนของสิ่งที่ถูกกระทบ (แยกความสูญเสียและความเสียหายออกจากกัน) หรืออาจแยกตามลักษณะของความเสียหายที่คิดมูลค่าเป็นตัวเงินได้กับไม่สามารถคิดมูลค่าได้ (มีตลาดหรือไม่มีตลาดสำหรับสิ่งที่สูญเสียและเสียหาย) ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเรื่องหนึ่งอาจจะมองให้อยู่ในรูปของทั้งความสูญเสียและความเสียได้ในคราวเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การที่เกิดภาวะน้ำท่วมทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย (ความเสียหายที่เป็นตัวเงิน) ซึ่งในคราวเดียวกันอาจจะทำให้หน้าดินถูกชะล้างไปจนพื้นดินไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก (ความสูญเสียที่เป็นตัวเงิน) และประชาชนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานเนื่องจากพื้นที่ไม่เหมาะแก่การทำอาชีพเพาะปลูกอีกต่อไป (ความสูญเสียที่ไม่เป็นตัวเงิน) เป็นต้น

 

  1. บทสรุป

การพิจารณาความสูญเสียและความเสียหายให้ครอบคลุมรอบด้านนั้นมีความสำคัญมากต่อการเตรียมตัวรับมือกับปัญหา หากพิจารณาต้นทุนต่าง ๆ ได้ไม่ครบถ้วนย่อมส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างไม่ยั่งยืน เพราะความเสี่ยงจากปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ทั้งนี้การตัดสินใจกำหนดนโยบายที่ต้องการลงทุนหรือจำกัดการเจริญเติบโตของประเทศนั้นเป็นสิ่งที่หลายประเทศไม่อยากทำ เนื่องจากเห็นว่าส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ทว่า หากทุกคนมองเพียงเสียความเสียหายที่เป็นตัวเงินอย่างเดียว ไม่ได้มองถึงความสูญเสียอื่นๆ ที่ไม่เป็นตัวเงิน หรือต้นทุนค่าเสียโอกาสที่จะเกิดขึ้น ย่อมจะทำให้การประเมินมูลค่าของผลกระทบที่เกิดขึ้นต่ำกว่าความเป็นจริง และจะส่งผลให้การกำหนดนโยบายเพื่อรับมือกับผลกระทบ (Adaptation) หรือแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Mitigation) เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การตัดสินใจกำหนดกรอบวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจจะน้อยเกินไป หรือมาตรการทางการคลังเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วผลเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจของประเทศอยู่ดี ดังที่งานวิจัยของ Stern (2007) ระบุว่า หากแต่ละประเทศในโลกไม่ร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง จะส่งผลเสียต่อมนุษย์รุนแรง โดยหากเทียบเป็นระดับของสวัสดิการที่เกิดขึ้นจากการบริโภค จะประมาณการเทียบได้กับการบริโภคเฉลี่ยของแต่ละคนลดลงมากถึงระดับร้อยละ 5 – 20 แต่หากโลกใช้มาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้ขึ้นโดยลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้นทุนต่อระบบเศรษฐกิจของโลกจะมีมูลค่าประมาณร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมเท่านั้น

ในอนาคตข้างหน้า หากมนุษย์ไม่ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ผลกระทบดังกล่าวจะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้ และความรุนแรงของผลกระทบนั้นจะมีมูลค่ามาก และส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศที่มีรายได้น้อย อย่างไรก็ดี นักวิจัยชั้นนำยังเชื่อว่า มนุษย์ยังพอมีเวลาให้ปรับตัว เช่น การพัฒนาเทคโนโยลีสะอาด การใช้พลังงานทางเลือก การสร้างสิ่งปลูกสร้างและระบบเตือนภัยธรรมชาติล่วงหน้า (early warning system) รวมถึงการลงทุนในงานศึกษาวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอื่นๆ โดยควรจะเริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นการลดความรุนแรงของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อลดความเสี่ยง เตรียมการรับมือ และพยายามปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อช่วยให้ความเสียหายที่จะเกิดจากผลกระทบนั้นบรรเทาลงบ้าง ถึงแม้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเตรียมพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องมีต้นทุนเกิดขึ้น และอาจมีมูลค่าสูงหรือกระทบกับราคาสินค้า หรือความสามารถในการบริโภคของแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญที่เราทุกคนควรตระหนักคือ เราควรพิจารณาเรื่องการเตรียมการดังกล่าวเปรียบเสมือนการลงทุน ให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจไปในแนวทางสีเขียวและยั่งยืน เพื่อให้คนในรุ่นหลังได้อยู่บนโลกใบนี้อย่างไม่ลำบากมากนัก

 

เอกสารอ้างอิง

Durand, A., & Huq, S. (2015). Defining loss and damage: Key challenges and considerations for developing an operational definition. Dhaka, Bangladesh: ICCCAD: International Centre for Climate Change and Development.

Hoffmaister, J. P., Stabinsky, D., & Thanki, N. (2012). Loss and damage: key issues and considerations for the Bangkok regional expert meeting. Briefing Paper on Loss and Damage, Third World Network, Asia and Eastern Europe Regional Meeting 27-29 August 2012, Bangkok.

IPCC. (2007). Climate Change 2007: Synthesis Report. Contribution of Working Groups I, II and III to the Fourth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change. Geneva, Switzerland: IPCC.

IPCC. (2012). Managing the Risks of Extreme Events and Disasters to Advance Climate Change Adaptation. A Special Report of Working Groups I and II of the Intergovernmental Panel on Climate Change. Cambridge, UK, and New York, NY, USA: Cambridge University Press.

Johnson, C. A. (2016, November). Holding Polluting Countries to Account for Climate Change: Is “Loss and Damage” Up to the Task?: Loss and Damage. Review if Policy Research, 50-66. doi:10.1111/ropr.12216

Stabinsky, D., & Hoffmaister, J. P. (2012). Loss and Damage: Some key issues and considerations. Briefing Paper on Loss and Damage, Third World Network, Latin America Regional Meeting 23- 25 July 2012, Mexico City.

Stern, N. (2007). The Economics of Climate Change: The Stern Review. Cambridge, UK: Cambridge University Press.

Stockholm Environment Institute. (2016). Defining loss and damage: The science and politics around one of the most contested issues within the UNFCCC. Stockholm: Stockholm Environment Institute.

UNEP. (2011). Towards a Green Economy: Pathways to Sustainable Development and Poverty Eradication – A Synthesis for Policy Makers. St-Martin-Bellevue, France: 100 Watt. Retrieved from http://www.unep.org/greeneconomy

UNFCCC. (2012a). A literature review on the topics in the context of thematic area 2 of the work programme on loss and damage: a range of approaches to address loss and damage associated with the adverse effects of climate change. Subsidiary Body for Implementation, Thirty-seventh session. Doha: FCCC/SBI/2012/INF.14.

UNFCCC. (2012c). Slow onset events. Technical Paper. FCCC/TP/2012/7.

UNFCCC. (2013). Non-economic losses in the context of the work programme on loss and damage. Technical Paper. FCCC/TP/2013/2.

Vanhala, L., & Hestbaek, C. (2016, November). Framing Climate Change Loss and Damage in UNFCCC Negotiations. Global Environmental Politics, 16(4), 111-129.

Verheyen, R. (2012). Tackling Loss & Damage – A new role for the climate regime? The Loss and Damage in Vulnerable Countries Initiative. Bonn: Germanwatch.

Warner, K., & van der Geest, K. (2013, October). Loss and damage from climate change: local-level evidence from nine vulnerable countries. International Journal of Global Warming, 5(4), 367-386.

 

Water Footprint กับเศรษฐกิจสีเขียว

ดร.ศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ
วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

1.บทนำ

น้ำถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ความสำคัญยิ่ง เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยการผลิตของภาคการผลิตต่าง ๆ  ทั้ง เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การบริการ ตลอดจนการอุปโภค บริโภคของครัวเรือน แต่ด้วยการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การเติบโตของการผลิตไม่ได้เป็นเพียงเพื่อการบริโภคภายในประเทศเท่านั้น หากแต่มีการขยายตัวของการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคอื่น ๆ จึงทำให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในทุกสาขาการผลิต  ในขณะที่การจัดการด้านอุปทาน ได้แก่ การสร้างหรือจัดหาแหล่งน้ำใหม่ๆ ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณในการลงทุนและสภาพของพื้นที่ รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ

หากพิจารณาสถานการณ์ภาวะขาดแคลนน้ำของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2557-2559 อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงที่วิกฤตที่สุด ข้อมูลอีกประการหนึ่งที่สะท้อนถึงภาวะขาดแคลนน้ำคือ ปริมาณน้ำท่าในแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญทั่วทุกภาคของประเทศไทยเกือบทั้งหมด อาทิ แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน มูล ตาปี อยู่ในเกณฑ์น้อย นอกเหนือไปจากภาวะฝนน้อยอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว สาเหตุประการสำคัญของการขาดแคลนน้ำ คือ การจัดการที่ขาดความเป็นธรรม ไม่สนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด และไม่เอื้ออำนวยให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ระบบ บริหารและกำกับที่เป็นอยู่ขาดความเป็นเอกภาพ ขาดสมรรถนะที่จะยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ ความต้องการที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในขณะที่อุปทานในหน้าแล้งมีความแปรปรวนมากขึ้น (Molle, 2001; มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด และคณะ, 2544)

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในระยะยาวแล้วแม้ว่าปริมาณน้ำฝนและน้ำท่าจะกลับสู่ภาวะปกติ แต่เขื่อนและอ่างเก็บน้ำจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีเพื่อเก็บสะสมน้ำให้กลับมามีปริมาณเท่าเดิมก่อนที่จะเกิดภาวะฝนแล้ง ดังนั้นวิธีการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงอาจจะมิใช่การจัดการด้านอุปทาน อาทิ การหาแหล่งน้ำใหม่หรือการเก็บกักน้ำในยามหน้าฝนไว้ใช้หน้าแล้งเพียงอย่างเดียว หากแต่รัฐควรเน้นการจัดการอุปสงค์ โดยอาจจะใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การเก็บภาษีกับสาขาการผลิตที่ใช้น้ำมาก หรือการซื้อขายใบอนุญาตเพื่อใช้น้ำ เป็นต้น หรือ อาจจะใช้วิธีการปรับปรุงเทคโนโลยีก็ย่อมทำได้

การที่รัฐบาลจะดำเนินมาตรการหรือใช้เครื่องมือใด ๆ เพื่อจัดการความต้องการน้ำนั้น รัฐบาลจำเป็นจะต้องทราบเสียก่อนว่า สาขาการผลิตต่าง ๆ ใช้น้ำในปริมาณเท่าใด และใช้น้ำคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ การจะได้มาซึ่งข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ดังกล่าว เพื่อจะนำมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินในการกำหนดนโยบายการจัดการน้ำของประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงคำนึงถึงความเป็นธรรมด้วยนั้น จำเป็นจะต้องมีการพัฒนาเครื่องมือประเมินความต้องการใช้น้ำ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วมีหลากหลายวิธี อาทิ การประเมินความต้องการใช้น้ำโดยอาศัยข้อมูลปริมาณการใช้น้ำที่เกิดขึ้นจริง หรือใช้ข้อมูลอื่น ๆ มาพิจารณาก็ได้

 

  1. การคำนวณ Water Footprint

เครื่องมือหนึ่งที่ใช้เพื่อการประเมินประเมินความต้องการใช้น้ำ คือ การคิดคำนวณรอยเท้าน้ำ หรือ  “Water Footprint” ซึ่งเป็นการคำนวณปริมาณน้ำจากผลรวมของทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่ของการผลิตสินค้าและบริการ ด้วยเหตุนี้ “Water Footprint” จึงเป็นตัวชี้วัดการใช้น้ำหลายมิติ โดยจะแสดงข้อมูลว่า ตลอดกระบวนการผลิตสินค้าหรือบริการหนึ่งใช้น้ำปริมาณเท่าใด รวมทั้งสามารถแสดงด้วยว่าน้ำในพื้นที่หนึ่งๆ ถูกจัดสรรไปใช้ผลิตสินค้าและบริการอย่างไร หรือมีการนำเข้าน้ำจากพื้นที่อื่น ๆ เป็นปริมาณเท่าใดบ้าง โดยรอยเท้าน้ำจะแสดงให้เห็นถึงสถานที่ทั้งหมดของรอยเท้าน้ำและระยะเวลาที่เกิดการใช้น้ำ ซึ่งอาจแยกออกได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่

  1. Blue Water Footprint คือ ปริมาณน้ำที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการที่เอามาจากน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดิน เช่น ปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิ น้ำในแม่น้ำ ทะเลสาบ อ่างกักเก็บน้ำ และน้ำบาดาล
  2. Green Water Footprint หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการที่อยู่ในรูปความชื้นในดิน น้ำดังกล่าวมักถูกใช้ในการผลิตสินค้าและบริการในภาคเกษตร และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ การทำการเกษตร การทำป่าไม้ และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และ
  3. Gray Water Footprint หมายถึง ปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยออกมาจากการผลิต แต่ในการประเมินจะใช้ปริมาณน้ำดีที่ต้องใช้ในการเจือจางมลพิษในน้ำเสียเพื่อไม่ให้เกินมาตรฐานความปลอดภัย

โดยหลักการทั่วไปแล้ว การคิดคำนวณรอยเท้าน้ำจะประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ ปริมาณน้ำดีที่นำมาใช้ในการผลิต และปริมาณน้ำเสียที่เกิดจากการผลิต (ในทางทฤษฎี สมมติว่าปริมาณน้ำเสียหากไม่มีการบำบัดเลย เมื่อปล่อยแหล่งน้ำธรรมชาติจะทำให้ปริมาณน้ำดีลดลง) จากนั้นจึงนำปริมาณน้ำที่ได้ไปเปรียบเทียบกับมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่สาขานั้นผลิตได้ ซึ่งสะท้อนว่าสาขาการผลิตนั้นใช้น้ำคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ เรียกว่า “Water Intensity” จากงานศึกษาของ Sukhaparamate (2013) ซึ่งคำนวณ Water Intensity ของประเทศไทย โดยใช้ตารางปัจจัยการผลิตปี 2548 และบัญชีน้ำ พบว่า สาขาการผลิต 4 อันดับแรกที่มี Water Intensity มากที่สุด ได้แก่ สาขาอุตสาหกรรมกระดาษ สาขาเกษตรกรรม สาขายาง เคมีภัณฑ์และปิโตรเลียม สาขาการค้า และ ส่วนงานของปาณิศา วิชุพงษ์และศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ (2560)  ใช้ตารางปัจจัยการผลิตปี 2553 และบัญชีน้ำ พบว่า สาขาการผลิต 4 อันดับแรกที่มี Water Intensity มากที่สุด ได้แก่ สาขาการผลิตข้าว สาขาการผลิตอ้อย สาขาสวนผลไม้ และ การประปา ซึ่งทั้งงานวิจัยทั้งสองฉบับ ได้เสนอวิธีการบริหารจัดการน้ำ 2 มาตรการ ได้แก่ (1) การใช้มาตรการทางค่าธรรมเนียมการใช้น้ำ (water usage fee) กับสาขาการผลิตที่ใช้น้ำไม่คุ้มค่า พบว่า การเก็บค่าธรรมเนียมการใช้น้ำกับสาขาที่ใช้น้ำไม่คุ้มค่า จะส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์สูงขึ้น ความต้องการใช้น้อยลง ส่งผลให้สามารถประหยัดน้ำได้มากขึ้น และ (2) การให้สิทธิในการใช้น้ำ (water right to use) ก่อนแก่สาขาการผลิตที่ให้มูลค่าทางเศรษฐกิจคุ้มค่า ส่งผลให้สามารถประหยัดน้ำได้ และสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจน้อยกว่า

 

  1. Water Footprint เพื่อเศรษฐกิจสีเขียว

            แม้ว่าการคำนวณ Water Footprint เป็นเสมือนตัวสะท้อนว่า สาขาการผลิตใดใช้น้ำไม่คุ้มค่าทางเศรษกิจ และหากมีการใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น  ค่าธรรมเนียมการใช้น้ำ หรือ การให้สิทธิการใช้น้ำก่อน จะทำให้สามารถลดการใช้น้ำลงไปได้ แต่เนื่องจากสาขาการผลิตที่ใช้น้ำไม่คุ้มค่าส่วนใหญ่เป็นสาขาการผลิตในภาคเกษตรกรรม ซึ่งหากพิจารณาปรัชญาของการพัฒนาของเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งมุ่งยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพิ่มความเป็นธรรมทางสังคม และในขณะเดียวกันก็สามารถลดความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาความขาดแคลนของทรัพยากรลง ตลอดจนการเติบโตแบบที่ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง (Inclusive Growth) ดังนั้น แม้ความต้องการใช้น้ำในภาคเกษตรเพื่อผลิตสินค้าและบริการอาจไม่คุ้มค่ากับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เมื่อเทียบกับภาคเศรษฐกิจอื่น แต่ไม่อาจสรุปได้ว่าไม่ควรจัดสรรน้ำให้ภาคเกษตร เนื่องจากการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ข้าว อ้อย สวนผลไม้ นั้นถือเป็นรายได้หลักของประชากรและแรงงาน หากพิจารณางดจัดสรรน้ำให้ภาคเกษตรทั้งหมดเนื่องจากเหตุผลด้านประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว นอกจากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจแล้ว ยังอาจจะมีผลต่อประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารด้วย ดังนั้นในการพิจารณาเกณฑ์การจัดสรรน้ำให้แก่ภาคการผลิตต่าง ๆ ควรคำนึงถึงปัจจัยทางสังคม ความเหมาะสมของการใช้พื้นที่และความเป็นธรรมร่วมด้วย

 

เอกสารอ้างอิง

ปาณิศา วิชุพงษ์และศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ (2560).   รายงานฉบับสมบูรณ์ การพัฒนาเครื่องมือในการประเมินความต้องการใช้น้ำของกลุ่มลุ่มน้ำภาคกลาง ภายใต้ โครงการศึกษา เกณฑ์การบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาดและคณะ (2544). แนวนโยบายการจัดการน้ำสำหรับประเทศไทย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว).

Molle, F. (2001). Water Pricing in Thailand: Theory and Practice. Thailand: Kasetsart University, DORAS Center.

Sukhaparamate, Supawat. (2014). National Water Footprint of Thailand And Tax Simulation. The International Journal of Economic Policy Studies, 8, 67-87.